Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 16 : บทที่14 วันหนึ่งกับ..เออ เริ่มปวดหัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 424
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่14 วันหนึ่งกับ..เออ เริ่มปวดหัว

นับตั้งแต่วินาทีที่โนอาร์เจอโซลริวในครั้งแรกนั้น ในวันที่ฝนตก เนื้อตัวมันเปียกปอนแถมยังร้องไห้เป็นเด็กแล้วก็ทำหน้าเป็นหมาหลงทาง สายตามันเจือไปด้วยความทุกข์ใจที่น้อยครั้งจะร้องไห้แบบนี้ ก่อนที่มันจะอ้อนวอนคนแปลกหน้าอย่างเขาให้พากลับที่พัก

ในตอนนั้นเองที่โนอาร์คิดว่า เวลาไม่มีประโยชน์

เขารู้แก่ใจดีแล้วแต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ

แล้วเขาก็จะเป็นแบบนี้ตลอดไป

 

โซลริวทอดน่องไปตามทางเดินสัตว์ป่าอย่างจริงจังไม่มีความง่วงปนมาอีก เขากวาดสายตาหาสมุนไพรเรื่อยๆในขณะที่โนอาร์มองดูโน้นนี่และเงียบตลอดทาง แต่ถึงอย่างนั้นโซลริวก็ไม่คิดจะถามอะไรออกไปเพราะถ้ามันอยากพูดก็ให้มันพูดเอง

เขาเดินไปตรงหน้าที่มีป่าต้นสูงขาวมีใบเสียงหม่นสลับกันขึ้นอยู่แน่นหนา เอื้อมมือลงไปหยิบเอากิ่งไม้ยาวๆขึ้นมาถือก่อนจะใช้มันเขี่ยๆเศษใบไม้เพื่อหาหนึ่งในสมุนไพรที่ต้องการ โนอาร์เดินมาดูอย่างสงสัย ดวงตาสีแดงสดมองดูอย่างติดตามกระทั่งเขี่ยไปเจอกับเห็นสีฟ้า

“ได้แล้ว” โซลริวพึมพำอย่างตื่นเต้น ก่อนจะส่งเห็ดขมฟ้าให้รัชทายาทสายเลือดเทพที่อาจจะไม่เคยเก็บเห็ดเอาไปดูเต็มๆตา

“รสชาติเป็นยังไง” โนอาร์ถามขึ้นสายตาติดดุๆคู่นั้นจ้องมองเห็ดกลุ่มหนึ่งในมือที่โซลริวเก็บมาใส่จนล้น

“ขม ก็บอกว่าเห็ดขม แต่คนเขาไม่กินสีนี้ นี่เป็นส่วนประกอบสนุมไพร ส่วนใหญ่กินเห็ดขมสีแดงมังคุด”

“แล้วแกรู้ได้ไง”

“เคยลองกินดู”

“ตะกละจริงๆ” คนผมแดงว่าพร้อมส่ายหน้าก่อนจะเก็บเห็ดทั้งหมดเข้าไปไว้ในช่องมิติที่เรียกออกมา โซลริวดูไม่สะทกสะท้านเท่าไรเพราะว่าเขาชอบกินอาหารรองจากการนอนเชียวนะ ว่ากันเรื่องนี้เขาก็เถียงไม่ได้หรอก

“ไปๆ” เขาเร่งให้เดินต่อ สภาพของป่าค่อนข้างมืดๆเย็นๆเพราะลมฟ้าแปรปรวน ไม่นานฟ้าก็ร้องลั่นจนโซลริวยกมือปิดหูแทบไม่ทัน

โนอาร์ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะมองท้องฟ้า เห็นทีฝนคงจะลงเม็ดในเร็วๆนี้ พวกเขาต้องรีบเร่งไปเก็บสนุมไพรอีกสามอย่าง เขี้ยวมักรไฟเป็นสมุนไพรที่เกิดในถิ่นของเสือหางเพลิง ส่วนใหญ่จะเกิดตามริมหน้าผาซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นรังนอนของเสือป่าที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ปกติเสือทั่วไปก็คงไม่เกาะกลุ่มใหญ่ขนาดนี้แต่เสือหางเพลิงเป็นหนึ่งในสัตว์เจ้าถิ่นของป่ามืด เพราะจำนวนที่มีอย่างจำกัดจากปัจจัยต่างที่ๆที่ลดจำนวนพวกมันลงเรื่อยๆการรวมกันเป็นฝูงใหญ่จึงเกิดขึ้นเมื่อสองสามปีให้หลัง

“ไปหารังของเสือหางเพลิงต่อเถอะ” โนอาร์บอกเพราะว่ามันเป็นงานที่ตึงมือเหมือนกัน เขาไม่อยากเอาของยากๆไปทำหลังสุด ด้วยนิสัยส่วนตัวทีชอบทำเรื่องยากๆก่อนแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้ทำคนเดียว “หรือว่าแกอยากทำอย่างอื่นก่อน”

“ทำอย่างไหนก็ได้ ฉันไม่มีปัญหา” โซลริวว่าอย่างนั้นโนอาร์ก็เบาใจ คนผมแดงยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินนำ

“นายรู้หรอ” โซลริวถามพร้อมสับขาตาม

“ฉันเจอพวกมันแล้ว อยู่แถวๆหน้าผาฝากโน้น” โนอาร์ตอบโดยไม่หันกลับมา ขายาวๆของมันข้ามทุกสิ่งอย่างไปได้ง่ายๆเว้นแค่โซลริวที่ต้องหาตัวช่วยในบางที

“รู้ได้ไงวะ” เขาร้องถามอย่างสงสัยก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าโนอาร์มันไม่ได้กากเหมือนเขา ความเป็นเทพของมันช่วยให้งานง่ายขึ้นราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก เพราะงั้นพวกเขาเลยเร่งเดินให้ทันก่อนฝนจะเทลงมาขัด

ซึ่งโนอาร์ก็หวังว่าพวกเขาจะเก็บสมุนไพรได้หมดก่อนฝนตก

พอเสียเวลากว่าครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็ค่อยๆเดินเข้ามาในเขตของเสือหางเพลิงแล้ว หลบอยู่หลังพุ่มไม้พร้อมลอบมองไปยังหน้าผาเบื้องหน้า เขี้ยวมังกรไฟบานสะพรั่งหลากหลายสี ทุกอย่างของสมุนไพรตัวนี้ล้วนมีสรรพคุณชั้นเลิศตั้งแต่รากยันเกสร

“พี่อยากได้สีไหนวะ” เด็กหนุ่มผมดำพึมพำก่อนจะหันมองหน้ารัชทายาทที่ขรึมเข้มอยู่ตลอด “โนอาร์ ใครจะเป็นคนไปเอา”

“แกจะให้ฉันไปงั้นสิ”

“รู้ใจอ่ะ” โซลริวว่าพร้อมยิ้มประจบ รัชทายาทหรี่ตาดุๆลงเล็กน้อยเหมือนจะด่าเขาในใจ เงียบแบบนี้ด่าแน่ๆ โซลริวเอาหัวไอ้เรย์จินเป็นประกัน

“งันก็หลบอยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียง” โนอาร์ย้ำหนักแน่นเพื่อความปลอดภัยก่อนจะแยกไป โซลริวก็ทำตามอย่างดีเยี่ยมเพียงแวบเดียวเท่านั้นที่โนอาร์ออกไปก็เห็นอีกทีตอนที่มันไต่หน้าผาแล้วเก็บเขี้ยวมังกรไฟมาทุกสี เสือหางเพลิงยังคงหลับบ้างเดินไปมาบ้าง พวกมันยังไม่รู้สึกตัวแต่โซลริวนั่งอยู่ตรงนี้ยังลุ้นจนปวดฉี่

ว่าแล้วก็ขยับออกไปยิงกระต่ายแล้วกลับเข้ามาใหม่

ตอนนั้นก็เห็นว่าโนอาร์ทำท่าจะลงมาแล้ว โซลริวนั่งลุ้นอยู่เงียบๆก่อนที่พุ่มไม้ตรงหน้าจะแหวกออกมาพร้อมกับเจ้าลูกเสือหางเพลิงตัวเล็กๆที่หยุดมองหน้าโซลริวด้วยดวงตาใสแป๋ว เปลวไฟที่หางยังเป็นสีฟ้าไม่ร้อนอย่างที่คิดโตอีกสักหกเดือนตอนนั้นเปลวไฟน่าจะเผาทุกอย่างได้แล้ว โซลริวจ้องกลับมาก็อดที่จะตื่นๆไม่ได้ ใจเด็กหนุ่มผมดำเต้มตุบๆตอนที่เจ้าตัวเล็กพยายามปีนปีนขึ้นมาบนตัก

เขาพยายามส่งมือไปปัดแต่ก็กลัวทำรุนแรงสุดท้ายเจ้าตัวเล็กก็ปีนขึ้นมาจนสำเร็จ(เพราะความใจอ่อนของโซลริวเอง)แล้วแทะมือเขาเล่นไปด้วย โซลริวรู้สึกจักจี้จนอยากหัวเราะออกมาแต่โนอาร์ก็บอกไว้ว่าอย่าส่งเสียง ความบรรลัยเกิดขึ้นมาแล้วไง โซลริวคิดในใจพลางกลั้นเสียงหัวเราะ เจ้าตัวเล็กยังคงสนุกสนานกับการเล่นกับนิ้วมือของโซลริวไม่ยอมให้ห่างปาก

แม่แกไปไหนเนี่ย!

โนอาร์เดินกลับมาพร้อมสีหน้าเหรอหราแต่แวบเดียวก็ถูกแทนที่ด้วยสายตาเข้มๆกำลังมองโซลริวอย่างคาดโทษ

“ทำอะไรของแกโซลริว” เสียงเย็นๆถามขึ้น โซลริวขนลุกวาบทั้งตัวก่อนเจ้าตัวเล็กจะหันมาขู่ใส่โนอาร์เหมือนไม่ชอบหน้ากัน โนอาร์รีบดึงลูกเสือตัวเล็กออกไปก่อนที่แม่ของมันจะตามกลิ่นมาถึง

“ไปเร็ว” เสียงเข้มเร่งโซลริวถึงได้รีบคลานออกไป โนอาร์เห็นว่าไม่น่าจะทันเลยคว้าคอเสื้อแล้วหิ้วติดมือขึ้นไปยืนบนต้นไม้แทน เสียงคำรามลั่นดังขึ้นโซลริวหันกลับไปก็เห็นว่าเจ้าลูกเสือถูกพี่น้องตัวใหญ่รุมกัดทึ้งจนร่างแยกออกเป็นชิ้นๆ

ทำไม..

โซลริวยังคงช็อกกับภาพที่เห็น

“กลิ่นของแกคงทำให้พวกมันคิดว่าเป็นสัตว์อื่น”

“...”

“รีบไปกันเถอะ” โนอาร์ตัดจบพร้อมกับแบกโซลริวกระโดดไปตามกิ่งไม้ใหญ้แทนเพราะถ้าให้เดินคงไม่ถึงไหนแน่วันนี้ คนขี้ใจอ่อนแบบนี้คงโทษตัวเองเสร็จสรรพไปแล้วถึงได้ซึมกะทื่อแบบนี้ พอออกนอกเขตของเสือหางเพลิงโนอาร์ก็ปล่อยให้โซลริวเดินเอง

แต่คนขี้สงสารดันล้มพับไม่ยอมเดิน

“ฉันเป็นคนทำให้ตายงั้นสินะ”

“ไม่ใช่หรอก ปกติแล้วพวกมันก็กินกันเองทุกวัน” โนอาร์บอกความจริงอีกข้อให้ฟัง “เพื่อในวันหนึ่งต้อนอ่อนพวกนั้นจะได้ไม่เป็นต้นไม้ที่ล้มยากกว่านี้”

“...”

“สักวันหนึ่งมันก็ต้องตาย โซลริว” โนอาร์ย้ำก่อนจะฉุดแขนคนผมดำให้ลุกขึ้น “เรากำลังช่วยเซเรฟอยู่นะ นายมาเฉาครึ่งทางไม่ได้”

“...”

“หรือแกจะปล่อยให้เซเรฟตาย”

“ไม่”

“งั้นก็ไป” โซลริวเดินตามแรงดึงอย่างหอเหี่ยวใจ ถ้าเกิดว่าเขาไม่แตะต้องเจ้าตัวเล็กก็คงไม่ต้องมาตายแบบนั้น...

เห็นมั้ย..เศร้าทีไรฝนชอบเทลงมาทุกที

พวกเขาวิ่งหาที่หลบฝนตอนที่มันเริ่มลงเม็ดก่อนจะโพรงไม้ขนาดใหญ่ราวกับปากถ้ำที่กว้างพอจะให้พวกเขาหลบฝน สายฝนที่ประหน่ำลงมาพร้อมกับแรงลมที่เพิ่มขึ้นก็หอบเอาความหนาวเย็นเข้ามาปะทะร่างกาย

“เรายังเหลือดอกบุพผากับกับน้ำจากต้นไม้แห่งชีวิต” โนอาร์พูดขึ้นท่ามกลางสายลมที่เทลงมาไม่หยุด

“...”

“เซเรฟรออยู่” คำพูดยังคงดังขึ้นไม่หยุด โซลริวรู้ดีว่าโนอาร์คงอยากจะช่วยให้เขาคลายความกังวล เขยักหน้าก่อนจะยิ้มให้มันรับรู้ว่าเขาจะดีขึ้น ดวงตาสีแดงเข้มทอประกายเบาใจขึ้นมานิดหน่อยทำให้โซลริวหัวเราะออกมาเบาๆแต่คนอย่างโนอาร์คงไม่คิดจะถามว่าหัวเราะทำไม

รายนี้ซับซ้อนจะตายไป และเป็นเทพที่แปลกประหลาด

โซลริวคิดว่าโนอาร์เป็นเทพที่แปลกประหลาดจริงๆ

แปลกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว

และสายฝนในคราวนี้ยังทำให้โซลริวนึกถึงความทรงจำเก่าๆ

ที่โลกมนุษย์เขากับเพื่อนคนหนึ่งเดินกลับจากโรงเรียนเพราะอยากต่อรถเมย์กลับบ้านดูสักครั้ง แต่โชคไม่ดีที่ฝนตกหนักพวกเขาที่เดินไม่ถึงป้ายรถเมย์เลยติดแหงกอยู่ที่หน้าร้านขายหนังสือการ์ตูน วันนั้นเลยชวนกันวิ่งฝ่าสายฝนกลับบ้านด้วยกัน โชคดีที่วันนั้นเป็นวันศุกร์วันต่อไปก็กอดคอกันเป็นไข้

เป็นความทรงจำที่โซลริวเผลอยิ้มออกมาแต่ก็จำไม่ได้ว่าเพื่อนคนนั้นหน้าตาเป็นยังไงบ้าง

อาจจะหล่อน้อยกว่าเขานิดเดียวก็ได้

แต่มันก็ฮอตที่สุดในโรงเรียนนี่นะ เขาในตอนนั้นยังคงมืดมนอยู่ตลอด

ไม่รู้ละ ยังไงมันก็ต้องหล่อน้อยกว่าเขาแน่ๆ

“เป็นบ้าหรอ” โนอาร์ถามขึ้นพลางทำหน้าไม่เข้าใจ สายตาดุๆคู่นั้นยังคงเจือไปด้วยท่าทีกวนๆอย่างที่ไม่ค่อยจะทำเมื่อยู่ต่อหน้าคนอื่น

“เป็นบ้าก็ได้ แต่น้อยกว่านายนะ”

“หึ ก่อนหน้านี้ยังซึมอยู่หนิ นึกว่าจะเศร้าจนฝนหยุดตก”

โซลริวส่งเสียงจิ๊จ๊ะในในลำคอก่อนจะถอนหายใจเพราะไม่อยากพูดความยาวสาวความยืด พอฝนตกเขากลับรู้สึกง่วงๆขึ้นมา

“ไปกันเถอะ” เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยชวนเพื่อนทันที โนอาร์หันมองนิ่งพลางหรี่ตามองอย่างจับผิด เพราะโซลริวมันไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไร นอกจากอยู่นิ่งๆกับนอนอารมณ์อื่นๆหาได้อยากยิ่ง แต่พอเห็นสายตาเอาจริงของเพื่อนผมดำแล้วโนอาร์ก็เลยพยักหน้าอย่างตามใจ

“นำไปสิ”

 

อีกด้านหนึ่งที่ท้องฟ้ายังคงปกติดีเยี่ยมแสงแดดยังคงแผดเผาระดับในร่างกายของเรย์จินอยู่เนื่องๆ เด็กหนุ่มผมทองนั่งมองแฝดพี่น้องที่ตีกันไม่หยุดก็อดถอนหายใจเหนื่อยๆขึ้นมาไม่ได้ แต่จะถอนหายใจแรงๆก็ไม่ได้

เดี๋ยวโดนลากไปรวมวงอีก

“นี่” ยังไม่ทันที่เรย์จินจะคิดจบสองพี่สองก็หันมาถาม

“ครับ”

“เจ้ารู้จักกับน้องเล็กได้ยังไง” ชิโระถามขึ้น ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนท่อนไม้

“เราเคยแข่งกันมาก่อน ข้ากับเขาก็เคยสู้กันรอบแข่งทีม” เรย์จินอธิบายด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเพราะว่าทั้งสองก็เป็นถึงพี่ชายของโซลริว

“แล้วจ้ารู้มั้ยว่าน้องข้าเป็นใคร” ชิโระยังคงตั้งคำถามต่อไป เรย์จอนก็ไม่บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ

“ปีศาจชั้นสูงครับ”

“งั้นเจ้าก็เป็นมนุษย์คนเดียวในกลุ่มงั้นสิ” ชิริวถามขึ้น โรคบ้าสะสมของแปลกคล้ายจะเบนมาสนใจเรย์จินอีกคน ก็เป็นมนุษย์คนเดียวในกลุ่มไม่คิดว่ามันใจกล้าไปหน่อยหรือยังไง

“ถูกต้องครับ”

“เด็กนั่นที่ชื่อเซเรฟน่ะอะไรเจ้าคงรู้” ชิริวเอ่ย “ไม่นับว่าเขาเนสายเลือดของเมเทียร์นะ”

“เซเรฟเป็นภูติ” เรย์จินไม่แน่ใจว่าเรื่องขอเซเรฟจะพูดกับพี่ๆของโซลริวได้ แต่ก็พูดออกไปแล้วแถมยังรู้สึกว่าการที่พวกเขาสามคนอยู่ด้วยกันเหมือมันจะไม่มีความลับอะไรเหลือรอดนะ คล้ายๆพวกเขารู้โลกรู้อะไรเทือกนั้น

แต่เรย์จินไม่พูดต่อหรอกน่า พวกเขาก็แชร์ข้อมูล

“น้องเรานี่ตังดึงดูดของแปลกเลยแฮะ” ชิโระพูดอย่างพออกพอใจที่น้องเล็กมีบริวาร(?)ที่ไว้ใจกันได้แบบนี้

“เว้นข้าสิ ข้าไม่ได้แปลก” ชิริวเอ่ยหน้าตาย แต่แฝดคนน้องเผาซะเกรียม

“เจ้าน่ะตัวดีเลย ข้ารู้ว่าเจ้าจ้องจะเอาน้องเล็กไปไว้บนชั้นสูงสุดของคอเล็คชั่นทั้งหมด”

“ก็น้องข้านี่”

“ดูปากข้า...ข้าไม่ให้” ชิโระพูดแบบนั้นก่อนที่สองพี่น้องจะตีกันอีก เรย์จินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะขมวดคิ้วยุ่งเมื่อนึกขึ้นได้ แม้ว่าพี่น้องกำลังตีกันได้ที่แต่เรย์จินก็ต้องถามแทรกเพราะว่าเขาก็กำลังจริงจังอยู่เหมือนกัน

“เมื่อไรท่านพี่จะสอนข้าเรื่องเวทสามบทนั่น”

ทุกอย่างชะงัก ชิโระหันขวับมองเด็กหนุ่มผมสีทอง

“เจ้าเรียกใครท่านพี่”

“อ้าว ก็ท่านพี่” เรย์จินชี้ไปที่ทั้งคู่ “ที่อายุมากกว่าข้าก็ต้องเรียกท่าน..พี่..สิ ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ”

โอ๊ะ บริวารของน้องเล็กก็อยู่เป็นนี่หว่า

สองพี่น้องคิดในใจก่อนจะมองตากันทีหนึ่ง ถึงอย่างนั้นชิโระก็เป็นฝ่ายถอยออกมานั่งดีๆเป็นครั้งแรก ทั้งสองพี่น้องกลับมาทำตัวน่าเคารพนับถือต่อหน้าเรย์จิน

“ก่อนอื่นเราต้องถามก่อน” ชิโระพูดขึ้นไม่ยอมตอบคำถามของเรย์จิน “เจ้ารู้จักที่นี่ดีแค่ไหน”

“ป่ามืด เป็นป่าที่เต็มไปด้วยอันตราย”

“แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ปล่อยให้สองคนนั้นออกไปหาสมุนไพร” ชิริวสวนขึ้นมาเสียงเรียบ

คำพูดที่ทำเอาเรย์จินแทบกระอัก แต่ลึกๆ...เพราะเขาเชื่อว่าพวกเอาตัวรอดได้ก็เลยไม่ค้านต่างหาก

“เจ้าไม่ต้องพูดให้เสียบรรยากาศชิริวไปไกลๆเลยไป” แฝดคนน้องสั่งขึ้น ชิริวก็เลยเดินไปชมนกชมไม้แทนด้วยมบหน้าที่ตายด้านแบบนั้น ดูน่าหมั่นไส้ที่สุด

“เดี๋ยวนี้มันไม่อันตรายแล้ว” ชายหนุ่มพูดพร้อมยิ้มเป็นมิตรขึ้น “แกนเวทของป่าอ่อนแอลงไปมากตั้งแต่ปีที่แล้ว ตกมาปีนี้ก็ประคองไม่ไหว ตัวอันตรายระดับสูงๆก็หนีออกจากป่าใกล้จะหมด ป่านนี้มันคงซ่อนตัวอยู่ทั่วไปหมด”

“จริงหรือครับ ทำไมท่านพ่อไม่เคยบอกเรื่องนี้กับข้า” เรย์จินถาอยากไม่เชื่อหูเท่าไรนัก แต่ก็มีระแคะระคายเรื่องข่าวอยู่บ้างเพียงแต่เกิดเรื่องที่อาร์เทลก่อน

“ก็มันเป็นความลับนี่” ชิโระพูดพร้อมหัวเราะให้ท่าทางตื่นๆของเด็กหนุ่ม “ตอนนี้สภาเวทมนตร์ก็คงจะประชุมหาทางแก้ปัญหา แล้วเจ้ารู้มั้ยพวกข้าเป็นใคร”

ชิโระถามขึ้น เด็กหนุ่มดูไม่อยากจะเดาเท่าไรแต่เหมือนจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วแน่ๆ

“เจ้ารู้จักพวกข้าดี แต่ติดที่พวกข้าเป็นพี่ของโซลริวสินะเลยลังเล”

“..ก็...ท่านพี่ก็บอกกับข้ามาสิ ข้าจะได้ไม่ต้องเดาให้ปวดหัว”

“หึๆ เจ้านี่ฉลาดนะ อยู่เป็นๆ” ชิโระชมเปราะเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มักทะนงตนและโอ้อวด ยิ่งบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆของเรย์จินยิ่งน่าจับแยกร่างออกเป็นชิ้นๆ

“แล้วท่านพี่ทั้งสองเป็นใครครับ” เรย์จินมีคติที่ว่ายิ้มไว้ก่อน

“ฮ่าๆ ข้าชอบเจ้านะเจ้าหนุ่ม” ชิโระหัวเราะลั่นก่อนจะเดินมานั่งข้างๆเรย์จินพร้อมกอดคอไว้หลวมๆ “ฟังนะ พวกข้าคือผู้กล้าและ...”

เรย์จินหูอื้อไปหมดตอนได้ยิน เหมือนร่างกายแข็งทื่อ จากที่นั่งสบายๆหลังก็ตรงดิ่งราวกับมีไม้มาดัด เขาหัวไปมองหน้าท่านพี่ของโซลริวก่อนจะกลืนน้ำลาย ความสงสัยระเบิดตูมอยู่ในหัวสักพักหนึ่งก่อนเรย์จินจะคลำหาเสียงเจอแต่ชิโระก็เดินกลับไปนั่งที่เดิมคล้ายกลั่นแกล้ง

แต่ก่อนมีตำนานของผู้กล้ามากมายแต่สองแฝดค่อนข้างพิเศษเพราะว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของปีศาจชั้นสูงแต่ชื่นชอบงานผู้กล้าก็เลยมาดูแลป่าส่วนนี้นั่นเอง

 “แล้วโซลริวรู้มั้ยว่าท่านพี่ทั้งสองเป็น...นั่นแหละ” เรย์จินไม่อยากจะพูดเลยเว้นไว้ในฐานะที่เข้าใจกันสามคน

“ไม่”

“แฮะๆ มิน่าละ” เด็กหนุ่มพึมพำเสียงเบามกแต่ดันไปเข้าหูคนฟังซะได้

“อะไร”

“ก็โซลริวดูไม่เหมือนพวกท่านพี่นี่ครับ”

“ไม่เหมือนตรงไหน”

ทุกตรงนั้นแหละว้อยยยยยยย!

กว่าเรย์จินจะผ่านจุดที่เกร็งแทบตายมาได้ก็เล่นเอาคิดมากจนปวดหัวตุบๆ พอเห็นว่าแฝดทั้งสองแค่อยากบอกให้รู้เฉยๆเรย์จินถึงได้คลายความเกร็งลงมาบ้างแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้สนิทกันเร็วขึ้น แต่เรย์จินไม่ได้อยากจะรู้จักสักหน่อย บางทีก็ให้มันเป็นความลับต่อไปเถอะ

เฮ้อ..

“เรียกพวกข้าว่าท่านพี่อีกทีซิ”

“เมื่อไรพวกท่านจะสอนเวทสามบทนั่นให้ข้าเล่า”

เรย์จินก็อยู่เป็นปรับตัวได้ง่ายๆแต่ก็แข็งข้อกับสองอฝดอยู่เหมือนกันเพราะสองคนนี้โคตระจะปัญญาอ่อนไม่สมกับตำแหน่งที่นั่งทับมาทับพันปีเลยสักนิด ติดเล่นจนปวดหัวแทนเลย

“อย่างน้องพวกข้าก็เป็นผู้กล้านะ”

“ข้ารู้แล้ว”

“ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะยังคงดังต่ออีกยาวนานก่อนที่คำกล่าวหนึ่งจะดังขึ้น “ความจริงแล้วข้าหลอกให้สองคนนั้นออกไปเอง จะได้เล่าบางเรื่องให้เจ้าฟังด้วย”

“อ้าว” ...ทำไมผู้กล้านิสัยแบบนี้กัน โอ้ยปวดหัว

“ชิริวแกรักษาเซเรฟเร็วๆ” แฝดน้องหันไปสั่งท่ามกลางความตะลึงของเรย์จินที่ถูกหลอกให้นั่งฟังเรื่องน่าปวดหัวสารพัดสารเพมานาน ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้กล้า นะ...เขาจะโบกให้หัวแตกกันไปข้างเลย

“ทำหน้าขุ่นหรอ ฮ่าๆเจ้านี่นะ พวกข้าแค่จะให้โซลริวช่วยจัดการบางอย่างให้หน่อยเท่านั้นเอง”

“แล้วมันจะไม่เป็นอะไรหรอครับ แล้วมันรู้หรือว่าต้องทำอะไร”

“โซลริวก็ดูแลที่นี่ช่วยพวกข้าอยู่ช่วงหนึ่ง เด็กนั่นรู้ดีว่าตัวเองต้องทำอะไร”

“เด็กนั่นคือของที่หายากที่สุดเลยนะ” จู่ๆชิริวก็แทรกขึ้นมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งนั้น วงเวทที่ห่อหุ้มเซเรฟค่อยๆหมุนทวนเข็ม “พวกข้าถึงได้หวงนักหนา”

คำตอบของสองฝาแฝดทำเอาเรย์จินรู้สึกขนลุกไม่ได้เมื่อจ้องเข้าไปในดวงตาสองสีที่ฉายแววเย็นเฉียบและด้วยความคิดไหนก็ไม่ทราบ เรย์จินถึงได้ถามออกไป

“ตกลงแล้ว...โซลริวคือปีศาจชั้นสูงจริงๆหรอครับ” เรย์จินถามขึ้นอย่างข้องใจ มีหลายครั้งที่เรย์จินรู้สึกได้ว่าโซลริวคือมนุษย์คนหนึ่งแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ เขารู้สึกได้ว่าบ้างทีถ้าเป็นสองพี่น้องคู่นี้อาจจะมีคำตอบสำหรับคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจของเรย์จินมานานก็ได้

“ไม่เชิง”

 

กลับมาทางด้านโซลริวที่เดินตัวเปียกปอนพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆในลำคออย่างนึกสนุกที่ได้เล่นน้ำฝนอีกครั้งหนึ่ง โนอาร์ส่ายหน้าเมื่อนึกย้อนกลับไปตอนที่โซลริวปีนขึ้นไปเก็บดอกบุพผา จับโดนหนอนตัวนุ่มๆมาแทนเพราะตกใจเลยตกลงมา

ดีนะไม่แข่งขาหัก

ดื้อจริงๆ

พอเดินมาถึงต้นไม้ต้นหนึ่งมันไม่ได้โตจนสูงลิ่วแต่ลักษณ์ของมันทำให้โนอาร์ขมวดคิ้วเพราะไม่เห็นเห็นมาก่อน ถ้าเดาไม่ผิดอาจจะเป็นต้นไม้แห่งชีวิต แต่มันมีอายุมากกว่าสามพันปีแล้วคงไม่ต้นเล็กขนาดนี้lสุดท้ายโซลริวก็ทำให้ได้คำตอบ

“ถึงแล้ว” โซลริวยิ้มคงมีความสนุกเจืออยู่ในแววตาก่อนจะดึงดาบที่สะพายไว้ด้านหลังมาตลอดออกมาถือแล้วตัดกิ่งไม้เล็กๆที่งอกออกมาแถวลำต้นแม้ฝนจะตกหมาดๆแต่ใต้ต้นไม้แห่งนี้ไม่มีเม็ดฝนตกลงถึงพื้นเลยสักนิด โซลริวเอาขวดใบจิ๋วมารองหยดน้ำที่ไหลออกมาจากกิ่งเล็กๆที่โซลริวตัด น้ำไหลออกมาเรื่อยๆจนได้สามขวดเล็กมันถึงหยุดไหลแล้วทำการรักษาต้นไม้

เพียงแค่โซลริววางมือลงไปบนต้นไม้มันก็ขยายความสูงขึ้นพร้อมแผ่กิ่งก้านออกจนเป็นร่มขนาดมหึมา สูงใหญ่และดูเป็นต้นไม้อายุสามพันปีขึ้นมาจริงๆ

โนอาร์อยากถามว่าทำได้ยังไงแต่พอคิดให้ถี่ถ้วน โซลริวก็ไม่ใช่คนธรรมดา แต่ขณะเดียวกันถ้าจำไม่ผิดเพี้ยนไป

โซลริว...เป็นลูกครึ่งมนุษย์กับปีศาจไม่ใช่หรือ

“พอแล้ว” โนอาร์เดินไปดึงมือเพื่อนคนสำคัญออกมาพร้อมกับใบหน้าเรียบขรึม “เดี๋ยวหมดแรงขึ้นมาฉันไม่แบกแกแน่”

“แต่ฉันช่วยรักษาที่นี่อยู่ไม่เห็นหรือไง” เสียงนั่นแฝงไปด้วยความตั้งใจที่จะทำ

“มันหน้าที่แกหรอ” คนผมแดงเอ่ยเสียงดุๆ

“...”

“อย่าทำอะไรเกินตัว ขอ” โนอาร์เน้นคำสุดท้ายก่อนจะเก็บเอาขวดใบจิ๋วเข้าไปไว้ในช่องมิติ ร่างสูงเดินลิ่วๆไปแล้วโซลริวถึงได้หัวเราะไล่หลังแล้ววิ่งตามไป ต้นไม้แห่งชีวิตคือแกนเวทของป่ามืดพอมันถูกรักษาป่ามืดก็กลายเป็นเสมือนที่คุมขังจอมมารชั้นดีอีกครั้งหนึ่ง

โนอาร์ใช้เวทเคลื่อนย้ายเลยมาถึงเร็วขึ้น ดีที่สมุนไพรทั้งหมดที่หามาถูกนำมาใช้กับเซเรฟจริงๆ เรย์จินมารู้ที่หลังอีกว่าที่แท้ก็ถูกปั่นให้หัวหมุนอยู่คนเดียวเพราะสองพี่น้องผู้เป็นผู้กล้าในตำนานบอกว่าชอบปฏิกิริยาตอบโต้ของเรย์จินเลยเล่นกันสนุกเล่นเลยทีนี้

เฮ้อ...

เซเรฟที่ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกครั้งเนื้อครั้นตัวเหมือนจะไม่สบายหากโซลริวจะรักษาก็ถูกพี่ชายทั้งสองเบรกไว้ก่อน เซเรฟได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนไม่มีสติก็ได้แต่กล่าวขอโทษขอโพยเพราะส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดจากตัวเขาทั้งหมดแต่ถูกเพื่อนๆรุมกอดไว้ก่อน ทุกคนต่างก็ดีใจกว่าที่เซเรฟกลับมาแล้ว

“งั้นก็จงหมั่นฝึกควบคุมพลังให้ดีก็แล้วกัน” ชิริวบอกอย่างนึกเสียดายที่โซลริวไม่ยอมให้เซเรฟอยู่ที่นี่ด้วย

“ไม่มีอะไรช่วยหน่อยหรอ” โซลริวถามขึ้น ดวงตาสีนิลใสกระจ่างทั้งที่ตัวเปียกปอน แม้ชิโระอยากจะทำให้น้องเล็กตัวแห้งก็ยังไม่ยอม ไม่รู้เกิดนึกอะไรขึ้นมา หากป่วยหรือไม่สบายก็แย่สิ

“ไม่ พลังของเมเทียร์พวกข้าแค่ผนึกไว้ได้ครึ่งเดียวถ้าควบคุมพลังส่วนที่เหลือได้ผนึกก็ไม่น่าจะแตก แต่อย่าโมโหก็แล้วกันเดี๋ยวมันกระตุ้นพลังส่วนนั้น” ชิริวบอกเรียบๆ “แล้วก็นี่ยาเอาไปกิน”

“ยา?” โซลริวทวนพลางมองของในมือเพื่อนรักที่โนอาร์ประคองไว้อยู่

“ใช่” แฝดคนพี่พยักหน้า “กินเวลาอยู่ในสนามหรือท่ามกลางที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางเวทมนตร์ กันไม่ให้ผนึกแตก”

“แค่นี้หรอครับ” โซลริวยังถามย้ำก่อนคนเป็นพี่จะพยักหน้านิ่ง “ขอบคุณครับ”

“ว่างๆก็กลับมาเยี่ยมกันหน่อยนะ” ประโยคนี้เป็นของชิโระ แฝดคนน้องเดินเข้ามากอดน้องชายพร้อมโยกไปมาตามด้วยแฝดพี่อีกคน โซลริวทำหน้าเหยแต่ก็ปล่อยให้ทำตามใจไปก่อน

“แล้วพี่อยากได้อะไร” เขาถามขึ้นตอนที่ผละออกมาจากอ้อมกอดของพี่ๆ

“ปิดเทอมเมื่อไรเจ้าก็มาอยู่กับพวกพี่ซะดีๆ”

“สามวัน” โซลริวตอบแบบไม่ต้องคิด แค่นี้ก็ถือว่าให้เยอะแล้วตั้งสามวันเสียเวลานอนเขาสุดๆ

“ห๊า พี่ต้องเป็นคนระบุสิ”

“วันหนึ่ง”

“สามวันก็สามวัน”

เด็กหนุ่มผมดำหัวเราะในลำคอก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนที่รออยู่ด้านหลัง ถึงอย่างนั้นเรย์จินที่ขุดข้อมูลมาเต็มที่ก็อดที่จะโบกมือให้สองพี่น้องที่เผื่อแผ่เรื่องราวต่างๆให้ได้รู้ ถึงจะไม่พูดย้ำเรย์จินก็รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรต่อจากนี้

เขาสัญญากับแฝดผู้กล้าไว้แล้ว

จะไม่ทำให้ผิดหวังเด็ดขาด

วันนี้มุมมองของเรย์จินเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่เขาก็ได้รู้ว่าโซลริวไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ทั้งสี่คนต่างเดินทางกลับด้วยวงเวทเคลื่อนย้ายของโนอาร์ พอพวกเด็กๆลับสายตาไปสองแฝดต่างก็มีสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและดุดันขึ้นมาทันตาจนแทบจะแยกกันไม่ออก

“หากเป็นเรย์จิน เด็กนั่นอาจจะช่วยน้องเล็กของเราได้แน่”

สองพี่น้องทำงานเป็นผู้กล้าก็จริงแต่อีกหน้าที่หนึงที่ลบทิ้งไม่ได้คือทั้งคู่เป็นจอมมารด้วย หวังว่าเรย์จินจะไม่แพร่งพรายออกไปให้น้องเล็กได้รู้ สำหรับโซลริวพวกเขาต้องได้เป็นพี่ชายที่ใจดีที่สุดเท่านั้น ไม่ได้สนเรื่องผู้กล้าหรือจอมมารอะไรสักนิดเดียว

แต่สองแฝดก็รู้ดีว่าการที่แกนเวทของป่ามืดถูกรักษาอย่างนี้แล้ว

หนึ่งในสามของจอมมารที่เหลือจะต้องฟื้นขึ้นมา

เพราะพลังของโซลริวไม่ได้รักษาแค่ผืนป่าแห่งนี้อย่างเดียวแต่มันยังมอบพลังให้แก่เหล่าจอมมารที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้อีกด้วย ที่สองแฝดรู้เพราะเมื่อปีที่แล้วพวกเขาก็ถูกโซลริวเรียกขึ้นมาเหมือนกัน แม้จะยังไม่รู้ว่าทำไม

แต่การได้ตื่นมาเจอน้องชายตัวเล็กๆมันก็ดีนะ ถึงจะมีเวลามาคิดถึงน้องเล็กอยู่แต่ตลอดแต่สองแฝดก็คิดตรงกันว่าในสามคนใครจะฟื้นก็ได้เว้นไว้คนหนึ่งคือโลกิ เพราะพวกเขาไม่อยากจะคิดสภาพเลยว่าจะรับมือกับคนผู้นั้นยังไง

“เจ้าคิดเหมือนข้ามั้ยชิริว”

“อือ”

 

 

ลึกลงไปที่ผืนดินของป่ามืด ใครบางคนได้ตื่นขึ้นมาแล้วและยิ่งไปกว่านั้น

เขาปรารถนาที่จะเจอคนที่เรียกให้ตื่นจากการจองจำก่อนสิ่งใดทั้งหมดทั้งสิ้น

บัดนี้จอมมารคนที่สามได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว ร่างสูงที่ร่างกายเต็มไปด้วยเม็ดกล้ามเรียงตัวกันพองามดันตัวลุกขึ้นจนเส้นผมสีเงินยวงขยับตาม ดวงตาสีแสดคู่คมกวาดมองความมืดสลัวรอบๆก่อนจะพบว่ามีแท่นว่างเปล่าอยู่สองแท่นที่ไร้ซึ่งร่างที่เคยจับจองอยู่ เมื่อนึกหาชื่อที่เคยถูกเรียกขานเมื่อนานมาแล้ว ไม่นานชื่อนั้นก็ค่อยๆดังขึ้นในหัว

โลกิ

“นามของข้าคือโลกิ

 

*********************โปรดติดตามตอนต่อไป

แง ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย ทุกค๊นนนน แต่ครบแก๊งค์แล้วไม่แยกแล้วนะฮะ/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น