Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 20 : บทที่18 วันหนึ่งกับอาการของเรย์จิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่18 วันหนึ่งกับอาการของเรย์จิน

ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกระหุก เรย์จินทำหน้าอึกอักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมถอยทั้งๆที่คนมองยังดูออกว่าในใจของคนท้าสู้เกิดรู้สึกกลัวจนปรากฏบนใบหน้าแล้วก็ตาม โนอาร์ปลดมือจากตัวเพื่อนออกก่อนดวงตาสีแดงเข้มจะกลับมาปกติจนน่ากลัว

“ไว้พรุ่งนี้ค่อยจัดดีกว่า วันนี้ไม่ว่าง” โนอาร์เสนอ ปกติแล้วใครที่ขวางทางเขาไม่มีทางกลับครบ 32 แน่นอน หากไม่ใช่วันนี้ที่แสงกำลังจะหมดลง โนอาร์หันไปมองเพื่อนผมทองที่ตัวอ่อนเปลี้ยแถมเซเรฟก็มีแขนที่ใช้งานได้แค่ข้างเดียว

ถ้าเป็นโซลริวก็คาดเดาไม่ได้อีกว่าหน้าอย่างมันจะทำใครเจ็บได้ ถึงวันนั้นเขาจะรู้ว่ามันอาละวาดแต่มันก็เลือนรางเต็มที

“โซลริว”

“อะไรวะ”

“แกพาเรย์จินไป”

“ไปไหน”

“โง่หรือแกล้งโง่ ไสหัวออกไปรอที่ห้องโน้นไป”

โซลริวหน้าเหวอเล็กน้อยก่อนจะวิ่งไปดึงเพื่อนผมทองขึ้นมาพยุงเรย์จินที่เหงื่อผุดขึ้นเต็มตัวในขณะที่เซเรฟคงอยู่สู้กับโนอาร์แน่นอน

ว่ากันว่าพวกที่มีพลังธาตุแสงพิสุทธิ์จะอ่อนแอที่สุดในคืนเดือนดับ กลับกันคนที่มีพลังสีดำมืดเฉกเช่นรัตติกาลจะมีพลังเพิ่มสูงกว่าปกติ2เท่า หากวันไหนที่พระจันทร์เต็มดวงคนอย่างเรย์จินคงมีพลังพลุ่งพล่านกว่านี้2เท่าเช่นกัน

แต่มันไม่ใช่วันนี้ที่เป็นคืนเดือนดับไง

“เรย์จิน ไหวมั้ย” เขาหันไปถามหลังจากดึงแขนเรย์จินพาดบ่าได้สำเร็จ เรย์จินหมดแรงจะพูดแล้ว มันมีเหงื่อขึ้นเต็มตัวแถมโซลริวยังได้กลิ่นบางอย่างที่หอมรื่นจมูกออกมาจากตัวมัน

กลิ่นอะไร?

มันหอมจนสามารถมอมเมาคนได้ ไม่นานดวงตาของโซลริวก็เบิกกว้างอย่างตกใจเพราะไอ้กลิ่นหอมชวนบรรลัยแบบนี้นี่เองพวกวิญญาณร้ายๆถึงได้ตามมันเจอ เครื่องรางก็อยู่ที่ห้องโน้น โซลริวคิดไม่ตกว่าจะกลับทันห้องมั้ยในเมื่อกลิ่นของเรย์จินก็ทำให้เขาเริ่มอ่อนแรงไม่อยากขยับไปด้วยเหมือนกัน

เพราะโซลริวมีเลือดของฮานีสในตัว

ฮานีสดันชอบกลิ่นแบบนี้ซะได้

จังหวะนี้บอกได้คำเดียวเลยว่าซวย

“เรย์จินปีนขึ้นหลังฉัน เร็วๆ” เขาหันไปเร่งเพื่อนที่หัวเอียงไปมาเหมือนจะหมดพลังในไม่ช้า โซลริวแบกเพื่อนผมทองก่อนจับขามันไว้แล้วออกวิ่ง

 พวกเขาแยกเป็นสองกลุ่มในขณะที่เวลาแห่งทูวีคฮันเตอร์กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้ เสียงของเหล่าวิญญาณร้ายดังลั่นขึ้นก่อนที่มันจะปรากฏตัวแล้วเหวี่ยงแขน โซลริวที่แบกเพื่อนไว้จำต้องกระโดดสูงในทันที ดวงตาสีนิลเข้มฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นว่าวิญญาณดวงนี้มีดวงตาสีแดงก่ำอย่างอาฆาตแค้น

ก่อนที่ความเย็นวาบจะแทรกผ่านร่างของเขาไป รอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นมิติอื่น

ไม่น่าจะใช่วิญญาณธรรมดาเสียแล้ว

“เอามันมาให้ข้า!” เสียงตะวาดลั่นดังขึ้นก่อนที่เจ้าวิญญาณร่างยักษ์จะคืนร่างเป็นสาวงามผู้มีผมหยักศก ริมฝีปากเล็กบางกับดวงตาดุจเหยี่ยวนั่นกำลังจ้องเรย์จินที่หมดสติไปไม่นานนี้

“ไม่” โซลริวตอบพร้อมจะถอยออกก้าวหนึ่งให้เห็นว่าเขาไม่ยอมยกให้

เจ้าหล่อนกัดฟันกรอดก่อนปีสีดำจะสยายออกกว้างพร้อมแรงลมจนโซลริวต้องยกมือขึ้นบังพร้อมวางเรย์จินลงนอนที่พื้น เด็กหนุ่มมีสีหน้าบูดเบี้ยวเมื่อตอนนี้ยังกลับไม่ถึงห้องพักและรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“ผมไม่ยกมันให้คุณหรอก” เขากล่าวอย่างถือดีแม้ในใจจะคิดอยู่ว่าจะหาอาวุธที่ไหนมาสู้

“อวดดี” เสียงกึ่งตะวาดดังขึ้นก่อนที่วงเวทจะปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวตนของพวกเขาไว้ โซลริวมองออกอยู่แล้วว่ามันคือวงเวทกักกัน ใครที่ตกอยู่ในอาณัติของมันจะไม่มีทางออกไปไหนได้อีก

เขาไม่ชอบความวุ่นวาย หากว่าเจ้าหล่อนอาละวาดขึ้นมาเขากับเรย์จินคงได้คนละสองสามสี่ห้าแผลแน่ๆ

“ทำไมคุณถึงตามเรย์จินละ” โซลริวถ่วงเวลา ดวงตาของเจ้าหล่อนวูบไปนิดเหมือนคิดไม่ถึงว่าจะถูกถามเรื่องง่ายๆแบบนี้

“จะบอกให้นะเจ้าหน้าอ่อน เด็กคนนั้นถือพลังเวทของจ้าวสวรรค์ไว้” เจ้าหล่อนบอกพร้อมดวงตาที่ถูกย้อมไปด้วยความริษยา “แม้ว่าพลังนั่นจะยังไม่ตื่นขึ้นมาก็ตาม ข้าจะต้องได้ครอบครองพลังนั่น”

“โลภมากจริงๆ”

โซลริวเปลี่ยนเป็นนิ่งงันเมื่อไดฟังจบ คำก็พลัง สองคำก็พลัง น่ารังเกียจจริงๆ

“ช่วยเปลี่ยนใจแล้วกลับไปที่เดิมของแกซะ” กระแสเสียงของโซลริวเย็นเฉียบยิ่งกว่าความเหน็บหนาวในโลกใบนี้ มันเจือไปด้วยความลึกลับแต่แสนธรรมดาจนเจ้าหล่อนไม่คิดเอะใจว่านี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย

ตัวโซลริวเองก็ต้องเปลี่ยนจากเด็กมนุษย์ไร้พลังเวทเพื่อมาเป็นอะไรก็ไม่รู้กว่าจะรอดตายมาได้ก็จำต้องลบความทรงจำเพื่อให้สภาพจิตใจไม่คุ้มดีคุ้มร้ายจนเสียคน และความเจ็บปวดที่พูดออกมาไม่ได้เพื่อให้คนอื่นภูมิใจในขณะที่ตัวเขาต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์เพื่อแลกมา

ก็เพราะความเห็นแก่ตัวของคนอื่น

เขาต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ไม่ต้องการและถูกกรอกหูทุกวันเวลา

โซลริวรู้ดีว่าการถูกแย่งชิงบางอย่างที่เคยชินออกไป มันเจ็บปวดกว่าที่คิดไว้เสียอีก

“ฉันจะฆ่าแกคนแรก” หญิงสาวยิงเวททันทีไม่รีรอ เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วทั้งมิติที่หล่อนคิดว่าแข็งแกร่งแต่แท้จริงแล้วมันแสนจะเปราะบาง รอยยิ้มสาวงามแสยะออกเมื่อเห็นว่าเป้าหมายไม่ได้เคลื่อนหลบได้ทันแต่อย่างใด

แต่พอสิ้นกลุ่มควันตรงหน้า ดวงตาเจ้าหล่อนกลับเจือไปด้วยความงุนงงเมื่อเด็กหนุ่มคนเดิมได้หายไปจากสายตา มือบางยกขึ้นอย่างเตรียมพร้อมยิงเวททันทีหากว่าเจอตัวเด็กหนุ่มเมื่อสักครู่ที่ล่องหนไปแล้ว พอกวาดสายตามองอย่างตื่นตระหนกก็ไร้วี่แวว

หรือว่าพลังเวทที่หล่อนได้มาจะมีพลังรุนแรงจนฆ่ามันตายได้จริงๆ

“มองทางนี้” เสียงกระซิบที่ดังขึ้นจากด้านหลังไม่กี่เซนทำวิญญาณรู้สึกขนลุกราวกับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพียงเสี้ยววิ

โป๊ะ!

โซลริวใช้มือหักปีกอันแสนสวยทันทีที่หล่อนรู้สึกตัวก่อนทึ้งปีกที่หักกับมืออกจนสุดแรง พร้อมใช้เท้ายันโครมจนวิญญาณสาวไถลไปอย่างไร้เสียงกรีดร้องเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่ทันตั้งตัว เนื้อตัวสั่นระริกทันทีที่ตั้งสติได้แล้วหันมาสบตาอย่างเกรี้ยวกราด

ดวงตาของเด็กหนุ่มยังคงฉายแววราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความลึกลับมากมายใต้ดวงตาที่หลบซ่อนอยู่หลังม่านผมที่ยาวลงมาปิดเล็กน้อย โซลริวเด็ดปีกสีดำได้หนึ่งข้างก่อนจะโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี วิญญาณของหญิงสาวรู่สึกหนาวจับใจร่างกายเหมือนถูกสะกดไม่ให้ขยับ

แต่แท้จริงเธอคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ...พลังของพวกโลกมืด

“ถ้าแกมีปีกอีกคู่หนึ่ง ฉันก็จะหักทิ้ง แกจะได้บินไปไหนไม่ได้และอ่อนแอตายอยู่ที่เดิม”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเจือไปด้วยจิตสังการเต็มเปี่ยมราวกับว่าคนก่อนหน้าที่เคยหวาดกลัวหล่อนได้หายไปแล้วจริงๆ

“ไม่พอใจกับพลังของตัวเองฉันก็จะทำลายมันให้เอง”

“อย่า”

“...”

“ขะ..ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ” เจ้าหล่อนเอ่ยเสียงสั่นก่อนที่ความเจ็บปวดจากปีกที่ถูกหักจะแล่นเข้ามาเล่นงานจนต้องกัดริมฝีปากอย่างสะกดกระแสเสียงแห่งความเจ็บปวดเอาไว้

“เป็นวิญญาณแบบไหนกันนะ” เด็กหนุ่มพึมพำคล้ายไม่สนใจคำอ้อนวอน “ปกติแล้ววิญญาณที่ไหนเขาร่ายเวทได้กันน่ะ ต้องมีคนสนับสนุนความแปรปรวนของโลกทั้งสามแน่ๆ”

โลกทั้งสาม คือ โอเทียร์ร่า(กับโลกมนุษย์) โลกสวรรค์ และโลกมืด(โลกปีศาจ) โดยปกติแล้วโลกทั้งสามจะไม่เกี่ยวข้องกันหากไม่มีพลังจากคำสาปของจอมมารเมเทียสผูกมัดไว้ โซลริวรู้จักพวกยมทูตก็เพราะเคยร่วมงานกันมาไม่น้อย

โดยปกติแล้ววิญญาณจะมีพลังดิบๆที่สะสมไว้ตามระดับแต่ไม่มีใครร่ายเวทกันหรอกเพราะมันเสียเวลา และโดยทั่วไปแล้วไม่มีวิญญาณอาฆาตที่ไหนจะมีปีกสีดำ และไม่มีวิญญาณดวงไหนได้สิทธิ์รู้ว่าใครคือผู้คือครองพลังเวทของจ้าวสวรรค์หากไม่มีหนอนเขียวตัวไหนอยากกลายเป็นราชสีห์

 โซลริวครุ่นคิดแล้วก็ได้ข้อสรุปที่มีความเป็นไปได้สูง

คือมีคนจากสามโลกกำลังร่วมมือกันทำเรื่องงามหน้าอยู่แน่ๆ

ทีเรื่องแบบนี้สามัคคีกันนัก...

“ใครบอกแกว่ามันมีพลังของจ้าวสวรรค์?” โซลริวถามขึ้นสายตายังเรียบนิ่งจนหญิงสาวสั่นกลัวไปทั้งตัว “มีใครบงการแก”

“...ยะ..อย่า..ข้า” เจ้าหล่อนตะกุกตะกักพูดไม่ออก เมื่อมองเข้าไปนัยน์ตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ได้เห็นว่าเธอไม่มีทางรอด ไม่รอดแน่ๆ ไม่ว่าจะคนตรงหน้าหรือหนีกลับก็ไม่รอดอยู่ดี

“ถ้าบอกจะไม่เด็ดปีกอีกข้าง” โซลริวเสนอขึ้น เจ้าหล่อนรู้สึกตกที่นั่งลำบาก ความเจ็บปวดจากปีกที่ถูกหักยังคงไหลเวียนในตัวจนทรมานไปหมด

“..ขะ..ข้าไม่รู้”

“โกหก”

“กรี๊ดดดดดดดดดด” เสียงหวีดร้องดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับปีกอีกข้างที่ถูกหักทิ้งราวกับไม้อ่อน เด็กหนุ่มหักมันอย่างง่ายดายราวกับทำมาจนชำนาญมือ

“รู้มั้ย ความซื่อสัตย์มันดีนะ แต่ก็น่าเสียดายที่แกไม่ได้มอบมันให้ฉัน”

“อึก...ทะ..ทำไม เจ้า...อึก”

“เจ็บหรอ ฉันเคยเจ็บกว่านี้อีก” เด็กหนุ่มว่าอย่างเลือดเย็นก่อนจะใช้เท้าเหยียบมือที่ใช้ร่ายวงเวท ร่างที่นอนสั่นกลัวเหมือนลูกนกตกจากรังแถมปีกหักวิ้น “แกไม่คิดบ้างหรอว่าของๆใครเขาก็รัก ตามรังควานมันมานานแค่ไหนกันนะ”

โซลริวเอ่ยถามอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบเท่าไร เด็กหนุ่มกดน้ำหนักที่เท้าเล็กน้อย

“ยะ..อย่า ข้าฆ่าข้า ยะ..ทำ”

“อะไรนะ” โซลริวเอียงหูฟังอย่างไม่ได้ยิน สงสารอยู่หรอกแต่ก็ปล่อยไปไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเจ้าหล่อนรู้ว่าเรย์จินถือครองพลังเวทแบบไหนไว้ก็ยิ่งปล่อยไปไม่ได้ เพราะถ้าเรื่องไปถึงพวกที่บ้าคลั่งอำนาจจนไร้ขอบเขต คงอันตรายน่าดู

“เจ้า..คือใคร” เมื่อแน่ใจว่าอย่างไรก็ไม่รอดเจ้าหล่อนก็เอ่ยถามพลางมองไปยังร่างที่หมดสติเพราะพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า พลังเวทถึงได้อ่อนแรงลงตามกฎของธรรมชาติ

“เพื่อน...ฉันเป็นเพื่อนของเรย์จิน”

เจ้าหล่อนส่ายหน้าไม่ยอมรับ “กะ..โกหก”

ยังไม่เชื่ออีก

“นักเรียนปีหนึ่งห้องสาม”

“ไม่...พลังของเจ้าจากโลกมืดงั้นสิ”

“โอ๊ะ...” โซลริวทำหน้าประหลาดใจดวงตาสีนิลพราวขึ้นนิดๆก่อนจะฉาบเรียบอย่างรวดเร็ว “เพ้อเจ้อแล้ว”

สิ่งสุดท้ายที่เจ้าหล่อนได้ยิน ร่างของเธอก็สลายไปทันทีที่โซลริวกางฝ่ามือคล้ายกับว่าเธอถูกปัดออกไปเหมือนฝุ่นก่อนจะสลายเป็นผุยผง เสียงของมิติที่ถูกสร้างขึ้นดังเพล้งจนต้องยกมือขึ้นลูบหูทั้งสองข้าง ดีที่เรย์จินมันหลับไปไม่อย่างนั้นคงถูกมันถามยาวแน่ๆ

เพราะเรย์จินรู้โลกรู้

เสียงกึกก้องของพลังเวทจากด้านโน้นก็ดังระงมไม่แพ้กัน โซลริวยืนคิดอยู่ครู่เดียวก็รู้แล้วว่ามีคนเห็นเขา เมื่อมองไปก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งที่วิ่งแตกฮือออกไปเป็นกลุ่มสักสี่ห้าคน โซลริวเลิกคิ้วนิดๆอย่างเสียดายที่ไม่เห็นหน้า

แต่ไม่ได้คิดมากหรอกเพราะคนพวกนั้นไม่มีทางเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

โซลริวมองเพื่อนผมทองที่หลับเหมือนลืมนอนก่อนจะถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาอาจจะต้องสืบดูว่าที่เจ้าหล่อนกล่าวมาเป็นความจริงเท็จแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าเป็นห่วงที่มีวิญญาณแบบนี้เกิดขึ้น โซลริวคิดว่าเขาอาจจะต้องไปเจอเรนเกลในเร็วๆนี้

แต่เจ๊จะว่างมั้ยนะ...

 

โนอาร์มองสภาพคนที่ท้าสู้ด้วยสายตาว่างเปล่า หากเป็นเมื่อก่อนคงถูกมองเหยียดตั้งแต่เสนอหน้าเข้ามาท้าสู้แล้ว เซเรฟต่างหากที่ต้องลำบากแค่ไหนเพื่อตะโกนบอกให้หยุดไม่ให้เขาเล่นถึงตายน่ะ

เท้าหนายื่นไปเขี่ยร่างที่สลับไสลไปตามระเบียบก่อนจะก้มลงไปเก็บกำไลสีทองขึ้นมาแล้วโยนให้เซเรฟรับไป

“เอาไปขึ้นคะแนนพรุ่งนี้” โนอาร์พูดอย่างไม่เดือดร้อนอะไรก่อนจะเดินข้ามร่างที่นอนเกลื่อนอยู่ตรงหน้า เซเรฟพยักหน้างงๆก่อนจะทำหน้าลำบากใจ

“คุณโนอาร์ครับ ไม่พาไปส่งห้องพยาบาลหน่อยหรอ”

“ไม่ ทำตัวเองหนิ” คนผมแดงตอบกลับอย่างร้อนแรงก่อนจะเดินไปเฉยๆจนเซเรฟต้องวิ่งตามอย่างงุนงง

“รอผมด้วยครับ”

ชิฟเฟอร์มองเด็กหนุ่มทั้งสองที่จัดการผู้ท้าสู้ได้อย่างไม่ยากเย็นแม้จะรั้งเวลาไปมากเพราะก่อนหน้านั้นพวกมันด่ากันอยู่ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้เห็นเลยว่าโนอาร์ อัล เซโฟน่า ไม่ได้ร้ายกาจตามค่ำเล่าลือเท่าไร

รอยยิ้มของชายหนุ่มยกขึ้นอย่างสนใจ โดยเฉพาะกับเซเรฟ เซฟลอเลียน ที่ชิฟเฟอร์มองด้วยความรังเกียจและดูแคลนที่สุด สายเลือดน่ารังเกียจนั่นจะต้องถูกกำจัดทิ้ง

“เมเทียร์อยู่ใต้จมูกฉันนี่เอง”

เอาเลยชิฟเฟอร์ ฆ่าเด็กพวกนั้นเลยเด็กดีของฉัน

เสียงกระซิบของใครบางคนดังขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มวาววับอย่างเชื่อฟัง มันเป็นเสียงกระซิบที่ไม่ได้แตกต่างจากที่โซลริวมีมากนัก คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าเอิร์ธ ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพันธะทางวิญญาณหลังจากเฉียดความตายจนกระทบไปถึงส่วนลึกบางอย่าง

ส่วนเสียงกระซิบที่คอยยุโยงให้ทำเรื่องไม่ดีนั่นคือ อิลซาม่อน เป็นความเกลียดชังที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเมื่อความหวาดกลัว โกรธเกลียดมีมากพอให้มันสนใจที่จะลงทุนกลืนกินวิญญาณ

ทุกคนมีอิลซาม่อนเป็นของตัวเอง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้อิลซาม่อนมาหากไม่ได้มีความรู้สึกมืดดำในใจและเฉียดผ่านความตายมาก่อน เมื่ออิลซาม่อนตื่นขึ้นหน้าที่ของมันก็แค่ทำให้เจ้าของวิญญาณยอมรับส่วนร้ายๆและลงมือทำบางอย่างโดยไม่มีคุณธรรมมาเกี่ยวข้อง แต่ทำทุกอย่างเพื่อความสนุกสะใจ

ก็ไม่ต่างจากการถูกด้านมืดครอบงำเท่าไรนักหรอก

แต่เมื่ออิลซาม่อนบรรลุเป้าหมายพวกมันจะได้จุติในฐานะซาตานที่โลกมืด ไม่ต่างจากวัฏจักรที่อาศัยเกื้อกูลกันและวนเวียนอยู่แบบนั้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม

 

ทางด้านสภาเวทมนตร์

ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่เต็มไปด้วยเอกสาร ผู้เฒ่าชินจามองเหยียดตัวเล็กน้อยในห้องส่วนตัวเมื่อพบว่าป่ามือได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว แต่ถึงกระนั่นก็เป็นเพียงการรักษาเวลาอย่างหนึ่งแต่แกนเวทไม่ได้มั่นคงตลอดไปอย่างที่พวกเขาคาดหวัง ผู้กล้าในตำนานก็เหมือนจะอยู่ที่นั่นด้วยเพียงแต่เรื่องร้ายอีกหนึ่งคือ

โลกิ ตื่นขึ้นมาแล้ว

ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าใครคนนั่นจะมีพลังเวทรุนแรงจนสะกิดให้จอมมารไร้คุณธรรมเช่นนั้นตื่นขึ้นมา เวลานี้โลกิพยายามที่จะทำลายต้นไม้แห่งชีวิตเพื่ออกมาข้างนอก สองแฝดเองก็รุนแรงกับจอมมารที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ไม่ได้เพราะพวกเขาเป็นพี่น้องกันมาก่อน

มากสุดก็แค่ผนึกไว้เรื่อยๆ

และที่น่าปวดหัวคือชิโระและชิริวไม่ยอมคายออกมาสักทีว่าใครเป็นทำให้ต้นไม้แห่งชีวิตเติบโตขึ้นมาถึงเพียงนั้น

“มีรายงานถึงท่านผู้เฒ่าขอรับ” เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ผู้ใช้เวทสายฟ้าที่หายากคนหนึ่งยื่นเอกสารให้ท่าผู้เฒ่าสูงสุดรับไป

“ขอบใจเจ้ามากอัลฟ่า”

“ไม่เป็นไรขอรับ” อัลฟ่า เบลาโน่ โค้งหัวเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป

“อัลฟ่า” เขาถูกรั้งไวเสียก่อน เด็กหนุ่มหันมามอง

“ขอรับ”

“ข้าอยากให้เจ้าไปที่อาร์เทล” ผู้เฒ่าชินจาพูดขึ้นแม้จะยังไม่ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า “ดูว่าที่นั่นมีความเคลื่อนไหวอย่างไรหลังจากโดนโจมตี และดูว่าเด็กคนไหนพิเศษมากพอที่เราจะยืมมือ”

“ขอรับท่านผู้เฒ่า”

“เป็นไปได้ก็ปกป้องเจ้าชายของเราด้วย” ท่าผู้เฒ่าเอ่ยเสียงจริงจัง “ห้วงเวลาที่สามโลกจะเปิดเส้นทางเพื่อเชื่อมกันกำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว อย่าให้จ้าวนรกจากโลกมืดเจอเขา...ถ้าเป็นไปได้น่ะนะ”

“ขอรับ” อัลฟ่าตอบรับคำสั่งอย่างจริงจังเช่นกันก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะหายไปจากสภาเวทมนตร์อย่างไร้ร่องรอย และอีกไม่นานการดูแลคนสำคัญอย่างรัดกุมที่สุดกำลังจะเริ่มขึ้น สภาเวทมนตร์จะต้องเตรียมตัวเพื่อต้อนรับแขกต่างเมืองที่จะมาเยือนโอเทียร์ร่าทุกปี

และเช่นเดียวกันพวกเขาก็ต้องเตรียมรับมือกับพลังของจอมมารโลกิที่ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน

ดั่งศึกหนักได้บีบรอบทิศเสียแล้ว

กลับมาที่อาร์เทล

โซลริวแบกเรย์จินขึ้นหลังอย่างทุลักทุเลกว่าจะเดินขึ้นมาถึงชั้นบนสุดได้ก็เล่นเอาลิ้นแทบออกมากองอยู่ข้างนอก คนอื่นๆที่เห็นกลับคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะแบกกันกลับหอพักด้วยสภาพอิดโรยเช่นนี้

แต่พวกนั้นคิดว่าเป็นเรื่องปกติเนี่ยนะ โซลริวแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดตอนที่ทุกคนเดินหลบพวกเขากันจ้าละวั่น ราวกับมีเรื่องบางอย่างให้พวกนั้นหลบหลีกและถอนห่างอีกด้วย

ไม่นานหลังจากนั้นโนอาร์กับเซเรฟก็กลับเข้ามาในเวลาไม่ห่างกันมาก โซลริวทำการรักษาแขนของเซเรฟให้หายดีก่อนจะนั่งลงบนเตียงของเจ้าชายผมทองที่หลับไปได้สักพัก ทำไมวันนี้โซลริวรู้สึกปวดหัวมากขนาดนี้

“ทูวีคฮันเตอร์เนี่ย สองอาทิตย์หรอ” เขาถามขึ้นก่อนจะมองหน้าเรย์จินที่พอหลับลึกก็เหมือนจะไม่ได้เจ็บป่วยหนักเหมือนตอนแรกๆเท่าไหร่

“ครับ รุ่นพี่ฟีน่าบอกว่ามีเวลาแค่นี้” เซเรฟเป็นคนตอบ

“ตั้งสองอาทิตย์ ตายๆ”

“มือแกไปโดนอะไรมา” โนอาร์ถามขึ้นหลังจากยืนสังเกตอยู่สักพัก โซลริวขมวดคิ้วนิดๆก่อนจะเห็นมามือทั้งสองข้างของเขาขึ้นรอยซ้ำๆแดงๆ

คงเป็นตอนยืนรับพลังเวทเต็มๆมือ

“ล้ม” เขาตอบกลับ ไม่ได้จะโกหกแต่บางทีมันก็ต้องทำเพราะว่าโซลริวไม่อยากให้เพื่อนต้องมารับรู้งานอดิเรกของเขา หรือเอาเข้าจริงโซลริวก็ยังไม่อยากให้พวกมันรู้ไปถึงอดีตของเขา โซลริวอยากให้พวกมันรู้จักเขาที่เป็นในวันนี้เท่านั้น

“ซุ่มซ่าม”

“เออ” โซลริวขานรับสั้นๆ

“แดงหมดแล้วครับ”

“ส่งมือมานี่” โนอาร์พูดขึ้นแต่พอเห็นว่าโซลริวนั่งนิ่งไม่ขยับคนตัวสูงก็ต้องเคลื่อนตัวเข้าไปหาแทน ร่างสูงย่อตัวลงนั่งยองๆบนพื้นในขณะที่โซลริวนั่งอยู่บนเตียง เซเรฟก็เดินไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเหงื่อให้เรย์จินหลังจากเห็นว่าโนอาร์จะรักษาโซลริวเอง

มือของโนอาร์เย็นเฉียบแต่กลับไม่เท่าความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือของโซลริวเลยสักนิด เวทรักษาถูกถ่ายทอดผ่านฝ่ามือจนมันเริ่มอุ่นขึ้นมานิดๆ

“ตัวเย็นแล้ว”

“..”

“ไปอาบน้ำนอนเถอะไป” โนอาร์ว่าเสียงเบาลงเมื่อรอยถลอกนั่นหายไปแทบจะไร้ร่องรอยแล้วก่อนจะเกลี่ยนิ้วลงบนฝ่ามือเบาๆราวกับจะขัดให้สะอาดด้วยเรี่ยวแรงแค่นั้น แต่โซลริวไม่หยักจะเข้าใจเลย

เด็กหนุ่มผมดำขมวดคิ้วก่อนจะมองรัชทายาทที่วันนี้กลับมาดีอีกแล้ว อารมณ์แปรปรวนง่ายขนาดนี้จะมีผู้หญิงที่ไหนทนมันได้กันละนั่น

“โนอาร์”

“ว่าไง”

“ทำไมนายช่วยฉันหลายอย่าง ฉันมาคิดๆดูแล้วมันมากเกินความจำเป็นนะ”

“...”

“ความจริงแล้วพวกเรากำลังทำอะไรอยู่หรอ”

“...”

“นายให้ฉันเก็บสร้อยไว้ทำไม”

“...”

“ทำไมนายถึงช่วยฉันมากขนาดนี้”

“ทำไม...แกรังเกียจงั้นสิ”

“เปล่า” อะไรที่ทำให้มันคิดว่าคำถามยาวๆของเขาคือความรังเกียจ มันตีความยังไงของมันวะ

“เปล่าก็อย่าถาม อย่ามีปัญหา ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนสายลมนั่นแหละ ไม่เห็นต้องคิดให้วุ่นวายเลย แกชอบความวุ่นวายตั้งแต่เมื่อไรกันละหืม”

“ไม่ชอบ”

“ถ้างั้นก็ปล่อยไปก็สิ้นเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องของฉันแกไม่ต้องคิดมากหรอก” โนอาร์ปล่อยปล่อยมือเขาก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว โซลริวนั่งงงอยู่ที่เดิมในขณะที่คนผมแดงเดินเข้าไปอาบน้ำเฉยๆ

อืม...ที่โนอาร์พูดมาก็ถูกทั้งหมด

แต่พอมานั่งคิดดูดีๆแล้วโซลริวถึงได้รู้ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้

ปล่อยไปไม่ได้หรอก

เซเรฟเดินกลับมาพร้อมผ้าขนหนูกับชามใส่น้ำใบ้เล็กๆ โซลริวมองตามมือของฌซรเฟที่ชุบน้ำบิดๆแล้วเอาไปซับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามตัวของเรย์จินอย่างระวัง

“มีอะไรให้ช่วยมั้ย”

“ช่วยนั่งอยู่เฉยๆก็พอครับ”

“ก็ได้” ว่าจบคนผมดำก็เอียงตัวลงนอนบนพื้นที่เตียงที่เหลือยู่นิดหน่อย

เซเรฟมอบรอยยิ้มอ่อนโยนให้โซลริวอีกครั้งอย่างจริงใจ เขาเห็นดวงตาสีนิลฉายแววอ่อนแรงอยู่หลายส่วนเพราะปกติต้องได้นอนพักให้สบายตัวแล้วหากไม่มีเรื่องให้ออกแรงอย่างวันนี้ ตอนนี้โซลริวไม่เหลือแรงมากเท่าไรเลยทำให้บรรยากาศรอบๆผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

เขามองดูเพื่อนผมดำอย่างรักใคร่และเทิดทูนเจือปนอย่างเบาบางแบบนั้นจนกระทั่งตาของโซลริวปิดลงๆไปดื้อๆ ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอทำให้เซเรฟต้องหัวเราะในลำคอ

ทั้งๆที่เขาจ้องอยู่แท้ๆก็ยังกล้าหลับต่อหน้าต่อหน้า

ใบหน้าขาวที่แนบลงบนเตียงดูกระจ่างใสและมีความน่าเอ็นดูเต็มเปี่ยม เพราะแบบนี้แหละมั้งใครๆถึงเอาแต่สนใจโซลริวทั้งๆที่รู้ว่ามันคือยามอมเมาชั้นดี แต่ท่าทางคงจะเหนื่อยจริงๆนั่นแหละนะ

“คุณโนอาร์” เซเรฟยิ้มเบาบางเมื่อเรียกคนที่เดินออกจากห้องน้ำพร้อมใส่เพียงผ้าขนหนูเดินไปทั่ว

“อะไร”

“ผมจะถามมานานแล้ว”

“...อืมว่ามาสิ”

“คุณชอบโซลริวหรอ”

“...”

“...”

“...”

โนอาร์เลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะนิ่งสนิทราวกับเวลาถูกหยุดไว้ แต่ไม่นานคำตอบที่เซเรฟคาดหวังก็ดังขึ้น

“..ชอบสิ” ดวงตาสีแดงเข้มเอาจริงเสมอโดยเฉพาะเวลานี้ก่อนมือหนาจะเอื้อมไปดึงเสื้อกับกางเกงออกมาใส่ลวกๆ “ก็ชอบ..ชอบอ่ะนะ”

ก็ตามนั้นแหละ

แต่คำตอบของโนอาร์จะทำให้คนถามคิดมากหรือเปล่าอันนั้นก็เรื่องของมันเถอะ

“ผมก็คงชอบคุณโซลริวเหมือนกัน” เซเรฟเอ่ยขึ้นพร้อมจ้องกลับมาที่โนอาร์ มันไม่ใช่สายตาที่มองกันแบบเพื่อนแต่ก็ไม่ใช่คู่แข่ง ระดับพวกเขายังไม่ถึงขนาดนั้น โนอาร์รู้ดีเพราะพวกเขาก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

ใช่แล้ว

เสน่ห์ของปีศาจชั้นสูงมันมอมเมาพวกเขาทุกวันจนเริ่มอยู่ยากขึ้นมานิดๆแล้วล่ะ และอย่าได้ถามเรย์จินเลย รายนั้นคงไม่ต่างกันเท่าไรหรอก

“เราเริ่มจะหลงเสน่ห์ต่างหาก” โนอาร์เกริ่นขึ้นก่อนจะถอนหายใจ “ช่วยไม่ได้นะ อยากมีเพื่อนเป็นปีศาจมันก็ต้องเสี่ยงทุกอย่างอยู่แล้ว”

“ผมไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ” เซเรฟเบรกไว้เพราะคิดว่าตัวเองมีภูมิต้านทานระดับหนึ่ง อาจจะมากกว่าทุกคน

“นายจะบอกว่าฉันมีสภาพที่แย่กว่าใครงั้นสิ” โนอาร์เลิกคิ้วพร้อมถามตรงๆ

“ครับ คุณชอบมองแบบจะกลืนเข้าไป”

“...” โนอาร์ก็ช็อกนิดๆและรู้ดีว่าเขาไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ว่แต่ามันเป็นแบบนั้นหรอ ใช่ว่าเซเรฟมันคิดมากไปเองหรอกนะ ใช่ เซเรฟก็คงคิดมากเองเพราะขนาดเขาก็ยังเฉยๆเลย

“...”

“ฉันว่าเราคุยออกทะเลมาไกลแล้ว กลับสู่ความจริงเถอะ” โนอาร์ตัดบท อย่างน้อยๆวันนี้ก็ได้คุยอะไรที่แปลกใหม่กว่าทุกวัน แม้ว่าเจ้าของหัวข้อสนทนาจะหลับเป็นตายตามเรย์จินไปอีกคนก็เถอะ

แต่ก็จริงอย่างหนึ่ง...

โนอาร์ชอบที่จะมองดวงตาคู่นั่น เพราะแบบนั้นถึงได้เผลอมองอยู่ตลอดเวลา ดวงตาสีแดงเพียงข้างเดียวที่เข้ากับโซลริวอย่างเหลือเชื่อข้างนั้น มีแค่เขาคนเดียวนั่นแหละที่ได้สิทธิ์มองมัน

เพราะเวทที่โนอาร์ร่ายไว้คราวนั้นไม่ได้ปกปิดมันจากสายตาของผู้ร่ายเวทเลยสักนิด

 

******************โปรดติดตามตอนต่อไป

อุ้ย โดนมอมยาเสน่ห์กันถ้วนหน้า / เซเรฟเตือนสติบางคนได้สะเทือนแผ่นดินมากค่ะลูก55555

Me: พวกผู้ชายมีอะไรก็พูดกันตรงๆไม่อ้อมโลกให้เหนื่อยสินะ /(ถ้าจะเซอร์วิสขนาดนี้นะ 555)

ปล. บทอาจจะดูอึดอัดนะคะเพราะจะเขียนให้อึดอัดต่อไปเรื่อยๆจนทนไม่ไหว โนอาร์ต้องได้เล่ามุมมองของเขาสักบทแล้วละคะงานนี้55555555

ปล2. สรุปว่าเรื่องนี้มันมีกี่โลกฟะ!

ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น