Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 22 : บทที่20 วันหนึ่ง..จอมมาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 369
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่20 วันหนึ่ง..จอมมาร

เมื่อราวๆพันปีก่อน

จอมมารเมเทียสได้สาปให้โอเทียร์ร่าถอยหลังสู่การดับสลายหลังจากการต่อสู้ในสงครามจบสิ้นลง จอมมารได้สูญเสียคนรัก สหาย และครอบครัวไปจนหมดสิ้น ความสิ้นหวังได้กลืนกินจอมราชาแห่งความมืดจนหน้ามืดตามัวเครียดแค้นทุกสิ่ง

เมื่อความแค้นที่ลุกโซนอยู่ในใจไม่ยอมมอดดับง่ายๆ เมเทียสได้เอ่ยวาจาสาปให้โอเทียร์ร่าดับสลายก่อนที่ร่างกายของจอมราชาจะแตกสลายเหลือทิ้งไว้เพียงเศษเสี้ยววิญาณที่ล่องลอยกระจัดกระจาย ส่วนคำสาปนั้นได้ตามติดทุกชีวิตในโอเทียร์ร่าเพื่อรอให้เวลาที่กำหนดมาถึง

เหล่าพี่น้องของจอมมารต่างก็ถูกสะกดให้หลับใหลอยู่ใต้ผืนป่าอันเป็นเสมือนสุสานของสิ่งชั่วร้าย

และคราวนี้เศษเสี้ยววิญญาณของจอมมารที่ยังคงมีความแค้นอยู่ทุกห้วงวิญญาณได้พยายามรวมพลังของตนจากที่ต่างๆ แม้จะเก็บไปได้สามแต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังกระจัดกระจายอยู่ในห่างไกลกัน และคราวนี้มันก็สืบจนได้รู้แล้วว่า เศษวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของมันอยู่ในอาร์เทล

 

ขณะเดียวกันทางสภาเวทมนตร์เพิ่งจะได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเด็กที่เกิดในฮาฟาลานหรือที่เรียกว่าเขตแดนพระเจ้ามาอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด และเป็นการรวบรวมที่ยาวนานจนปีกว่าๆ ถึงอย่างนั้นวิหคสีดำก็ถึงคราวต้องนั่งเงียบอยู่ในห้องทำงานสักพักเพื่อไว้อาลัยให้กับการสูญเสียครั้งนี้

เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกมนุษย์ที่อยู่ทางโน้นก็จัดการสังหารเด็กคนนั้นทั้งๆที่ยังไม่มีมูลจริงเท็จจากทางสภาเวทมนตร์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นคราวนี้ได้ทำลายความมั่นคงขององค์กรระหว่างโลกทั่งสองอย่างรุนแรงจนแทบจะเรียกว่าตัดสะบั้น

“ข้าเสียใจ” ร่างสูงที่นานๆจะแวะเวียนมาเจอะเจอกับสหายเก่าเอ่ยขึ้น “เจ้าพักสักหน่อยเถิด”

“..ไม่เป็นไร” วิหาสีดำเอ่ยเสียงเบาก่อนจะกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน พวกเขาต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าความผิดพลาดในการทำงานระหว่างองค์กรมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ คราวนี้วิหคสีดำแค่มองในมุมของตัวเองเลยพลีพลาม

แต่เด็กคนนั้นชายหนุ่มก็เป็นคนรับปากว่าจะดูแลให้

สุดท้ายแม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้เจอ

“ก่อนหน้านั้นข้าคิดว่าเป็นโซลริวเสียอีก คิดไม่ถึงจริงๆ” ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีรัตติกาลอันรู้ดีว่าเขาทำหน้าที่เฝ้าประตูระหว่างสองโลกเอ่ยขึ้นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเมื่อเห็นเพื่อนพยายามปกปิดร่องรอยความเสียใจ จะทิ้งให้อยู่คนเดียวได้ยังไงกัน

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” วิหาสีดำเอ่ยขึ้น ร่างชายหนุ่มที่เคยผอมบางอยู่แล้วดูผอมลงนิดๆตั้งแต่ลงมาสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

“เรื่องนี้ข้าส่งให้อัลฟ่าไปรายงานท่านผู้เฒ่าชินจาแล้ว”

“ขอบใจเจ้ามาก ”

“ส่วนเรื่องงานประชุมครั้งล่าสุด” ร่างสูงเอ่ยขึ้นหลังจากเข้าประชุมแทนเพื่อนสนิทมา “เกิดสงครามที่เมือง มอดอน่า ดินแดนทางใต้ของอาณาจักรแห่งแสง จากรายงานของแม่ทัพที่ประจำการอยู่ที่นั่นบอกว่าเหล่าปีศาจร้ายเริ่มออกอาละวาด แน่นอนว่ามันยังคงหาบางอย่างอยู่”

“เหมือนจะยืดเยื้อนะ” วิหคสีดำเอ่ยขึ้นพลางนวดขมับและตั้งใจฟัง

“อืม แต่ที่ให้นักเวทที่สื่อสารกับปีศาจแกะคลื่นที่พวกมันใช้สื่อสารกันเหมือนว่าพวกมันกำลังจะตามหาเศษเสี้ยววิญญาณของจอมมารคนนั้น”

“หืม” ร่างบางเลิกคิ้วสูงก่อนจะหมุนปากกาไปมา “ทำไม..พวกมันถึงตามหาล่ะ”

“พวกมันไม่อยากตาย” ชายหนุ่มบอกเสียงจริงจัง “พวกมันกำลังตามทำลายเศษเสี้ยววิญญาณของจอมมารที่กระจัดกระจาย แต่เหมือนจะลงมือกระทำแบบวิธีการของปีศาจผู้อื่นเลยได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ตอนนี้จอมเวทที่รับภารกิจอยู่ทางโน้นกำลังวางแผนทำสัญญายุติความรุนแรงก่อน”

“จะร่วมมือกันงั้นหรือ”

“มันคงต้องเป็นแบบนั้น เพราะตอนนี้โอเทียร์ร่าเริ่มไม่สู้ดีแล้ว” ชายหนุ่มว่าก่อนดวงตาสีเข้มจะเบนไปมองท้องฟ้าข้างนอกที่เหมือนจะตั้งเค้าของห่าฝนขนาดใหญ่ขึ้นไกลๆทั้งๆที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อนแท้ๆ

“ร่วมมือหรือ ไม่เห็นเหตุการณ์แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ” วิหคสีดำพึมพำก่อนจะเอนตัวลงบนเก้าอี้นุ่มเพื่อเหยียดตัวคลายความเจ็บที่สะสมอยู่บนแผ่นหลังจนปวดรุ่มๆ

“ก่อนอื่นก็ต้องภาวนาให้งานนี้สำเร็จด้วย จะได้ไม่ต้องมีฝ่ายไหนเจ็บตัวอีก”

ก๊อกๆๆ

เสียงประตูดังขึ้นเสียก่อนที่ทั้งสองจะสนทนายาวกว่านี้ ไม่นานประตูเนื้อดีก็ถูกผลักเข้ามาด้วยฝีมือของผู้อาวุธโสที่น่าเคารพในสภาเวทมนตร์แห่งนี้

“ท่านผู้เฒ่า” วิหคสีดำกับเพื่อนสนิทรีบยืนแทบไม่ทัน

“ไม่เป็นไรๆ ข้าไม่ถือหรอกนะ” ท่านผู้เฒ่าชินจาบอกสบายๆก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆชายหนุ่มร่างสูง

“เจ้าเองก็อยู่ที่นี่สินะ หมาป่าสีแดง” ท่านผู้เฒ่าชินจาเรียกสมยานามของชายหนุ่มร่างกำยำด้วยความสนิทสนม “ทำหน้าแบบนั้นคงไม่ได้ลืมชื่อตัวเองหรอกนะ ฮ่าๆๆ”

“ข้าไม่ได้ลืม” หมาป่าสีแดงตอบกลับด้วยท่าทีสงบแต่ก็ประหลาดใจไม่น้อยที่ถูกเรียกด้วยชื่อนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไม่ได้ยินมันมานานมากจนแทบจะลืมไปแล้วเหมือนกัน

“แล้วใครเฝ้าฮาฟาลาน” ผู้อาวุโสยังคงถามไถ่เรื่อยๆทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างเป็นกันเองมากขึ้น

“ร่างแยกของข้าเอง”

“อืม ฝีมือยังไม่ตกสินะ”

“มีบ้างละ ข้าไม่ได้สู้มาหลายร้อยปีแล้ว”

“งั้นหรือ คราวนี้จะกลับมาถืออาวุธสินะ”

“ดูก่อน”

“ไม่ได้หรอก วิหคสีดำจับอาวุธไม่ได้ เหลือเจ้าแล้วนะที่ต้องดูแลเขา”

“ท่านผู้เฒ่า” วิหคสีดำแย้งขึ้นเสียงสูง รู้สึกขายหน้านิดๆที่ถูกล้อเช่นนี้ แต่เขาก็จับอาวุธไม่ได้จริง ๆถ้าจับแล้วถึงล้มป่วยเลยเชียว แบบนั้นเสียการเสียงานดูไม่คุ้มนัก

“ฮ่าๆ ข้าหยอกน่า” เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้อง สองหนุ่มมองคนแก่ที่ไม่ยอมแก่ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อท่านผู้เฒ่าเปลี่ยนมาเข้าเรื่องจริงๆจังๆ

“เจ้าคงเล่าให้วิหคฟังเล่าสินะ” ชายชราหันไปถามก่อนหมาป่าสีแดงจะพยักหน้าเบาๆ “ดี งั้นข้าจะเข้าเรื่องเลย ตอนนี้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ จำได้มั้ยเรื่องดันเจี๊ยนหมื่นวิถีมารไม่ยอมสลายไปหลังจากปรากฏที่ชาญเมืองครบ 7 วัน”

“ได้ขอรับ” วิหคสีดำตอบรับ

“นั่นเป็นเพราะคำสาปของจอมมารเมเทียสเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ไม่นานโอเทียร์ร่าอาจจะถูกรบราจากคำสาปที่จะสำแดงเดชเมื่อใดก็ได้” สองหนุ่มพยักหน้าเมื่อคิดตาม “ทั้งนี้คนจากความมืดที่รอเวลาก็เริ่มลงมือแล้ว ไม่แน่ว่าที่ไหนๆก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน”

“ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น”

“เพราะโลกิตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วเจ้านั่นก็กำลังจะหาทางแหกป่ามืดออกมา”

“เรื่องนี้มีใครรู้บ้าง”

“ตอนนี้เราส่งข่าวให้แต่ละอาณาจักรเฝ้าระวังความไม่สงบไปแล้ว แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเรื่องมันจะควบคุมได้หรือไม่”

“...” สองหนุ่มเงียบไปทันทีเพราะหากเกินควบคุมขึ้นมาละ พวกเขาก็นึกไม่ออกเลยว่าสงครามมันจะเริ่มจากทิศไหน เพราะมีคนดีก็ย่อมมีคนไม่ดี มีคนไม่ชอบจมมารแต่ก็มีพวกคลั่งจอมมารยอมสู้และตายแทนได้

และเรื่องความเชื่อมันเป็นเรื่องที่ยากจะเปลี่ยน

ทั้งสามคนยังคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง พวกเขาไม่ได้คุยแค่เรื่องที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งหมดยังคุยเรื่องความสัมพันธ์ของแต่ละอาณาจักรที่พักหลังๆเริ่มกระท่อนกระแท่นโดยเฉพาะอาณาจักรปีศาจกับอาณาจักรเทพที่เหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกวันๆ

แต่ถึงอย่างนั้นท่านผู้เฒ่าชินจากลับยิ้มกริ่ม

“ข้าคิดว่าพวกเราอาจจะมีความหวังขึ้นมาแล้วก็ได้”

ความจริงแล้วท่านผู้เฒ่าชินจาไม่ได้เป็นเพียงจอมเวทสูงสุดในสภาเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว แม้เจ้าตัวจะก้าวขาออกจากสภาเวทมนตร์ไม่ได้ตามที่ถูกสาปไว้เมื่อนานมาแล้วก็ใช่ว่าท่านจะไม่รู้อะไร

“เรื่องไหนหรือท่าน” หมาป่าสีแดงเอ่ยถามเพราะตอนนี้ก็คุยกันหลายเรื่องแล้ว

“อย่าลืมว่าเรายังเหลือเด็กในคำทำนายอยู่คนหนึ่ง” รอยยิ้มของชายอาวุโสเผยออกมาเล็กน้อย “แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใครแต่การที่ป่ามืดถูกรักษาแกนเวทไว้เพียงชั่วคราวก็นับว่าการมีอยู่ของเด็กคนนั้นเป็นเรื่องจริง”

“ท่านพูดเหมือนอยากเจอตัว” วิหคสีดำเปรยๆขึ้นเมื่อได้สบตากับท่านผู้เฒ่าที่หลายคนเคารพ ชายหนุ่มก็เข้าใจทันทีโดยไม่ต้องเอ่ย “นี่ท่านอย่าบอกนะว่าจะ....”

“ใช่ ตามนั้นแหละ”

“...”

“อยากเจอมังกรก็ต้องวางกับดักมังกร ...ไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงเบาบางของท่านผู้เฒ่าในยามนี้ช่างไม่น่าไว้ใจยิ่งนัก

 

โซลริวเดินเข้ามาให้ห้องก็เห็นว่าเพื่อนๆกำลังรุมล้อมอลันอยู่อย่างคึกคัก อลันดูเป็นคนอัธยาศัยดี แม้แต่ชาร์ลที่เป็นรองหัวหน้ายังไปอยู่ตรงนั้นได้เลย ออร่าความใจดีของอลันดูแผ่ออกมาผิดกับตอนที่เจอกันลิบลับ แต่โซลริวไม่ไว้ใจ เขาทำหน้านิ่งติดง่วงหน่อยๆแล้วเดินหลบเข้าไปนั่งหลังห้องที่เดิม เพิ่มเติมคือหลับตรงนั้น

ไม่นานอาจารย์อาร์เธอร์ก็เดินเข้ามาในคาบสอนวิชาอัญเชิญ

“เป็นยังไงกันบ้างเด็กๆ เราเปิดเทอมได้กี่อาทิตย์แล้ว” เสียงของอาจารย์ยังคงดังอยู่ไกลๆในขณะที่โซลริวกำลังจะกึ่งหลับได้ที่ มีคนตอบไปแล้วว่ากำลังเข้าอาทิตย์ที่สี่ ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะเบาบางลงจนกระทั่งโซลริวรู้สึกสงบ

เพราะเขาหลุดเข้าโลกความฝันแล้วหากไม่ติดที่ว่าเก้าอี้ข้างๆถูกดึงออกจนสะเทือนมาถึงโต๊ะที่โซลริวใช้เป็นหมอนหลับนอน ดวงตาสีนิลติดง่วงๆปรือขึ้นมานิดๆก่อนจะเห็นว่าเป็นใครที่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ไม่ไกล

อลัน?

“นายนอนแบบนี้ตลอดหรอ” เสียงราบเรียบถามขึ้น โซลริวผงกหัวขึ้นมาดูว่าอาจารย์ให้ทำอะไรก็เห็นว่าทุกคนกำลังจะเตรียมตัวออกไปข้างนอกเพราะอาจารย์อาเธอร์เป็นคนเดินนำออกไป เขาทันเห็นปลายผ้าคุมปลิวตามลมออกไปอยู่นะ

โซลริวลุกขึ้นบ้างเมื่อทุกคนต่างทยอยออกไปจนใกล้จะหมด อลันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาของมันฉาบเรียบไม่ได้ดุร้ายเท่าโนอาร์แต่กลับไม่น่าอยู่ใกล้มากที่สุด ราวกับสายตาของปู่เวลาที่มองเขา มันดูถูกดูแคลนซ้ำยังให้ความรู้สึกไม่ดี

โซลริวไม่ใช่พวกตัดสินใครจากภายนอก

เขาไม่อยากคิดไม่ดีไปก่อน

แต่ก็ไม่ได้อยากมีปัญหา

“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ” แอนนาที่เป็นเพื่อนในห้องถามขึ้น หญิงสาวเห็นว่าสองหนุ่มดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่าที่เห็นภายนอกก็กลัวว่าจะเริ่มไม่สวยนัก อีกทั้งโซลริวเองก็เป็นของสูง (พวกผู้หญิงในห้องต่างลงความเห็นกันแบบนั้น) เอาเป็นว่าคือสมบัติของพวกเรา ใครก็ห้ามเตะต้อง

และแอนนาเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะงั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นกับโซลริวเธอก็คงไม่อยู่เฉยหรอกนะ

“เปล่าครับ ว่าแต่แอนนาขาไปโดนอะไรมาหรอ” อลันหันไปถามไถ่สีหน้าสงสัยราวกับกลบเกลื่อน

“อ่อ เมื่อวานแข่งทูวีคฮันเตอร์น่ะไม่เป้นอะไรมากหรอจ้ะ” หญิงสาวตอบก่อนจะยิ้ม เมื่อเห็นความห่วงใยเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นไม่สังเกตหญิงสาวก็ลดมุมมองไม่ดีลงไปบ้าง เธอคิดซะง่าในใจอาจจะคิดไม่ดีไปเองก็ได้เลยเปลี่ยนมายิ้มกว้างให้เป็นการขอโทษไปในตัว “พวกเราไปกันเถอะ เดี๋ยวพลาดเรื่องสนุกๆ”

ถึงแอนนาจะลดความสงสัยในตัวของอลันไปบ้างแต่หญิงสาวก็ไม่ปล่อยให้โซลริวเดินเองแน่ๆ

“ปะ ไปกันเถอะคะหัวหน้า” มือบางเอื้อมมาข้อมือหนาให้เดินตามออกไปอย่างอารมณ์ดี โซลริวยังอึ้งไม่หายแต่ก็ยอมเดินตามไปด้วยเพราะเขาก็ไม่อยากอยู่คนเดียวในตอนนี้จริงๆ ถ้าอยู่ท่ามกลางคนมากๆก็น่าจะดีกว่า

แต่อดสงสัยไม่ได้ทุกที เมื่อมองกลับไปหาร่างสูงโย่งแต่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้าก็พบเพียงสายตาเย็นเฉียบอยากจะคาดเดาอารมณ์อีกฝ่ายได้ มันตรงมาที่เขาแต่นั่นก็มาพอจะทำให้โซลริวเปลี่ยนไปดึงมือของแอนนาให้เดินไปจากห้องเร็วๆ

“หัวหน้าเป็นอะไรแต่เช้าน่า” เสียงหญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเอ็นดู พวกแก้มของเธอชมพู่นิดๆ

“ขอบใจนะ แอนนา”

“อุ้ย จำชื่อฉันได้ด้วยหรือเนี่ย”

เสียงแปลกใจของแอนนาทำเอาโซลริวเลิกคิ้วเขินๆ บางทีเขาก็ไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษ คงจะมีแค่ชาร์ลที่เป็นรองหัวหน้าห้องที่เขาจำได้เพราะต้องทำงานร่วมกันอย่างเวลามีประชุมเขาก็ให้ชาร์ลเข้าแทนในบางโอกาส

“โทษที ผมจำชื่อใครไม่ค่อยได้ ต้องเรียกหรือได้ยินบ่อยๆนะ” โซลริวบอกก่อนจะคลายมือที่เผลอไปล่วงเกินอีกฝ่ายออก “เรื่องนี้ก็ขอโทษเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือๆ” แอนนาว่าอย่างนั้น เธอยิ้มเขินๆเหมือนดีใจเสียมากกว่า แน่นอนว่าต้องดีใจสิ หัวหน้าจำชื่อเธอได้ สมแล้วที่เธอยกให้เป็นของสูง มันคล้ายกับการบรรลุสักอย่างเมื่อสิ่งล้ำค่าของห้องจำชื่อเธอได้

เหมาะ

เหมาะที่จะเป็นลูกรักของเธอ

“หัวหน้า ทำไมน่ารักจัง”

โซลริวหุบยิ้มฉับก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะจากเพื่อนตรงหน้า เขาไม่ได้น่ารัก...ไม่เลยสักนิด

“ฉันพูดจริงๆนะ หล่อด้วย”

“ผมควรได้คำชมอย่างหลังมากกว่าไม่ใช่หรอ”

“อ่า ก็หัวหน้าทั้งหล่อและก็น่ารัก” แอนนาบอกอย่างจริงใจ แต่โซลริวกลับเขินขึ้นมาซะได้เพราะไม่ค่อยมีผู้หญิงมาชมตรงๆกันแบบนี้เท่าไร เสียเวลานอนเขานะแบบนี้ อยากหนีไปนอนแล้วละ

“ไวต่อความรู้สึกด้วย น่ารักๆ” หญิงสาวพึมพำเสียงเบาไม่กล้าพูดตรงๆแต่โซลริวก็ได้ยิน เขารู้สึกว่าหน้าตัวเองคงแดงล่ามไปถึงหู ปากก็เหมือนจะขยับยกสูงนิดๆเหมือนจะกลั้นไม่ไหวแล้ว

เขาเขินจริงๆนั้นแหละ นี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไมโซลริวถึงไม่ชอบจ้องหน้าใครนานๆหากไม่สนิทใจเท่าไร เขาหน้าแดงจนรู้สึกได้ ปกติก็ไม่มีใครชมแบบนี้เท่าไรนอกจากสองแฝดกับน้องชายของเขา

แล้วตอนนี้ผู้หญิงตรงหน้ากำลังทำเหมือนกันกับเจ้าพวกนั้น

เฮ้อ...

“ทีหลังให้ชมว่าหล่อก็พอ นะ” เขาพูดแค่นั้นแอนนากลับหัวเราะลั่นก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆที่รออยู่ข้างสนาม อาจารย์อาเธอร์เลิกคิ้วนิดๆก่อนจะดันแว่นที่ชอบใส่มาเฉพาะตอนสอนวิชาอัญเชิญ

“ไม่ใช่เวลาจีบกันนะ” เสียงของพวกผู้หญิงในห้องแซวขึ้น แต่แอนนากลับหัวเราะอย่างก๋ากั่น เธอยกมือขึ้นมาโบกไปมาก่อนจะตอบอวดๆเชิงขำๆ

“นี่หัวหน้าจำชื่อฉันได้แล้วนะ น่าภูมิใจจริงๆ” แอนนาเล่าอย่างภูมิใจ ความรู้สึกมันเหมือนมีลูกชายแล้วเด็กเรียกแม่ครั้งแรกเลย เธอเลยภูมิใจที่สุด

“ห๊าาา”

แล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่โซลริวถูกล้อมรอบด้วยพวกผู้หญิงในห้อง ความจริงขาก็จำชื่อเพื่อนได้เกือบหมดแล้วเหลือแค่ว่าจะเรียกถูกมั้ยเท่านั้นแหละ แต่คงต้องรอเวลาสักพักเพราะโซลริวก็ไม่ได้ชื่นชอบให้มีใครมาสนใจเท่าไร เขาไม่ได้รำคาญพวกเธอนักเพราะอย่างน้อยพวกเธอก็กันอลันออกไปได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว แต่เหมือนว่าอลันจะเข้ากับเพื่อนในห้องได้ดีและไม่มาวุ่นวายกับเขาตลอดการเรียน

หลังจากที่อาจารย์อาเธอร์สอนวิชาอัญเชิญสัตว์เวทชั้นกลางจบท่านก็ส่งเสียงเรียกนักศึกษาห้องสาม “เลิกเล่นกันได้แล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนอาจารย์สอนไปแล้ววิธีอันเชิญสัตว์เวทระดับต่ำ สัปดาห์นี้ก็จะดูว่าพวกเธอได้ไปฝึกมั้ย”

เสียงโอดครวญดังขึ้นทันที โซลริวเลิกคิ้วอย่างช็อกๆเพราะอาทิตย์ที่แล้วเขาไม่ได้มาจะเอาความรู้มาจากไหน

“หัวหน้ายังทำไม่ได้มาหนิ” แอนนาพูดหน้าเครียดๆ “แฮ่ๆ ฉันก็ยังทำไม่ค่อยดีเท่าไร แต่จะสอนให้นะ”

“งั้นรบกวนด้วย” เขาตอบกลับ แอนนาพยักหน้าอย่างจริงจังก่อนที่เธอจะสอนตั้งแต่วิธีร่ายเวทจนไปถึงการตั้งสมาธิ ความจริงแล้วห้องสามถือว่าเป็นห้องกลางๆแต่ก็ไม่ได้มีคนเก่งเกลื่อนอย่างห้องหนึ่งหรือห้องสองแต่ทุกคนก็มีความพยายามไม่แพ้กัน

โซลริวคิดว่าเพื่อนในห้องนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทันตาอยู่เรื่อยๆแค่ต้องใช้เวลามากกว่าห้องต้นๆ ทีนี้พลังเวทของโซลริวมีอยู่นิดหน่อย เขาไม่แน่ใจว่าจะอัญเชิญสัตว์เวทระดับต่ำได้ เผลอๆอาจจะขายหน้าเอาได้ง่ายๆ

“ลองดูเลย” หญิงสาวส่งเสียงให้กำลังใจโซลริว ชายหนุ่มทำหน้านิ่งหลังเลือกที่โล่งๆไร้ผู้คนได้ก่อนจะกางมือและร่ายเวทในแบบที่ไม่ได้ลองมานาน วงเวทขนาดเล็กปรากฏขึ้นแต่มันเป็นสีดำสนิท

โซลริวลดมือลงอย่างรู้สึกสะเทือนใจนิดหน่อย เมื่อก่อนเขาทำไม่ได้ด้วยซ้ำแต่ปู่ก็ทำให้เขามีวันนี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นพระคุณหรือเปล่านะถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่ได้อยากร่ายวงเวทให้ใครเห็นเลยสักนิด แต่ช่างมันเถอะ ยังไงเขาก็ต้องเรียนอยู่ที่นี่ หากทำไม่ได้พ่อคงสวดยับเหมือนทุกที

ได้ยินเสียงโอ้วๆดังขึ้นอย่างทึ่งๆหรืออาจะตกใจก็ไม่รู้ โซลริวลองเรียกสัตว์เวทเท่าที่นึกออกก่อนที่วงเวทตรงหน้าของเขาจะขยายใหญ่แล้วสิ่งที่โซลริวคาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น

เจ้าตัวใหญ่ที่ป่าต้องห้ามที่อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านของโซลริว

มันกระดิกหูพร้อมเดินเอาหัวมาถูกเขาหากพูดได้มันคงตะโกนคำว่าคิดถึงจนก้องฟ้าแน่ๆ แต่เพื่อนๆของโซลริวกลับวิ่งเตลิดอย่างตกใจกันยกใหญ่ ทุกคน..มันไม่ได้ดุร้ายนะ

“โซลริว อาจารย์ให้อัญเชิญสัตว์เวท ไม่ได้ให้อันเชิญสัตว์มหาเวทออกมา เอากลับไปๆ” อาจารย์อาเธอร์สั่งเสียงสูงเมื่อเห็นว่าสัตว์มหาเวทตัวใหญ่งับไหล่นักศึกษาของตนเข้าไปราวกับหมั่นเขี้ยว

“อาจารย์อ่ะ” เขาพึมพำก่อนจะลูบหัวมันอย่างติดถึงเช่นกัน “นอกจากมัน ผมอัญเชิญอย่างอื่นไม่เป็น”

“...”

“กรี๊ดดดดด/อ้ากกกกกกกก”

คำตอบของโซลริวทำเอาเพื่อนทั้งห้องกรี๊ดแทบคอแตกเพราะว่าสัตว์มหาเวทใช่ว่าคนธรรมดาที่ไหนจะอัญเชิญมาก็ได้ถ้าไม่มีพลังเวทที่ทรงพลังมากพอจะควบคุมมันให้เชื่องมันก็จะอาละวาด

“โอ้วๆ หัวหน้าสุดยออดไปเลย” เสียงของแอนนาแว่วขึ้นมาอย่างภูมิใจ เธอยกมือตัวเองขึ้นมากุมอกพร้อมกลั้นน้ำหูน้ำตา ชาตินี้เธออาจจะไม่มีสามีก็แต่ได้ลูกมาแทน ให้ตายเถอะ หัวหน้าจะน่ารักขนาดนี้ไม่ได้แล้วนะ

สักวันฉันเอาไปเลี้ยงที่บ้าน

“แอนนาอยากจับดูมั้ย” เสียงนิ่งๆเบาๆถามขึ้น แบบนี้แหละคนที่รู้สถานะตัวเองว่าจะอยู่ทีมแม่หรือศรีภรรยาก็ลืมทุกอย่างแล้ววิ่งเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น และเรียกหัวหน้าว่าลูกรักได้แค่ในใจเท่านั้น

“น่ารักจังเลย โอ้วๆ หัวหน้าทำได้ยังไงเนี่ย” แอนนายิ้มหน้าบานเพราะเธอชอบเลี้ยงสัตว์ตัวใหญ่ๆ อย่างเสือไม่ก็หมี ไม่ก็หมาป่า ใช่ รสนิยมของแอนนาหาใช่เรื่องปกติที่คนอื่นจะทำกัน

รวมถึงเรื่องที่เธออยากเลี้ยงดูโซลริวดั่งเช่นหัวหน้าเป็นเด็กตัวน้อยๆก็เหมือนกัน

“ม่ายยย เอาออกไปก่อน โซลริวเธอจะเอามันกลับไปเดี๋ยวนี้เลย” เสียงอาจารย์อาเธอร์ดังขึ้นลั่นสนามเรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะและเสียงคร่ำครวญของเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี โซลริวเห็นแบบนั้นเลยหลุดขำออกมานิดหน่อย

แต่ก็เป็นนิดหน่อยที่ใครๆเห็นเข้าก็ใจอ่อนยวบไม่อยากเย็นนัก

โซลริวอัญเชิญเจ้าตัวใหญ่กลับป่าต้องห้าม ป่าต้องห้ามก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของป่ามืดนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้อันตรายเท่าป่ามืดและที่ป่าต้องห้ามโซลริวก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เขาไม่รู้จักอยู่ในนั้น เว้นแค่ตอนที่เจ้าตัวใหญ่มาเมื่อครู่

มันมีรอยแผลลึกอยู่ข้างลำตัว โชคดีที่โซลริวนึกถึงแล้วอัญเชิญมาได้เลยรักษาให้แล้ว ต้องเป่าหูอยู่นานกว่ามันจะยอมกลับไปง่ายๆ

แต่รอยแผลนั่นเป็นของสัตว์ตัวไหนกันนะ...

“เหมือนว่าฉันจะมองนายผิดไปนะ” เสียงคนที่โซลริวหลีกเลี่ยงจะอยู่ใกล้ดังขึ้นหลังจากความสงบกลับมาแล้ว แอนนาไปเข้าห้องน้ำกับผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่นี่เลยเหลือแค่เขากับเพื่อนที่กลุ่มรวมกันอยู่ใต้ต้นไม้เพราะแสงแดดที่รุนแรงไปทำให้ทุกคนหนีตายไปหลบตรงนั้นกันหมด

เหลือแค่โซลริวที่ยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

“ถ้าจะท้าสู้ผมขอปฏิเสธนะครับ” โซลริวไม่ชอบการสู้กับคนอื่นเท่าไร ถ้าไม่จำเป็นหรือจวนตัวจริงๆ

“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก” อลันเอ่ยก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆเหมือนเจอเรื่องสนุก “หึๆ ฉันเห็นนะ”

“...”

“..นายรักษามัน”

“...”

“พลังเวทระดับนี้ ปีศาจชั้นสูงไม่มีทางได้มาหรอก”

โซลริวใจหล่นวูบเหมือนตกจากที่สูงอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาสบตาสีแสดที่ดูเจ้าเล่ห์มากมายาก่อนจะพยายามค้นว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แต่ก็ไร้ประโยชน์เพราะมันไม่มีอะไร

“อย่ามายุ่งกับผม” โซลริวเอ่ยขึ้นเสียงเบาในลำคอ ในใจรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง

“หึ ถ้าฉันสนใจอะไรแล้วไม่มีทางที่มันจะรอดพ้นเงื้อมือฉัน”

“...”

“เผอิญว่านายคือหนึ่งในนั้นเชียวนะ”

“...”

“ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะฉันจะอยู่ที่นี่ทั้งเทอม”

ว่าจบร่างสูงก็เดินออกไป โซลริวหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจนัก มีไม่กี่คนที่ทำให้จิตวิญญาณของเขาสั่นอย่างรุนแรงแม้ว่าเขาจะเกิดมา 19 ครั้งแล้วแต่เพราะประสบการณ์การมีชีวิตอย่างยืนยาวมีอยู่น้อยนิดในความทรงจำแถมมันยังห่างไกลกับช่วงเวลานี้จนนึกไม่ออกว่ากี่คนที่ทำให้เขาสั้นกลัวไปถึงข้างในได้อย่างตอนนี้

เขารู้สึกว่าชีวิตชักจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว

ความสงบสุขและเตียงที่รักเหมือนจะห่างจากเขาไปทีละก้าวๆ

“โซลริวเข้าห้องน้ำมั้ย” ชาร์ลตะโกนถามโซลริวเห็นว่ามีแค่ชาร์ลที่ทำท่าจะไป เขาเลยพยักหน้าก่อนจะเดินตามกันไป

พออกมาจากห้องน้ำโซลริวก็ยืนรอชาร์ลอยู่หน้าทางเข้าที่อยู่ใต้ตึกเรียน ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานที่จะหมดคาบเช้าเพราะวันนี้มีปฏิบัติเลยกินเวลาทั้งเช้าตามตารางที่ถูกกำหนดไว้ ตรงทางเดินจึงดูเงียบเชียบไร้วี่แววของผู้คน

“เฮ้” เสียงทักดังขึ้นโซลรินึกว่าเป็นชาร์ลเลยไม่ได้ระวัง

ฉึก!

เด็กหนุ่มผมสีดำเบิกตากว้างอย่างตกใจที่คนแปลกหน้าใช้มีดแทงเขาทันทีโดยที่เขาปัดออกไปไม่ทันจนต้องอ้าปากค้างเพราะความอึดอัดที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บที่รุนแรงจนตัวชาไปหมดทั้งตัว

ตุบ

“ยุ่งเรื่องคนอื่นนักนะแก” ร่างผอมสูงท่าทางไม่เหมือนคนมนอาร์เทลแสยะยิ้มพลางจับจ้องร่างที่นอนกุมท้องที่เลือดไหลล้นออกมาเรื่อยๆพร้อมเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มตัว ใบหน้าแดงก่ำตัดผิวขาวซีดแสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน

“อึก..” สติของโซลริววูบไปมาเพราะความเจ็บที่แล่นจู่โจมอย่างไม่ทันระวัง ไม่รู้ว่าเขาควรสนใจอะไรก่อนระหว่างความเจ็บกับความเจ็บที่มากกกว่า มันแย่ตรงที่ตอนนี้ร่างกายของเขารับรู้ความเจ็บปวดแบบร้อยเปอร์เซ็นจนขยับตัวไม่ไหว

“แก..ทำ..อึกก” โซลริวพูดต่อไปไม่ไหวจนต้องกัดฟัน แค่อ้าปากก็เจ็บบาดแผลที่เลือดไหลออกมาจนร้อนไปหมด

มันเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะเลียเลือดที่เปื้อนกริซในมืออย่างคนโรคจิต

“กริซนี่นะหรอ อาวุธที่ใช้ทรมานแกไง เป็นเด็กที่ไม่รู้จักระวังเนื้อระวังตัวเลยนะแกเนี่ย”

“อั่ก” มือของโซลริวแข็งเกร็งพยายามดันแรงอีกฝ่าย กริซเล่มนั่นถูกแกลงมาอีกครั้งราวกับจงใจทรมานเขาให้ขาดใจตายไปตรงนี้ สีหน้าคนลงมือก็ดูสนุกสนานแต่โซลริวกลับรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นนาน นานจนจะรอชาร์ลต่อไปไม่ไหว

“จำไว้ อย่ามาขัดขวางทางของพวกข้า” เสียงนั่นดังขึ้นพร้อมกับความเจ็บปวดรวดร้าวเกินบรรยาย เขาได้ยินเสียงฝีเท้า ไม่ใช่ของชาร์ลแต่เป็นคนอื่น โซลริวได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้เป็นเพื่อนของเขา เพื่อนสักคน

แต่สติของโซลริวก็วูบดับทันทีที่กริซถูกดึงออกไปอย่างรุนแรง..

 

 

********************โปรดติดตามตอนต่อไป

ความจริงแล้วไรท์สายดาร์กนะฮะ/ ว่าแต่ใครกำลังเดินมานะ

ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามค่าาา

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น