Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 23 : บทที่21 วันหนึ่ง ความจริงนั้น...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่21 วันหนึ่ง ความจริงนั้น...

            เด็กสาวเดินออกมาจากระเบียงทางเดินอีกฝั่งก่อนจะมองเห็นว่ามีคนกำลังถูกทำร้าย ร่างเล็กจัดการเปิดฉากที่รุนแรงทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ เธอเปิดมิติสร้างโลกเสมือนเพื่อลดความเสียหายต่อตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบ แต่เหมือนจะไม่ทันเมื่อคนร้ายได้หายตัวไปทันทีที่เธอยิงเวทออกไป

            ราวกับอีกฝ่ายเตรียมทางหนีมาอย่างดี

            เด็กสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างตกใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ในอาร์เทลอีกครั้งก่อนจะลบมิติเสมือนออกไปพร้อมถลาเข้าไปดูว่านักศึกษาโชคร้ายคนนั้นเป็นใคร

            “หืม...คนของเซอร์ฟีเลีย”

 

ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นริ้วทันทีที่เด็กหนุ่มรู้สึกตัว มันปวดจนเขาทำหน้าบูดเบี้ยวก่อนจะรับรู้ถึงส่วนอื่นๆรอบกาย ภายในห้องสีมืดเข้มซึ่งถูกตกแต่งเป็นโทนสีดำประดับด้วยของมีค่าและกะโหลกสัตว์ป่าขนาดใหญ่แขวนบนผนัง

โซลริวอยากขยับตัวให้มากกว่านี้แต่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะแค่กระดิกนิ้วก็สะเทือนไปถึงแผล

“ฟื้นแล้วหรือ” เสียงบางเบาถามขึ้นก่อนพบว่ามีหญิงสาวยืนอยู่ข้างๆเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ โซลริวไม่อยากตอบเพราะอีกฝ่ายก็เห็นแล้วว่าเขาฟื้นยังจะถามให้ต้องเอ่ยปากพูด มันเจ็บนะและเขาไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

“คนทั่วไปคงตายไปแล้วล่ะ แต่เจ้าก็เกือบๆตายน่ะ ดีที่ข้าช่วยไว้ทัน” หญิงสาวเน้นคำคล้ายจะบอกว่าเขาได้ติดหนีบุญคุณเธอแล้ว

โซลริวกลอกตาไปมาเล็กน้อยก่อนจะหันมองคนที่บอกว่าช่วยชีวิตเขาเต็มๆตา ใบหน้าขาวใสผมสีทองลอนพอดี ตาโต ปากนิด จมูกหน่อยดูน่ารัก เวลายิ้มก็ดูเพลินๆตาดีอยู่หรอกนะ

“มองแบบนั้นจะถามว่าข้าเป็นใครหรอ”

“อือ” เขาส่งเสียงครางในลำคอออกไป แต่แสบคอหมดจนเกือบจะไอค่อกแค่กออกมา

“ข้าคืออธิการบดีของอาร์เทล มาเลีย อาร์เทนอส และข้ารู้จักเจ้า โซลริว ลีโนเทียร์”

“...”

“เด็กมนุษย์ที่โชคร้ายไม่น้อย ข้ารู้ว่ารอยแผลเป็นที่หลังคอของเข้าได้มาจากไหน”

“...” โซลริวมองรอยยิ้มลึกลับไม่น่าไว้ใจ เขาอวดครวญเมื่อได้พบเจอคนแบบนี้อีกแล้ว คนที่ทำเหมือนรู้จักเขามาก่อน คนพวกนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้วหรือถึงไงได้มาขุดคุ้ยเรื่องของเขาขนาดนี้

“เจ้าถูกตัดแต่งพันธุกรรมเลยนะ ปู่ของเจ้าช่างร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยน” ท่านอธิกาลว่ายิ้มๆ “แต่เหมือนยีนส์บางตัวจะเข้ากันไม่ได้ เมื่อมันปกป้องเจ้า มันก็ทำร้ายเจ้าได้เช่นกัน อย่างบาดแผลพวกนี้ทำให้เจ้าเจ็บเจียนตาย ให้เจ้านอนฟังข้าเล่าความหลังไม่เห็นสนุกเลย มะ..”

“...” โซลริวมองท่านอธิการด้วยสายตาไม่เข้าใจติดหน่ายๆ

“ข้าจะรักษาให้เสร็จๆ”

ว่าแล้วมือบางก็เอื้อมมาวางเหนือแผลเขาเล็กน้อยก่อนจะทำการรักษา

“ที่เจ้าเจ็บแบบนี้เพราะพลังของเทพที่รักษาให้เจ้าก่อนหน้านั้น อาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งแต่พลังปีศาจในกายเจ้าก็อ่อนแรงลง ไม่แปลกว่าทำไมเจ้าเจ็บปวดอย่างที่ไม่ควรจะเป็น”

“มะ..หมายถึง โนอาร์หรอ” โซลริวถามย้ำแต่เขาไม่ได้ติดใจเพราะโนอาร์เคยบอกไว้แล้วว่าพลังที่ต่างขั้วของพวกเราอาจจะส่งผลเสียให้ร่างกายของโซลริวไม่มากก็น้อย

“ถ้าเด็กนั่นเป็นเทพคงใช่ เพราะแบบนั้นแหละเจ้าถึงเจ็บปวด”

“แล้วมันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมั้ย”

ท่านอธิการมาเลียพยักหน้า โซลริวยังคงจดๆจ้องๆใบหน้าที่อ่อนเยาว์จนดูไม่เหมือนอธิการเลยสักนิด

“แต่ต้องใช้เวลา ให้ร่างกายของเจ้าปรับตัวก่อน”

“ทำไมท่านถึงรู้ว่า ผม..”

“ถูกทดลองหรอ”

“...”

“ข้ารู้มากกว่านั้นอีก” มาเลียยิ้มพรายดูซุกซนไม่เหมือนคนมีอายุเท่าไร “ปู่เจ้าแค่ไม่ต้องการให้ใครเป็นจุดด่างพร้อยของตระกูลน่ะไม่อย่างนั้นจะถูกรังแก ถึงจะเป็นแบบนี้แต่เจ้าก็คือคนเดียวที่เขายอมรับไม่ใช่หรือ มันคุ้มที่จะเสีย...หรือเจ้าไม่คิดแบบนั้น”

“ผมไม่อยากคิดให้รกสมอง” โซลริวตัดบท “อีกอย่าง..”

“เจ้าจำได้ข้ารู้” มาเลียพูดก่อนจะหัวเราะแล้วส่งมือมาลูบหัวเด็กหนุ่มอย่างเบามือหลังจากรักษาเสร็จเรียบร้อย “ไหนลองพูดซิว่าเจ้าจำอะไรได้บ้าง”

“คุณเป็นใคร” โซลริวถามขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ตอบ เพราะไม่อยากอ้อมค้อมกว่านี้ หากท่านอธิการจะพูดมาขนาดนี้แล้วไม่จำเป็นที่เขาจะต้องยืดเยื้อให้เสียเวลา จริงสิ ความจริงอีกอย่างผู้หญิงคนนี้อาจจะรู้ถึงอดีตชาติของเขาเลยก็ได้ เพราะอย่างนั้นเขาจะเสียเวลาปกปิดมันทำไม

“ข้ารอเวลานี้แหละนะ” ท่านอธิการยิ้มร่าเหมือนเด็กๆ “ความจริงแล้วข้ารอเจ้ามาหลายร้อยปีแล้วล่ะ”

“พูดเกินไปรึเปล่า” โซลริวมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างเบื่อหน่ายขึ้นมา

“ไม่เกินไปหรอกนะ พวกข้ารอเจ้ามาหลายร้อยปีแล้ว”

“...”

“เจ้าน่ะ จะต้องกอบกู้โอเทียร์ร่าจากคำสาปของจอมมารนะ”

“...”

“ไม่ตื่นเต้นหน่อยหรอ”

โซลริวอึ้งๆอยู่พอคิดได้ก็โพลงขึ้น “ออกไป”

“อ้าว ข้าอุตส่าห์ดีใจที่ได้พูดความจริงกับเจ้า”

“ออก ไป”

“โซลริว”

“แล้วต่อไปก็เรียกแค่ชื่อนี้ ชื่อในอดีตไม่ต้อง” โซลริวสั่งเสียงเข้มขึ้นมาก่อนอธิการหน้าเด็กจะอมลมแล้วตบแขนเขาแรงๆทีหนึ่ง

“ไอ้คนใจดำ ผ่านมาพันกว่าปีเจ้าก็ยังไม่ทิ้งนิสัยนี้นะ” มาเลียขบฟันพลางตีเด็กหนุ่มแรงขึ้น ถ้ารู้ว่าโตมาจะจำเอานิสัยเดิมๆกลับมาใช้จะเอาชี้เถ้ากรอกปากตั้งแต่เกิดเลยเชียว

“ข้าไม่กู้อะไรทั้งนั้น” โซลริวพูดขึ้นอย่างทนไม่ไหว

“...”

“ไม่ทำ ไม่ยุ่ง เบื่อ ที่ข้าเจ็บอยู่วันนี้ก็เพราะใคร ข้าทำเพื่อช่วยใคร”

“แต่ว่า”

“ข้าเบื่อสภาพนี้แล้ว นี่ข้าจะถูกทรมาทรกรรมทุกชาติไปไม่ได้นะ”

ใช่แล้ว โซลริวจะต้องตายอย่างทรมานทุกครั้งไป และมันก็เป็นแบบนั้นมาตลอด แต่มาเลียกลับฉวยโอกาสยกมาเป็นข้ออ้างจนได้

“อ๊ะใช่ เจ้าจะถูกทรมานทุกชาติไปไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดีคือเจ้าต้องแก้คำสาปนะ”

“...”

“ถ้าคำสาปของจอมมารถูกทำลาย เจ้าก็จะสามารถแก้คำสาปของเจ้าได้ด้วย โลกนี้ก็จะปลอดภัย คนมากมายจะไม่ล้มตาย แบบนั้นเจ้าก็จะเดินสู่อิสระได้ง่ายขึ้น” มาเลียกล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้เกินจริงสักนิด “อีกอย่าง มีไม่กี่ชาติที่เจ้าจะจำเรื่องราวในอดีตทั้งหมดได้ ชาตินี้เจ้าต้องฉวยโอกาสแล้วนะ”

มาเลียยิ้มให้อย่างใจจริง ถึงเธอจะมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะแต่คำพูดของเธอไม่ใช่เรื่องโกหก โซลริวจะต้องแก้คำสาปให้โอเทียร์ร่าอาจจะไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้แต่เพื่อตัวเขาเองแต่แบบไกนก็ช่วยโลกใบนี้ได้ทั้งนั้น

โซลริวได้ฟังก็คิดตาม มีไม่กี่อย่างที่อยู่ในหัวของเด็กหนุ่มอายุนับพันปี เขาไม่ชอบความวุ่นวาย และถ้าเดินเข้าไปตามที่มาเลียบอกเขาจะได้นอนหรือ มันไม่ง่ายเลยนะที่เขาจะมีอายุ 18 ในแต่ละชาติ และไอ้เรื่องความทรงจำก็เช่นกัน มีไม่กี่ชาติที่เขาจะจำได้ขนาดนี้

และโชคก็ไม่ได้เข้าข้างเขาเสมอไป

“ข้าคือตัวแทนของพระเจ้า กำเนิดขึ้นมาเพื่อบอกกล่าวแก่ท่าน ได้โปรดพิจารณาให้ดีเถิด”

มาเลียบอกสถานะของตัวเองให้เด็กหนุ่มรับรู้ เมื่อเด็กหนุ่มยังเงียบเลยใส่ไฟเข้าไปอีกนิด

“หากเสร็จสิ้นทุกอย่างพวกข้าจะไม่รบกวนท่านอีกเลย”

“...”

“ได้โปรด...คิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้” อธิการร่างเล็กกล่าวด้วยท่าทีถ้อยอาศัยไม่คิดจะบังคับแต่อย่างใด “เห็นแก่ข้า ที่รักษาชีวิตท่านด้วยเถิด”

บ๊ะ!

 

โซลริวเดินออกมาจากห้องพักท่านอธิการด้วยความคิดต่างๆนาๆ มือยังลูบท้องปอยเพราะยังจำความรู้สึกที่กริซแทรกผ่านเข้ามาได้ดี ถึงท่านอธิการจะว่าแบบนั้นแต่ต่อหน้าคนอื่นพวกเขาก็จำต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

เขาเพิ่งอายุ 18 ปี และแน่นอนว่าการได้ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวลกลับคืนมา ในตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะไม่สนใจอะไรในอดีตทั้งสิ้นเพราะหน้าที่ของโซลริวในชาตินี้ก็คือเรียนจบกลับมารับใช้ตระกูล และร่างกายของเขาก็ไม่ได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น

และเขาก็ตั้งใจจะลืมแล้วว่าชาติก่อนได้ถูกใส่ร้ายจนต้องถูกสาปให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เอลฟ์บ้าง ปีศาจบ้าง เป็นมังกรบ้าง เป็นทุกอย่างที่ต้องถูกฆ่าตายในฉากสุดท้าย ราวกับนิทานที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนๆเดียวแต่หลากหลายสถานการณ์

เขาตั้งใจแล้วว่าจะไม่บาดหมางกับใครที่ทำให้เขาต้องตาย

แต่ทำไมชาตินี้ เขาถึงต้องมาลบล้างคำสาปจากไอ้เจ้างั่งมุทะลุนั่นด้วย

หน้าที่นี้ตกมาตกหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไรกัน

ไอ้ผู้กล้ามันหายหัวไปไหนกันหมด

“หัวหน้า หายไปไหนมา แอบงีบหรอ” เสียงของชาร์ลดังขึ้นพร้อมในมือถือเอกสาร โซลริวที่มัวแค่คิดมากถึงได้รู้สึกตัวว่าเดินออกมาไกลจนอยู่ใต้ตึกที่ไม่คุ้นตาเท่าไรเพราะเป็นตึกของพวกอธิการที่เขาเพิ่งเคยมาครั้งแรก และสิ่งหนึ่งที่โซลริวเพิ่งจะคิดออกทีหลังคือ ชาร์ลไม่เคยเรียกชื่อเขา

มันเรียกแค่หัวหน้ามั้ยละ

“อืม อัญเชิญเจ้าตัวใหญ่มา เหนื่อย” โซลริวโกหกออกไปเพราะไม่อยากพูดมากความ ตอนนี้เขาปวดหัวเหลือเกิน

“สีเลอะเสื้อหมดแล้วนั่นนะ” ชาร์ลว่าก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “กลิ่นเหมือนเลือดเลยแฮะ”

“อ่อ  อืม เลิกเรียนแล้วสินะ”

“ครับ เลิกแล้ว” รองหัวหน้าห้องสามทำงานงงๆก่อนที่โซลริวจะตบบ่าเบาทีหนึ่งแล้วเดินไป ชาร์ลหันมองตามอย่างสงสัยเพราะว่าที่เปื้อนเสื้อของหัวหน้ามันเหมือนเลือด

ไม่สิ นั่นมันเลือดชัดๆเลย

“คงไม่เป็นอะไรมากนะ” ชายหนุ่มพึมพำอย่างไม่วางใจนักแต่เมื่อเห็นว่ายังเดินได้ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ..ถึงอย่างนั้นชาร์ลก็เป็นห่วงอยู่ดี ยิ่งชอบทำตัวเงียบๆอยู่ด้วยถ้ามีปัญหาไม่รู้เหมือนกันว่าหัวหน้าจะเรียกให้ไปช่วยหรือเปล่า

จนแน่ใจว่าหัวหน้าเดินปร๋อดีชาร์ลถึงได้หมุนตัวออกไปทำหน้าที่ต่อ

 

เรื่องที่โซลริวในชาตินี้ถนัดก็มีไม่กี่อย่าง

หนึ่งขี้เกียจ

สองขี้เกียจ

สามกลับไปอ่านข้อหนึ่งอีกที

โซลริวไม่ได้อยากวุ่นวายหรอกนะ แต่ที่ท่านอธิการตัวเล็กๆบอกไว้ก็น่าสนใจอยู่หรอก มันเป็นความจริงทั้งหมดเขาแค่คิดไม่ตกว่าจะแก้คำสาปจริงๆหรือ พอเดินลากขากลับไปถึงห้องก็พบว่าเพื่อนทั้งสามนั่งอยู่คนละส่วนและส่งเสียงหัวเราะลั่น

เขาที่ได้เห็นก็อดยิ้มนิดๆไม่ได้

พวกมันมีความสุข ก็ดี

ดีกว่าทุกข์ทรมานตั้งหลายเท่าตัว

“ไปทำอะไรมาครับ” เซเรฟท้วงขึ้นเมื่อเห็นสภาพเละเทะของเขา ไม่เพียงแค่เซเรฟหรอก คนอื่นๆที่อยู่ในหอพักก็พยายามถามเหมือนกันแต่โซลริวเหนื่อยจะตอบทุกคำถามได้เลยบอกแค่ว่าเลอะสี

“คนอื่นทำ?”

“ใคร?”

เห็นมั้ยว่าพวกมันฉลาด โซลริวยังไม่ได้พูดเลยเรย์จินกับโนอาร์ก็สวนขึ้นราวกับกลองคู่ เข้ากันดีจริงๆเลยเรื่องแบบนี้น่ะ แล้วเขาจะตอบยังไงละ

โซลริวรู้ดีว่าบาดแผลของเขาได้มาวันนี้เพราะเขาไปช่วยเรย์จินในวันที่พระจันทร์เดือนมืดแผลงฤทธิ์ด้วยการทำลายดวงวิญญาณที่จ้องจะเอาชีวิตของเรย์จิน พวกมันคงไม่รู้ว่าโซลริวเป็นใครถึงได้เข้ามาทำร้ายกันตรงๆแบบนี้และโซลริวก็คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะจมูกดีขนาดตามเขาเจอ แถมเล่นทีเผลออีกต่างหาก

“ไม่มีใคร..”

“แก...โกหกทำไม” โนอาร์พูดขึ้นเหมือนผิดหวัง หน้ามันเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“นายโกหกพวกเราหรอโซลริว” เรย์จินถามขึ้นด้วยสีหน้าขึงขัง ก็เขาไม่อยากให้เดือดร้อนด้วยไงเจ้าพวกนี้หนิ

“คุณโซลริว...ไม่ไว้ใจพวกเราเลยหรอครับ”

“ไม่ใช่” โซลริวเถียงขึ้นอย่างมีอารมณ์ ทำไมพวกมันคิดแบบนี้กันวะ

“แล้วทำไมไม่พูดความจริง” โนอาร์พูดขึ้นอย่างจริงจังจนบรรยากาศขุ่นมัวเหมือนมีหมอกหนาปกคลุมไปทั่ว มือหนาปิดหนังสือลงก่อนจะจ้องเขาด้วยท่าทีที่อ่านได้ว่า มึงบอกกูมาเดี๋ยวนี้

โคตรเถื่อน

“ทำไมต้องโกรธด้วยละ” เขาถามกลับ แม้จะเหนื่อยเต็มทีก็ยังต้องรั้งเปลือกตาไม่ให้ปิดลง

“ก็เป็นห่วงไง แค่นี้เองทำไมไม่รู้” โนอาร์แทบจะตะคอกใส่หน้าจนเพื่อนอีกสองคนหันมองเหมือนเข้ามาห้ามแต่พอได้ยินคำพูดต่อมาพวกมันก็ยิ้มหน่อยๆ “มีแต่ควายที่ดูไม่ออกว่าแกไปทำอะไรมา แล้วยังจะโกหก”

“...” อ๋อ..โซลริวอุทานในใจความรู้สึกขุ่นๆเมื่อสักครู่หายวับ

“แกหัดโกหกฉันตั้งแต่เมื่อไร ห๊ะ”

อะไรของมันฟะ

“ฉันไม่โกหก ใจเย็นดิ”

“แล้วใครทำ”

“ไม่เห็นต้องเสียงดัง ไม่เห็นต้องร้อนเป็นไฟเลย”

“ก็หน้าอย่างงี้มีคนเดียวไง” ไม่ว่าเปล่าโนอาร์ยังจิ้มนิ้วลงบนหน้าผากโซลริวทีหนึ่ง “กำไล อยู่ไหน”

“อยู่นี่จ้ะ”

“เออ ถ้าหายตาย จำไว้”

“ทำไมต้องโกรธสะเทือนห้องขนาดนี้วะ เรย์จินเซเรฟดูเพื่อนพวกแกดิ” เขาหันไปโวยวายบ้างแต่สองคนนั้นกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เขารู้สึกเหมือนโดนเด็กรังแก พวกมันงอแงจะเอาอะไรไม่รู้ โว๊ะ

“บอกก็ได้ มันเป็นเรื่องของฉันเอง ฉันแกว่งเท้าไปเตะเสี้ยนมันเลยมาเอาคืน”

“ทำไมไม่ชวนฉัน” เสียงของโนอาร์ยังดังขึ้นในขณะที่โซลริวเดินมาถอดเสื้อโยนลงตะกร้าเตรียมอาบน้ำ

“เรื่องเจ็บตัวหางตั้งเลยนะ” เขาหันไปแขวะ “อย่าทำอะไรที่มันพาตายยกโขยงได้มั้ย อย่าโง่”

โซลริวเตือนด้วยความหวังดี ยังไงซะเขาก็ไม่ตายง่ายๆหรอกนะ ชนกติดหลังเยอะขนาดนี้ตายไปก็แย่สิ แต่พวกมันก็ห้ามตายเหมือนกัน เขาที่ลิ้มรสความรู้สึกสูญเสียมาทุกชาติก็ไม่ได้ชินกับเท่าไร่ ไม่ชอบด้วยซ้ำไป เมื่อได้ฟังเหตุผลพวกมันก็ลดอาการขู่ฟ่อเหมือนลูกแมวลงแล้ว โซลริวดึงผ้าเช็ดตัวมาพาดบ่า

“แกก็อย่าเจ็บจะได้มั้ย” โนอาร์พูดขึ้นเสียงเย็นลงแล้วหลายส่วนจนเกือบจะปกติดี

“...”

“อย่าโง่”

“เจ็บตัวหรือไม่เจ็บตัว มันเป็นเรื่องของจังหวะ ไม่ได้โง่ ไอ้บ้า” โซลริวหันไปด่ารัชทายาทแดนเทพอย่างหน่ายๆ พวกมันยังเด็กละอ่อนเหมือนไฟที่ไม่มีทางเย็นลงง่ายๆ แต่ต่อไปเขาจะดัดนิสัยพวกมันเอง กล้าดียังไงมาทำให้รู้สึกผิดที่พูดความจริงไม่หมดฟะ

“จะทำอะไร” เขาถามขึ้นเพราะยังไม่ทันได้ด่าจบโนอาร์ก็เดินเข้ามา

“อาบน้ำไง”

“ยังไม่อาบอีกหรอ”

“ตอนแรกว่าจะอาบดึกๆ ตอนนี้เปลี่ยนใจละ”

“งั้นเชิญอาบก่อนเถอะครับ” โซลริวว่าก่อนจะเดินไปหาที่นั่งทั้งที่เรเซฟกับเรย์จินยังคงนั่งยิ้มเป็นอากาศในห้องเฉยๆ พวกตัวใส่ไฟ เห็นเงียบฟังนึกว่าจะช่วย สมควรได้รางวัลกลองคู่ ผสมโรงกันดีนัก

เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย!

“ใครว่าฉันจะอาบคนเดียว” โนอาร์ก้าวขาเข้าห้องน้ำได้ข้างเดียว มันหันกลับมาพร้อมสามตานึกสนุกแบบที่ไม่ค่อยจะเห็น

“?”

“แกนั่นแหละ มานี่!” ไม่ว่าเปล่ามือหนาเดียวคว้ามับเข้าที่แขนพร้อมดึงเข้าห้องน้ำไปเลย เซเรฟกับเรย์จินที่เห็นว่าโซลริวหน้าเหวอแค่ไหนถึงกับหัวเราะลั่นห้อง

ว่าไม่ได้เชียวนะ ไอ้โนอาร์หมาไม่แดก

ไอ้เด็กนรกกกกกก!

 

พวกเขาอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จก็ลงไปหาอะไรกินแล้วกลับขึ้นมาใหม่ ทั้งหมดนั่งจับจองที่ทางของตัวเองอย่างทุกวัน โซลริวสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มหนังตาแทบจะปิดได้ทุกเวลาก่อนจะได้ยินเซเรฟเรียกให้เขาลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ

“ไม่เอาวันนี้เหนื่อย”

“งั้นก็พักเถอะครับ” วันนี้เซเรฟว่าง่ายกว่าปกติ คนผมเงินปิดหนังสือลงก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงเดี่ยวของตัวเอง

“แล้ววันนี้คนที่ชื่ออลันหาเรื่องคุณรึเปล่าครับ”

“แค่เตือนให้ระวังตัว” โซลริวลืมตาขึ้นก่อนจะเสริม “พวกแกก็ระวังตัวด้วย อยู่กับฉันบ่อยๆพวกมันเห็นเข้าอาจจะคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน”

พวกมันเงียบฟัง โธ๊ เป็นเด็กดีแบบนี้ให้ได้ตลอดโซลริวอาจจะไม่เหนื่อยย่างวันนี้ก็ได้ ปวดหัวแค่ไหนก็ต้องมานั่งบอกพวกมัน นี่เพื่อนหรือพ่อ แต่โซลริวอดคิดมากไม่ได้ หากว่าคนที่ใช้กริซเล่มนั่นยังอยู่ในอาร์เทลก็คงจะเห็นเรย์จินรวมถึงโนอาร์และเซเรฟที่เกาะกลุ่มไปไหนมาไหนด้วยกันออกจะบ่อย

แบบนี้มันจะไม่ซวยกันหมดหรือไง

“แบบว่า ถ้ามันเป็นเรื่องของฉันก็ไม่อยากให้พวกแกซวยไปด้วย ไม่อยากมีเพื่อนตาย” โซลริวพูดขึ้น บางทีเขาก็ไม่ชินการจะมีเพื่อนเท่าไร ไม่ชินกับอะไรทั้งนั้น

เสียงของโซลริวดูอ่อนล้าแม้แต่เรย์จินยังรู้สึกได้ เจ้าชายแดนมนุษย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เราลงเรือลำเดียวกันแล้วไม่คิดจะหนีขึ้นฝังคนเดียวหรอก”

“แต่ผมมอบชีวิตให้คุณได้เลยนะ” จู่ๆเซเรฟก็พูดขึ้น โซลริวหันมองคนผมเงินก่อนจะปาหมอนใส่เรียกเสียงหัวเราะภายในห้องได้เป็นอย่างดี

“จริงๆนะ คุณช่วยผมมาหลายครั้งแล้ว”

“....”

“ถ้าไม่ได้คุณช่วยผมคงตายไปแล้ว”

“...ไปขอบคุณสองแฝดโน้น” โซลริวไล่เซเรฟไปเรื่อยแต่กลับรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าคำพูดพวกมันจะฟังดูแปลกๆแต่ก็จริงใจดี คนแก่ที่ขาดความจริงใจมานานกลับรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“ฉันไม่กลัว” โนอาร์พูดขึ้นมาสักทีบรรยากาศดีๆสลายไปหมด ความใจร้อนของเด็กหนุ่มช่างรุนแรงอะไรแบบนี้ โซลริวไม่ได้ว่าอะไรเขาแค่มองหน้าเพื่อนผมแดงอย่างหมั่นไส้ แต่ความแข็งแกร่งของโนอาร์เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ

(ดูจากรูปร่างก็กินขาดแล้วอ่ะนะ)

“ระวังหน่อยก็ได้” เขาเตือนอย่างหวังดี โซลริวยังไม่อยากมีเพื่อนตายจริงๆ

“ฉันระวังทุกอย่างนั่นแหละ เพราะเวลาของฉันมันมีจำกัด” โนอาร์พูดขึ้นเสียงเรียบแต่จริงจังพร้อมนอนตะแคงมองมาหาโซลริวด้วยสายตาที่อึดอัดเจือมา

“ว่าแต่โนอาร์เถอะ ข่าวลือของนายใช่ย่อยเลยนะ ฉันได้ยินแล้วหัวร้อนแทน” เรย์จินพูดขึ้น

“เรื่องนั้น..ช่างมันเถอะ คนนินทาก็ชอบนินทาอยู่วันยันค่ำ”

“แต่ว่ามันไม่ใช่ความจริงใช่มั้ย ที่บอกว่านายฆ่าคนน่ะ”

“...”

ความหนาวเย็นซึ่งไม่รู้ว่าพัดมาจากที่ไหนกำลังเล่นงานพวกเขาไม่น้อย โนอาร์เงียบไปได้จนถือว่าเกิดความอึดอัด

“จริง”

“....”

“โนอาร์เคยฆ่าคนมาก่อน” ชายหนุ่มผมแดงพูดเสียงเรียบ “แล้วพวกนายล่ะ ยังจะเป็นเพื่อนกันอยู่มั้ย”

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเบาๆจากด้านนอกเหมาะเจาะสิ้นดี โซลริวไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงแต่เขาไม่สนใจหรอก คนเรามีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน เหตุผลไม่เหมือนกัน ถ้าให้มองในมุมของคนที่ลิ้มรสความตายมาไม่น้อยอย่างเขาก็คงไม่ได้สำคัญเท่าไร

โซลริวไม่ถือข้อนี้มาลบล้างคำว่าเพื่อนหรอก

เขารู้จักหลายคนที่ต้องฆ่าเพื่อความอยู่รอด และอีกหลายคนที่ต้องฆ่าเพราะต้องฆ่า

เหตุผลแต่ละคนแตกต่างกันทั้งหมด เรามีชีวิตไม่เหมือนกันเพราะอย่างนั้นโซลริวถึงไม่ชอบด่วนสรุปใครง่ายๆ คนมีชีวิตดีก็ดีไป คนสู้ชีวิตก็สู้จนตัวตายก็มีถมเถ แต่โนอาร์เป็นเพื่อนที่ดี มีเหตุผลแม้ว่าน้อยครั้งจะแสดงด้านดีๆออกมาก็ตามแต่

“ฉันไม่ถือหรอก”

“ผมก็ไม่ถือ/ฉันก็ไม่ถือ” ทั้งเซเรฟและเรย์จินต่างก็ตอบตรงกัน พวกมันไม่ได้สนใจคำตอบของโนอาร์มากนัก โซลริวก็ด้วย

“ทำไม”

“ไม่ใช่ว่าเราเป็นเพื่อนกันนะ แต่ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันฉันก็ไม่ถือ ไม่ได้เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง แต่ว่าคนเรามันมีเรื่องราวที่ประสบมาคนละแบบ ฉันคิดว่านายไม่ได้ตั้งใจทำหรอก อันที่จริงนายควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุดต่างหาก”

“...”

“ฉันรู้ว่าลึกๆแล้วคนร้ายกาจไม่ใช่นาย” โซลริวจ้องดวงตาสีแดงที่ทอประกายวูบไหวแวบเดียวอย่างติดใจแต่ก็ไม่คิดจะตั้งคำถาม “ตามนั้นแหละ”

“ผมทิ้งคนที่ดันด้นไปช่วยผมไม่ได้เหมือนกัน”

“ฉันไม่ถือหรอกนะ เพราะฉันมีคติที่ว่าเป็นมิตรกับทุกอย่างที่ไม่หันดาบหรืออาวุธมาทางฉัน” คำพูดติดตลกของเรย์จินทำให้บรรยากาศดูเบาสบายขึ้นมา

“ขอบใจ”

เสียงของโนอาร์ดูคลายความกังวลลงไปมากโข โซลริวไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาจะนอนแล้วเรย์จินกับเซเรฟก็ลุกขึ้นปิดไฟทำให้ความมืดกลืนทุกอย่างในห้องทันที จนนอนหลับได้ตื่นหนึ่งโซลริวถึงได้รู้สึกว่าเตียงข้างๆโล่งไป ลุกขึ้นมาก็เห็นประตูทางริมระเบียงแง้มออกไปนิดๆพอให้ไฟจากหลังหอพักสาดเป็นลำแสงเข้ามาด้านในเล็กน้อย

เพราะอะไรไม่รู้ที่ทำให้ดินออกไปดู

“ทำไมมายืนตรงนี้ ฝนกำลังจะตกนะ” เพราะอากาศที่เย็นตัวลงและท้องฟ้ามีฟ้าแลบจนดูน่ากลัว

“มีอะไรให้คิดนิดหน่อย” โนอาร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างออกไปจากทุกที มันฟังดูเบาสบายและเรียบง่ายไม่ได้ดุดันหรือเจือไปด้วยกระแสอารมณ์เหมือนตอนกลางวัน

“เรื่องไหน”

“เรื่องของฉัน”

“งั้นฉันไปนอน”

โซลริวหันหลังจะไปนอนต่อแต่ถูกอีกคนรั้งมือไว้เบาๆเพียงเตะมือแต่เขาก็หยุดทันทีราวกับกับมันมีพละกำลังอย่างมหาศาล

“ที่ฉันพูด คือจริงจังนะ” โนอาร์พูดขึ้นเบาๆเหมือนไม่ต้องการให้ใครได้ยินมากกว่านี้ก่อนที่มันจะกางเวทในหอพักที่มีกฎห้ามใช้พลัง แต่พวกเขาก็ทำมันบ่อยๆโดยไม่สนกฎอะไร

“เรื่องไหน บอกฉันแล้วหรอ” โซลริวถาม เขาไม่แน่ใจว่าสายตาของโนอาร์กำลังจะสื่ออะไรแต่มันดูร้อนรนและไม่สบายใจเจืออยู่

สายตาของโนอาร์ดูสั่นไหวหรือเพราะมันเป็นกลางคืนความร้ายกาจถึงได้จางลง

“เวลาของฉัน”

“...”

“เหลือ- ถูกจำกัด” ดวงตาสีแดเฉไปมองที่อื่นเล็กน้อยและพูดอึกอักราวกับไม่แน่ใจว่าจะใช้คำแบบไหน

“...” เขาไม่เข้าใจเท่าไร “จะร้องไห้รึเปล่า ถ้าจะร้องฉันจะไปรอข้างใน”

“แก...ไม่ถามหน่อยหรอ”

“ถ้านายอยากบอกก็คงพูดแล้ว”

“ก็พูด...พูดไม่ได้” โนอาร์ว่าเสียงเบาลงจนคล้ายกระซิบจนคนฟังรู้สึกหนักอึ้งตามไป

“งั้นก็ไม่ต้องพูดสิ” ทำไมต้องคิดให้ซับซ้อน โซลริวไม่อยากให้องค์รัชทายาทตรงหน้าเป็นแบบนี้เท่าไหร่ แค่ปัญหาชีวิตเขาก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้วเอาของโนอาร์มาคิดด้วยอีกคนเขาคงตายพอดี ที่จริงไม่คิดก็ได้แต่เป็นเพื่อนกันแล้วเวลามีปัญหามันก็ต้องคุยกัน พอมันเครียดเหมือนความเครียดก็แผ่มาหาเขาด้วยอีกคน

“...”

“ทำไมคนเราชอบทำตัวให้หนักทั้งๆที่รู้วิธีที่จะทำให้เบา”

“...”

“แล้วฉันช่วยอะไรได้มั้ย” โซลริวเอ่ยถาม ท้องฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีดำพร้อมมีฟ้าแลบประกอบฉากอยู่เป็นพักๆ ลมหนาวได้ผัดฝ่ายพวกเขาไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่โนอาร์ยังคงขมวดคิ้วอยู่ ทำให้โซลริวเริ่มอยากรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้คนอย่างมันเป็นขนาดนี้

“หรือว่านายอยากร้องไห้คนเดียวส-”

หมับ

“ให้ตายเถอะ โซลริว” โนอาร์พึมพำหลังจากคว้าตัวเพื่อนเขามากอดอย่างไม่ให้ตั้งตัว โซลริวอาจจะเหวอไปแล้วยังทำท่าจะขัดขืนแต่มันก็คงรู้ว่าเขาอยากอยู่แบบนี้สักพักคนผมดำเลยยืนเงียบๆอยู่แบบนั้น ก่อนที่มือเรียวยาวของมันที่หาที่วางไม่ถูกจะยกขึ้นมาลูบๆกึ่งตบหัวเขาเบาๆหลายๆที

กวนตีนฉิบ

เดี๋ยวพ่อจับโยนลงตึก

ถ้ามันไม่มีเรื่องให้คิดมากโนอาร์คงไม่เสียเวลาคิดแต่จะโยนมันลงตึกจริงๆ

“พอแล้ว มันร้อน” โซลริวพูดขึ้นอันที่จริงแล้วง่วงนอนมากกว่า อากาศเย็นน่านอนจะตายแบบนี้ใครจะทนอยู่ไหว

“สักพัก นะ”

“...”

“แกไม่ชอบตอนกลางคืนหรอ” โนอาร์เอ่ยถามไปเรื่อยเปื่อยแต่มือยังยึดเพื่อนไว้แน่นขึ้นก่อนจะโยกไปมาเบาๆ

“ชอบ แต่อากาศชวนนอนมากกว่า”

“ถ้าพรุ่งนี้..ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีฉันอยู่แกจะรู้สึกยังไง” เป็นคำถามที่หนาวจับใจ โนอาร์รู้ดีว่าคนอย่างโซลริวไม่มีทางนึกออกหรอก มันนึกไม่รู้ด้วยซ้ำ มีแค่เขาที่รู้และไม่มีวันได้พูดหรือเมื่อเวลาสุดท้ายมาถึง โซลริวก็อาจจะยังไม่รู้

อาจจะไม่รู้เลย...ตลอดไป

“ต้องรู้สึกยังไง” โซลริวเอ่ยถามก่อนจะได้ยินเสียงจิปากเหมือนถูกขัดใจ

“นั่นสินะ” โนอาร์พึมพำก่อนจะผละออกไปพิงขอบระเบียงด้วยสายตาหน่ายใจสุดๆ “แกจะไปรู้อะไร”

“...”

“โง่จริงๆ ไปนอนไปยืนตากน้ำค้างป่วยมาเป็นภาระคนอื่นอีก”

“ด่าอีก” โซลริวพึมพำก่อนจะชี้หน้าอย่างคาดโทษ นี่มันเข้าอีรอบลูบหลังแล้วตบหัวนี่หว่า “จำไว้ๆ”

“ยังไม่ไปอีก หนึ่ง”

“เออ ไอ้คนอารมณ์แปรปรวนเอ้ย อุตส่าห์เป็นห่วง” เด็กหนุ่มผมดำบ่นงึมงำแต่ก็ยอมเดินเข้าไปนอนตามที่เคยหวัง หมดอารมณ์นอนนิดๆก่อนจะผงกหัวขึ้นมาดูว่าคนจากแดนเทพจะทำอะไรอยู่ เขายังเห็นมันยืนพิงระเบียงอยู่แบบนั้น ด้วยสายตาที่เหม่อมองไปไกลลิบตา

แต่อะไรกันนะที่ทำให้โนอาร์คนนั้นคิดมากถึงขนาดนี้

โซลริวคิดไม่ออกหรอก ใช่สิ พวกเขาเพิ่งจะเจอกันไม่อีกนิดก็จะเดือนหนึ่งพอดี แบบนั้นเขาก็ไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าโนอาร์กำลังเจอกับปัญหาอะไร เวลาแค่นั้นมันไม่ได้มีมากพอจะให้เขาได้รู้จักใครๆระเอียดมากมายเพราะเขาไม่ถนัดถามใครก่อน

มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ หากไม่มีเรื่องให้คิดก็จะอยู่อย่างไร้จุดหมาย แต่เมื่อพบเจอปัญหาหากไม่สู้ก็คงจะแพ้ตามกฎของธรรมชาติ ดวงตาสีนิลเพ่งมองสหายในความมืดอยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่านานเท่าไรเพราะท้ายที่สุดร่างที่พึ่งสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอุ่นๆก็หลับไป

รัชทายาทแดนเทพเดินกลับเข้ามาก็เห็นเด็กหนุ่มผมดำนอนขดอยู่บนเตียงหลังใหญ่ คิ้วหนาขมวดยุ่ง ไม่มีใครเตือนมันหรือว่านอนแบบนี้ทุกคืนซ้ำจะทำให้ปวดเมื่อยได้ง่ายๆ ร่างสูงจัดท่านอนให้โซลริวใหม่เหมือนทุกๆวันก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคอ และยืนมองอยู่สักพักด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง

ยิ่งอยู่แบบนี้นานเท่าไร โนอาร์ก็ยิ่งตัดใจไม่ขาด ร่างสูงนั่งมองหน้าคนหลับสนิทอยู่สักพัก

แล้วในที่สุดเขาก็เดินออกไปเพื่อทำหน้าที่...

ทำให้มันเริ่มขึ้น

เพื่อค่ำคืนแห่งการกวาดล้างสิ้นสุดลงโดยเร็ว

 

 

********************โปรดติดตามตอนต่อไป

เหมือนโปรเจคนิยายแฟนตาซีจะเอียง/555555555

ขอบคุณนักอ่านที่คอยซับพอร์ตให้กำลังใจและร่วมสนุกกันในแต่ละตอนนะคะ เย้ ฉลองยอดแฟนคลับ 100 คน/และฉลองที่ไรท์ไม่รีนิยายเหมือนทุกที5555

 ว้อยยยย วันนี้จะเข้าเรื่องจริงจังแล้ว ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ

ปล.พรุ่งนี้เป็นต้นไปไรท์งดลงนิยายจ้า จะต้องไปอบรม 3 วัน พรุ่งนี้คือเตรียมตัวเดินทาง เอาคอมไปด้วยไม่ได้ งืออ เจอกันวันพฤหัสนะคะแล้วไรท์จะคัมแบค

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น