Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 14 : บทที่12 วันหนึ่งก็เป็นหลายสายพันธุ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่12 วันหนึ่งก็เป็นหลายสายพันธุ์

โซลริววางมือลงบนหน้าผากของเรย์จิน ทีแรกก็ดิ้นสักพักก็ยอมอยู่เฉยๆเมื่อเห็นว่าเขากำลังจริงจังตั้งใจอยู่ โนอาร์มองเขาอย่างไม่เข้าใจนักแต่ก็ยอมขยับออกไปก้าวหนึ่ง โซลริวหลับตาลงก่อนจะรักษาเรย์จินเพิ่มอีกคน ตอนนี้ร่างกายเขากรีดร้องอย่างรุนแรงว่าง่วงแต่ว่าเขาจะนอนตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน

โซลริวเคยบอกว่าถ้าพักผ่อนไม่พอความสามารถของเขาจะล้นทะลัก อาจจะฟังดูแย่สำหรับเขาที่รู้จักอาการแต่นั่นแหละที่โซลริวต้องการ

เรย์จินทำหน้างุนงงเพราะร่างกายหายเจ็บปวดเป็นปริดทิ้งพลังเวทก็เอ่อล้นราวกับไม่ได้เป็นอะไรมาก่อน โซลริวเซเล็กน้อยก่อนโนอาร์จะดันหลังไว้ เมื่อเห็นท่าไม่ดี

“แค่หน้ามืดไม่เป็นไร” โซลริวบอกก่อนจะยืดตัวขึ้น ความจริงเขาอยากจะรักษาตัวเองก่อนแต่ทำแบบนั้นไม่ได้ การรักษาตัวเองเป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด โซลริวไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งๆตามมา

“นายทำได้ไง” เรย์จินถามขึ้นพลางขยับตัวอย่างตื่นเต้นปนแปลกใจ เวทรักษาส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้หายเป็นปริดทิ้งในเวลาสั้นๆ มากสุดร่างกายที่หายดีก็ยังต้องพักฟื้นตัวเองก่อนแต่โซลริวกับทำมันง่ายๆราวกับเป็นเรื่องกล้วยๆ

“เงียบๆ” โซลริวบอกพลางทำหน้าไม่อยากพูด เรย์จินเลิกคิ้วนิดๆเพราะโซลริวคงไม่อยากตอบ มันยิ่งทำให้คนผมทองรู้สึกทึ้งในความสามารถนี้สุดๆเพราะปกติแล้วโซลริวจะเก่งด้านความรู้หรือปรัชญา มีความฉลาดอยู่ในสายเลือดแต่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าแมวขี้เซาตัวนี้จะมีของ

“ห้ามเอาไปพูดต่อนะ” โซลริวย้ำกับเพื่อนทั้งสอง

“ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” โนอาร์พึมพำแต่ก็ทำหน้าตรึงๆ “แล้วทำไมไม่รักษาตัวเองด้วย”

“ไม่”

“ทำไม”

“มันเป็นกฎของฉัน”

“...”

“ฉันจะไม่รักษาตัวเอง..” เจ้าของคำพูดนี้กัดริมฝีปากตัวเองจนซีดไปหมด โนอาร์ดูแล้วไม่น่าจะเป็นท่าทางของคนไม่เป็นอะไร

“เรย์จินนายรักษามันได้รึเปล่า” โนอาร์หันไปถามเพื่อนผมทองที่ยืนขมวดคิ้วนิดๆอยู่ข้างๆ

“ฉันไม่ถนัดเวทรักษาว่ะ” เรย์จินหันมาตอบก่อนจะกลับไปมองคนผมขาวที่ซีดลงถนัดตาเลยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง “นายดูเหนื่อยๆนะโซลริวพักก่อนมั้ย”

“...แล้วเซเรฟล่ะ” คนขี้เซาทำหน้าจริงจังอย่างไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยๆ

“ไม่ต้องห่วง” เรย์จินพูดขึ้นอย่างโทษตัวเองถ้าเขาไม่ใจร้อนพูดโซลริวมันคงไม่ฝืนร่างกายเพื่อมารักษาเขาแบบนี้ แต่เพราะรู้จักกันมาก่อนเรย์จินเลยพอเข้าใจว่าโซลริวมีนิสัยทำอะไรไม่บอกใครหรือมันดื้อแบบนี้อยู่แล้ว

“ไอ้บ้า ง่วงก็นอน” คนผมทองส่งเสียงติดดุเป็นครั้งแรก โซลริวกลับทำหน้านิ่งกลับมามึนๆ “ให้เวลาพักก่อนฉันจะไปสืบก่อนว่าพวกมันเอาเซเรฟไปที่ไหน”

“แต่-”

“หุบปาก” โนอาร์แทรกขึ้นเมื่อโซลริวทำท่าจะเถียง ความจริงแล้วโซลริวจะพักหรือไม่พักมันก็ไม่เพียงพออยู่แล้วถึงอย่างนั้นโนอาร์ที่ทำหน้าอึมครึมเหมือนกำลังจะเชิญร่างมารมาที่นี่หากเขาต่อปากต่อคำไม่เลิก โซลริวถึงได้เงียบไป

“นอนลงไป” เสียงเข้มๆสั่ง แล้วคิดว่าโซลริวจะทำตามง่ายหรือยังไง ไม่มีทาง

“แล้ว?” โซลริวทิ้งตัวนอนลงเพราะไม่อยากเปิดสงครามกับโนอาร์ในชั่วโมงนี้

“จะรักษาให้ไง” คนผมแดงเอ่ย “แต่ไม่แน่ใจว่าพลังของฉันจะช่วยแกได้รึเปล่า”

น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลดังขึ้นสรรพนามที่เรียกขานก็เริ่มเปลี่ยนไป โนอาร์วางมือบนอากาศพร้อมกับวงเวทสีแดงขนาดกลางปรากฏขึ้น ความอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายจนโซลริวรู้สึกสบายตัวขึ้นมานิดๆจนผ่านไปพักหนึ่งจะเคลิ้มหลับแล้วถ้าเกิดโนอาร์มันไม่นึกบ้าบอก้มหน้าลงมาชิดจนจมูกจะชนกัน

“อะ..อะไรวะโนอาร์” โซลริวถามเสียงเบาหน้านิ่งๆติดง่วงมีความสงสัยปนมาหลายส่วน พอกวาดสายตาหาเรย์จินก็ไม่เห็นว่าอยู่ในห้องแล้ว คนผมแดงถึงได้กล้ากวนตีนอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ไอ้โนอาร์ไอ้ผีบ้า!บักห่า!

“แป๊ปหนึ่ง”

“ห๊ะ”

“...”

“หน้าฉันมันมีอะไรหนักหนา” โซลริวถามขึ้นหลังจากอยู่นิ่งๆให้ดวงตาสีแดงเข้มคู่สวยกวาดสายตาให้ทั่วใบหน้ามาสักพัก จนรู้สึกว่าไม่ไหว ไม่คิดว่ามันแปลกๆหรือยังไง

“เปล่า ฉันคิดค่ารักษานะเว้ย” โนอาร์ว่าดวงตาสีแดงฉายแววเอาจริงหลายส่วนราวกับมีบางอย่างซ่อนอยู่ในใจ มันมีทั้งความหนักใจและความลังเล ก่อนมันจะเต็มไปด้วยความกล้า ดวงตาสีแดงเข้มกลับดูเจิดจรัสขึ้นมาทันทีพร้อมรอยยิ้มเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

โซลริวแน่ใจว่าได้เห็นเทพจุติอีกครั้งหนึ่ง มันชวนแสบๆตาจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

“ค่ารักษา? เงิน?” เขาเก็บความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นไว้ในใจก่อนจะถามเสียงเรียบ โนอาร์จึงผละออกไปให้ได้หายใจสะดวก

“ฉันไม่ได้ร้อนเงินนั้น”

“แล้วจะเอาอะไร” โซลริวพลิกตัวนอนตะแคงในขณะที่โนอาร์เดินไปลากเก้าอี้มานั่ง

“แล้วจะบอก”

“...”

“แต่แกต้องยอมทำตามคำขอด้วยนะ”

โซลริวยังมีท่าทีสงบอยู่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องกลัววิธีการคุกคามอย่างไม่ทันตั้งตัวของโนอาร์เพราะถึงอย่างไรเขาก็คิดเสมอว่าการกระทำของโนอาร์มันต้องมีเหตุผลเสมอ และขณะเดียวกันโนอาร์ก็คงไม่มีเจตนาจะทำให้เขาเสียหาย

แต่มันก็น่าคิด

ว่าควรจะเอาโนอาร์ไปปล่อยไว้แถวหอคอยนางโรมเผื่อว่ามันจะเป็นอาการขาดอย่างว่า

“เมื่อกี้อะไร จะเป็นเรย์จินเวอร์ชั่นหื่นกว่างั้นสิ” โซลริวถามเสียงนิ่งๆก่อนจะขยี้ตา ร่างกายหายเจ็บปวดแล้วแต่ก็ง่วงนอนอยู่เหมือนเดิม

“หมอนั่นทำแบบนี้หรอ กับแกอ่ะนะ” น้ำเสียงของโนอาร์แฝงไปด้วยความแปลกใจหลายส่วนและมีความเวิ้งว้างเหมือนไม่คาดคิดมาก่อน คิ้วก็ขมวดหน่อยๆปากพึมพำอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ถนัด

“เปล่า มันไม่ได้ทะลึ่งเหมือนนาย”

“ฉันไม่ได้ทะลึ่ง” สายตาติดดุของโนอาร์กำลังทิ่มแทงโซลริวอย่างปฏิเสธซ้ำยังประนามเขาด้วยการชี้หน้าขู่ทีหนึ่ง

“อ่อ” เขาลากเสียงก่อนจะอ้าปากหาวจนน้ำตาเล็ด

โนอาร์เริ่มหลุดจากภาพลักษณ์ที่เคยมีนิดๆ ใบหน้าคมคายเริ่มยุ่งเหยิงเหมือนมีเรื่องกลัดกลุ้มแต่ก็มีความระมัดระวังอยู่ในตัวจนกระทั่งมันมองมาที่เขาทีหนึ่งแล้วถอนหายใจ เท้าที่สั่นกระทบพท้นกึกๆก็พลันหยุดไป

“แล้วค่ารักษาของฉันละ” โนอาร์ถาม เขามั่นใจว่าโซลริวเป็นพวกรับปากส่งๆพอให้คนอื่นเลิกเซ้าซี้แต่เขาจะทำให้มันดิ้นไม่หลุดแค่เพียงมันตกลงเท่านั้นแหละ

“เออ แต่ห้ามขออะไรที่ทำให้ฉันลำบากใจ”

“หึ” แค่นั้นแหละ ที่เหลือก็แค่รอเวลา เพราะโนอาร์มั่นใจว่าโซลริวต้องช่วยเขาแน่

 

หลังจากที่คุยเรื่องที่โนอาร์โดนอาจารย์ตัวปลอมหลอกไปถือของช่วยจนเกิดเรื่องก่อนหน้าจบเรย์จินก็เดินเข้ามา ได้ข้อมูลมามากพอสมควรและขณะเดียวกันเรย์จินก็มีท่าทีแปลกๆ มันจะไม่ยอมมองหน้าพวกเราแถมยังดูเหมือนคนสมาธิสั้นจนโซลริวกับโนอาร์ต้องหันมองหน้ากันอย่างแปลกใจ

“มีอะไรหรอเรย์จิน” โซลริวถามเสียงเรียบ ดวงตาสีนิลเข้มจดจ้องเพื่อนคนสำคัญอย่างสำรวจ พบความอึดอัดแผ่ซ่านออกมาอย่างเบาบาง

“ไม่มีอะไร”

นัยน์ตาสีมรกตสั่นไหวอย่างที่โซลริวดูออกแต่คำตอบกลับไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง โซลริวแค่หวังมากไปเท่านั้น เขาหวังให้เรย์จินบอกมาเพียงแต่มานึกดูโซลริวก็ยังไม่ได้บอกเรื่องที่พวกมันอยากรู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะพวกเรายังไม่ถึงขั้นที่จะเชื่อใจกันอย่างไร้ข้อกังขา

 “ก็ดี แล้วพวกมันที่ว่านี่ใคร” โนอาร์ถาม เสียงเรียบนิ่งกว่าโซลริวสักร้อยเท่าดังขึ้นพร้อมกับสายตาที่เอาเรื่องพอสมควร เรย์จินเม้มปากแน่น มันมีความกังวลใจแบบที่ใครๆก็ดูท่าทีออก

“ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเราจะทำได้นะ” จู่ๆเรย์จินก็พูดขึ้น ดวงตาสีมรกตสะท้อนภาพของโซลริวและโนอาร์ “มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงข้ามอาณาจักร...ฉันไม่คิดว่าพวกเราจะทำมันได้และตอนนี้ฉันไม่มีอำนาจอะไร”

เขากับโนอาร์มองหน้ากันก่อนจะเงียบฟังความเห็นจากเรย์จินเรื่อยๆ

“ก่อนอื่น ฉันมีเรื่องจะบอก” เรย์จินพูดขึ้น มันถอนหายใจก่อนทุกอย่างจะเงียบสงัด โซลริวที่รอฟังเลยหันมองทิศทางที่เรย์จินกับเซเรฟมองไป อาการแดกจุดเป็นแบบนี้ที่เอง

“ขอโทษนะคะ คือฉัน..” ผู้หญิงที่โซลริวขอให้ช่วยดึงดาบออกนั่นเอง ...ทำไมพวกเขาลืมสังเกตไปได้นะว่าเธอก็นอนอยู่ที่นี่แต่อยู่มุมในสุด ดวงตาของโซลริวเบิกขึ้นนิดๆ รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าเธอคนนี้จะเห็นฉากเสื่อมสายตาระหว่างเขากับโนอาร์เมื่อกี้ด้วย!

“เมื่อกี้ที่ฉัน เอ่อ เห็น” สองนิ้วเรียวยกขึ้นมาจิ้มๆพร้อมกับพวงแก้มขึ้นสีเข้มไปหมด “จะไม่แพร่งพรายเรื่องที่ได้ยินหรือเห็นออกไปเด็ดขาด วางใจได้...ฉันไปแล้วนะคะ”

ว่าจบเธอก็กึ่งวิ่งออกไปทิ้งให้พวกเขาทั้งสามคนทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะโนอาร์หน้าขึ้นริ้วแดงนิดๆแล้วตัดมาที่โซลริวที่ขึ้นสีเข้มจนร้อนไปหมด มันเป็นความอายๆที่ต้องปลงในเวลาเดียวกันด้วยนะ โซลริวไม่อยากใส่ใจแต่มันก็ยังมีคนมาทำให้เกิดอาการนี้

“เข้าใจผิดแน่ๆ” โซลริวพึมพำ ทั้งๆที่เมื่อครู่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ชวนเข้าใจผิดขนาดนั้นแต่เธอคนนั้นกลับทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเคอะเขินก่อนที่โนอาร์จะทำเป็นไม่สนใจด้วยการะเงียบพร้อมหันไปกางม่านเวทกันไม่ให้คนอื่นได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันแล้วเปลี่ยนเรื่องแทน

“เรย์จินจะบอกเรื่องอะไร”

คนถูกเรียกชื่อขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสองหน้าขึ้นสีไม่ต่างจากคนเมื่อครู่ที่วิ่งออกไป ความสงัยเริ่มต้นเป็นต้นเล็กๆในใจก่อนที่เขาจะทำเป็นไม่สน

“คือ ความจริงแล้วฉันเป็น...เจ้าชายของอาณาจักรโฮลี่มาร์ค ไม่ได้จะปกปิดนะแต่คิดว่าอยู่ที่นี่ไม่มีการถือยศก็เลยไม่ได้บอก” เป็นครั้งแรกที่เรย์จินรู้สึกไม่มั่นใจแต่พอเห็นสีหน้าเรียบนิ่งจากเพื่อนทั้งสองเขาก็ใจชื้อขึ้นมาบ้างแล้ว

“ฉันนึกว่านายเป็นไอดอลเฉยๆ” สีหน้าของโซลริวไม่ได้ดูตกใจหรือตื่นเต้นโนอาร์ก็เช่นกันแต่ถ้าถามว่าเซเรฟรู้เรื่องนี้หรือยัง เซเรฟรู้แล้วเพราะว่ามันต้องเป็นเบ้ให้เขาเดือนหนึ่งเขาเลยบอกมันไว้เผื่อเจอใครที่เข้าหาแบบเป็นพิธีการ

“เรากำลังแลกใจกันงั้นหรอ” โนอาร์ถามขึ้นเพราะคิดตามวิถีของลูกผู้ชายสายลุยๆแล้ว คนผมแดงเลือดไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ ขอแค่ไม่หักหลังก็เป็นอันใช้ได้

“อาจจะเรียกแบบนั้นก็ได้” เรย์จินพยักหน้าด้วย

“งั้นฉันจะบอกว่าฉันเป็นรัชทายาทของอาณาจักรเทพ”

“...”

“หลังจากจบการศึกษาจะขึ้นปกครองต่อจากบิดาทันที อาจจะ..นะ” โนอาร์พูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน โซลริวหันมองพวกมันทีละคนอย่างเหนื่อยใจ อะไรดลใจให้พวกมันพูดเรื่องแบบนี้กันวะ แล้วเขาจะพูดอะไร

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดอ่ะ” โซลริวบอกแต่ถูกสายตาของโนอาร์จ้องเขม็งอย่างกดดัน พวกมันจะรู้ตัวมั้ยว่าทำให้เขาพูดมากขึ้นทุกวันๆ “โอเค ฉันเป็นคนของตระกูลเซอร์ฟีเลีย”

พ่อบอกว่าห้ามให้ใครรู้ว่าเขาเป็นคนธรรมดานี่นา

โนอาร์จ้องมองเขาเหมือนรู้ทุกอย่างมันเพียงยกยิ้มที่มุมปากแล้วพูดขึ้นประโยคหนึ่ง

“ขอความจริง”

ไอ้ ชิบ หาย...

โซลริวอยากกระโดดไปถีบยอดหน้ามันแต่คงถูกมันจัดการก่อนแน่เขาถึงเลือกที่จะเลิกคิ้วแล้วมองหน้าเรย์จินที่กำลังมองเขาอย่างงุนงงเหมือนกัน โนอาร์มันพูดแบบนี้กะให้เกิดอารมณ์เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหรือยังไง

“เออ ...เป็นลูกครึ่งปีศาจน่ะ”

“ห๊า” เรย์จินอุทานก่อนจะตะครุบปากตัวเองไว้ “เรื่องจริงหรอ ฉันนึกว่านายเป็นคนมีระดับคนหนึ่ง”

“จริง แต่ว่ารังเกียจมั้ยที่ฉันเป็นลูกครึ่งแบบนี้” โซลริวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้บอกความจริงออกมาง่ายทั้งๆที่เมื่อก่อนต่อให้เจอคนที่สนิทด้วยแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยพูดอย่างลุงฟานก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นลูกครึ่ง

เจ้าชายส่ายหน้าก่อนมันจะมองเขาเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน “มิน่าละถึงได้มีแรงดึงดูดขนาดนี้”

เรย์จินกำลังจะบอกว่าพวกปีศาจมีแรงดึงดูดหรือเสน่ห์อะไรเทือกนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวกปีศาจชั้นสูงก็ยังมีมากจนไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามก็ยังต้องติดบ่วง

มันเป็นความสามารถของปีศาจชั้นสูง

โซลริวกระพริบตามองเรย์จินที่มันยิ้มล้อบ้าอะไรไม่รู้ก่อนจะกลับเข้าโหมดจริงจังแล้วหันมาถามเขาอย่างเป็นการเป็นงาน

“แบบว่านายรักษาได้เร็วขนาดไหน”

“..อืมก็เร็ว” เขาตอบโดยไม่ต้องคิด “แต่ห้ามไปบอกใคร ไหว้ละ ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย”

เขาบอกพวกมันอย่างจริงจังเพราะความสามารถนี้ถึงจะดีแค่ไหนแต่ก็มีข้อเสียมากๆเหมือนกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่าของฟรีไม่มีในโลก อย่างพวกมันถ้าไม่ใช่เพื่อนหรือเกิดจากความเห็นใจที่นานๆคนอย่างโซลริวจะมีก็ไม่ทางที่ใครจะได้รับการรักษาอย่างแน่นอน

“ระยะไกลได้มั้ย” เหมือนถูกถามความลับ โซลริวส่ายหน้าตอบตามจริง เขาต้องรักษาระยะประชิดแต่ไกลๆก็ไม่เคยลองเหมือนกัน

“งั้นนายก็คอยซับพอร์ต”

“ตามนั่น”

“แต่ว่าปัญหาของเซเรฟมันไม่ได้เป็นปัญหาเล็กๆ เซเรฟคือเมเทียร์สายเลือดสุดท้ายที่ถูกล่าอยู่ตอนนี้” เรย์จินอธิบายในขณะที่โนอาร์พยักหน้าช้าๆเหมือนจับใจความได้แล้วเหลือแต่โซลริวนี่แหละที่ไม่รู้อะไรเลย

“คืออะไร”

“ว่ากันว่าพลังของเมเทียร์เป็นรองแค่พระเจ้าแม้จะชั่วคราวแต่ก็ทำลายทุกอย่างได้ไม่อยากเย็น”

“แล้วเซเรฟก็..” โซลริวประติดประต่อก่อนจะทำหน้ายุ่งๆ “จะบอกว่ามันเกี่ยวโยงไปหาทุกๆอาณาจักรสินะ”

เมเทียร์คือตำนานการทำลายล้างที่ทุกคนไม่มีวันลืม

“ใช่ เพราะแบบนั้นฉันถึงได้บอกว่าพวกเราอาจจะทำไม่ได้ หมายถึงอาจจะส่งผลกระทบต่ออาณาจักรของเรา คือพวกที่จ้องจะทำลายมันยังไม่หมดไป พวกนายพอจะเข้าใจมั้ยพวกมันอาจจะจะจ้องยืมมือของเซเรฟ” เรย์จินอธิบายหน้าเครียดๆ บรรยากาศกดดันฟุ่งไปหมดจนโซลริวก็พลอยจะเครียดตาม

“พูดแบบนี้จะยอมแพ้หรอวะ” โซลริวถาม เรย์จินทำหน้าเหมือนจะเข้ามาตบหัวเขาสักทีอย่างหมั่นไส้

“สะกดคำนั่นไม่เป็นเว้ย” คนผมทองเถียงกลับ

“งั้นก็แปลว่าจะไปช่วยมัน” โซลริวสรุป ความจริงเรย์จินมันกลัวว่าพวกเราคงได้รับความเดือดร้อนแน่ พวกเรายังเด็กอยู่แน่นอนว่าพวกผู้ใหญ่อาจจะโทษความเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนเอาได้ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น

“ฉันไม่มีปัญหา” โนอาร์ว่าก่อนพวกเราจะลุกขึ้นแล้วเร่งออกเดินทางทันที วามจริงต้องหลบพวกอาจารย์ด้วยเพราะก่อนหน้านั้นพวกเรายังเจ็บๆซมๆบนเตียง แต่มันก็ไม่ได้เกินความสามารถของโซลริวที่ถูกตระกูลสอนมาเท่าไรนัก

โซลริวกลับมาเอาดาบคู่ใจที่นอนอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้าอย่างสบายมามากพอแล้วก่อนจะหาเสื้ออุ่นๆสักตัวมาใส่ ถึงเวลาที่ต้องออกไปทำงานสักที การหลบออกจากอาร์เทลในยามวิกาลใช่ว่าจะไม่มีคนรู้เห็นเพียงแต่การเคลื่อนไหวของคนทั้งสามดูปกติธรรมดาเหมือนคนจะออกไปหาข้าวกินยามค่ำคืน

และอีกข้อที่ทำให้มันง่ายขึ้นคือไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเจ็บตัวจนได้พักฟื้นอยู่ในเขตรักษาของอาร์เทลเว้นแต่พื่อนร่มชั่นปีที่โซลริวลบความทรงจำอันน่าเลวร้ายออกจากหัว

ไว้คราวหน้าเขาจะลบเรื่องที่เธอคนนั้นเห็นภาพชวนเสื่อมของเขากับโนอาร์ออกด้วย

พวกเขาใช้ความมืดพลางตัวจากที่ที่คนพลุ่งพล่าน เวลาต้องหลบซ่อนก็เช่นกันมันทำให้เลือดของเด็กหนุ่มั้งสามเริ่มร้อนขึ้นมาอย่างตื่นเต้นเวลาทำเรื่องไม่ค่อยจะดีก็เป็นซะอย่างนี้แหละ พอจะใช้แท่นเวทมนตร์ก็อาจะมีคนของอาร์เทลมาเห็นเช่นพวกรุ่นพี่หรือคนที่รู้เห็นเหตุการณ์ในอาร์เทลอย่างลึกซึ้ง โนอาร์ที่เป็นถึงเทพสายเลือดบริสุทธิ์ถึงได้ใช้เวทเคลื่อนย้ายด้วยตัวเอง

“แล้วจะไปที่ไหนกัน” เสียงเข้มๆของโนอาร์ถามขึ้นทำเอาสองคนที่เหลือมองหน้ากัน

“เออว่ะ ไปที่ไหนวะ” เรย์จินพึมพำ โซลริวอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายตรงนี้ อย่าบอกนะว่าไม่รู้?

“อย่ามองกันแบบนั้นดิ” คนผมทองทำหน้ามึนกลับมา โนอาร์แผ่รังสีอันตรายออกมาทันที

“มีอะไรตามตัวได้มั้ย” โซลริวถามขึ้นพลางมองดูโนอาร์ที่กำลังปล่อยรังสีทมึนออกมาในขณะที่ผู้เคราะห์ร้ายหัวเราะแห้งๆ ถ้าใช้ตามองคือโนอาร์ไม่น่าเกิดเป็นเทพสายเลือดบริสุทธิ์เลยจริงๆ...

ท่าทีของมันเหมือนนรกส่งมาเกิดมากกว่า

“ไม่มีหรอก” เรย์จินร้องบอกขนขยับห่างจากโนอาร์ตั้งสามก้าว “แต่ใครใช้วิธีหาสายใยพลังเวทได้มั้ย”

“คืออะไร” เขากับโนอาร์ถามขึ้นพร้อมกัน

“คือว่าวิธีนี้พวกจอมเวทระดับสูงใช้กันอย่างแพร่หลายนะ เวลาตามหาใครสักคนจะตามหาจากสายใยพลังเวท” คำอธิบายของเรย์จินทำเอาโซลริวกับโนอาร์มองหน้ากันพร้อมขมวดคิ้วพวกเขาคิดอย่างตรงกัน

“ทำยังไง” โนอาร์ถามขึ้นเรย์จินก็อธิบายอย่างกระตือรือร้น

“มันต้องหลับตารวมรวมสมาธิและแผ่ไอเวทให้หลอมรวมกับทุกสิ่งที่อยู่รอบๆตัวพลังเวทต้องปล่อยออกมาอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นก็ปล่อยให้พลังเวทเชื่อมเข้ากับสายธาตุอื่นๆในธรรมชาติรอบๆ มันจะทำเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับโอเทียร์ร่า ทั้งนี้จะสามารถตามหาสายใยของคนที่เราอยากเจอตัวได้”

เรย์จินอธิบายยาวก็ถอนหายใจแรงๆทีหนึ่ง

“อืม ฟังดูง่าย” โนอาร์พูดขึ้นด้วยสายตาติดจะแน่วแน่จริงจังและดูหน้าเรื่องของมัน โซลริวขมวดคิ้วอยากจะแย้งว่ามันง่ายตรงไหนฟะ

“อือ แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่อยากเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ข้อเสียก็คือเราอาจจะไปเชื่อมกับปีศาจสักตัวสองตัวเข้าแล้วเกิดการรับส่วนที่ไม่ดีเข้ามา อย่างอาของฉันก็ถูกขังอยู่ในฮ็อกเว้ทท์เพราะรับส่วนไม่ดีเข้ามาเยอะไปหน่อย” เรย์จินบอกความจริง

โซลริวยืนบื้อเป็นคนโง่ทันทีที่พวกมันพูดเรื่องพลังเวทอะไรเนี่ย เขาไม่เคยสนใจมันเท่าไรจึงได้แต่ยืนฟังและคิดตามเงียบๆ บางทีก็เถียงที่พวกมันคุยกันในใจ อย่างเรื่องสายใยพลังเวทอะไรนี่ มันง่ายตรงไหนวะแค่ควบคุมพลังเวทให้สม่ำเสมอก็ยากจะตายแล้ว

“เสียเวลาจริงๆ” โนอาร์พึมพำอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ฟังอะไรยาวๆรองจากเวลาที่อาจารย์สอนหน้าชั้นเรียน

ชายหนุ่มผมสีแดงหลับตาลงไม่นานไอเวทที่แดงก็ค่อยๆไหลออกมา โซลริวรู้สึกทึ้งในความสามารถของโนอาร์ไม่น้อย มันเพิ่งได้ฟังแต่คำอธิบายก็จับเคล็ดได้แล้ว ไม่เหมือนเขาที่ต้องทวนสักสามสี่รอบเป็นอย่างต่ำ

เขารู้สึกได้ว่าพลังของโนอาร์กำลังผ่านเข้ามาในตัวเพราะแบบนี้ถึงได้ปล่อยให้หัวว่างไม่อย่างนั้นโนอาร์เกิดรับเอาส่วนที่เป็นปีศาจภายในใจของเขาไปด้วยจะแย่เอา

“ได้แล้ว” เสียงของโนอาร์ดังขึ้นในเวลาไม่นานนัก เราเงียบกันไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ ไอเวทของโนอาร์ถูกดึงกลับเข้าที่ก่อนที่วงเวทสีแดงขนาดใหญ่จะปรากฏขึ้นใต้เท้าพวกเรา โซลริวที่ยังอึ้งไม่หายกำลังชื่นชมความสามารถของโนอาร์อย่างจริงใจ

มันทำได้ยังไงฟะ จะเทพเกินไปแล้ว!

วาบ

แสงสว่างวาบจนแสบตาไปชั่วครู่ พอลืมตาขึ้นมาอีกทีโซลริวก็พบว่าพวกเขาอยู่ในป่าที่เงียบสงัด ดวงจันทร์กลมโตใกล้จะเคลื่อนมาตรงหัว โซลริวกระซับสายรัดดาบไว้แน่นเกิดมีอะไรโผล่พรวดพลาดมาจะได้ไม่เสียจังหวะ

แต่ป่านี้..คุ้นๆแฮะ

โซลริวจับจ้องความสงบรอบด้านอย่างหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ ขอให้อย่าเป็นป่ามืดเลยเถอะ กราบละ

“ป่ามืดอ่ะนะ” เรย์จินโพลงขึ้นโดยไม่ได้ยินเสียงวิงวอนขอร้องในใจของโซลริว คนผมทองทำหน้าไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าสภาพป่าเต็มไปด้วยความกดดันต่างจากที่ได้ฟังจากอาจารย์ที่โรงเรียนลิบลับ

แต่ตอนนี้โซลริวกลืนก็ไม่เข้าคายก็แทบไม่ออก

“ระวังตัวให้ดีละ ตอนนี้ตัวใครตัวมันไปก่อน ..ชีค~” โนอาร์โพลงขึ้นก่อนจะเอ่ยเรียกดาบเข้ามือ ตัวดาบมีขนาดใหญ่มหึมาแต่โนอาร์กลับกวัดแกว่งไปมาเหมือนมันเรียวเล็กใช้ง่าย

“ตื่นเต้นแฮะ” เรย์จินพึมพำก่อนจะยิ้มอย่างสนุกสนามตามประสา “ฟีนิกซ์~

โซลริวมองเพื่อนทั้งสองดูคึกคักอย่างเตรียมพร้อม เขาส่ายหน้าก่อนจะดึงดาบที่สะพายไว้ด้านหลังออกมาไว้ในมือ เหมือนว่าดาบขะมีชื่อเรียกนะ เพราะความเชื่อที่ว่าถ้าเรียกชื่อดาบแล้วมันจะขานรับเจตนารมณ์ของเจ้าของและมอบพลังให้แก่ผู้ใช้อีกด้วย

โซลริวยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ดาบเล่มใหม่นี่หว่า

เรย์จินกับโนอาร์หันมองหน้าเขาอย่างมีคำถาม

“อะไร” เขาถามก่อนจะอ้าปากหาวทีหนึ่งแล้วสะบัดหัวไล่ความง่วง

“ดาบไม่มีชื่อหรือไง”

“อยากรู้หรอ?” ฏซลริวหันไปถามพวกมันเรย์จินพยักหน้าส่วนโนอาร์ก็มองนิ่งๆ เฮ้..เจ้าพวกนี้หนิ เขายังไม่ตั้งชื่อไง!

งั้นตั้งให้ก็ได้

“คิลล์” โซลริวบอกก่อนจะยิ้มรับขวัญชื่อดาบใหม่ มันคงกำลังดีใจที่มีชื่อแล้ว แถมโซลริวคนนี้ยังไม่เคยตั้งชื่อให้อะไรมาก่อนด้วย มันถือเป็นดาบที่พิเศษกว่าคนอื่นๆนะเนี่ยขอบอก

“เซ้นส์การตั้งชื่อ” พวกมันพึมพำพร้อมส่ายหน้าแล้วหันไปสนใจอย่างอื่น

โซลริวคิ้วกระตุกอยู่ทีหนึ่งก่อนจะปลงๆและหันไปสนใจบรรยากาศรอบตัว อย่างไรก็ตามแต่หากที่นี่เป็นป่ามืดอย่างที่เรย์จินบอกมาแล้วเซเรฟมันจะไปอยู่ที่ไหนกันแน่ฟะ

โซลริวยินคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเอายังไงต่อ เขาไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาที่นี่กับเพื่อนๆ

และถึงจะเป็นแบบนั้นเด็กหนุ่มผมสีดำกลับยืนทำตาใสอยู่ที่เดิมจนโนอาร์กับเรย์จินที่เห็นว่าเขาเงียบไปหันกลับมามอง

“มีอะไร” โนอาร์ถามขึ้น

“เก็บดาบ”

“...”

“แล้วตามฉันมา”

ถึงโซลริวจะพูดแบบนั้นออกไปแต่ก็ยังลังเลอยู่ว่าจะเอายังไงต่อ เพราะถ้าเป็นแบบนี้พี่ๆที่ดูแลที่นี่อยู่จะว่ายังไงหากว่าเขาพาพวกมันมา โซลริวไม่ชอบคิดอะไรเผื่อไปก่อนแต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อนๆก็อดที่จะคิดแง่ร้ายไม่ได้

อีกอย่างเขาอยูที่นี่แล้วไม่มีทางที่พวกพี่ๆจะไม่รู้

แล้วแบบนี้เขาจะไม่ถูกฟัดจนซ้ำตายไปเลยหรือยังไงกัน?

ปวดหัวว้อยยยยยยยยยยยยยยย

ความคิดของเด็กหนุ่มพันกันยุ่งเหยิงจนโนอาร์ต้องเดินเข้ามาเอานิ้วจิ้มหว่างคิ้วและขึงเบาๆให้คลายออก

“เป็นเหี้ยอะไร” เสียงดุหยาบๆอย่างเป็นห่วงดังขึ้น โซลริวช้อนตามองสายเลือดแดนเทพตรงหน้าด้วยความคิดว่างเปล่าทันทีที่มันเอ่ยชื่อสัตว์แสนน่ารักมาให้เลือก

ตะ..แต่ เหี้ยมีกี่สายพันธ์เขาจะได้เลือกถูก

 

 

********************โปรดติดตามตอนต่อไป

ตอนแรกคิดว่าจะอัพไม่ทันวันนี้เพราะปั่นได้นิดเดียวเองตื่นมาปวดท้องจนลุกไม่ได้เลย พึ่งมาดีตอนบ่ายสามกว่าๆ ปั่นงานกระจุยกระจายมาก

Me: ถ้าเป็นเจ้นะทดสอบความนุ่มนิ่มของริมฝีปากไปแล้วจ้ะ วรั้ย/ ล้อเล่น55555

ขอบคุณทุกเม้นค่ะอ่านทุกอันเลย ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ บทนี้คืออยากให้เห็นความวุ่นวายของการไม่มีแผน ไม่เตรียมอะไร เป็นสถานการณ์ที่เดินหน้าปุ๊บปั๊บ/ ((((((อยากเห็นพาร์ทเล่าของโนอาร์ละสิ))))))

วันนี้ก็ยังอัพได้ว้อยยยยยยยยยยยยยยยย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น