Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 21 : บทที่19 วันหนึ่งถูกเรียกตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่19 วันหนึ่งถูกเรียกตัว

โซลริวตื่นมาอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงทุกคนพูดพึมพำในลำคอแต่ดูร้อนรนเป็นพิเศษ เขางัวเงียลุกขึ้นมาดูว่าพวกมันเป็นอะไรแต่เช้าก็เห็นพวกมันยืนอยู่หน้าห้องน้ำด้วบสีหน้าเครียดๆ มือเรียวยาวยกขึ้นมาขยี้ตาอย่างไม่เต็มตื่น

ความจริงโซลริวแค่แสร้งทำไปงั้นแหละ เขาแค่อยากรู้ว่าพวกมันจะทำอะไร

“พวกนายทำอะไรกัน”

“ซวยแต่เช้าสิ เรื่องเมื่อวานอ่ะ” เรย์จินพึมพำตอนที่มีคนมาเคาะประตูห้องพร้อบอกให้พวกเขาไปพบประธานปราการก่อนเข้าเรียน

“เมื่อวาน..” โซลริวคิดออกแล้วเลยลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างเสียดาย แล้วเขากลับมานอนที่เตียงตอนไหนฟะ พอนึกไม่ออกก็ตัดทิ้งแล้วหันไปถาม “โดนเรียกหรอ”

“ใช่ เราเรียนสามโมงเช้าไปอีก” เรย์จินยังเป็นคนตอบคำถามก่อนที่เซเรฟจะเอ่ยขึ้น

“งั้นพวกเราก็อาบน้ำพร้อมกันไปเลยเถอะ ผมไม่อยากเสียเวลา”

ห๊ะ อาบน้ำ..พร้อมกัน

“ยังไงวะเซเรฟ” เขาถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจนัก เพราะมันยังเช้าอยู่รึเปล่าเขาถึงยังสงสัยกับคำพูดของมันแต่ไม่ทันได้คำตอบโนอาร์ก็ส่ายหน้าแล้วลากเขาเข้าห้องน้ำทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าเขาจะอยากอาบน้ำตอนนี้มั้ย

โอ้วแม่เจ้า

 

“โซลริวนายเพิ่งอาบน้ำไปจะนอนอีกแล้วหรอ” เรย์จินหันมาถามเมื่อเห็นว่าโซลริวนั่งเช็ดหัวพร้อมอ้าปากหาวอย่างกับคนไม่ได้นอน ไอ้ขี้เซาเอ้ย

“เตียงนี่นุ่มจังเลยนะ” คนผมดำไม่ได้สนใจเท่าไรนักนอกจากจะเอนตัวลงไปนอนทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งตัว เพราะกลิ่นหอมจากพลังที่ตกค้างจากคืนเดือนดับของเรย์จินยังอบอวลอยู่ในห้องโซลริวคิดว่ามันเหมือนยากล่อมประสาทเขาจะหลับได้ทุกเมื่อเลยให้ตาย

“ถ้าแกยังไม่แต่งตัวฉันจะจับแกโยนลงอ่างอีกครั้งหนึ่ง” โนอาร์ว่าเสียงเข้ม โซลริวลืมตาขึ้นมานิดหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ พวกมันไม่เข้าใจเขาอ่ะ เมื่อวานเขาใช้แรงไปเยอะนะ

“โนอาร์อ่ะ”

“...ลุกซะก่อนจะโดนเตะลงเตียง” เสียงติดดุของโนอาร์เอาจริงกว่าทุกที

“มาครับคุณโซลริว ผมจะแต่งตัวช่วย” เซเรฟเอ่ยขึ้นก่อนจะดึงชุดยูนิฟอร์มสุดหรูหราของอาร์เทลออกมาจากตู้เสื้อผ้า โซลริวอิดออดอยู่บนเตียงแต่ก็ลุกขึ้นมาพร้อมใบหน้าติดง่วง

มันกลับมาแล้ว

อาการง่วงนอนเหมือนแต่ก่อนเก่า

โซลริวรู้สึกว่าเขาเกลียดเทศกาลของมหาลัยจริงๆ

เขาเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าที่คนผมเงินยื่นให้เพราะแค่มันเอาเสื้อผ้าออกมาจากตู้ให้ก็ถือว่าเขามีบาปหนักติดตัวไว้แล้วครึ่งหนึ่ง โซลริวเดินออกจากห้องคนสุดท้ายตัวยังอ้อยอิ่งไม่อยากออกจากห้อง

เขาเกลียดเทศกาลของมหาลัยจริงๆนะ

กว่าจะมาถึงส่วนสำคัญของปราการอากาศยามเช้าก็ช่วยคลายความง่วงให้เขาได้ระดับหนึ่ง แต่โซลริวก็ยังง่วงอยู่ดี เขาเดินเข้ามาให้ห้องเป็นคนสุดท้ายก่อนจะมองเห็นหน้าประธานของปราการที่ทุกคนยอมรับอย่างเต็มตา

ภายในห้องสี่เหลี่ยมยังมีโต๊ะอื่นๆที่ว่างอยู่บอกให้รู้ว่าเจ้าของยังไม่มา โซลริวพลันตาสว่างเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

“สวัสดีจ๊ะน้องชายที่น่ารักของพี่” รอยยิ้มที่แสนจะงดงามตรึงใจผู้พบเห็นคลี่ยิ้มให้โซลริวอย่างคิดถึง และมันก็ดูซุกซวนจนใจคันยิบๆ จนเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด

งานนี้โซลริวบอกได้คำเดียวเลยว่า ซวย นี่มันมารชีวิตขนานแท้เชียวนะ

“เออ”

เขาตอบรับเสียงห้วนจัดก่อนจะได้เสียงหัวเราะที่ดูดีกลับมา

“อ่อ ขอโทษจ้ะ พี่สาวลืมแนะนำตัว ข้าชื่อคาเทียร์ บลู เซอร์ฟีเลีย เป็นลูกพี่ลูกน้องของโซลริวน่ะ”

โนอาร์มองผู้หญิงตรงหน้าแวบเดียวก่อนจะหันมองทางอื่นคล้ายไม่อยากใส่ใจ ที่เหลือเลยกลายเป็นหน้าที่ของเซเรฟกับเรย์จินที่ต้องพูดแล้ว

“รุ่นพี่คาเทียร์มีอะไรหรอครับ” เจ้าชายแดนมนุษย์เอ่ยเสียงสบายๆพร้อมรอยยิ้มแสบตาเหมือนทุกครั้ง ความจริงแล้วหลายคนก็รู้จักเรย์จินไม่น้อยเลย หากไม่ติดที่ว่าเจ้าชายแดนมนุษย์เองก็มีเกาะเล็กๆอย่างเซเรฟขวางกั้นอยู่

แน่นอนว่าเซเรฟยังคงทำตามคำสั่งของเรย์จินจนจะกลายเป็นองค์รักษ์เงาอยู่แล้ว

เพราะมันแพ้พนันในวันนั้นถึงได้ตามเป็นไม้กันคลื่นมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

“ขออภัยองค์ชายที่หม่อมฉันวางตัวไม่เหมาะสม” คาเทียร์ลุกขึ้นพร้อมโค้งหัวให้เพียงเล็กน้อย

“ไม่ต้องมากพิธีหรอกครับ ผมเป็นรุ่นน้องก็ต้องเคารพรุ่นพี่สิถึงจะถูกตามทำเนียมปฏิบัติ”

“แต่พระองค์คือเชื้อพระวงศ์ไม่กี่คนที่เรียนนอกวัง ไม่เคารพเลยก็คงมิได้”

เรย์จินยิ้มเจื้อยทันทีที่คาเทียร์กล่าวด้วบสีหน้ายิ้มแย้มแต่วาจาก็ร้ายกาจ คำกล่าวนั้นไม่ต่างจากการดูถูกเขาไม่น้อยเลย เพราะเชื้อพระวงศ์ส่วนมากจะเรียนที่กิลด์เซริค มหาวิทยาลัยของเชื้อพระวงศ์โดยตรง

โซลริวมองลูกพี่ลูกน้องของเขาด้วยความเหนื่อยหน่าย ตอนที่โซลริวถูกทดลองที่ห้องใต้ดินของคฤหาสน์ คาเทียร์ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นความทุกข์ทรมานของเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนโซลริวคงไม่อยากปีกกล้าขาแข็งใส่

แต่ตอนนี้เขาไม่ได้มีความทรงจำของเด็กหนุ่มอายุ 18 ปีเท่านั้น ในเมื่อเขามีความทรงจำมากกว่านั้นแล้วไม่แปลกที่ความกลัวจะทำอะไรเขาไม่ได้ นั่นอาจจะรวมไปถึงอิลซาม่อนที่เงียบหายไปด้วย หมอนั่นมีตัวตนขึ้นมาแล้ว ถ้าหากว่าเขาได้แค่ความทรงจำที่ถูกลบกลับมา ป่านนี้อิลซาม่อนอาจจะกลืนกินเขาไปจนหมดสิ้นแล้วก็ได้

แต่โซลริวก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอิลซาม่อนจะต้องกลืนกินเขาอย่างแน่นอน

เหลือแค่ว่ามันจะลงมือตอนไหนและเรื่องอะไรก็เท่านั้นแหละและเมื่อเวลานั้นมาถึงเขาจะรับมือยังไง

โซลริวยังมองคาเทียร์เป็นปีศาจชั้นสูงที่น้อยประสบการณ์กว่าเขาหลายเท่านัก ไม่แปลกนักที่เขาจะทำตัวเหลาะแหละไม่น่าพึ่งพาให้คนอื่นดูถูกเล่นๆ และตอนนี้เขาก็ยังชอบเตียงกว่าทุกสิ่งอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สมัยนี้ก็โลดแล่นไปไวยิ่งกว่ายุกคก่อนๆเสียอีก

เขาจะล้อเล่นเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน

“พี่สาวมีเรื่องจะพูดไม่ใช่หรอ” เขาแทรกขึ้นอย่างทนไม่ไหว

“จ้าๆ อย่าโกรธพี่สาวสิจ้ะ” รอยยิ้มงดงามถูกคลียิ้มให้อย่างอ่อนโยนจนแทบตายใจแล้วหากไม่ติดที่ว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มจริงใจอย่างที่คนอื่นรู้กันสักหน่อย โซลริวรู้ดีว่ารอยยิ้มนี้มีไว้เพื่อทิ่มแทงคนโง่ที่หลงเชื่อเท่านั้น

“พวกเธอชนะสนามแรกเมื่อวานนี้” แต่ถึงแม้คาเทียร์จะไม่ชอบหน้าลูกพี่ลูกน้องอย่างโซลริวเข้ากระดูกแต่งานกับเรื่องส่วนตัวต้องแยกกัน เธอรับรู้มาว่าเมื่อวานเด็กๆทั้งสี่สร้างผลงานแรกไว้ได้สวย ไม่มีใครเสียกำไลไปเลยสักคน

น่าห่วงนะ เพราะปราการสายลมได้เด็กปีหนึ่งแค่สี่คน เป็นจำนวนที่น้อยนิดจนน่าใจหาย ไม่แปลกใจที่คนจากปราการอื่นๆจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะถ้าเสียกำไลไปทั้งหมด สิทธิในการเข้าชิงจ้าวสี่ทิศจะหมดลงทันที

นี่แหละที่น่าห่วง

เพราะปราการสายลมของพวกเราได้ครองบัลลังก์ 8 ปีซ้อนอยู่ด้วย

แต่ปีนี้ดันมีแค่ 4 คน ช่างเป็นปีที่โหดร้ายสำหรับปราการเราจริงๆ

“เอาเป็นว่าพี่เรียกพวกเธอมาเพื่อจะบอกเป้าหมายของปราการ” คาเทียร์พูดอย่างสบายๆ “พวกเธอห้ามเสียกำไลให้ปราการอื่นเด็ดขาดและพวกเธอต้องได้คนละ 50 คะแนนเป็นอย่างต่ำเพื่อเติมคะแนนส่วนที่ขาดของปราการ”

“ห๊ะ” โซลริวอุทานเบาๆก่อนจะมองหน้าพี่สาวตรงหน้า รอยยิ้มร้ายๆนั่นยังคงถูกส่งมาให้เขาอย่างเดิม “จะบ้ารึเปล่า จะให้พวกเราล่าคะแนนด้วยหรอ ถามหน่อยเถอะ ปราการเรามีกี่คะแนนกัน”

143” เมื่อได้ยินคะแนนโซลริวก็เบาใจลงนิดหนึ่งแล้ว

“ปราการอื่นเท่าไร”

“สูงสุด 390 คะแนนจากปราการแห่งแสง พวกนายคงยังไม่รู้ ตามปกติแล้วปราการจะต้องมีทำเนียมรับน้องที่มากกว่าการนัดเจอกันเพื่อรับรู้กฏและทำเนียมฏิบัติต่างๆเพื่อปฏิบัติร่วมกัน แต่เนื่องจากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นทำให้กิจกรรมถูกยกเลิกไป แถมปราการของเรายังได้แค่พวกเธอมา 4 คนดูๆแล้วงานคงล้มแน่เลยยกเลิกไปด้วย

“ทั้งนี้คะแนนแต่ละปราการจะได้มาก็ต่อเมื่อถึงเทศกาลล่าแต้มหรือทูวีคฮันเตอร์และภารกิจภาคสนามของแต่ละชั้นปี เอาเป็นว่าถ้าพวกเธอขยันๆหน่อยอาจจะถูกรุ่นพี่ดึงตัวไปร่วมภารกิจด้วย คะแนนเริ่มต้นของภารกิจแรกจะได้ 25 คะแนน ต่อจากนั้นจะได้คะแนนตามระดับภารกิจที่เลือก ซึ่งก็มีระดับ D C B A S SS  SSR และSSR+  8 ระดับที่เล่าไปคือเรียงจากง่ายไปยาก

“แล้วแบบนั้นแสดงว่าพวกผมก็ต้องเรียนไปด้วยเก็บคะแนนไปด้วย..สินะครับ” เซเรฟเอ่ยขึ้นเสียงเนิบๆ นัยนต์ตาสีอำพันดูว่างเปล่าขึ้นมาทันที โซลริวรู้ดีว่าเซเรฟคงไม่อยากใช้เวทในช่วงนี้เท่าไรถ้าไม่จำเป็น

“ฉลาดมาก เพราะพวกพี่สาวจะพิสูจน์รุ่นพวกเธอด้วยวิธีนี้แหละ ถ้าพวกเธอทำได้ละก็จะถูกยอมรับจากพวกพี่สาวทุกคนในปราการเลยนะ ได้รุ่นเชียวนะ ง่ายจะตายไป”

ห๊ะ...โซลริวแทบจะตื่นเต็มตาทันทีที่เคาเทียร์ยิ้มแพรวพราว แล้วคำก็พี่สาว สองคำก็พี่สาว โซลริวจำได้ว่าตัวเองไม่มีพี่สาว แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าผู้หญิงเจ้าเผด็จการตรงหน้าจงใจกลั่นแกล้งและพวกแน่นอน

“แล้วไอ้กำไลนี่ได้กี่คะแนน” โซลริวถามขึ้นพลางมองพี่สาวตัวเองด้วยสายตานิ่ง แต่คาเทียร์รู้ดีว่าภายใต้ดวงตาที่นิ่งเฉยของโซลริวกลับมีความในใจแด่เธอมากมายนักเชียว

3คะแนน”

พวกเขาทั้งหมดแทบจะเสียหลักทันทีที่ได้ยินประธานปราการบอกข้อมูลอย่างละเอียด ตีกันแทบได้ให้แค่ 3 คะแนน

“จะเป็นลม 3 คะแนนแบ่งกันยังไม่ได้ครบคนเลย” โซลริวเริ่มบ่นแล้ว

“พี่รู้ๆ” คาเทียร์ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“แล้วเนี่ยจะเก็บ 50 ยังไงให้ครบในสองวีค พี่จะบ้าเรอะ” โซลริวเริ่มแยกเขี้ยวแล้ว เขาทนไม่ได้จริงๆที่ยัยเด็กที่เกิดมาเมื่อวานหัวเท่ามะนาวในสวนจะมาสั่งให้เขาทำเรื่องพรรนั้น เขาจะได้นอนมั้ย มองจากโลกมนุษย์ยังรู้เลยว่าไม่ทัน โว๊ะ

...ฆ่าเขาเถอะนะ

“แหม น้องพี่เก่งจะตายไป” คาเทียร์แอบเหน็บแหนบโซลริว “ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไปน่ะนะ”

“ไม่ทำ”

“งั้นก็ไม่ได้รุ่นสิ”

“ช่างรุ่นสิ จะบ้าเรอะให้พวกผมไปเก็บคะแนนด้วยการท้าสู้คนอื่น เวรกรรมจะกินหัวเอาง่ายๆดิ”

“น้องพี่เชื่อเรื่องเวรกรรมตั้งแต่เมื่อไรหรอ”

“เมื่อไรก็เมื่อนั้น สรุปคือไม่ทำ”

“ถ้างั้นก็ไม่ได้เข้าร่วมงานชิงจ้าวสี่ทิศสิ” คาเทียร์ว่าตาแป๋ว เพราะอาศัยความร็และประสบการณ์ในอาร์เทลที่มีมากกว่าไม่มีทางไหนที่เด็กๆทั้งสี่คนจะรอดพ้นคำสั่งของเธอได้ ต่อให้หนึ่งในนั้นเป็นน้องชายที่มากพิษสงภายใต้ความเฉยชานั่นก็ตาม

คราวนี้เธอชนะเห็นแน่

“เราครองบัลลังก์มา 8 ปีแล้วนะ ถ้าเกิดว่าคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ก็คงไม่ได้เข้าร่วมงาน รุ่นพี่ของพวกเธอเผ้ารอวันนั้นนะ รู้มั้ย” คาเทียร์บอกอย่างใจเย็น เธอรู้ว่าพูดยังไงจะทำให้เด็กหนุ่มทั้งสี่เอนเอียงมาทางนี้

“แล้วทำไมพวกเราถึงจะไม่ได้เข้าร่วมละครับ คะแนนก็ 143 คะแนน” เซเรฟขอแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าโซลริวกับพี่สาวจะกินหัวกันเข้าไปแล้ว ยังไงก็ต้องเปลี่ยนเรื่องก่อนจะฟาดกันตรงนี้ “เท่าที่รุ่นพี่ฟีน่าเล่าก็เหมือนจะใช้เกณฑ์ 125 คะแนนเป็นเกณฑ์ต่ำสุด ผมแค่สงสัยน่ะครับ”

“ช่ายยย” ประธานปราการคนงานลากเสียง “143 คะแนนเป็นของเราแล้ว แต่เป็นคะแนนที่ติดลบน่ะ ติดลบ 143 คะแนนไง สรุปคือเรายังไม่มีคะแนนเลยแถมยังติดลบอีก”

เด็กหนุ่มทั้งสี่หันขวับทันทีจนคาเทียร์เผลอหัวเราะออกมาก่อนจะมองหน้าโซลริวที่เหวอกว่าใครๆ ตลกจริงๆ ตลกจนอยากเอามือไปบีมแก้มให้ซ้ำเล่นๆ

“โหดร้าย คนเต็มปราการจะติดลบอะไรเยอะแยะ” โซลริวเถียงขึ้น มันไม่โหดร้ายไปหน่อยหรอ ติดลบไป 143 จิตใจทำด้วยอะไรกัน !

“อ่า น้องพี่ รู้มั้ยว่าทำไมพวกเราถึงอยู่ภายใต้การดูแลของปราการสายลม ทั้งๆที่จะไปส่วนอื่นก็เป็นไปได้เยอะแยะ อย่างเช่นองค์ชายเรย์จินก็มีพลังบริสุทธิ์จนข้าที่เป็นปีศาจขนลุกซู่เมื่อได้อยู่ใกล้ นี่ข้าไม่ได้ว่านะ ข้าเล่าให้ฟังเฉยๆ” คาเทียร์อธิบายเล็กน้อยเกรงว่าองค์ชายจะเข้าใจผิด “เพราะว่าสุดท้ายแล้วคนในปราการสายลมก็คือปราการที่ร่วมตัวอันตรายเอาไว้นี่เอง”

“...”

“เราทำภารกิจสำเร็จก็จริงแต่ค่าความเสียหายมีมากเกินไปทำให้ทางมหาลัยหักคะแนนเราอยู่ตลอดเวลา นี่เมื่อก่อนติดลบตั้ง 487แหน่ะ ลดเหลือเท่านี้ก็เพราะเดย์มอสทำงานได้ดีนะ” คาเทียร์ถูมิใจในตัวรุ่นน้องคนนี้จริงๆ เดย์มอสนี่เป็นสายเลือดเทพที่น่ารักที่สุดเท่าที่เธอได้เจอมา

ส่วนที่ร้ายที่สุดก็อยู่ตรงนี้เหมือนกัน ดวงตาสีแดงดุดันคู่คมแบบนั้น ไม่เหมาะจะเป็นเทพเลยสักนิด

“มองอะไร” โนอาร์ถามขึ้นเสียงเรียบแต่ติดหงุดหงิดที่ถูกคนอื่นมองด้วยสายตาแบบนั้น มองเหมือนเขาคือตัวประหลาด

“เปล๊า ข้าแค่สงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่กับน้องชายที่น่ารักของพี่ได้” คาเทียร์ถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

“...”

“หรือเธอไม่ได้บอกโซลริวว่าการที่เทพและปีศาจอยู่ใกล้ๆกัน เป็นเทพที่จะต้องอ่อนแอลงทุกวัน”

โนอาร์หันไปจ้องรุ่นพี่ที่คำพูดคำจาไม่น่ารักเหมือน้องชายเลยสักนิด

“ไม่นี่ ก็ปกติดีทุกอย่าง” ไม่ว่าเปล่าโนอาร์ยังเดินเข้าไปกอดคอโซลริวไว้แม้ว่าเจ้าตัวจะขัดขืนอย่างตกใจกับคำพูดของพี่สาวอยู่ก็ตาม ถือโอกาสมองหน้าประธานผู้ชอบท้าทายผู้อื่นจนเป็นนิสัยก่อนชายหนุ่มผมแดงจะพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างจนคนฟังหน้าเหวอไป

“จะครบเดือนแล้วไม่เห็นจะตายเลย”

“...”

“แล้วบังเอิญว่าฉันไม่ใช่ประเภทที่เธอพูดมาด้วย” ไม่นับเป็นพี่ โนอาร์ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่เรียกเธอว่าพี่เด็ดขาด อย่างตอนนี้เป็นต้นไป

คาเทียร์เลิกคิ้วสูงก่อนจะหัวเราะเบาๆแต่ลึกลับชอบกล โซลริวขัดขืนอยู่ยกใหญ่แต่ไม่สู้แรงเลยปล่อยไปเลย จะทำอะไรก็ทำไป

“หึๆ สรุปว่าความหวังของปราการอยู่ที่พวกเธอนะ” คาเทียร์บอกด้วยท่าทีไม่ใส่ใจว่าใครจะแย้งหรือไม่ “รุ่นพี่ลงภารกิจแก้คะแนนติดลบกันหมดแล้วที่เหลือคือพวกเธอต้องเก็บคะแนนจนกว่าจะถึงวันของจ้าวสี่ทิศด้วย”

“...”

“รบกวนพวกเธอแล้วละ”

“ครับ” เซเรฟขานรับเมื่อเห็นว่ายังไงพวกเขาก็ต้องถูกกดดันต่อแน่หากไม่ยอมทำตาม

โซลริวอยากเอาหัวโขกกำแพงจนสลบไปจะได้ไม่ต้องมาทนฟังอะไรแบบนี้

 

พวกเขาเดินออกจากปราการเมื่อเห็นว่ายังเช้าอยู่เลยเดินไปโรงอาหารเพื่อกินข้าวสักหน่อย วันนี้ก็เหมือนทุกวันคือพวกเขายังคงตกเป็นเป้าสายตาไม่เคยขาด โซลริวอยากจะชินแต่มันก็ไม่ชินง่ายๆหรอก เขาถอนหายใจเมื่อถืออาหารกลับมานั่งรวมกับเพื่อนที่ได้เมนูมาคนละอย่าง

“เก็บคะแนนเนี่ยนะ ช่วยฆ่าฉันทีเถอะ”

“บ่นอะไร” โนอาร์พูดขึ้นด้วยสายตาติดดุ คนนี่ก็ดุจริงๆวุ้ย

“บ่นว่าผักคะน้าอร่อยจังเลย”

“ฮ่าๆ ไอ้บ้า” เรย์จินขำขึ้นก่อนจะเขี่ยผักมารวมไว้ที่จานเขาทั้งหมด

“อะไรวะเรย์จิน” เมื่อกี้พูดประชดโว้ย เอามาทำไมเยอะแยะ

“ชอบกินผักไม่ใช่หรอ”

“ไม่”

“กินๆไปเถอะน่า”

“เรย์จินแกไม่กินผักแล้วจะสั่งมาทำปุ๋ยอะไร ห๊ะ”

“เกรี้ยวกราดอะไรแต่เช้าวะโซลริว อยู่สงบๆเหมือนเซเรฟดิ” เรย์จินพูดก่อนพวกเขาทั้งหมดจะหันไปมองตามเสียงกรี๊ดลั่นโรงอาหารแต่เช้า คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเรียกให้หลายคนหันมองจนปวดคอตามๆกัน

“นั่นใคร” หลังจากสงบลงไม่นานโซลริวก็ถามขึ้นก่อนจะก้มลงไปกินผักเขียวๆบนจาน ไม่รู้หรอว่าผักคะน้าในโอเทียร์ร่ามันปลูกยากจะทิ้งก็เสียดายเลยต้องกินให้หมด

“ท็อปสิบไงครับ คนอื่นๆเรียกกันแบบนั้น” เซเรฟเป็นคนตอบ

“คืออะไร อ่อ คิดออกละ” เรย์จินพูดเองเออเองก่อนจะหันมองผู้มาใหม่ที่ถูกรายล้อมด้วยหญิงสาวจนต้องเลิกคิ้วสูงอย่างทึ่งๆก่อนหันมาอธิบายให้โซลริวฟังในขณะที่โนอาร์ก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างไม่สนใจอีก

“เฮดีสอันดับ4 เคย์นอสอันดับ3 อาม่อนอันดับ9 เอวาอันดับ6  โซลันน่าอันดับ10 และเฟร่าอันดับ7

“อ๋อ ที่สอบได้สูงนะหรอ”

“ใช่ครับ” เซเรฟหันมาตอบก่อนจะขมวดคิ้ว “เฮดีสอันดับ4 จากปราการอัคคี เคย์นอสก็ปราการอัคคี อาม่อนจากปราการวารี เอวาปราการแห่งแสง โซลันน่าและเฟร่าจากปาการแห่งความมืด”

“ข้อูลแน่นชิบ ไปสืบตอนไหนเนี่ย” โซลริวพึมพำอย่างอึ้งๆเมื่อมองเพื่อผมเงิน

“ความจริงแล้วพวกเขาก็อยู่ห้องหนึ่งนะครับ มีแค่คุณที่หลุดไปห้องสาม”

“ฮะๆ งั้นหรอ” เขาหัวเราะแห้งๆก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่อ ก็พลังของเขาไม่ได้สูงพอจะดันให้เขาขึ้นไปห้องหนึ่งนี่ ข้อนี่โซลริวรู้ดีและไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ ที่น่าปวดหัวตอนนี้คือเรื่องคะแนนอันแสนจะโหดร้ายของปราการมากกว่า

มีที่ไหนฟะติดลบ143คะแนน

ความหวังของปาการอยู่ที่พวกเธอนะ

เสียงของลูกพี่ลูกน้องลอยมากระแทกหัวอย่างจังจนโซลริวแทบจะกลืนข้าวไม่ลง เอาเถอะ ไหนๆอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีเวลานอนแล้วนี่ สงสัยว่าเขาจะต้องปลงซะแล้วละ

หลังจากกินข้าวเสร็จก็ยังเหลือเวลาอยู่จำนวนหนึ่งพวกเขาเลยตัดสินใจไปที่ฝ่ายกิจกรรมเพื่อเอากำไลที่โนอาร์กับเซเรฟได้มาไปขึ้นคะแนน

“ยินดีด้วยนะ ปราการสายลมมีคะแนนติดลบ 131

อ่า...น่าดีใจจนน้ำตาจะไหล โซลริวพยักหน้าอย่างปิติก่อนจะเดินคอตกออกมาถึงจะบอกให้ตัวเองปลงแต่มันก็ผ่านไปอยากเหลือเกิน ไอ้ความรู้สึกหมดหวังนี่ แล้วแบบนี้เขาจะได้นอนพักทั้งวันตอนไหนไม่ทราบกัน

“เอาเถอะ รวมกับคะแนนเกณฑ์ของปราการที่จะมีสิทธิร่วมงานชิงจ้าวสี่ทิศเราต้องได้มากกว่า 256 คะแนนเพื่อความแน่ใจว่าจะได้เข้าร่วมงานจริงๆ” เรย์จินพูดอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ใช่พวกรับแล้วไม่ทำ ความรับผิดชอบคือสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ หากแค่นี้ทำไม่ได้แล้วในอนาคตจะทำอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ยังไงละ

“งั้นก็ท้าสู้ไปเรื่อยๆมั้ยครับ” เซเรฟเสนอขึ้น

“แต่เราต้องเรียนนะ” โซลริวแทรกขึ้นเพราะจพทิ้งเวลาเรียนไปเก็บคะแนนมันก็ยังไงๆอยู่

“หมายถึงพักเที่ยงหรือเช้าๆไม่ก็ช่วงค่ำครับ”

“แบบนั้นก็ได้อยู่หรอก แต่แค่เรียนฉันก็จะตายแล้วนะ” โซลริวโอดครวญ พวกเขากำลังออกความเห็นว่าจะเอาคะแนนยังไงแต่เดินสวนกับคนกลุ่มหนึ่งพอดี โซลริวถูกรั้งแขนไว้จนแทบหงายหลัง เมื่อหันไปมองก็พบกับคนตัวสุงโย่งดวงตาสีแสดเหมือนนัยน์ตาของหมาป่าที่หายากแต่เข้ากับผมสีเงินตัดสั้นจนดูดีขึ้นหลายเท่าตัว

ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

โซลริวจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่งแตกต่างจากตอนพูดคุยอย่างเป็นปกติกับเพื่อนในกลุ่ม พวกมันเองก็หันมองเหมือนกัน ทั้งกลุ่มของอีกฝ่ายก็หยุดดูด้วย

ภาพที่เหล่าท็อปสิบของเด็กปีหนึ่งจะรวมตัวกันช่างหาดูได้ยากเย็น แต่คนที่สิบเอ็ดกลับเป็นคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตามาก่อน พวกเขาจ้องกันอยู่นานก่อนที่โซลริวจะเกะมือที่บีบแขนจนเจ็บแปล๊บออกไปด้วยท่าทางเป็นมิตรให้มากที่สุด

ยังไงใจดีสู้เสือก็ยังเป็นสิ่งที่ควรใช้ในตอนนี้

“หึ ตอนเที่ยงมาดวลกันมั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น แต่โซลริวกลับรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าความรู้สึกแบบนี้คือลางไม่ดีแล้ว

“ไม่ดีกว่า พอดีมีเรื่องให้ทำล้นมือน่ะ” เขาตอบกลับแต่มืออีกฝ่ายยังเลื้อยมาจับไว้แน่น เรย์จินที่อยู่ใกล้สุดเห็นท่าไม่ดีเลยดึงโซลริวออกมาอยู่กลางกลุ่มก่อนจะยืนขวาง ดวงตาสีแสดสบเข้ากับดวงตาสีมรกตจนแทบจะเกิดกระแสไฟแล่นเปรี๊ยะ ๆ

โซลริวยกมือขึ้นมากุมแขนที่ถูกบีบด้วยความปวดรุ่มๆทีส่วนนั้น ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าเจ้าของนัยน์ตาสีแสดกำลังสนใจเขาอยู่ไม่มากก็น้อย มันดูซุกซนแต่ก็เอาแต่ใจและดูร้ายกาจ

“ข้าชื่ออลัน อยู่ห้องสาม มาสังเกตการณ์ชั่วคราวน่ะ ไว้เจอกันที่ห้องอีกทีนะ โซลริว”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นไม่มีปี่ขลุ่ยก่อนจะยอมถอยไป คล้ายกลับว่าเมื่อสักครู่เป็นการแนะนำตัวอย่างไม่เป็นทางการแต่ชื่อนั้นกลับฝังเข้าหัวโซลริวอย่างรวดเร็ว เพราะเขารู้สึกว่าชื่อนี้มันจะนำพาความซวยมาเยือนชีวิตเขายังไงไม่รู้

เดี๋ยวนะ รู้ชื่อเขาได้ยังไงกัน!

“ฉันไม่สบายใจเลย” เรย์จินพูดขึ้นก่อนจะมองโซลริว “เจ็บแขนหรอ มันรุนแรงกับนาย?”

“ไม่ๆ แค่นิดๆไม่เป็นไร” เขาตอบก่อนจะยิ้มให้พวกมันสบายใจ “ไม่เป็นไรหรอกแค่ตกใจเท่านั้นเอง”

“อะไรของมันวะ” เป็นไม่กี่ครั้งที่เรย์จินจะพึมพำด้วยสีหน้าเครียดๆ “สังเกตการณ์อะไรของมัน กำไลยังอยู่มั้ยเนี่ย”

“อยู่ข้างนี้” โซลริวยกมืออีกข้างให้ดู เรย์จินถอนหายใจออกมาในขณะที่เซเรฟกับโนอาร์เงียบกริบ

“ดูเป็นคนไม่น่าไว้ใจเท่าไร คุณโซลริวอย่าอยู่สองต่อสองกับเขานะครับ” เซเรฟโพลงขึ้น “อย่างน้อยๆก็ไปกับเพื่อนในห้องที่สนิทไว้ดีกว่าไปคนเดียว ผมก็ไม่สบายใจที่เขามาแบบนี้”

“โธ๊ ! พูดอย่างกับฉันเป็นสาวน้อยมากเสน่ห์” โซลริวทำหน้าหน่ายๆก่อนจะนึกขึ้นมาได้ “ใกล้เวลาเรียนแล้ว ไปๆแยกๆ”

“ให้ไปส่งป่ะ” เรย์จินยังติดใจเรื่องเมื่อครู่ไม่หาย ถ้าจู่ๆชักมีดออกมาฆ่าโซลริวพวกเขาจะทำยังไงดีล่ะ มันน่าเป็นห่วงจะตายไป

“ไม่เป็นไร เราเรียนคนละตึกเดี๋ยวเข้าเรียนไม่ทันกันพอดี”

พูดจบโซลริวก็แยกไปแล้วเพราะว่าตึกที่เขาใช้เรียนอยู่ไกลออกไปอีกซีกหนึ่งเลยต้องรีบขึ้นหน่อยเหลือเพียงเพื่อนสนิททั้งสามคนที่มองตามจนร่างสูงเพรียวลับตาไป

“ขออย่าให้มีเรื่องนะครับ” เซเรฟพึมพำให้ได้ยินกันสามคนก่อนทั้งสามจะเดินไปเรียนด้วยความรู้สึกไม่สบายใจติดวนอยู่

โนอาร์เดินรั้งท้ายอย่างครุ่นคิดบางสิ่งก่อนจะรู้สึกได้ว่ากำลังถูกจดจ้องอยู่จากที่ไหนสักแห่ง พอตั้งสมาธิหาว่ามาจากที่ไหนความรู้สึกที่ถูกจ้องก็หายไปแล้วหรือบางทีโนอาร์ก็อาจจะคิดมากไป เพราะแบบนั้นโนอาร์ถึงเลิกสนใจไป

ไม่นานใครบางคนก็เดินออกมาจากที่ซ่อนเล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นเปิดเผยตัว รอยยิ้มที่มุมปากยกสูงจนกึ่งแสยะ มือหนาล้วงเอากริซออกมาไว้ในมือแล้วซุกซ่อนความยาวไว้ใต้แขนเสื้อก่อนที่จะเดินตามทิศทางที่เด็กหนุ่มผมดำมุ่งไปอย่างรวดเร็ว

 

 

**************************โปรดติดตามตอนต่อไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

115 ความคิดเห็น