Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 19 : บทที่ 17 ปราการสายลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่17-ปราการสายลม

ความเงียบแผ่ออกมารอบๆจนได้ยินเสียงสายลมพัดผ่านต้นซากุระที่ออกดอกบานสะพรั่ง โนอาร์ถอนหายใจออกมาแรงๆอย่างหงุดหงิดก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วเดินออกไปแวบเดียวโนอาร์ก็หายไปสายตา โซลริวมัวยืนอึ้งอยู่สักพักก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงอย่างปวดหัว

เขาแค่คิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ อย่างเช่นว่าสุขสันต์วันเกิดก็พูดไม่ทัน

แต่ว่าโนอาร์ก็หายไปโน้นแล้ว มือเรียวยาวยกขึ้นมาแตะจี้สร้อยอีกครั้งก่อนจะนึกถึงความคุ้นเคยที่ติดอยู่ปลายจมูก แต่ถึงอย่างนั้นกลับไร้วี่แววว่าจะนึกออก

พอนึกไม่ออกเขาได้แต่นั่งถอนหายใจอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง

แล้วไอ้ความทรงจำทั้งหมดที่กลับมามันไม่ช่วยอะไรเรื่องนี้เลย

สีหน้าของโซลริวคงเสียหลักอยู่พักหนึ่งเพราะไม่ได้เข้าใจนักว่าโนอาร์มันจะเอามาให้เขาเก็บไว้ทำไม แต่กลับมายืนอยู่คนเดียวได้ไม่นานรุ่นพี่คนหนึ่งที่โซลริวเคยเห็นหน้าตอนอยู่ในห้องประชุมก็เดินตรงเข้ามาหา ร่างสูงตัดผมสั้นเป็นระเบียบดูเข้ากับผิวสีแทนและชุดเครื่องแบบอาร์เทลกำลังส่งยิ้มเป็นมิตรให้เมื่อเข้ามาใกล้

“สวัสดีครับรุ่นพี่” โซลริวทักขึ้น ตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องทำหน้าที่เด็กอายุ 18 รอบที่ 2

โซลริวเกิดมา 19 ครั้งแล้วแต่เขาไม่เคยอายุมากกว่า 6 ปีเลยสักครั้ง ส่วนใหญ่เขาจะโชคร้ายเกิดมาอายุสั้น และช่วงเวลาที่เขาจำได้ว่ามีช่วงอายุมากกว่า 18 ปีนั้นมันก็ตั้งนานมาแล้ว นานจนแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งนั้นเขาตายตอนอายุเท่าไร

น่าจะไม่เกิน 25 มั้ง

“เออหวัดดีไอ้น้อง” เสียงทุ้มตอบกลับ “เพื่อนอีกคนที่อยู่ด้วยกันไปไหนแล้วล่ะ”

“น่าจะกลับแล้วครับ” เขาตอบกลับก่อนจะจ้องหน้ารุ่นพี่อย่างสงสัย “รุ่นพี่ มีอะไรรึเปล่าครับ”

“อ่า ลืมแนะนำตัว พี่ชื่อเซท อยู่ปี 3 เป็นรองประธานชั้นปี”

“เรียกผมว่าโซลริวก็ได้ครับ”

“อืม ดีใจที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะ” เซทยิ้มให้อย่างเป็นมิตรเมื่อมองเด็กหนุ่มที่มีท่าทีไร้พิษสง ดวงตาสีนิลใสประกายตามที่ล่ำลือในหมู่รุ่นพี่ไม่มีผิดแต่ถึงอย่างนั้นกลับถูกความความเรียบนิ่งกลืนไว้ เว้นแต่รอยยิ้มนั่นที่ใครพบเข้าก็ต้องหยุดมองราวกับถูกสะกด

จนอดที่จะสืบเสาะไม่ได้ว่าโซลริวเป็นใครมาจากไหน

และแน่นอนว่าพวกรุ่นพี่หรือเพื่อนของเซทต่างได้ข้อมูลของโซลริวมาอย่างครบถ้วน แม้ว่าเซทจะไม่ค่อยสนใจแต่กลุ่มเขาหลายคนก็ต่างพูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน และมันไม่แปลกเลยที่เซทจะถูกชัดจูงมาให้ทำอะไรเช่นนี้

“ไม่มีเรียนงั้นสิ”

“ครับ”

“ถ้างั้นช่วยตามมาหน่อยได้มั้ย”

โซลริวพยักหน้าก่อนจะเดินตามรุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อครู่ไป พวกเขาเดินตัดผ่านโรงอาหารไปก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้น โซลริวคิ้วกระตุกอย่างไม่ชอบใจนัก แต่การอยู่เงียบๆเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เขาใช้เวลากว่าพันปีเรียนรู้มา

อาร์เทลตั้งอยู่ใจกลางของเกาะลอยฟ้า มันทั้งใหญ่และกว้าง มีเนื้อที่กว่าสองพันไร่ สถาปัตยกรรมของที่นี่มีกลิ่นของยุคกลางร่วมด้วยแต่ก็มีตึกและอาคารที่น่าจะรับอิทธิพลมาจากอาณาจักรต่างๆดังนั้นอาร์เทลก็คล้ายศูนย์รวมวัฒนธรรมมากมายที่ผสมผสานได้ลงตัว

ที่นี่มีประสาทหลักอยู่ 6 หลังซึ่งปีสองขึ้นไปถึงจะมีสิทธิเข้าไปในส่วนนั้นพวกปีหนึ่งอย่างพวกเขาเลยต้องเรียนในตึกแทนเพราะตึกๆต่างๆอยู่ติดลานหรือสนามต่างๆทำให้สะดวกต่อการปฏิบัติภาคสนาม หรือวิชาดาบ แต่โซลริวไม่เคยลงสนามแถมยังขาดเรียนอาทิตย์หนึ่งเต็มๆ

แปลว่าส่วนของเขาจึงอาจจะเรียนไม่ทันเพื่อนเท่าไรดีหน่อยที่เซเรฟคอยดูช่วยอยู่

เด็กหนุ่มกวาดสายตามองปราสาทหลังใหญ่ตรงหน้า ขาทั้งสองพลันชะงักกึกเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่กำลังนำเขาเข้าไปในตัวประสาทสีขาว เขาเรียนรู้ที่จพอยู่อย่างสงบดังนั้นการป้องกันตัวจากความวุ่นวายก็จำเป็นมากๆ โซลริวมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่นำอยู่ไม่ไกลก่อนจะเรียกขึ้น

“รุ่นพี่ครับ จะพาผมเข้าที่นี่จริงหรอ” เขาถามอย่างไม่เอาด้วยแน่ๆ ไม่ใช่ว่าโซลริวต้องเข้าไปเจอสายตาแปลกใจของคนที่อยู่ด้านนั้นงั้นหรือ แบบนั้นใครจะทนอยู่ได้โซลริวยิ่งไม่ชอบที่ที่คนเยอะอยู่ด้วย

“อืม แบบว่าธุระสำคัญน่ะ” เซทหันมองเด็กหนุ่มที่มีท่าทีไม่อยากเข้าที่นี่ คงกังวลเรื่องกฏของอาร์เทลเพราะโซลริวก็ติดบทลงโทษอยู่ด้วย “ไม่เป็นไรหรอก อันนี้พวกพี่ขออาจารย์ไว้แล้ว”

“แล้วมีแค่ผมคนเดียวหรอ”

“เปล่าๆ เรย์จินกับเซเรฟอยู่ข้างในแล้ว”

โซลริวคลายความตื่นตัวลงไปบ้างก่อนจะยอมเดินตามรุ่นพี่เข้าไปด้านใน นับว่าสายตานับร้อยๆจ้องมาจริงๆ เด็กหนุ่มทำเป็นนิ่งขรึมไม่ใส่ใจแต่อย่างที่รู้ๆกัน เขาสับเท้าให้เดินตามรุ่นพี่เข้าไปทันทีโดยไม่สบตากับใครเลยสักคน

เพราะเขาคิดไว้แล้วว่าไม่จำเป็นก็ไม่อยากยุ่งกับใคร

เมื่อฝ่าสายตาที่มองตามเป็นพรวนมาได้พวกเขาเดินทะลุกออกมาหลังประสาท โซลริวถอนหายใจเบาๆก่อนจะเดินเข้าตามรุ่นพี่เหมือนลูกเป็ดหลงทาง แต่พอพวกเขาเข้ามาหยุดในส่วนที่เป็นสนามกว้างหลังปราสาทก็พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่นับดูก็จัดได้หลายกลุ่มรออยู่แล้ว

และทุกคนพร้อมใจหันควับมองผู้มาใหม่ทันที

โซลริวหลบสายตามากมายด้วยการหลบอยู่ข้างหลังของรุ่นพี่แทน คิดไม่ตกว่าเมื่อไรจะชินกับสายตาที่ชอบจ้องมา รู้แบบนี้โซลริวไม่น่าตัดผมเลยเอาตรงๆ พอตัดแล้วชีวิตเหมือนจะอยู่ยากขึ้นมากยิ่งขึ้น

ท่าทีเหมือนของเด็กหนุ่มผู้ไม่ชอบคนเยอะทำให้หลายคนลอบยิ้มอย่างเอ็นดูเพราะก่อนหน้านั้นเรย์จินเอาไปพูดหมดแล้ว สังเกตการยังไม่ทันเข้าใจดีทั้งหมดเรย์จินก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับเซเรฟที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้และมีผ้าพันแขนอยู่ โซลริวขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นว่าเซเรฟเหมือนจะไปทำอะไรมา

“อย่าตกใจขนาดนั้นดิ นี่รุ่นพี่ในปราการ” เรย์จินว่าก่อนที่เซทจะผละออกไปถามว่าจะให้ทำอะไรต่อและปล่อยให้รุ่นน้องจัดการกันเอง

“ปราการ?”

“ใช่ ปราการไง ปราการสายลม” เรย์จินพูดยิ้มๆก่อนจะดึงเขาเข้าไปนั่ง ยังมีสายตานับร้อยจ้องมาไม่หยุด “พอเริ่มเรียนไม่นานก็จะมีการเลือกปราการแต่เพราะนายป่วยตอนนั้นก็เลยไม่ได้เลือก”

“แปลว่าฉันพลาดงานสำคัญไปหรอ” โซลริวถามขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจหรอก เขาแค่ถามเฉยๆ เสียดายที่ไม่ได้เห็นพิธีเลือกปราการกับตาตัวเองนิดหน่อย

“อืม แต่โชคดีว่ะ พวกเราอยู่ปราการเดียวกันหมดเลย”

“ทั้งหมด?..รวมถึงโนอาร์ด้วยงั้นสิ” เขาถามอย่างไม่นักกับความบังเอิญนี้

“ใช่ ตอนนี้ท่านประธานชั้นปีไปตามตัวอยู่”

“ประธาน..หมายถึงรุ่นพี่เดย์มอส” โซลริวถามขึ้นก่อนเรย์จินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มแสบตาของมัน

“ช่ายย” มันลากเสียงยาวก่อนที่โซลริวจะหันไปมองหน้าเซเรฟเล็กน้อยแล้วบอกไร้สุ่มเสียงว่า

จะรักษาตอนถึงห้องนะ คนผมเงินหัวเราะด้วยน้ำเสียงอบอุ่นทันทีก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ

โซลริวมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยตอนที่จับจุดได้ว่าปราการคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วปราการจะเอาไว้แยกเด็กที่ถูกเลือกให้เข้าปราการ ก็มี ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงสว่างและความมืด หกสายธาตุที่มีขึ้นเพื่อแยกคนหลายๆระดับให้มาอยู่ด้วยกันทั้งนี้ไม่ได้แยกเป็นห้องๆแต่สุ่มมา

และข่าวร้ายคือขอปราการแห่งสายลมคือได้เด็กปีหนึ่งมาแค่ 4 คน

เรื่องบังเอิญที่พวกเขาได้อยู่ปราการเดียวกันทำเอาโซลริวถอนหายใจ เขาเคยบอกแล้วว่าไม่ชอบความบังเอิญเท่าไรแต่ในเมื่อมันออกมาแบบนี้แล้วก็ช่างมัน เวลาไม่สบายใจโซลริวชอบเอื้อมมือไปแตะดาบที่สะพายไว้ประจำแต่วนนี้กลับว่างเปล่า

เขาใจวูบอยู่ยกใหญ่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลืมเอามาจากห้อง

“เฮ้อ”

“เป็นอะไรหรอครับ” เซเรฟนั่งอยู่ถัดไปถามขึ้น โซลริววางมือไว้บนหน้าขาและขาสองข้างจำต้องหุบชิดเพราะถูกเบียดจากสองคนที่นั่งขนาบข้าง(โซลริวเข้ามานั่งแทรกต่างหาก)

“เปล่าๆ” คนผมดำตอบกลับ คิ้วของเซเรฟเลิกสูงเมื่อรู้สึกได้ว่าคุณโซลริวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา..เซเรฟกำลังหมายความว่าโซลริวดูเป็นคนขึ้นมา แบบมีชีวติชีวาดวงตาระยิบระยับอยู่ตลอดไม่เหมือนตอนที่พวกเขาเจอกันใหม่ๆซึ่งนานๆครั้งที่ดวงตาจะฉายแววสดใสจนกระทั่งเมื่อก่อน

แต่วันนี้เพราะอะไรกันที่ทำให้เซเรฟรู้สึกว่ามันมีบางอย่าง แปลกๆ มันเหมือนกับว่ารอบๆตัวของโซลริวเต็มไปด้วยบรรยากาศขึงตึงแต่ก็สงบเยือกเย็น บางครั้งก็เหมือนจะตาค้างไปสักพักเพราะว่ามองเพลินไปหน่อย

อย่างเช่นตอนนี้ เซเรฟก็รู้สึกว่าการถอนหายตาจากเพื่อนข้างตัวไปมองที่อื่นเป็นเรื่องที่ฝืนตัวเองที่สุดแล้ว

“เซเรฟ หน้าฉันมีอะไรงั้นหรอ” โซลริวหันไปถามแบบปกติแต่คิ้วของเซเรฟกลับเริ่มขมวดขึ้นมานิดๆ

“ก็...” คนผมเงินกระพริบตาสองครั้งก่อนจะหันไปมองทางอื่น

โซลริวไม่เคยถามด้วยท่าทางแบบนี้มาก่อน หมายถึงถ้าเป็นเมื่อก่อนโซลริวคงนิ่งไม่สนใจหากว่าเซเรฟจะจ้องทั้งวันโซลริวก็จะไม่ทักท้วงอะไรทั้งสิ้น หรือต่อให้มีคนมองเต็มไปหมดโซลริวก็ยังคงนิ่งงัน ดวงตาสีเข้มมักเรียบเฉยอยู่ตลอดบางทีก็ไร้ชีวิตชีวา

แต่วันนี้มันพราวๆดูสนุกสนานที่สุด ดูไม่ง่วงนอนเหมือนแต่ก่อน

“ไม่มีอะไรครับ”

“งั้นหรอ ว่าแต่แขนไปโดนอะไรมา” โซลริวมองผ้าสีขาวที่แขน

“ผมฝึกดาบไม้กับรุ่นพี่เมื่อเช้าครับเลยเจ็บตัวกลับมา” ช่วงเช้าปีหนึ่งห้องหนึ่งไม่มีเรียนแต่มีนัดกับรุ่นพี่

“นายนี่นะเซเรฟ ใจหายหมด” เขาบ่นเบาๆแต่คนผมเงินกลับยิ้มละมุมในแบบที่โซลริวมีอคติในใจนิดๆว่าพวกมันจะขยันยิ้มหล่อแบบนี้ทุกวันไปทำไมให้เมื่อยหน้าเมื่อยตา

“ให้ผมช่วยมั้ยครับ” จู่ๆเซเรหที่แสนดีก็เอ่ยขึ้น โซลริวเลิกคิ้ว

“ช่วยอะไร”

“ก็คุณบอกว่าใจหายหมด”

“...”

“ผมช่วยเก็บได้นะ” เสียงทุ้มอุ่นเงียบลงแล้วพร้อมรอยยิ้มอุบอุ่นของเซเรฟปิดท้าย

“...” คำพูดของเซเรฟทำให้โซลริวนึกถึงใครสักคน สักคนที่ชอบเล่นมุกเครียดๆก่อนนอน ไม่ก็พูดอะไรที่คิดว่าตลกออกมา คนที่กึ่งเสื่อมกึ่งบ้าสวนทางกระชาติกำเนิดที่สุด

นั่นคือ เรย์จิน

โซลริวสาบานว่ากลับไปถึงห้องไอ้เรย์จินต้องได้รับบทเรียนที่แสนสาหัสอย่างสาสมข้อหาที่เอามุกบาทสองบาทมาสอนให้เพื่อนเล่น เมื่อสักครู่นี้เซเรฟจะดูกวนตีนไม่น้อย แต่คนมีความเป็นพ่อเทพบุตรแบบนั้นจะถูกเรย์จินมันสอนอารยธรรมแปลกๆให้ไม่ได้นะว้อย

[42%]

(ต่อ)

 

“เซเรฟ ฉันเตือนนายไว้เลยนะ” โซลริวพูดด้วยท่าทีจริงจัง

“เรื่องอะไรครับ” คนผมเงินหันกลับมามองอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาสีอำพันดูจริงจังขึ้นมาด้วย

“อย่าไปคุยเรื่องไร้สาระกับเรย์จินให้มาก” โซลริวเบาเสียงลงนิดๆก่อนจะมองเจ้าของหัวข้อสนทนาที่ไม่ได้มีท่าทีหยี่ระต่อคำเตือนเอียงไปทางใส่ร้ายของเขา เรย์จินกลับหันมายิ้มจนแสบตาก่อนมือของมันจะเอื้อมมือบีบปากเขาไว้เบาๆพร้อมกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างหมั่นไส้

“พูดมากอีกทีจะตบด้วยแม่นางทั้งห้า บอกเลย”

“...”

“ไม่ชอบคนดีก็ไม่บอก โถ๊ะ!” คนผมทองว่ากลั้วยิ้มแต่สายตาไม่ได้จะยิ้มใจดีแบบปากเลยสักนิด

บ๊ะ!

โซลริวปัดมือเจ้าชายแดนมนุษย์ออกไปก่อนจะยกมือเช็ดปากพร้อมทำหน้าเหยๆ “ล้างมือรึเปล่าเนี่ย”

“เพิ่งออกจากห้องน้ำ”

“ไอ้เรย์จิน” เอ็งไม่น่าเป็นเจ้าชาย รู้จักกันยังไม่ถึงเดือนลายออกมาซะแล้วไอ้ลูกหมาเอ้ย!

เสียงหัวเราะของย์จินดังขึ้นทันทีก่อนที่โซลริวจะไล่เตะเจ้าชายกากๆที่ออกลายให้เห็นแล้วว่า ไอดอลที่แท้จริงมันก็ไม่ได้ดีไปทุกองศา คนเขาอุตส่าห์ระลึกเสมอว่าวันนั้นง่วงแทบตายไอ้เจ้าชายกากๆก็ยังให้ยืมขาแทนหมอน

แล้วตัดภาพมาที่วันนี้!

“เดี๋ยวฉันจะสอนแกเรื่องล้างมือเอง มานี่!” โซลริพึมพำก่อนจะออกวิ่งไปเตะตูดคนที่หัวเราะลั่นสนามเป็นเด็กๆ

เดย์มอสมองเด็กหนุ่มทั้งสองที่วิ่งไว่เตะกันไปทั่วแต่ถึงอย่างนั้นก็เพิ่งจะเห็นว่าเจ้าชายแห่งอาณาจักรโฮลี่มาร์คมีมุมแบบนี้ด้วย ซึ่งปกติแล้วองค์ชายเรย์จินไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีแบบนี้ข้างนอก หรือต่อให้พระองค์เป็นไอดอลที่คนทั่วไปรู้จักก็ใช่ว่าพระองค์จะทำตัวสนิทสนมกับคนอื่นได้เร็วปานนี้

ดวงตาสีเข้มจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มผมสีดำ ความจริงแล้วไม่มีใครไม่รู้จักโซลริว ลีโนเทียร์ เด็กหนุ่มที่มืดมนในตอนแรกพอตัดผมแล้วกลับดึงดูดคนมากหน้าให้ชื่นชมกับรูปลักษณ์ภายนอกสมแล้วที่เป็นปีศาจชั้นสูง เด็กหนุ่มผู้มาจากตระกูลเซอร์ฟีเลีย ตระกูลปีศาจชั้นสูงที่ไม่เคยยอมรับสายเลือดนอกสมรส

เว้นแต่เด็กคนนี้ที่ทำได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเด็กหน้าต่างซื่อๆนี่ทำอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ข้อนี้เดย์มอสยังแอบชื่นชมกับความพยายามนั่น หากถามว่ารู้ได้ยังไง

แน่นอนว่าเขาต้องสืบสิ

แต่เดิมเดย์มอสไม่แม้แต่จะสนใจคนอื่น ขนาดเพื่อนแท้ก็ยังคร่ำครวญอย่างน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาไม่เคยใส่ใจ(?) แน่นอนว่าประธานชั้นปีที่ 3 รักความสันโดษแต่เพราะต้องใช้ความฉลาดให้คุ้มบ้าง การจะไม่เชื่อใจใครมันก็จะทำให้ทำงานลำบาก

ข้อนี้แหละที่ทำให้เดย์มอสต้องมีเพื่อนไว้คอยช่วยกันบ้าง

พอหันมองเด็กหนุ่มผมแดงที่ยืนนิ่งๆอยู่ข้างๆ สายตาคู่เข้มติดดุกลับจดจ้องลงไปสนาม เดย์มอสเดาออกได้ไม่ยากเลย

“โซลริว?”

“อะไร” โนอาร์ขมวดคิ้วนิดๆพลางมองพี่น้องต่างมารดาด้วยความไม่เข้าใจเจือมา สายตาสีเข้มติดจริงจังขึ้นมาด้วย

“มองเด็กนั่นอยู่ตลอดเลยนะ”

“อย่ามายุ่ง”

“เหอะ” เดย์มอสส่งเสียงขึ้นจมูกเมื่อมองน้องชายที่ไม่ยอมหันมาสบตาอีก “ไม่อยากยุ่งหรอกนะถ้าเด็กนั่นไม่ได้เป็นปีศาจ อาณาจักรของพวกเราไม่ได้ชอบสีดำเหมือนแกนะ”

“...” ดวงตาของโนอาร์เจือไปด้วยความครุกครุ่นเล็กน้อยก่อนที่มันจะถูกซ่อนไว้ให้ลึกกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำลงพร้อมดวงตาที่เจือความประหลาดใจปนอยู่

“รู้ได้ไงว่าผมชอบสีดำ”

“เพราะนรกส่งแกมาเกิดไง”

โนอาร์เก็บความรู้สึกไว้ข้างในหมดแล้วดังนั้นพี่ชายของเขาไม่มีวันรู้หรอกว่าคำนี้มันทิ่มแทงใจของเขาแค่ไหน

“ขอบใจที่ชมนะ”

เดย์มอสที่เผลอพูดอะไรไม่ดีออกไปก็เผลอชะงัก คนเป็นพี่ชายเจ็บใจไม่น้อยที่เผลอพูดคำไม่ดีแบบนี้อีก เขาคิดว่าตัวเองพยายามมากพอแล้วที่จะพูดกับน้องชายให้ดูธรรมดาแบบพี่น้องคนอื่นๆ แต่ที่ผ่านมาสิบกว่าปีรอยร้าวของพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยปริแตก ต่อให้เชื่อมใหม่อีกกี่ครั้ง

หรือต่อให้โนอาร์มันดีขึ้นกว่านี้ เดย์มอสก็ยังคงติดนิสัยค่อนขอดน้องชายอยู่ร่ำไป

ลึกๆแล้วก็หวังให้ตัวเองพูดดีขึ้นมาอีกนิดหน่อย

แต่พออยู่กับน้องชายแล้ว เขาทำแบบที่คิดไม่ได้จริงๆ

“โทษที” น้อยครั้งที่เดย์มอสจะยอมเอ่ยปากกับโนอาร์เช่นนี้ ตั้งแต่เกิดมานับว่าเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่เขาได้พูดคำนี้ออกมา

คนผมแดงปรายตามองพี่ชายแวบหนึ่ง ดวงคาสีแดงเข้มดูว่างเปล่าเจือไปด้วยความเศร้าเล็กๆที่มอดดับลงอย่างง่ายดาย ราวกับว่ามันไม่มีความผูกพันมากพอจะทำให้โนอาร์รู้สึกว่ามันจริงใจ แต่ความจริงแล้วเขากลับรู้สึกได้ว่าร่างกายถูกความเศร้าครอบงำอยู่เบาบาง

“รู้มั้ย” โนอาร์พูดขึ้นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาว เดย์มอสขมวดคิ้วแต่ก็ทิ้งตัวนั่งตามสถานการณ์ที่สมควร “คนเราชอบขอโทษตอนที่มันสายไปหมดแล้ว”

“...”

“เพราะถ้าผมเป็นน้องชายของคุณจริงๆ คุณคงไม่พูดคำนี้ออกมาหรอก” โนอาร์หันมาจ้องพี่ชายตัวเองนิ่งๆคล้ายจะบอกบ้างอย่างแต่เดย์มอสเดาไม่ออกหรอก เพราะโนอาร์ไม่คิดจะบอกอะไรอยู่แล้ว ต่อให้ตายอีกครังหนึ่งก็จะไม่มีใครได้รับโอกาสจากเขาได้อีก

ร่างสูงเดินออกไป เดย์มอสถอนหายใจทิ้งความหนักอึ้งที่พรุ่งพรูออกมาลอยล่องอยู่ในอากาศ แม้จะไม่เข้าใจแต่เดย์มอสกลับรู้สึกจุกเหมือนถูกบีบไว้แน่น ลึกๆแล้วเดย์มอสรู้ดีว่าโนอาร์ที่เขาเคยรู้จักได้ตายจากไปแล้วตั้งแต่ 7 เดือนก่อน

และที่เห็นอยู่ตอนนี้ละ

เดย์มอสกล้าพูดได้เลยว่านั่นไม่ใช่น้องชายแสนจะเผด็จการและดื้อร้ายอย่างเดิมอีกแล้ว

“เป็นอะไรหรอที่รัก” เสียงแหลมใสของฟีน่าดังขึ้น ดวงตาสองข้างเปล่งประกายสดใสเมื่อมองดูเพื่อนตัวใหญ่ที่นั่งทำหน้าตรึงขึงอยู่ตรงนี้

“ฟีน่า เธอเคยรู้สึกถึงความสูญเสียมั้ย” ประโยคแรกๆที่ทำเอาสาวเจ้าคิ้วขมวด “เธอเคยรู้สึกว่าจะเอากลับมาได้ไม่รึเปล่า”

“...”

“...”

เกิความเงียบขึ้น ฟีน่าไม่ใช่สายรักษา เธอไม่เข้าใจความเจ็บปวดหรอกนะหรือกระทั่งการสูญเสียก็เคยเฉียดๆมาบ้างแต่ก็ไม่เคยรู้สึกถึงการสูญเสียอย่างที่เดย์มอสถาม

“ไม่...แต่จู่ๆก็ใจหายแล้วก็เจ็บตรงนี้” หญิงสาวขี้ไปที่ตำแหน่งหัวใจ “มีอะไรหรอ”

“..เปล่าหรอก” ประธานชั้นปีที่ 3 ตัดบทก่อนจะเดินนำไปอีกฝากของสนาม ปล่อยให้ฟีน่ารู้สึกถูกเตะค้างกลงอากาศอย่างงงงวย

“ไม่มีแล้วทำไมต้องทำหน้าแบบนั้น” เธอพึมพำก่อนจะเดินตามไปทันที

เดย์มอสคิดว่าเขาต้องเริ่มต้นพูดดีๆ หากเขาอยากจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ห่างไกลคำว่าพี่น้องหลายขุมแบบนี้ เขาจะต้องทิ้งทิฐิทั้งหมดที่มีก่อน

และอื่นๆที่เขาต้องกลุ้มใจคือทำไมปีนี้ปราการสายลมถึงได้เด็กมาแค่ 4 คน หากเป็นแบบนี้แล้วไม่ได้เด็กเพิ่มมาก็นับว่าแย่มาก เห็นทีงานหยาบคนไปกองรวมอยู่กับเจ้าเด็กพวกนั้นแน่นอน

เพราะช่วงปลายเทอมจะมีงานประเพณีชิงจ้าวสี่ทิศซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาอย่างเนิ่นนานของอาร์เทล เพื่อเฟ้นหาผู้ที่แข็งแกร่งในการดูแลทิศทั้งสี่ต่อจากพวกปีสองที่ต้องหลุดจากตำแหน่งตามทำเนียบแล้ว เห็นทีต้องเค้นเลือดเค้นหนองพวกมันทั้งสี่คนแทนการหาสมาชิกเพิ่ม(ซึ่งการหาสมาชิกเพิ่มมีความเป็นไปได้น้อยมาก)

“เห็นว่าปีหนึ่งไปรวมกันที่ปราการอัคคีและวารีโน้น เราซวยเองแหละ” เสียงของฮาร์นพูดจ้อหลังจากที่ร่างกายหายจากอาการบาดเจ็บอันเป็นพิษของการต่อสู่แปดวันเจ็ดคืนจนแทบไม่ได้นอนนั่นเอง

“ได้ข่าวว่าน้องแกมันร้ายหนิเดย์มอส จะกลัวอะไรอีก” เสียงของชิฟเฟอร์คู่อริผู้มีดวงตาสีน้ำตาลไหม้ดังขึ้นพลางมองไปยังเด็กปีหนึ่งที่ปีนี้มีกันแค่ 4 คน นับว่าเป็นผลที่ออกมาเกินคาดมากๆ ต่อไปงานต่างๆในปราการพวกมันคงต้องได้แยกร่างทำงานกันแน่ๆ

“ฉันยังไม่อยากให้มีคนตายในงานประเพณี” ประธานชั้นปีว่าเสียงจริงจัง ชิฟเฟอร์ถึงกับหุบยิ้มฉับ

“ไปถามพวกมันซิว่าพวกมันถนัดสู้แบบไหน” คำสั่งของเดย์มอสที่หันไปคยกับฟีน่าทำให้ชิฟเฟอร์เลิกคิ้วก่อนดวงตาสีเข้มจะตวัดไปมองเด็กปีหนึ่งด้วยสายตาสนุกสนามที่เจืออยู่ เดย์มอสที่พูดจบหันมาเจอพอดีก็รู้ดีว่ามันคิดอะไร

“อย่างลองของเลยชิฟ ไม่ว่าจะใครในนั้นก็ไม่ควรไปยุ่งด้วย” เขาเอ่ยเตือนแต่ชิฟคงจะไม่ยอมฟังง่ายๆหรอก

 

ปราการสายลมมีคนจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงแต่ก็อยู่ระดับชั้นๆสูงๆทั้งหมด และคนเหล่านี้ก็ไม่ลงมายุ่งกับกิจกรรมการแข่งในสนามแล้ว เพราะจะขึ้นไปดูบนอัฒจันทร์แทนและพวกที่ต้องลงสู้ก็มีปีหนึ่ง สอง และสามเพียงเท่านี้

ชิฟเฟอร์เป็นคนหัวดื้อและนิสัยแย่เป็นทุนเดิมและเดย์มอสก็เป็นคู่ปรับตลอดกาล ดังนั้นอะไรก็ตามที่ไอ้ประธานห้ามเขาจะทำทั้งหมด รวมไปถึงดูด้วยว่าเด็กปีหนึ่งมันจะมีผีมือแค่ไหนกัน

พอแยกออกมาจากเดย์มอสได้ชายหนุ่มก็หันไปพูดกับเพื่อนอีกสี่คนที่มีนิสัยคล้ายๆกันให้หันมาสนใจ

“เย็นนี้เรารับน้องกันเถอะ แค่พวกเรานะ” น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสนุกและดูลึกลับนั่นทำเอาเพื่อนๆมองหน้ากันแต่ไม่มีใครคิดคัดค้านเลยสักคน

 

เด็กหนุ่มทั้งสี่เดินหลับหอพักตอนช่วงเย็นๆตะวันโพล้เพล้แล้วหลังจากที่รุ่นพี่ฟีน่าสั่งให้ตอบว่าถนัดเตะต่อยหรือยืนโง่ๆอยู่ในสนาม มีแค่โซลริวที่ตอบว่ายืนโง่ๆเพราะไม่ชื่นชอบการออกแรงเป็นทุนเดิมแต่หากสนุกก็อาจจะเข้าไปแจมๆบ้าง

ถ้าเป็นตอนที่ยังจำอดีตไม่ได้โซลริวก็ยังคงตอบว่ายืนโง่ๆนั่นแหละ แต่ต่อให้จำได้ว่าเกิดและตายมากี่ครั้งโซลรวก็ยังยืนยันว่าจะขอโง่อยู่แบบนี้ เขาจะได้นอนอย่างเต็มที่และไม่เจ็บตัว ไม่วุ่นวาย ไม่มีอะไรเกิดนี้แน่หากว่าไม่เกินเหตุคาดฝัน

ผลของการตายหลายๆครั้งก็ทำให้โซลริวคิดได้ว่าการอยู่เฉยๆไม่ยื่นมือไปช่วยใครนั่นแหละดีที่สุดแล้ว

 พวกเขาเอาดาบไม้ไปเก็บหลังจากที่รุ่นพี่ฟีน่าคนงามแต่มือเท้าหนักสั่งให้เลือกดาบไม้ที่ถูกใจ พอได้แล้วก็สั่งให้เอาไปเก็บ ส่วนใหญ่ที่นัดรวมตัวในปราการก็เหมือนการนัดพี่น้องมาเจอกัน หากเป็นโลกมนุษย์คงหาสายรหัสกันให้วุ่นแต่ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกคนจะต้องจดจำและต้อนรับน้องๆ ดูแลจนกว่าจะผ่านฤดูการล่าคะแนนรายหัวเด็กปีหนึ่งซึ่งเรียกว่าทูวีคฮันเตอร์

เป็นเทศกาล(?)การล่าแต้มจากเหล่ารุ่นพี่ปราการต่างๆที่จะออกล่าเด็กปีหนึ่งด้วยการท้าสู้และเมื่อได้รับชัยชนะจะมีคะแนนรายหัวไปปรากฏรวมไว้ที่ V0 (วีซีโร่)เพื่อสะสมเป็นคะแนนในประเพณีชิงจ้าวสี่ทิศที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่เดือนข้างหน้าโน้น

V0 คือแกนเวทข้อมูลสุดไฮเทคของอาร์เทล พวกเขาได้กำไลสีทองมาคนละชิ้น หากมันแตกก็แปลได้ว่าพวกเขาพ่ายแพ้และผู้ที่ชนะจะเป็นคนนำไปขึ้นคะแนนที่ฝ่ายกิจกรรมอีกที

โซลริวยอมรับว่าเริ่มคิดหนักกับเทศกาลของอาร์เทล รวมไปถึงประเพณีที่รุ่นพี่ฟีน่าเล่าให้ฟังด้วย เพราะทุกคนดูจริงจังไปเสียทุกอย่าง เป็นแบบนี้แล้วโซลริวจะลอยหน้าลอยตาในปราการโดยที่ไม่กลายเป็นเป้านิ่งได้หรือ

ใช่สิ...ไม่มีใครรู้หรอกว่าโซลริวมีฝีมือหรือเปล่าแต่ให้พูดก็คงไม่มีใครรู้เพราะเหตุผลที่โซลริวได้อยู่ห้องสามก็เพราะว่าเขามีระดับพลังที่ต่ำเกินเยียวยาแม้ว่าคะแนนสอบจะสูงลิ่วก็ตามแต่

เว้นแค่โนอาร์ที่ตื่นมาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาให้สังเกตได้ แต่ด้วยประสบการณ์อันโชคโชนรุ่นหลายพันปีของโซลริว มีความเป็นไปได้สูงที่โนอาร์จะรับรู้ว่าเขาทำอะไรลงไปบ้างที่ทางลงไปยังชั้นใต้ดินของอาร์เทล

เขาลอบมองหน้าโนอาร์ที่เงียบขรึมต่างจากเมื่อเช้าคนละคนก็พบว่าสายตาของมันกับเบนมามองพอดี ก่อนมุมปากของมันจะยกยิ้มจางๆพร้อมยกนิ้วขึ้นมาจรดริมฝีปากเป็นการบอกให้เงียบ โซลริวเลิกคิ้วนิดๆเหมือนว่าโนอาร์กำลังอ่านความคิดของเขาออกหมด

เซเรฟเดินนำหน้าไปก่อนพร้อมกับมองท้องฟ้าที่ขึ้นสีเข้มแดงคล้ายว่าฝนกำลังจะตกลงมาด้วยสภาพแบบนี้ ดวงตาสีอำพันฉายแววแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสบตากับเรย์จินที่เดินเยื้องๆอยู่ข้าง แต่เรย์จินมีความกลัวผีอยู่ในสายเลือด แค่เห็นว่าไม่มีใครบวกกับความเงียบรอบๆแล้ว เจ้าชายแดนมนุษย์ก็เริ่มหาที่เกาะเพื่อความอุ่นใจทันที

คนที่โดนเกาะคงไม่พ้นโซลริวที่เร่งเดินขึ้นไปหาพอดี จนอดส่ายหน้าหน่ายๆไม่ได้เมื่อเห็นว่าเจ้าชายแดนมนุษย์เริ่มถูกความกลัวกินกบาลอีกรอบ

เหล่าวิญญาณต่างส่งเสียงคร่ำครวญไปหยุดหย่อน เรย์จินตัวแข็งทื่อขึ้นมาดื้อๆเมื่อมองเห็นว่าทางโล่งตรงหน้ามีวิญญาณอย่างหลากหลายเดินเบียดเสียด เด็กหนุ่มผมทองอร่ามร้องโอ้วๆในใจก่อนจะเกาะแขนโนอาร์ไว้ด้วยอีกคน กลายเป็นว่าพวกเขาต้องทำหน้าที่เป็นปราการที่ดีให้เจ้าชายมันได้หายใจเข้าออกอย่างโล่งอกบ้าง

“แค่วิญญาณน่า” เสียงของโนอาร์ดังขึ้นอย่างหน่ายๆ ตอนนั้นทุกคนหันขวับไม่ต่างจากโซลริวเลยสักนิด โซลริวกำลังอ้าปากค้าง แค่คิดน่ะนะ เมื่อเห็นชัดๆว่าโนอาร์ก็เห็นวิญญาณ

นี่มันแก๊งค์เห็นผีชัดๆ

“ไม่แค่ น่าแต่มันจะกินฉันนะ” เรย์จินว่าอย่างหวดกลัว

“ไม่มีผีที่ไหนเขาทำกันหรอก” โซลริวแทบจะตบหน้าผากเพื่อนเพื่อเตือนสติ “นายกลัวเกินไปรึเปล่า”

“ไม่..เดี๋ยวมันก็มา”

“อะไร”

“ก็มัน..มันไง” เรย์จินสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนจะนำให้ทุกคนได้มองเห็นสิ่งทีแปลกประหลาดเกินที่วิญญาณทั่วๆไปจะทำกันได้ ร่างสูงของวิญญาณสีดำขนาดใหญ่ยักษ์จนหัวชนโดมหลังคาทางเดิน มันใช้แขนกวาดวิญญาณดวงอื่นๆเข้าปากพร้อมเสียวหวีดร้อง

“มาให้พวกข้าจับกินเจ้าซะเถิด”

สายตาของมันมุ่งตรงมาที่เรย์จินคนเดียว เด็กหนุ่มผมสีทองแทบแข่งขาออกยวบทันทีที่สบเข้ากับดวงตาสีแดงม่วงจนโนอาร์กับโซลริวต้องช่วยกันพยุง

“ไม่”

“ให้พวกข้าได้ไปเกิดด้วยพลังของเจ้า”

“อ้ากกก” เรย์จินร้องเสียงหลงอย่างคนหวาดกลัว มือของมันจิกผ่านเสื้อเชิ้ตของโซลริวอย่างรุนแรง โซลริวขมวดคิ้วยุ่งทันทีเมื่อรู้ว่าอาการหวาดกลัวของเรย์จินไม่ได้ธรรมดาสามัญเลยสักนิด

“วิ่งๆ” เขาร้องบอกให้เซเรฟนำทางออกจากที่นี่ คนผมเงินร่ายเวทขึ้นมาทันที

“อย่าเพิ่ง เขาห้ามร่ายเวทนอกชั้นเรียนนะ” โซลริวเอ่ยเตือนข้อห้ามที่อ่านเจอเมื่อหลายวันก่อนหลังจากถูกบทลงโทษจากทางมหาลัยไป มือหนาถึงได้ลดระดับลงเล็กน้อยอย่างลังเล ดวงตาสีอำพันฉายแววอึมครึมก่อนที่จะสลายวงเวทออกไป

“เอายังไง” โนอาร์ถามขึ้นก่อนจะดึงแขนเรย์จินขึ้นพาดบ่า

“เอาไงละ เปิดวาร์ปเลย” เขาตอบอย่างไม่ต้องคิดก่อนที่โนอาร์จะเคลื่นย้ายพวกเขาทั้หมดออกมาจากอาคารเรียนแล้วมาโผล่อีกที่หนึ่ง ดวงตะวันยังโพล้เพล้เข้ากับท้องฟ้าสีแดงสิ้นดี

เสียงกรีดร้องของวิญญาณร้ายไล่มาแต่เหมือนอยู่ไกล เรย์จินถึงได้มีเวลาหายใจเพิ่มขึ้น พวกเขามองหน้ามันเหมือนอยากได้คำอธิบาย เรย์จินทำหน้าเหรอหราก่อนที่คิ้วจะขมวดยุ่ง

“วันนี้คืนเดือนมืด พอพระอาทิตย์จะหมดแสงพลังของฉันก็อ่อนแรงลง พวกมันก็เลยมา” เรย์จินอธิบายสั้นๆ โซลริวขมวดคิ้วยุ่งทันทีเป็นแบบนี้ต้องกลับที่พักเท่านั้นหรือเปล่าเพราะที่นั่นมีวงเวทชั้นดีปกป้องอยู่

แต่ก่อนจะได้ทำอะไรพวกเขาก็ต้องเหงือตกเมื่อพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาหาด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร พวกเขานึกถึงเทศกาลล่าแต้มในทันทีเพราะว่ามันจะเริ่มวันนี้ในอีกสามนาทีข้างหน้า โซลริวขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิมอย่างไม่เข้าใจ

เขาอยากบ่นว่าคนพวกนี้ไม่มีอะไรทำแล้วหรือยังไง

“พวกเราของท้าแก” โซลริวเลิกคิ้วเมื่อนิ้วนั้นชี้ทางที่พวกเขาแต่สังเกตดีๆนิ้วนั่นตรงมาที่เขาต่างหาก ก่อนประโยคหนึ่งจะจี้ใจดำโซลริวที่สุดอย่างหาสาเหตุไม่ได้

“ที่ดูอ่อนสุดในนี้ก็แล้วกัน”

...ให้โอกาสพวกมันพูดใหม่ ดีมั้ยนะ?

“เกะกะ เพื่อนฉันท่าไม่ดีแหกตาดูซะมั้ง” คำพูดนี้เป็นของโนอาร์ มันส่งสายตาคุกคามชีวิตฝ่ายตรงข้ามทันที โซลริวไม่อยากห้ามหรอกนะ ใครที่ว่าเขาอ่อนมันต้องโดนเวรกรรมสั่งสอนซะบ้าง เพราะซะนั้นจัดการพวกมันเลยโนอาร์!

 

 

**********************โปรดติดตามตอนต่อไป

เป็นมหาลัยที่เต็มไปด้วยพิษภัยจริงๆ เทศกาลล่าแต้มเอย ชิงจ้าวสี่ทิศเอ่ย ไม่รวมภารกิจหยุมหยิมอีก555555

วันนี้ช้านิดหน่อยเพราะหาคำตกอยู่ค่า ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ/ งานเสร็จแล้ว อัพทุกวันได้จ้า เย้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

115 ความคิดเห็น