Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 13 : บทที่ 11 วันหนึ่ง เซเรฟ เซฟลอเลีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่11 วันหนึ่ง เซเรฟ เซฟลอเลีย

เซเรฟ เซฟลอเลีย

เป็นเด็กที่มาจากหมู่บ้านยอร์ชอันเป็นส่วนเล็กๆของอาณาจักรน้ำแข็ง คนในหมู่บ้านมีพลังเหมือนคนทั่วไป ในขณะที่เด็กหนุ่มผมเงินกลายเป็นตัวประหลาดเพราะพลังเวทที่มากมายจนหลายคนอิจฉา ตั้งแต่จำความได้เซเรฟหลีกเลี่ยงการใช้พลังเวทอย่างสุดชีวิตด้วยความรังเกียจที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันแต่ขณะเดียวกันก็พึ่งพามันเท่าที่จำเป็น

อาจจะเป็นเพราะคนอื่นมองว่ามันไม่เหมาะกับเขา มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เซเรฟไม่นิยมพึ่งพาพลังเวทเท่าไร

เด็กหนุ่มเด้งตัวขึ้นมานั่งก่อนจะพบว่ารอบตัวถูกรายล้อมไว้ด้วยหินดูดซับพลังเวทจำนวนมากที่บรรจุไว้เป็นฐานรองร่างของเขาอีกมากมายอยู่ข้างใต้ สองมือถูกใส่กุญแจมือจนขยับลำบาก ความมึนงงยังคงบรรจุอยู่เต็มหัวกระทั่งเซเรฟแน่ใจได้ว่าตัวเองกำลังถูกพาไปที่ไหนสักที่

พอเค้นความทรงจำก่อนหน้าสักหน่อยก็ได้รู้ว่าถูกลอบทำร้ายตอนที่กำลังตามหาคุณโนอาร์ เซเรฟได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าหลังกระดานสีดำสูงที่กั้นเราไว้ ไม่รู้ว่ามีใครสักคนคอยบังคับทางมันหรือเปล่าเขาจึงส่งเสียงถาม

“ขอโทษนะครับ คุณจะพาผมไปที่ไหน”

“...”

ไม่มีเสียงตอบกลับมาแต่เซเรฟแน่ใจว่ามีคนแน่นอน แต่ว่าทำไมตอนนี้เขาถึงถูกจับตัวมาแบบนี้ละ!

“คุณเรย์จิน” เซเรฟพึมพำก่อนดวงตาสีอำพันจะหม่นลงเพราะว่าภาพเพื่อนคนสำคัญกำลังถูกทำร้ายจนสาหัสในขณะที่เขาช่วยอะไรไม่ได้กำลังฉายวนซ้ำๆ “อย่าตายนะครับ”

 

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอาร์เทลสร้างความเสียหายให้ตัวอาคารไปถึง 2 หลัง เดย์มอสกลับเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันแต่ถึงอย่างนั้นพวกปีสองก็เจ็บกันถ้วนหน้า เศษซากความเสียหายถูกเก็บกวาดไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเขาก็ต้องรายงานความเสียหายกับอาจารย์หลังจากที่พวกท่านกลับมาจากการช่วยชาวเมืองที่ได้รับความเดือดร้อนก่อน บางส่วนก็อยู่จัดการเรื่องยุ่งยากจนมือไม่ว่าง

“เดย์มอส ฉิบหายแล้วว้อย” เสียงโวยวายของเซทดังขึ้น เจ้าตัวทำหน้าตื่นๆเหมือนเจอเรื่องยุ่งๆมาหลังจากที่เดย์มอสสั่งให้ไปตรวจตัวอาคารโซนโน้น พวกเขากลับมาทันแต่เหมือนว่าพวกปีสองจะมีฝีมือมากพอสมควรเลยไม่ได้ช่วยลงแรงอะไรมาก

หรือจะพูดให้ถูกคือจู่ๆพวกมันก็สลายไปราวกับพวกมันเกิดจากเวทมนตร์คาถา

“ว่ายังไง ตึกโน้นเสียหายมากมั้ยหรือมีคนเจ็บ” ชายหนุ่มถามก่อนคิ้วเข้มจะขมมวดฉับอย่างจริงจัง

“นั่นแหละ ที่ประตูทางลงชั้นใต้ดิน” เซทว่าเสียงเคร่งเครียดพลางพูดเบาลงเพราะไม่อยากให้ใครได้ยินไปมากกว่านี้ “พวกมันจะฆ่าสายเลือดเทพเพื่อเปิดประตูลงข้างล่างว่ะ”

คำตอบนั่นทำให้ชายหนุ่มผู้เป็นประธานชั้นปีที่ 3หน้าฉาบเรียบจนรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจ เดิมทีตึกส่วนนั้นใช้เป็นส่วนเรียนวิชาประวัติศาสตร์และเก็บเป็นคลั่งอาวุธไว้ให้รุ่นน้องเข้าศึกษาแถมยังเป็นทางเดินรองที่เชื่อมเข้าหาชั้นใต้ดินของอาร์เทล แน่นอนว่าวิธีเปิดมันก็คือการใช้เลือดและดวงวิญญาณของสายเลือดเทพแท้ๆที่หาได้อยาก

“พวกมันลงมือกับใคร”

“คนของตระกูลอัล โนอาร์ เซโฟน่า” ตอนที่เซทเล่าสีหน้าของเดย์มอสก็เคร่งขรึมจนน่ากลัวในทันที “..ใช่ญาติแกมั้ยวะ”

“เออ ลูกชายของแม่รอง”

“...”

“น้องชายต่างมารดาเลยแหละ” เดย์มอสว่าเสียงเคร่ง ดวงตาสีแดงเป็นประกายเข้มขึ้นเมื่อได้ฟังเซทเล่าเหตุการณ์ที่เจอข้างใน ถึงจะมีเลือดเจิ่งนองแต่โนอาร์กลับไม่เป็นอะไรนอกจากหลับไม่รู้สึกตัว นั่นแหละที่ทำให้พี่ชายต่างสายเลือดอย่างเดย์มอสนึกสงสัย

“อาจจะยุ่งหน่อยนะเดย์มอส เพราะคนที่เจ็บตัวจมกองเลือดอยู่ดันเป็นโซลริวที่มาจากตระกูลเซอร์ฟีเลียอ่ะ งานหยาบแน่ๆ” เซทเอ่ยขึ้นเพราะกลัวเหมือนกันว่าอำนาจของตระกูลปีศาจชั้นสูงอาจจะมีผลต่อการปกครองในอาร์เทลจนทำให้ระบบเสีย แต่ถ้าเป็นเดย์มอสแล้วอาจจะคุมสถานการณ์อยู่ก็ได้

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้าเมื่อเห็นว่ามีคนสามคนถูกแบกออกมาจากตึก ไม่รู้ว่าทำไมสามคนนั้นถึงไปที่นั่นแต่มันอาจจะเกี่ยวพันถึงปีศาจที่ออกมาจากดันเจี้ยน และยังมีเด็กอีกคนที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส นั่นคือ เรย์จิน เจ้าชายคนสำคัญจากราชวงศ์ เมเทอร์เรียส

เห็นทีงานนี้คงไม่ได้หยาบธรรมดา แต่มันโคตรหยาบเลยต่างหาก

เดย์มอสเก็บความหนักอึ้งที่สะสมมาตลอดหลายวันเอาไว้ก่อนจะเดินเข้ามาดูอาการของคนเจ็บที่อาจจะฟื้นขึ้นมาแต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องชะงักอีกครั้งพร้อมอุทานคำว่าอีกแล้วในใจเพราะว่าตอนนี้อาจารย์ โลแกนกำลังยืนรออยู่ทางเข้า

“มีอะไรน่าเป็นห่วงมั้ยครับอาจารย์” เขาถามเสียงนิ่ง อาจารย์โลแกนเลิกคิ้วนิดๆก่อนจะพยักหน้า

“กำไลนี่” ชายหนุ่มวัยกลางคนแต่ท่าทางยังฉายชัดถึงความมีสุขภาพดีอย่างครบถ้วยในชุดสีขาวของหมอพร้อมยื่นกำไลสีขาวขุ่นให้เดย์มอสดู “เป็นของเซเรฟ”

“เด็กคนนั้น” เดย์มอสนึกหน้าไม่ออกแล้วแต่จำได้ว่าเคยเจอครั้งหนึ่ง ตอนนั้นสัก2 ปีก่อนเขาออกไปทำภารกิจแถวอาณาจักรน้ำแข็งแล้วบังเอิญได้ช่วยงานอาจารย์โลแกน ซึ่งก็คือการฝ่าพยันอันตรายจนแทบสิ้นชื่อเพื่อไปหาเด็กคนนี้

“ผมจำได้”

อาจารย์โลแกนพยักหน้าช้าๆ “กำไลนี่อาจารย์ให้เขาไว้ติดตัว อาจจะเป็นเหมือนของดูต่างหน้าแต่ความจริงอาจารย์สร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้มันช่วยพรางขีดความสามารถแฝงที่เด็กคนนี้มี”

“ตวามสามารถแฝง ทำไม” เดย์มอสถามเสียงเรียบพร้อมคิ้วขมวดนิดๆแต่ดูเอาเรื่องพอสมควร มันเป็นนิสัยของเดย์มอสที่ไม่ชอบรู้อะไรทีหลัง แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าของเดย์มอสก็ยังฉาบเรียบดูน่ายำเกรงไม่ได้น่ากลัวไปมากกว่านี้ซึ่งอาจารยย์โลแกนก็คุ้นเคยกับลูกศิษย์แล้วจึงไม่ถือสา

“ก็เธอไม่เคยถาม”

“ผมนึกว่ามันเป็นกำไลธรรมดา”

“ใช่อาจารย์ก็อยากให้ทุกคนคิดแบบนั้นแหละ”

“แล้วถ้ามันแตกแบบนี้เซเรฟจะเป็นยังไง”

“...”

“..อาจารย์อย่านิ่งสิ”

“ส่วนผสมของมันมีดอกไม้หลายชนิดผสมกันอยู่ มีคุณสมบัติทำให้พลังในตัวถูกลดทอนเรื่อยๆแต่ไม่ถึงกับทำให้อ่อนแอแต่ก็จะไม่แข็งแกร่งเกินนี้” อาจารย์โลแกนยกมือประกอบให้เห็นว่ามันจะอยู่ในระดับที่พอดีต่อตัวผู้สวม

“แต่ถ้ามันพังแบบนี้ เธอลองคิดภาพเสือที่ถูกจับล่ามโซ่สองปีโดยที่ไม่ได้กินข้าวกินน้ำแล้วเกิดหลุดออกมา”

“...”

“มันอาจจะดุร้ายและบ้าเลือด อาจจะขาดสติและหลงระเริงการเข่นฆ่า”

“...”

“นั่นแหละที่ทำให้มันถูกเรียกว่าเมทียร์ เหล่าเทวะที่เกิดจากเลือดสีดำของเทพมาร” อันที่จริงมันก็แค่ตำนาน ไม่มีใครรู้ว่าเมเทียร์สืบเชื้อสายมาจากฝั่งเทพหรือฝั่งปีศาจ แต่ตำนานมักจะมีความจริผสมอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตำนานถูกเชื่อมาโดยตลอด”

“อาจารย์จะบอกผมว่า เซเรฟคือสายเลือดคนสุดท้ายงั้นสินะ” เดย์มอสรู้สึกมึนงงแต่ก็ไม่ได้แปลกใจไปมากกว่านี้อีกแล้วเพราะว่าตอนนี้มันก็มีเรื่องให้แปลกใจกองอยู่เต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องไหนก่อน

“แล้วเซเรฟอยู่ข้างในด้วยรึเปล่าครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามก่อนจะได้รับรอยยิ้มฝืดๆกลับมาแทน

“ไม่ อาจารย์หาเขาไม่เจอ อาจจะต้องรอให้เรย์จินฟื้นขึ้นมาเพราะมีคนเห็นว่า โซลริว เรย์จินและเซเรฟออกจากห้องโถงพร้อมกัน คนที่น่าจะรู้ดีก็คือเจ้าชายของเรา แต่คงต้องรอเขาฟื้นขึ้นเสียก่อน”

คำตอบนั้นทำเอาเดย์มอสลมแทบจับ เขารู้สึกมึนหนักกว่าเดิมก่อนจะเดินเข้าไปด้านในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาเหม็นฉุนเป็นการตัดการรับรู้เรื่องราวชวนปวดหัวจากข้างนอก เรย์จินมีสภาพเละเทะกว่าใคร ถัดมาคือคนผมดำและจากถัดไปก็น้องชายต่างมารดาของเขาที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่

เซทเดินเข้ามาแล้วก่อนจะเห็นว่าเดย์มอสคงอยากอยู่กับน้องชายต่างมารดาสักพักเลยยอมถอยไปรอข้างนอก

“อย่าตายอีกรอบนะโนอาร์” เสียงพึมพำของพี่ชายที่ไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไรดังขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าคำพูดเมื่อกี้จะส่งไปถึงน้องชายจนทำให้ภาพลักษณ์ที่สร้างให้โนอาร์เชื่อจะถูกสั่นคลอนเพียงเพราะความห่วงใยที่ไม่เคยพูดออกมา

“อย่าลองดีกับฉันด้วยวิธีนั้นอีก”

เซทที่ยืนรออยู่ข้างนอกได้ยินชัดเจนก็อดส่ายหน้าไม่ได้ แค่พูดกับน้องว่าพี่เป็นห่วงมันจะตายเลยรึยังไงกัน เจ้าโง่เอ้ย!

 

มีรายงานเข้ามาแล้วว่าดันเจี้ยนสลายไปเมื่อช่วงค่ำๆ อาร์เทลกลับมาเป็นปกติเพราะเวทซ่อมบำรุงของฝ่ายพัฒนากิจการที่ถูกฟื้นพลังด้วยยาวิเศษจากทางอาณาจักรมังกร ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหยุดการเรียนไว้สักหนึ่งอาทิตย์ เหตุการณ์ครั้งนี้มันก็กลายเป็นข่าวไปทั่วโอเทียร์ร่าอย่างฉับพลัน

เหล่าท่านอธิการถึงได้สร้างบาเรียขึ้นมาใหม่คราวนี้หนาแน่นกว่าอันเดิมเพราะว่ามันเป็นของท่านอธิการคนปัจจุบันที่มีพลังเลื่องลือไปทั่วทุกย่อมหญ้า และบาเรียอันใหม่ของเกาะลอยฟ้าก็หาได้กระจอกๆ เว้นเสียแต่คนที่จะเข้ามาอีกระรอกแกร่งเกินอธิการ 4 คนร่วมกัน

แต่ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้กกลับส่งกลิ่นหอมถูกใจกลุ่มคนในเงามืดที่หลบซ่อนตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกมันยิ้มกริ่มทันทีที่ได้ยินว่าอาร์เทลถูกโจมตีก็อดไม่ได้ที่จะรอเหยียบอีกครั้งในสักวันหนึ่ง และมีหอมย่อมเหม็นบ้าง

ทางสภาเวทมนตร์กำลังทำหน้าเครียดเพิ่มหนักเข้าไปอีกเมื่อได้รับรายงานการเคลื่อนไหวของพวกปีศาจที่ออกมาจากป่ามืดมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะส่งคนเข้าไปดูแลรอยต่อแต่ก็มีหลุดเข้ามายังที่ที่คนอยู่อาศัย

“เฮ้อ...โอเทียร์ร่าชักจะวิปริตขึ้นทุกวันๆแล้วสิ” เสียงพึมพำของสักคนดังขึ้นท่ามกลางเสียงบ่นร้อยๆ เป็นหนึ่งเสียงที่นั่งอยู่ในห้องที่จุดไว้เพียงแสงเทียนแต่ถึงอย่างนั้นก็เห็นรอยยิ้มหวานดูพึงพอใจ นิ้วเรียวกรีดไล้ปลายนิ้วลงบนขอบกระเบื้องชั้นดีก่อนจะหยิบแก้วชาขึ้นมาดมกลิ่นแล้วปล่อยตัวราบไปกับพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย สายตาสีอำพันคู่สวยจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง แม้จะไม่เห็นหน้าแต่แผ่นหลังนั้นช่างเย้ายวนเต็มไปด้วยมัดกล้ามกำลังงามชวนให้อยากครอบครองเป็นเจ้าของ

“และฉันก็จะตายดวงตาของเมเทียร์มาครอบครองในอีกไม่ช้า”

“อย่าแตะต้องลูกของข้า” เสียงที่อัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจเอ่ยขัดพร้อมสายตาขุ่นเคืองที่พุ่งมายังหญิงสาวราวกลับจะฉีกเนื้อเธอออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่เธอจะถือว่าสายตาเขาดูลามกเพื่อความสบายใจก็แล้วกัน

“หวงจริงๆนะ” เธอเย้าหยอกอย่างกวนประสาทเขา แถมยื่นข้อเสนอดีๆให้อีก “งั้นท่านก็มาเป็นของข้าซะสิ”

“สามหาว”

“ไม่เรียกข้าว่าแม่เลี้ยงวิปริตอีกแล้วหรือ”

“สักวันข้าจะเผาเจ้าทั้งเป็น”

“หึๆ เจ้าพูดแบบนี้มาสิบปีแล้วที่รัก”

“เจ้า!

ชายวัยกลางคนนาม ปีเตอร์ เรนคอนรู้สึกโกรธเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนี้กำลังพูดก่อกวนโทสะเขาอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องที่ทำให้โมโหจริงๆกลับเป็นเรื่องที่เธอเอาลูกชายวัย 7 ขวบของเขาไปขังและบังคับยืมมือเขาลงแรงเพื่อทำงานบางอย่าง

แน่นอนว่าปีเตอร์ไม่อยากทำเลยสักนิด

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีท่าทีสะดุ้งสะเทือนเขาจึงก้าวออกไปจากห้องพร้อมกับปิดประตูเสียงดังลั่นคฤหาสน์หลังงาม หญิงสาวหัวเราะไล่หลังอย่างจริตจกร้านใส่เต็มที่ เธอชอบนะเวลาเห็นสามี(?)โมโห ดูดุร้ายชวนให้ลากขึ้นเตียงอย่างไรไม่รู้ สงสัยเธอคงชอบความรุนแรงกระมัง

“ข้าชอบหน้าเจ้านะสามี แต่ใจเจ้าสกปรกเกินไป” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบเพียงลำพังไม่ได้กลั้วยิ้มตลอดเหมือนก่อนหน้านั้น เห็นทีเมื่อได้ตัวเด็กหนุ่มผู้มีสายเลือดของเมเทียร์มาแล้ว เธอคงต้องออกไปจากที่นี่สักที

“ว่าแต่ถ้าได้ตัวมาแล้วจะเอาไปซ่อนที่ไหนนะ?” หญิงสาวพึมพำก่อนดวงตาจะแปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกคล้ายจมเข้าสู่ห้วงความคิด

“ท่านหญิงลูน่า ได้ตัวเขามาแล้วตอนนี้กำลังเดินทางมาที่นี่เจ้าค่ะ” หญิงสาวในชุดเมทสีเข้มจนแทบกลืนไปกับความมืดปรากฏตัวขึ้นพร้อมรายงานความเคลื่อนไหว ลูน่าปรายตามองสาวใช้ประจำตัวก่อนจะยกมือขึ้นพร้อมกับยิ้มหวานล้ำที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันยังต้องก้มหลบซ่อนความวูบวาบ

“ไม่ต้องพามาที่นี่”

“เอ๋..?”

“พาเจ้าเด็กนั้นไปที่ป่ามืด” คำสั่งของลูน่าดังขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจที่เด็ดขาดแล้ว วิเวียนย่อตัวเล็กน้อยก่อนจะไปจัดการตามคำสั่ง

ก่อนหน้านั้นลูน่ารู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นที่อาร์เทลเลยสั่งให้วิเวียนลอบเข้าไปเอาตัวของเซเรฟออกมา วิเวียนพยายามเบามือกับเพื่อนของเด็กหนุ่มแล้ว แต่เจ้าหมอนั่นมีพลังที่เป็นปรปักษ์กับวิเวียน ด้วยความอคติเลยเล่นถึงตาย หากไม่ได้เสียงอ้อนวอนของเซเรฟเรียกสติกลับมา

เห็นทีเธอคงถูกนายหญิงฆ่าตายแน่ๆ

 

เซเรฟนั่งซึมเพราะหาทางออกไปจากกรงนี้ไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะความที่เด็กหนุ่มไม่เคยจะคิดร้ายกับใครเลยทำให้กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยอันตรายเท่าไรแม้ว่าจะถูกทำร้ายมามากมายแต่เซเรฟกลับยังมีความใจดีอย่างบริสุทธิ์อยู่เต็มหัวใจ เซเรฟนั่งมองความมืดที่โรยตัวปกคลุมป่าหลังจากที่เขาเคลื่อนตัวเข้าสู่ที่นี่ความเงียบและวังเวงก็กัดกินใจของเด็กหนุ่มอย่างเงียบงัน

และนานมากแล้วที่เขาไม่ฝันถึงท่านแม่ตั้งแต่แยกจากกันไป

เขานึกถึงวัยเด็กมากมายที่พบเจอมากับตัว อย่างน้อยๆรอยยิ้มของท่านแม่ก็คือสิ่งที่สวยงามที่สุด อีกคนเขายอมให้โซลริวด้วยก็ได้เพราะโซลริวก็มีรอยยิ้มที่ใจดีเหมือนกัน แถมยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเขาไว้ตอนนั้นอีก

ถ้าเกิดว่าเขาต้องตายสิ่งที่เสียใจก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเพื่อนคืน

ไม่รู้ว่าป่านนี้ทุกคนจะเป็นยังไงบ้าง

เซเรฟนั่งเหม่อหัวยังโครงเครงไปมาเพื่อว่าพื้นไม่ราบเรียบเท่าไร จนกระทั่งได้เห็นวิเวียนควบม้าเข้ามาขนาบข้าง

“คุณวิเวียน” เด็กหนุ่มเอ่ยถามราวกับไม่ได้เจอกันมานาน แต่วิเวียนกลับลอบยิ้มส่งให้เพราะว่าเซเรฟเป็นคนใจดี ไม่มีอะไรที่เธอต้องปฏิเสธรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่อ่อนโยนออกมาจากใจ แม้ว่าตัวเธอจะเป็นคนจับเด็กหนุ่มผมเงินยัดใส่กรงขังพร้อมกับหินดูดซับพลังเวทเองกับมือก็ตาม

แม้จะดูขัดๆไปหน่อยแต่การเข้าอาร์เทลในจังหวะนี้คือเหมาะสม นับว่าสวรรค์ลิขิตและเข้าข้างเธอสุดๆ

“คุณเซเรฟ เหนื่อยมั้ยเจ้าค่ะ”

“นิดหน่อยครับ” เซเรฟตอบก่อนจะยิ้มใจดีในแบบที่วิเวียนต้องหายใจติดขัดอยู่ครู่หนึ่งและวิเวียนก็เข้าใจแล้วว่าเซเรฟไม่ใช่เด็กหนุ่มแต่กลายเป็นชายหนุ่มไปแล้ว

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้ว”

“คุณจะพาผมไปไหนครับ”

“ป่ามืดเจ้าค่ะ”

“...ไปทำอะไรครับ”

“พาไปปล่อยเจ้าค่ะ”

“ห๊า” เซเรฟอุทานอย่างงงวย อันที่จริงเขาคงคิดตื้นจนจะทึกทักไปเองว่าคุณวิเวียนจะพาไปหาท่านแม่ซะอีก คิดผิดหรือนี่

“ว่าแต่..ป่ามืดคืออะไรครับ”

วิเวียนมองชายหนุ่มที่เกาะกรงด้วยสีหน้าสงสัยเป็นที่สุด เธอเม้มปากแน่นอยากจะตอบแต่ในใจกลับพลันเฉเรื่องอื่นและรู้ดีว่าเป็นความคิดที่หลุดกรอบที่สุดเท่าที่เคยมองเพศตรงข้ามเช่นนี้ ทำไมหล่ออย่างนี้ หล่อจริงๆเลยให้ตาย ข้าพ่ายแพ้คนที่หล่อๆและยิ้มอ่อนโยนแบบนี้ที่สุด แถมยังปากแตกนิดๆอีกกราวใจข้ายิ่งนัก

“ป่าที่ขังจอมมารและสิ่งชั่วร้ายเจ้าค่ะ”

เซเรฟนิ่งสนิทเหมือนถูกคุณวิเวียนตบหน้ากลายๆ หากพาเข้าไปที่นั้นมันก็แปลว่าเขาคือสิ่งที่ชั่วร้าย...เซเรฟดันตัวกลับไปนั่งพิงกรงเหมือนเดิมก่อนจะถอนหายใจปลงๆ(?) เพราะว่าเขามีเลือดของเมเทียร์อยู่ในตัว ข้อนี้เซเรฟจำได้ขึ้นใจตั้งแต่ตอนที่ชาวบ้านรุมปาหินใส่เขากับท่านแม่

วิเวียนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพูดอะไรโง่ๆออกไปแต่เหมือนจะไม่ทันซะแล้วเพราะเซเรฟไม่ยอมหันมาคุยกับเธออีกพอกำลังจะเอ่ยปากขึ้นวิเวียนคนโง่ตอนอยู่กับผู้ชายก็เพิ่งนึกได้ว่ามีคนของนายหญิงนั่งคุมบังเหี้ยนอยู่ตรงหน้า

อ่า...ข้าขอหุบปากดีกว่า

เซเรฟถอนหายใจออกมาก่อนจะคิดถึงเพื่อนที่ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง

เพราะถ้าเขาตายอยู่ในป่าก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว...

ถ้าต้องตายเขาก็ขอยอมรับโชคซะตาเพราะว่าที่ผ่านมาก็มีชีวิตอยู่อย่างลำบากแต่ถ้าไม่ตายก็ยังอยากมีเพื่อนๆที่คอยก่อกวนให้ได้สัมผัสกับความสุข ขอแค่นั้นเอง มีเพียงสายลมี่พัดผ่านตลอดการเดินทางอันยาวนาน ถ้าหากตาย...เซเรฟถึงได้ฝากให้สายลมช่วยดูพวกเพื่อนๆแทนเขา

 

ความหนักอึ้งยังคงเกาะกุมกระบอกตาทั้งสอง โนอาร์รั้งเปลือกตาขึ้นก่อนจะเห็นเงาแวบๆของใครสักคนลุกออกไปจากห้อง พอปรับสายตาได้ก็ไม่เห็นมีใครแล้ว โนอาร์อยากดื่มน้ำเลยต้องพยายามมากขึ้นไปหน่อยตอนที่ห้องนี้เหลือแค่ผู้ป่วยที่หลับสนิท

ความทรงจำก่อนหน้าพลั่งพรูเข้ามาในหัว โนอาร์ไม่อยากดื่มน้ำขึ้นมาดื้อๆก่อนจะลองขยับตัวให้ชินเร็วๆแล้วค่อยก้าวลงจากเตียง มีเรย์จินที่นอนอยู่ฝั่งขวาของเตียงผ้าพันแผลเต็มตัวแถมยังมีเลือดไหลซึมจนเลอะผ้าพันแหละ

ด้านซ้ายคือโซลริวที่นอนหลับสนิทมีผ้าพันแผลช่วงท้องมีเลือดซึมเหมือนๆกันโนอาร์รู้ได้เลยว่าพวกมันออกมาซ่ากันข้างนอกแน่นอน ชายหนุ่มผมสีแดงก้าวขาลงจากเตียงและขยับตัวไปนั่งเฝ้าโซลริวอยู่ใกล้ๆ ยังจำวินาทีที่เขาใกล้จะหมดสติไปว่าโซลริวเขามาแล้วก็อาละวาดเงียบๆ

“หึ ไปติดนิสัยดื้อเงียบจากใครมา” โนอาร์พึมพำก่อนจะยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ฝืดเคืองไม่น้อย มันค่อยๆจางลงจนกระทั่งยิ้มนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสั่นไหว สำหรับโนอาร์เขามีเรื่องให้พูดมากมาย แต่ว่าตอนที่โซลริวเข้าไปแบบนั้น ถ้าเขามีแรงจะด่ามันให้หน้าหงายออกมา

มันไม่รู้หรือว่าความตายมันไว้เว้นใครหน้าไหน

หรือต่อให้มันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรแต่ร่างกายล่ะ...มันจะแบกรับความเจ็บปวดที่โซลริวรับไว้ได้ทุกครั้งเชียวหรือไง มันคิดว่าตัวเองเป็นพวกแหกกฎธรรมชาติได้ทุกอย่างงั้นสิถึงได้ยอมเจ็บตัวแบบโง่ๆ

“โง่ว่ะ”

ถึงปากจะด่าไปแต่มือหนากลับเอื้อมไปวางทับบนหลังมือที่เย็นกว่าปกติด้วยความรู้สึกสั่นกลัวภายในใจ โซลริวในสภาพนี้ไม่ต่างจากคนใกล้ตายเลยสักนิดเพราะว่าผิวที่ขาวจัดแถมยังหลับอยู่แบบนี้ก็คล้ายไม่ได้หายใจแต่ก็มีลมหายใจอุ่นเย็นอยู่เนื่องๆ

“อือ” เสียงครางรับเบาๆดังขึ้น โนอาร์ผละมืออกแทบไม่ทันก่อนจะเอ่ยเยงเข้มขึ้นเพราะตกใจ

“ยังจะกล้าฟื้นตอนนี้อีก”

“เออ” โซลริวพึมพำก่อนจะรู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยราวกับร่างกายกำลังเรียกร้องให้เขาพักต่อ แต่เห็นโนอาร์ชัดๆแล้วใครมันจะนอนหลับกัน สายตามันเหมือนรอฆ่าเขาทีเผลอสุดๆ โซลริวขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจแล้วคลายคิ้วออกอย่างปลงๆ ไม่อยากเป็นคนคิดไม่ดีแบบนี้เลยจริงๆ ให้ตาย

“มองอะไร” โซลริวถามเสียงอ่อน ความรู้สึกเหมือนจะหลับแต่ก็ไม่หลับ เวลาเหนื่อยสุดๆก็เป็นซะแบบนี้

“มองไม่ได้?” เจ้าของเรือนผมสีแดงถามเสียงสูง สายตาของมันก็เอาเรื่องไม่นอน

“เออ”

“...”

“ห้าม”

เขาสั่งไว้ก่อนจะขยับตัวนิดหน่อยแต่แผลก็เจ็บขึ้นมา โซลริวขมวดคิ้วเพราะคิดว่าร่างกายจะได้รับการรักษาแล้วแต่ผิดคาดที่มันไม่หาย คือมันไม่ได้ปวดมากแต่มันก็ร้สึกปวดๆเวลาขยับ แต่ตอนถูกแทงก็ไม่ได้เจ็บปวดนี่หว่า?

“สมน้ำหน้า” โนอาร์เสริมขึ้นเมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วหน่อยๆ “แล้วเจ็บมากมั้ย”

“ห๊ะ...ก็นิดๆ” โซลริวตอบอย่างตามอารมณ์เพื่อนผมแดงไม่ทัน เดี๋ยวก็ด่าเดี๋ยวก็ดี เป็นอะไรของมันวะ

“สงสัยหมอจะมาแล้ว” โนอาร์พูดแบบนั่นมันก็ลุกเอาเกาอี้ไปไว้ที่เดิมแล้วปีนขึ้นเตียงและหลับไปอย่างแนบเนียนจนไม่รู้ว่ามันหลังได้ลงจริงๆหรือมันแสดงละครเก่งกันแน่ โซลริวมองเพื่อนด้วยความสงสัยแต่ก็แสร้งหลับไปเหมือนกัน ไม่นาประตูก็เปิดเข้ามา

โซลริวลุ้นว่าหมอจะทำอะไรกับเขาบ้าง

“โซลริว...ร่างกายมีความผิดปกติ มีร่องรอยการผ่าตัด มีพิษผสมอยู่จำนวนมากและอัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่ามนุษย์สองเท่า ร่างกายไม่ตอบสนองต่อเวทรักษา...น่าแปลกจริงๆรอดมาได้ยังไงกันนะ”

เสียงหวานๆของหมอพึมพำคล้ายกับทบทวนอาการเบื้องต้น

“อาจารย์โลแกนคะ” โซลริวเดาว่ามีหมออีกคนเข้ามาด้วยพวกเขาหันไปคุยกันเสียงเครียด “พวกพิษเหล่านั้นถ้าเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่...”

“ไม่มีประโยชน์หรอก เอลล์” เสียงทุ้มๆของอีกคนดังขึ้นฟังดูน่าจะเป็นคนใจดีไม่น้อย “เขาเป็นสมบัติของเซอร์ฟีเลีย แค่ให้เขาพักแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”

“อ๊ะ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้มาก่อน”

“ไม่เป็นไร”

เสียงพูดคุยดังขึ้นเรื่อยๆ โซลริวจับใจความเรื่องอาการของเรย์จินไม่ค่อยได้เพราะเขากึ่งๆง่วงขึ้นมาแล้วแต่โนอาร์น่าจะได้ยินทุกคำไว้ค่อยถามตอนที่หมอออกไปก็ได้

แต่ก่อนที่โซลริวจะอยากรู้เรื่องของคนอื่น เขาควรจะทำยังไงกับสิ่งที่หมอทิ้งระเบิดไว้ในห้องนี้ เสียงกุกกักดังขึ้นโนอาร์เกาะขอบเตียงเขาทันทีที่หมอไปไกล ยังไม่ทันที่โซลริวจะได้ลืมตามองมันอย่างเซ็งๆความอุ่นวาบที่หน้าอกก็ทำให้เอาสะดุ้งตกใจเหมือนกัน

“หัวใจ...มันจะเต้นช้ากว่ามนุษย์สองเท่าได้ยังไงวะ” หูของโนอาร์เล่นแนบลงมาทันทีเหมือนจะฟังให้แน่ใจว่าที่หมอพูดเมื่อครู่คือเรื่องจริงหรือเปล่า โซลริวกรอกตาไปมาพลางคิดในใจ โธ่...ไอ้คนหน้ามึน ไม่เอามีดมาผ่าดูเลยละวะ

“ออกไป” โซลริวเอ่ยปากไล่เสียงง่วงๆก่อนจะดันมันออก โนอาร์กำลังทำหน้าจริงจังราวกับว่ามันมีคำถามมากมายสายตาของมันกำลังแสดงออกอย่างหลากหลายเหมือนตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรก วันที่มันพ่นคำหยาบรัวๆนั่นแหละ

“ถามได้มั้ย” จู่ๆเสียงของโนอาร์ก็อ่อนลง อ่อนลงจนแทบไม่เหลือเค้าไอ้เจ้าคนหน้าดุที่ชอบทำหน้านิ่งๆไล่ชาวบ้านด้วยสายตาและเอ่ยวาจาสามหาวราวกับมีหมาร้อยๆตัวอยู่ในปากเมื่ออยู่กับเขา

โซลริวกรอกตาไปมารู้สึกรำคาญมันมากกว่าจะกลัวมันแต่ตอนนี้รู้สึกเหนือกว่ายังไงไม่รู้

“เออ”

“ทำไม”

นั่นคือถามแล้วหรอ? โซลริวยกมือขึ้นมาขยี้ตาเพื่อรั้งไม่ให้ตัวเองหลับก่อนจะตอบ “ผ่าตัดมาไง”

“ทำไมถึงผ่าตัด”

“ก็..” เขาไม่รู้ว่าจะตอบอะไร พอค้นๆดูก็มีแต่เรื่องน่าหดหู่จนอยากจะเซนเซอร์ หาคำบรรยาดีๆก็...คิดไม่ออก “เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไง”

อาจจะเป็นเพราะตอนนี้พ่อขอไว้ก็ได้

“ไม่เห็นเข้าใจ” โนอาร์ว่าเสียงขุ่นขึ้นมาสองระดับแต่คำถามต่อไปก็อ่อนลงสักสามระดับ “แล้วเจ็บมั้ย”

“มาก”

“...”

“ไม่เป็นไร” โซลริวอธิบายเมื่อเห็นว่าสีหน้าของโนอาร์มันกำลังสับอารมณ์ไปเรื่อยทั้งปั่นป่วน ดูเป็นห่วงแต่ก็ย้อนแย้งอยู่บ้างจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ มันเป็นบ้ากะทันหันหรือยังไงกัน โว๊ะ!

“เรารู้จักกันมาก่อนใช่มั้ย” โซลริวถาม เขาลืมเรื่องนี้ไปสักพักละแต่ก็อยากถามให้แน่ใจ ถ้าไม่ใช่จะได้ไม่เซาซี้จนโดนถีบหน้าหงายกลับมา คราวนี้จริงจังไม่ได้คิดลอยๆ

“เจ็บแผลวะ ขอพักผ่อนก่อน” โนอาร์พึมพำก่อนจะเดินขึ้นเตียงไป โซลริวใจแป๋วแล้วนึกว่ามันเจ็บจริงๆจนนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเป็นคนรักษามันกับมือมันจะเจ็บได้ยังไงกัน ไอ้ตอแหล! โธ่..จากที่คลุกคลีกันมาสักพัก โนอาร์มาแนวนี้ก็ไม่มีทางได้คำตอบง่ายๆอีกตามเคย

“เฮ้อ ...แต่ว่าเซเรฟไปหน” โซลริวพึมพำก่อนจะกวาดสายตาหาเพื่อนอีกคนที่ไร้เงาตั้งแต่ตื่นมา หรืออาจจะเป็นเพราะตอนนี้มืดแล้ว เซเรฟอาจจะอยู่ที่ห้องแล้วก็ได้ อาจจะไม่เป็นอะไรมาก

แล้วทำไมเขากลับรู้สึกว่ามัน...

โซลริวหันมองแผ่นหลังของโนอาร์ที่เลือกหลับไปด้วยท่าโนสนโนแคร์ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วชะโงกไปดูเรย์จิน สภาพเพื่อนรักสายไอดอลยังเละเทะเป็นโจ๊กหมูสับ พอจ้องได้สักพักเรย์จินก็รู้สึกตัว มันพยายามขยับก่อนจะทำท่าร้อนรน

เดี๋ยวก็ตกเตียง!

โซลริวเด้งตัวลงจากเตียงพร้อมๆกับโนอาร์ที่ดูไม่ได้หลับไปอย่างที่บอก

“เซเรฟ” เสียงของเรย์จินสั่นๆดูเจ็บปวดไม่น้อย หรือเวทรักษาของที่นี่ไม่ได้ทำให้หายกันนะ โซลริวมองเพื่อนที่เอาแต่เรียกหาเซเรฟ จนเขาก็นึกใจสั่นแปลกๆ

“เออ เซเรฟไปไหน” เขาถามขึ้นก่อนที่เรย์จินจะบีบมือเขาแน่นขึ้น โนอาร์เองก็โดนกระทำไม่ต่างกัน

“มีคนเอามันไป” เรย์จินพยายามพูด “ต้องเอาตัวมันกลับมา ไม่งั้นเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ”

เรย์จินกล่าวจบก็หายใจฮึดอัดเพราะความเจ็บก่อนจะบีบมือเพื่อนรักที่มีกันอยู่เท่านี้

“พวกมันจะฆ่าเซเรฟ อยู่รอคนอื่นมาช่วยไม่ได้แล้วนะ!

!!!?

โนอาร์ยิ้มเย็นทันทีก่อนจะหันมองหน้ากับโซลริวที่ขมวดคิ้วยุ่งเหมือนหายง่วงเป็นปริดทิ้งอารมณ์ขุ่นๆก็เริ่มตื้นขึ้นอีกครั้ง ถ้าหากว่าเป็นเรื่องจริง...พวกเขาจะปล่อยให้เพื่อนคนสำคัญหายไปแบบนั้นได้ยังไง

 

**********************โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอให้ทุดคนสนุกกับการอ่านนะคะ

...ยังจำฝันเหล่านั้นได้มั้ย เรื่องที่เธอชอบเล่าให้ฟัง /5555555555

วันนี้ยาวๆไป ไรท์มีเรื่องจะบอก  อันที่จริงโนอาร์เป็นคนที่ชอบ..อุก// ถูกคนหัวแดงต่อยคว่ำแล้วลากไปปั่นตอนต่อไป

(มีคำผิดก็อภัยนะคะ บางทีคำก็ตก คอมเริ่มอาการไม่ดีกดไม่ลง งือ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

115 ความคิดเห็น