Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 17 : บทที่15 วันหนึ่ง กลั่นแกล้งหยอกล้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่15 วันหนึ่ง กลั่นแกล้งหยอกล้อ

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนโกหก โซลริวเพิ่งตื่นเมื่อตอนเช้าวันที่หกหลังจากกลับมาถึงหอพักเขาก็ตัดขาดการรับรู้ทั้งหมดด้วยการอาบน้ำแล้วลากสังการขึ้นไปฝังไว้ที่เตียง เพราะตั้งแต่มาที่นี่โซลริวก็รักษาคนอื่นอยู่ตลอด

เพราะความเหนื่อยที่สะสมอยู่ตลอดไม่เคยได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่เท่าไรโซลริวถึงได้นอนยาวจนเพิ่งมาตื่นตอนเช้าวันนี้เพราะต้องไปเรียน พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็สบายตัวขึ้นมานิดหนึ่ง

อันที่จริงก็เลยเวลาเรียนมาชั่วโมงหนึ่งแล้ว โซลริวมองกระดาษแผ่นเล็กๆที่ติดอยู่หน้าประตู

อาหารอยู่ในโต๊ะด้านใน

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจก่อนจะเดินกลับเข้าไปดูโต๊ะที่ตั้งเด่นอยู่ในใกล้ทางเดินริมระเบียงห้อง แต่เขาเบื่ออาหารรู้สึกว่าไม่หิวข้าวเท่าไรพอเห็นว่ามีกระดาษแปะอยู่ก็ได้แต่หยิบขึ้นมาอ่าน

ต้องกิน!’

โซลริวเบะปากใส่กระดาษแต่ก็ทิ้งตัวลงนั่งแต่โดยดี ลองกินดูแต่ก็ต้องเดินไปคายทิ้งก่อนเพราะว่าจู่ๆก็รู้สึกว่าจะกลืนไม่ลงแต่ถึงอย่างนั้นกลับปวดท้องขึ้นมาอย่างประหลาดก่อนความเย็นจะเข้าจู่โจมที่กลางท้องและค่อยๆแผ่กระจายลามไปที่แขนขา เด็กหนุ่มตัวชาจนล้มฟุบลงไปพร้อมกับเสียงของหัวที่กระแทกพื้นจนมึนไปหมด

โซลริวมองเห็นแค่มือของเขาที่พยายามขยับพร้อมกับร่างกายที่สั่นไปทั้งตัวก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลงอีกครั้งหนึ่งราวกับถูกบังคับปิดกะทันหัน

เด็กหนุ่มพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าประตูห้องเก็บของภายในบ้านคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่ากลับมาตอนไหน แต่ประตูเบื้องหน้ามันถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา ความอยากรู้ประเดประดังเข้ามาก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปดึงกุญแจที่คล้องโซ่ไว้เพียงออกแรงเบาๆมันก็หลุดออก

โซลริวบิดลูกประตูเข้าไปด้านในช้าๆจนมันส่งเสียงเอี้ยด ข้างในมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรก่อนที่พ่อจะเดินมากระชากจนร่างจนไถลไปอยู่กลางห้องรับแขก โซลริวเบิกตากว้างอย่างไม่เข้าใจมากนักก่อนจะเอื้อมมือไปจับแจกัญใบโปรดของคุณนายแต่มันกลับกลายเป็นดาบคู่ใจของเขาเสียได้

“ฉันเคยบอกว่าไม่ต้องเข้าห้องนี้ไง” เสียงตะเบ่งอย่างบันดาลโทสะดังขึ้น โซลริวเบนปลายดาบใส่พ่อ สายตาของเด็กหนุ่มสาระวนอยู่กับประตูที่เปิดทิ้งไว้ คุณพ่อเห็นเข้าดวงตาก็ย้อมแดงด้วยโทสะ

ความเร็วของบิดาทำให้คอของโซลริวถูกคว้าไว้อย่างแน่นหนา

และแรงบีบที่ทำให้โซลริวแทบสิ้นใจในทันที เด็กหนุ่มใบหน้าแดงก่ำสองมือพยายามทุบตามตัวบิดาสุดแรงที่เหลือ แต่สายตาที่จ้องโซลริวกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาที่ร้ายกาจ...

เฮือก!

“อะ..แค่กๆ” รสขมในปากทำเอาโซลริวพลันได้สติกลับมา

เสียงนั้นดังจนโนอาร์ลุกพรวดเข้ามาดูอย่างเป็นห่วง รัชทายาทแดนเทพมองสภาพเพื่อนแล้วแทบจะยกมือขึ้นมาปิดตาเพราะสภาพที่ขอบตาคล้ำจนน่าเป็นห่วงนั่นทำให้รู้เลยว่าที่ผ่านมาโซลริวนอนไม่พอจริงๆ ก่อนหน้านั้นโนอาร์กลับมาเอาของแต่ไม่คิดวาจเจอเพื่อนนอนหมดสติอยู่แบบนั้น

“เป็นยังไงบ้าง” เสียงเข้มๆถามขึ้น โซลริวที่สำลักกลิ่นขมๆในปากก็น้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด

“ทรมานอ่ะ ทำไมเวียนหัวขนาดนี้” เขาตอบก่อนจะฟุบตัวลงไปนอนใหม่ด้วยความร้อนรุ่มทั้งหัวและตัวจนปวดแสบ ทั้งห้องยังหมุนๆเอียงๆจนเขาต้องยึดเตียงไว้แน่นๆไม่ให้ตกลงไป

“คงป่วยน่ะ ก่อนหน้านั้นที่หลับไปก็ไข้ขึ้นสูง แต่แกไม่รู้สึกตัว” ร่างสูงเดินมานั่งลงบนเตียงก่อนจะเอามือมาทาบลงบนหน้าผาก โซลริวรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายจากฝ่ามือนั่น “ไข้กลับมาอีกแล้ว”

คำตอบนั้นทำเอาโซลริวเบะปากอย่างเกลียดแสนเกลียดเพราะป่วยหนักๆทีไรไม่เคยมีสักครั้งที่โซลริวจะช่วยเหลือตัวเองได้ แม้กระทั่งตอนนี้แค่ยกมือยังไม่ไหวเลย ผิวที่เคยขาวจนซีดจัดขึ้นสีแดงลามไปถึงหู ดวงตาสีแดงเข้มเจือไปด้วยความเป็นห่วงเมื่อจ้องท่าทีทุรนทุรายของเพื่อนที่ดูจะไม่สบายตัวเท่าไรนัก

เดิมทีแล้วโนอาร์ไม่ค่อยสันทัดเรื่องดูแลคนป่วย เซเรฟกับเรย์จินยังไม่กลับมาจากห้องเรียน

ด้วยความที่โนอาร์ไม่ชอบรอ ร่างสูงจัดการงัดโซลริวขึ้นจากเตียงก่อนจะใช้เวทเคลื่อนย้ายทันที

แต่ทุกอย่างกลับต้องชะงักไปเมื่อโนอาร์มองเห็นบางอย่างเข้าเสียก่อน สิ่งนั้นปรากฏเป็นรอยจางๆบนต้นคอของโซลริว มันเป็นร่องรอยของวงเวทขนาดเล็กที่มักเกิดขึ้นหลังจากสร้างพันธะสัญญาระหว่างคนสองคน

ดวงตาสีแดงฉายแววเข้มจัดและดุดันทันทีแต่การกระทำกลับสวนทางอย่างน่าประหลาด เขาว่างโซลริวไว้ที่เดิมก่อนจะเดินไปมาอย่างไม่เป็นสุข สุดท้ายก็ได้แต่เดินไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้คนผมดำพร้อมครุ่นคิด

พันธะสัญญา โซลริวอาจจะสร้างพันธะสัญญากับใครสักคนอยู่ และที่โซลริวตกอยู่ในสภาพแบบนี้ไม่ต้องเดาให้มากความก็พอจะเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่โซลริวต้องแลกคืออะไร มือหนาวางผ้าชุบน้ำพอหมาดลงบนหน้าผากมนก่อนจะหลับตาลงเพื่อข่มความกังวลใจที่สะท้อนผ่านแววตาออกมามากมาย

“อย่าตายซะละ” แม้จะอยู่ตามลำพังแต่เสียงของโนอาร์กลับเย็นเฉียบและห่างเหินกว่าทุกครั้ง ร่างสูงกำลังจะออกไปเรียนต่อแล้วเพราะว่าอาการป่วยไขของโซลริวคือส่งที่ต้องแลก โนอาร์ไม่ได้อยากรู้ว่าโซลริวทำพันธะสัญญากับใครเลยสักนิด และพันธะสัญญานั่นคืออะไร

แต่พอเห็นใบหน้าที่เหยเกอย่างทรมานแบบนี้แล้ว ร่างสูงก็ทิ้งตัวลงนั่งเช่นเดิมก่อนจะยกมือลูบศีรษะทุยอย่างอ่อนโยนคิ้วเรียวถึงได้คลายออกอย่างผ่อนคลาย ร่างสูงลูบกลุ่มผมเอย่างเบามือราวกับว่ามันเป็นของล้ำค่าที่ห้ามกระทำรุนแรงอย่างเด็ดขาด

โนอาร์ อัล เซโฟน่า แต่เดิมคือบุตรตรีของผู้นำตระกูลอัล เป็นสายเลือดเทพบริสุทธิ์ที่แสนจะเหย่อยิ่งในสายตาผู้อื่น เขาต้องแบกรับความกดดันจากตระกูลไว้บนหลังแต่เป็นหน้าตาให้ตรกูลในฐานะของเด็กที่มีพลังทำลายที่โหดเหี้ยมดุจปีศาจร้าย

ใครๆก็บอกว่าโนอาร์คือเด็กที่นรกส่งมาเกิด

บ้างก็เล่าลือว่าโนอาร์ไม่สมควรเป็นเทพสายเลือดบริสุทธิ์ บ้างก็ว่าเด็กหนุ่มทำให้ตระกูลอันสูงส่งแปดเปื้อนและสิ่งชั่วร้ายอย่างเขาไม่สมควรได้มีชีวิตอยู่บ้างล่ะ เมื่อก่อนโนอาร์ก็เป็นแบบนั้น เขาสามารถเหยียบหัวใครก็ได้หากว่าต้องการอะไรเพราะถูกตามใจมาซะทุกอย่าง

คาวมจริงแล้วโนอาร์ยังมีคดีมืดติดหลังอยู่เพราะแบบนั้นเลยถูกส่งเข้ามาอยู่ในอาร์เทล

โนอาร์เคยฆ่าคนมาก่อน

หากค้นดูความทรงจำที่หลับสนิทอยู่ในใจ เขาเคยแยกร่างของชายคนหนึ่งออกเป็นชิ้นๆและฆ่ามันต่อหน้าพวกทหารที่เสร่อเข้ามายุ่งย่าม ควักหัวใจมันออกมาขย้ำทิ้งให้เห็นเลยว่าเขาไม่เคยอ่อนโยนกับใครหน้าไหน ต่อให้เป็นขุนนางเขาก็ไม่เลี้ยงไว้แน่ๆ นั่นแหละสิ่งที่เป็นตัวตนของโนอาร์

ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นทรราชทมิฬอันน่าเลื่องลือในแดนเทพแน่

แน่นอนว่าคนที่โนอาร์ลงมือฆ่าอย่างเลือดเย็นคืออาจารย์ที่สั่งสอนวิชาให้ตั้งแต่เด็กๆ

เขาถึงได้ถูกเรียกว่า ทรราชบวกกับความมืดดำในใจของนอาร์และถูกโอ๋จนเสียคน ดังนั้นทรราชทมิฬถึงได้มีชีวิตอยู่ต่อท่ามกลางความเกียจชังของผู้อื่นและรอบตัวก็ถูกรายล้อมไปด้วยความตายดูไร้ญาติขาดมิตรไปเสียแต่ตอนนั้น แต่จริงหรือเท็จแค่ไหนคนที่รู้ดีที่สุดก็คือโนอาร์เพียงคนเดียว

ร่างสูงที่มีใบหน้าหล่ออย่างดิบเถื่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาวางลงบนฝ่ามือเย็นชื้นเหงื่อก่อวงเวทสีแดงจะปรากฏขึ้น ไอเวทบางๆก็ค่อยๆไล่ความร้อนที่อยู่ในตัวออกไป ความจริงแล้วมันไม่ใช่การรักษาแต่อย่างใด แค่โนอาร์เป็นคนที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า

หมาป่า หากเป็นฝูงเดียวกันแล้วตัวใดในฝูงบาดเจ็บปวดทรมาน ความรู้สึกเหล่านั้นจะถูกแบ่งเบาโดยเพื่อนในฝูงของมันเอง

“อดทนอีกนิด” โนอาร์พึมพำก่อนเส้นสีดำจะค่อยๆไหลออกจากฝ่ามือของโซลริวแล้วย้ายมาอยู่ในตัวโนอาร์ มันคือสิ่งที่คนใจดิบแบบโนอาร์เลือกที่จะทำ แม้ไม่อยากจะยอมรับว่าโซลริวมีผลต่อความดิบเถื่อนของเขาเท่าไรนักแต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

โนอาร์...ทรราชทมิฬยอมแบ่งเบาความเจ็บปวดจากคนอื่น...

โชคดีจริงๆที่วงเวทบนต้นคอของโซลริวจางหายไปแล้วก็แปลว่าการแลกเปลี่ยนพันธะสัญญาผ่านไปได้ด้วยดี แต่กระนั้นคนผมดำก็ดูเหมือนจะจมอยู่ในฝันร้าย คิ้วนั้นยังคงขมวดยุ่งอยู่ทุกครั้งที่หลับ โนอาร์สังเกตมาสักพักแล้วพอส่งมือไปลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มสองสามครั้งคิ้วนั้นก็คลายออกอีก

ร่างสูงผู้มีใบหน้าเหมือนจะหาเรื่องคนอื่นตลอดลอบยิ้มเงียบๆเมื่อเห็นว่าโซลริวท่าทางดีขึ้นมาร่างสูงดึงผ้าห่มขึ้นถึงคอแล้วเดินออกไปจากห้อง

และจำไว้ว่าต่อจากนี้ไป เขาจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว

 

หลายวันผ่านไปโซลริวกลับมาเป็นเหมือนปกติแล้ว เป็นปกติที่ว่าเขายังสามารถจำทุกอย่างในอดีตได้ทั้งหมดจนนับไม่ไหวและเขาแข็งแรงดีแต่ก็ยังชอบนอนอยู่ตลอด โนอาร์เองก็เงียบๆนิ่งๆแต่ยังคอยทำหน้าไล่ต้อนชาวบ้านให้กลัวอยู่เนื่องๆ เซเรฟก็ยังเป็นคนอ่อนโยนเสมอเพราะมันเป็นคนทำอาหารมื้อเช้า-เย็นให้ทุกคนกินส่วนเรย์จินรายนั้นยังคงเป็นที่สนใจของสาวๆไปซะหมด

ทั้งๆที่ในห้องส่วนตัวแบบนี้มันดูไม่น่าคบหามากที่สุดเพราะความซกมกอันดับหนึ่งนั้นเอง

เป็นวันแรกที่โซลริวกลับมาเรียนตามปกติหลังจากที่พักรักษาอาการใกล้จะตายไปอีกสักอาทิตย์ แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องพันธะสัญญาอะไรนั่นเขาบอกพวกมันแล้วว่าผู้ที่โซลริวทำพันธะสัญญาด้วยตายไปตั้งแต่ปีก่อน

แต่ผลของพันธะมันไม่ถูกลบและกลายเป็นความสามารถลับๆของโซลริวซึ่งก็คือการรักษาขั้นสูงที่เขาเคยบอกว่าไม่ชอบเท่าไร เพราะการรักษาคนอื่นแต่ละครั้งมันจะกินอายุขัยของโซลริวเป็นขอแลกเปลี่ยน หากเกิดไปรักษาอะไรที่เกินๆตัวแบบไม่บรรยะบรรยัง โซลริวก็มีสิทธิ์ตายในหน้าที่ได้เหมือนกัน

ซึ่งโซลริวก็ถูกขัดอบรมเรื่องนี้จนหูชามาแล้ว

เด็กหนุ่มผมดำกลับมาเรียนตามปกติแล้วแม้จะมีสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามากมายว่าเกิดอะไรขึ้นแต่โซลริวไม่ได้จะอธิบายให้ใครฟังแน่นอน และที่สำคัญโซลริวยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าที่ดีหลังจากที่รองหัวหัวหน้าอย่างชาร์ลรักษาหน้าที่แทนมาโดยตลอด

และเขาก็ยังคงนอนอยู่ตลอดเวลาเว้นแค่ตอนอาจารย์มาสอนที่โซลริวอาจจะต้องตื่นตัวเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาก็นอนทั้งวัน เพราะสายตานิ่งๆและใครๆก็เห็นว่าโซลริวง่วงอยู่ตลอดเวลานอกจากรองหัวหน้าห้องสามแล้วก็ไม่มีใครคิดจะก้าวก่ายเวลานอนของโซลริวอีกแล้ว

แต่ทุกคนเหมือนจะเคารพในการกระทำทั้งหมดของเขาดี

“หัวหน้า” ชาร์ลเรียกเมื่อเห็นว่าโซลริวยังฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะเรียน

“อือ”

“เย็นนี้มีประชุมหัวหน้าห้องของทุกๆชั้นๆปี หัวหน้าต้องไปนะ” ชาร์ลเอ่ยย้ำก่อนที่จะเดินออกไปหลังจากที่โซลริวนั่งทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้ารับรู้ชาร์ลก็เดินจากไปพร้อมยิ้มอย่างเป็นห่วงถ่ายทอดมาให้ก่อนจาก เป็นอันรู้ดีว่าทุกคนไม่ก้าวก่ายวิถีการนอนของโซลริวมากกว่านี้แล้วจริงๆ

ตกเย็นวันนั้นโซลริวเดินไปร่วมงานประชุมที่อาคารรวมอันเป็นตึกขนาดใหญ่รองจากประสาทหลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ในอาร์เทล อาคารทั้งหมดที่เคยเสียหายถูกปรับปรุงแล้วความปลอดภัยในอาร์เทลเข้มงวดขึ้นจนขยับตัวทำอะไรลำบาก

โซลริวก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนี้แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น

เด็กหนุ่มเดินทำหน้าง่วงๆขึ้นไปยังห้องที่ชาร์ลให้รายละเอียดเอาไว้ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีสายตามากกว่ายี่สิบคู่จับจ้องมาที่เขาผู้ที่น่าจะมาถึงคนสุดท้ายและดูจะช้าที่สุดในขณะที่การประชุมถูกเปิดไปแล้ว

โซลริวมองเห็นเพื่อนทั้สามที่ยืนทำหน้าที่อธิบายลำบากท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่กดดันมา พวกมันส่งสายตาเรียกให้เขาเข้าไปหา โซลริวย้ำเท้าเข้าสู่เอเรียกว้างท่ามกลางสายตานับร้อยที่อยู่บนชั้นถัดไป เขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นชั้นปี 5 ที่เข้าร่วมการประชุมชั้นหมด ส่วนข้างล่างคือพวกหัวหน้าทั้งหมดกับอาจารย์อีกหลายๆท่านที่โซลริวทั้งจำได้และจำไม่ได้

“อะไร” โซลริวเอ่ยขึ้น เขารับรู้สึกความกดดันรอบตัวดีแค่ทำเป็นไม่สนใจเหมือนพวกมันที่ยืนอยู่ก่อนย่างไม่สะทกสะท้านเท่าไรนัก

“บทลงโทษ เราโดนข้อหาหลบหนีออกจากอาร์เทลโดยไม่ขออนุญาต” เรย์จินบอกพร้อมยิ้มตลกขี้เล่น

“ผมขอโทษ” เซเรฟเอ่ยขึ้นเพราะรู้ดีว่าเพื่อนทั้งสามถูกเรียกมาแบบนี้เพราะช่วยเขานั่นเอง เซเรฟไม่รู้จะตอบแทนพวกมันอย่างไรดี

“ไม่เป็นไร” โนอาร์ว่าเสียงนิ่งก่อนจะทอดสายตาสีเข้มไปมองเหล่าอาจารย์ที่ร่างสูงหันหลังให้ตั้งแต่แรก เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว โซลริวเองก็ไม่สนใจว่าจะถูกสายตาตำหนิมากมายจากรุ่นพี่ที่มารอประชุมอยู่ก่อน

เขาจะไม่มาก็ยังได้แต่ไหนๆก็มาแล้ว

“แล้วบทลงโทษคืออะไรครับ” โซลริวถามขึ้นใบหน้าติดง่วงๆนั่นดูอวดดีไม่น้อยสำหรับผู้ที่พบเห็น คล้ายว่าเด็กหนุ่มไม่ได้สนใจว่าเรื่องนี้มันหนักหนาแค่ไหน

“โซลริว เรย์จิน เซเรฟและโนอาร์ พวกเธอออกไปจากอาร์ฌทลในระหว่างที่มหาลัยประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน พวกเธอต้องได้รับบทลงโทษเรื่องจำกัดพื้นที่และห้ามออกจากอาร์เทลหากไม่ได้รับการอนุญาตจากท่านอธิการ”

“ครับ”

พวกเขาตอบรับพร้อมๆกันเพราะคุยกันไว้แล้วสำหรับปัญหาที่จะตามมา การโอ่นอ่อนตามกฏที่มีก็อาจจะทำให้คนอื่นเห็นและใช้เป็นบทเรียนได้ดีเพราะอาร์เทลมีกฏเป็นของตัวเองและปกครองกันเองอยู่แล้ว ดังนั้นไม่แปลกที่คนหลายๆกลุ่มจะเคร่งในกฎเมื่อมันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกคนอยู่ที่นี่อย่างสันติและเท่าเทียม

พวกเขาก็ต้องรับโทษในข้อหาที่แหกกฎแล้วหนีออกไปโดยไม่ขออนุญาต

แต่เด็กหนุ่มทั้งสี่ก็รู้ดีแต่แรกแล้วว่าจะต้องถูกจับตามองจนอึดอัดเพราะว่ามีคนรู้อยู่แล้วสำหรับเหตุผลที่พวกเขาออกไปทันที แค่พวกเขาเลือกที่จะเหยียบเหตุเหล่านั้นไว้เป็นความลับที่รู้เฉพาะกลุ่ม นับว่าการเงียบคือสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขาสบายใจที่สุดแล้ว

ให้ทุกอย่างผ่านไปและให้ทุกคนเข้าใจว่าพวกเขาแหกกฎออกไปแค่นั้นก็พอ

การประชุมดำเนินต่อไป เหล่ารุ่นพี่ชั้นสูงๆต่างก็ทพยอยกลับกันหมดหลังจากการประชุมหลักได้จบลง โซลริวทำหน้าเหยเมื่อนึกถึงคำสั่งที่บอกให้เขาลงแข่งชิงตำแหน่งประธานชั้นปี พวกเพื่อนอีกสามคนมันตอบปฏิเสธไปหมดแล้วเหลือเพียงเขาทนั้นที่ยังไม่ได้ให้คำตอบแต่รุ่นพี่เดย์มอสที่เพิ่งเจอกันวันนี้กลับสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่าห้ามปฏิเสธ

โซลริวก็เลยต้องลงแข่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นแบบนี้ทุกทีตั้งแต่เลือกหัวหน้าแล้ว !

พอส่งสายตาไปมองเพื่อนทั้งสามอย่างช็อกไม่หายพวกมันดันยิ้มให้คล้ายจะบอกว่ารับเอาไปซะ

โซลริวมองเพื่อนสลับกับตัวเองที่ถูกท่านประธานสั่งให้ลงแข่งก็อยากจะฮึดฮัดให้รอดตัวบ้างแต่ร่างกายมันดันทำแบบนั้นไม่เป็นหรือเอาเข้าจริงโซลริวเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆก็ชอบเออออตามไปหมดจนติดนิสัย

แท้จริงแล้วเขากลายเป็นคนปฏิเสธไม่เป็นสินะ

“ไม่ตายหรอกน่าโซลริว” เรย์จินบอกแบบนั้นเมื่อเห้นว่าเขากำลังทำหน้าบึ้ง

“เออ ลงแข่งก็เปลืองพลังงานไง” โซลริวว่าเสียงแข็งจนได้ยินเซเรฟหัวเราะเขาอย่างขำขัน

“คุณโซลริวนอนมาเยอะแล้วนี่นา” เซเรฟว่าก่อนจะยิ้มอ่อนโยน เรียกเสียงกรี๊ดเบาๆจากผู้หญิงโดยรอบเพียงแต่ไม่กล้าเข้ามาหาเพราะว่าโนอาร์ยืนคุมหลังเป็นยักษ์มารตัวใหญ่อยู่แบบนี้

“ทำไมเป็นฉันทุกทีล่ะ”

“หึ ออกกำลังบ้างตัวก็แค่นี้” เสียงของโนอาร์ดังขึ้น ทั้งดุทั้งเตือนในเวลาเดียวกัน โซลริวทำหน้าจะร้องไห้ออกมาแต่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาก็ไม่อยากเป็นแบบนี้นักเพียงแต่..ทำไมคนที่ถูกมัดมือชกต้องเป็นเขาซะทุกที

ทำไมกัน

“นายกลัวว่าตัวเองจะแพ้หรอ” โอนาร์ถามขึ้นแต่โซลริวไม่ได้กลัวแพ้เสียหน่อย เขาแค่ไม่อยากลงไปสู้ เขาไม่ถนัดเท่าไรนัก

“ฉันอยากนอน”

“...”

“พวกแกแกล้งฉันรึเปล่าวะ” พอไม่ได้ดั่งใจก็หาเรื่องแล้ว โซลริวเห็นว่าพวกเพื่อนๆกำลังเก็บซ่อนดวงตาที่วูบไหวอย่างคนกลั้นหัวเราะไว้ก็นึกยากจับพวกมันเตะเรียงตัว

“แกล้งฉันงั้นสิ”

ว่าแล้วเด็กหนุ่มทั้งสี่ ไม่สิ อีกสามคนที่เหลือก็แตกฮือออกไปเมื่อเห็นว่าโซลริวพุ่งใส่ด้วยท่าทีเหมือนแมวขู่เสียมากกว่าแต่ถึงอย่างั้นก็ต้องระวังไว้เพราะเหตุการณ์ที่ใครสักคนจะแปรไปเชื่อและช่วยโซลริวก็มักเกิดขึ้นเสมอ เพื่อไม่ให้โซลริวมีเพื่อนช่วยพวกเขาต้องแยกกันน่ะถูกแล้ว

 เอาเข้าจริงพวกเขาก็ตามใจโซลริวที่สุดแล้ว

ทุกคนย่อมรู้ตัวเองดีว่าตัวเองโอ๋โซลริวแค่ไหนจึงได้แต่ส่ายหน้าเมื่อวิ่งกลับมาถึงหอพักก่อนที่โซลริวจะไล่กวาดมาทันพร้อมเสียงหัวเราะที่ช่วงนี้มีมากเป็นพิเศษ มันเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะโลริวไม่ใช่พวกชอบเรียกร้องอะไรอยู่ตลอด แม้บทจะดื้อก็ดื้อสุดใจบทจะเชื่องก็เชื่อง

แบบนี้น่ะดีแล้ว

ให้พวกเขาได้ลองเป็นเด็กอายุ 18 ที่ไม่ต้องแบกความกดดันไว้บนบ่าอยู่ตลอด

ให้พวกเขาได้ลองที่จะหัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน

ให้พวกเขาได้ลิ่มลองรสชาติของชีวิตใหม่ๆหลังจากที่ความหลังของแต่ละคนช่างหนักหนาสาหัสราวกับว่าโลกนี้ไร้ที่พักพิงใดๆให้เอื้อนเอ่ยความทุกข์ยากที่ได้พบเจอให้เแก่ใครฟัง

บัดนี้คำว่าสหายได้เชื่อมโยงเด็กหนุ่มทั้งสี่เข้าไว้ด้วยกันค่อยๆถักทอความเชื่อใจกันไว้เรื่อยๆแม้จะเจออุปสรรคขวางทางอันสูงใหญ่แต่ให้พวกเขาได้แน่ใจเถอะว่า มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นอย่างแปลกประหลาดในที่แห่งนี้จะไม่มีวันทอดทิ้งใครไว้ด้านหลัง

และพวกเขาจะได้ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

 

เมื่อ 15 ปีก่อน

หญิงสาวผู้ที่ใครๆต่างก็อิจฉาในฐานันดรที่สูงศักดิ์จนไม่ต่างจากองค์หญิง ชาติกำเนิดและชีวิตรักที่สมบูรณ์จนไร้ที่ติ เธอได้ให้กำเนิดลูกชายที่แสนน่ารัก เมื่อลูกชายของหล่อนอายุได้ 3 ขวบ คำคืนแห่งความโศกสรรค์จึงเริ่มต้นขึ้น ทายาทเพียงผู้เดียวของสองตระกูลมหาอำนาจถูกลักพาตัวไปด้วยไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

แต่หล่อนก็เกือบสิ้นใจเพราะถูกวางยาพิษ

และมันก็กลายเป็นฝันร้ายที่ตระตุกให้ลืมตาตื่นยามวิกาลยามใดก็ตามที่มีเสียงฟ้าร้องต่ำเหมือนคืนนั้น

“ฝันร้ายอีกแล้วหรอคะคุณแม่” เสียงใสเอ่ยขึ้นแม้จะเพิ่งตื่นมา เด็กสาวดึงแม่เข้าไปกอดก่อนจะซุกแก้มลงบนไล่คนเป็นแม่ “นอนเถอะนะคะ หนูง่วงแล้ว”

หญิงสาวพลิกตัวไปกอดลูกสาวไว้หลวมๆก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากกลมเกลี้ยงเบาๆด้วยความรักทั้งหมดที่มีอยู่ “แม่ไม่ได้ฝันร้าย อย่าคิดมากเลยจ้ะ”

“หนูรู้ ฝันดีค่ะแม่”

“ฝันดีค่ะ”

หล่อนกอดลูกสาวไว้หลวมๆ รอจนเธอหลังลึกจึงผละออกมาเดินเล่นให้ใจสงบ ในใจก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆและความฝันที่ย้อนกลับมาหาอย่างชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้น

หากว่าลูกของหล่อนยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักที อาจจะผ่านคฤหาสน์สีขาวหรือดินแดนแห่งฮาฟาลานไปอีกโลกหนึ่ง แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังหาไม่เจอ จนจะเชื่อแล้วว่าลูกชายผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจได้ตายจากไปแล้วจริงๆ

“ริน”

เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมแรงสวมกอดจากด้านหลัง เลโอเป็นสามีที่ดีมาตลอดแต่ช่วงนี้งานหนักขึ้นบ้านช่องจึงไม่ได้กลับ รินลูบฝามือหนาเบาๆกอดจะถูกดึงเข้าไปหอมแก้มราวกับว่าพวกเขาเพิ่งเป็นเด็กวันรุ่นไม่นานมานี้

“ทำไมไม่นอนล่ะหืม”

“ข้าตื่นกลางดึก..ว่าแต่ท่านพี่เถอะมาเหนื่อยไปอาบน้ำแล้ว”

“ข้ารู้ๆ งั้นเจ้าก็ไปอาบน้ำให้ข้าสิ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอยาหยอกเย้าภรรยาสุดที่รักแต่ถูกฝ่ามือนุ่มนิ่มตีเบาๆอย่างหมั่นไส้นักหนาแต่มันก็เรียกเสียงของหัวเราะจากรินได้ดี เลโอจึงไม่คิดเคืองขุ่น

“ไปได้แล้ว อย่าให้ข้าโมโหนะ” หล่อนกล่าวอย่างนั้นสามีก็ผละออกแต่ยังตามมาหอมแก้มอีกข้างจนพอใจแล้วเดินไปพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ เลโอหันหลังให้ภรรยาแล้วรอยยิ้มที่เคยมีกลายเป็นเรียบเฉย

วันนี้เลโอได้รับรู้เรื่องราวที่น่ายินดีมาอย่างหนึ่งแต่ขณะเดียวกันเนื้อหาท้ายๆข่าวก็ไม่น่าอภิรมณ์เท่าไรนัก เขาตามหาลูกชายเพื่อทวงรอยยิ้มของรินกลับคืนมา แต่มันก็น่าเจ้บใจที่ลูกชายของเขายังมีชีวิตอยู่

แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะของลูกพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

“ไทกิ”

 

 

*********************โปรดติดตามตอนต่อไป

ฮือออ อันพทันสิว้อยยยยยยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

115 ความคิดเห็น