Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 12 : บทที่ 10 วันหนึ่งถูกทำร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 516
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่10 วันหนึ่งถูกทำร้าย



เรื่องราวก่อนหน้านั้น

โอเทียร์ร่าแบ่งออกเป็น 6 อาณาจักร อันได้แก่ อาณาจักรแห่งแสง อาณาจักรปีศาจ อาณาจักรเทพ อาณาจักรมังกร อาณาจักรน้ำแข็ง และอาณาจักรภูติ ทั้งหกจะผลัดกันจัดเทศกาลโฮลลิเกียร์ อันเป็นงานศักดิ์สิทธิที่ต้องจัดทุกๆ 5 ปี หนึ่งอาณาจักรต่อเด็ก 1 คนเพื่อเป็นตัวแทนของเครื่องบรรณาการที่จะส่งเข้าดันเจี้ยนหมื่นวิถีมารที่จะปรากฏตรงจุดใดจุดหนึ่งในเขตวงแหวนนางฟ้า

ไม่มีใครได้กลับมาดังนั้นผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นเครื่องบรรณาการถึงได้ถูกจาลึกชื่อไว้ที่ทำเนียบผู้กล้า ณ กลางวิหารเซทริคและครอบครัวจะถูกดูแลเป็นอย่างดีจนกว่าจะมีการเลือกเครื่องบรรณาการใหม่อีกครั้ง

ดันเจี้ยนหมื่นวิธีมารคือดันเจี้ยนที่จะปรากฏตามเขตวงแหวนนางฟ้าตามกำหนดจนกระทั่งสามารถทำนายได้ว่าอีก 5 ปีมันจะเกิดขึ้นที่ไหน และคราวนี้ในมันได้ปรากฏขึ้นจวบจนจะหมดเวลาของมันแล้ว ดันเจี้ยนมรณะปรากฏขึ้นที่อาณาจักรมังกรตรงชาญเมืองดราโกนิค

ว่ากันว่าในนั้นกักกังจอมมารไว้ถึง 5 ตนและทุกครั้งที่ดันเจี้ยนมันถือกำเนิดก็จะปลดปล่อยเหล่าสวะจากขุมนรกออกมาเพื่อให้พวกมันไล่ฆ่าทุกอย่างที่เคลื่อนไหว จึงเป็นหน้าที่ของอาร์เทลที่จะต้องรับศึกด้านนี้ด้วยการเตรียมนักศึกษาชั้นปี 3, 4 และ 5 ให้ลงไปจัดการเศษสวะเหล่านั้นและคุ้มครองประชาชนของโอเทียร์ร่าอย่างสุดกำลัง

“ปกติแล้ว แค่ 7 วันดันเจี้ยนน่าจะหายไปแล้ว” เสียงขุ่นๆของชายหนุ่มผมสีเขียวอ่อน มือยังกุมบาดแผลที่ปริเลือดพลางจ้องมองดันเจี้ยนที่สูงริ้วทะลุปุยเมฆ มันอาจจะสูงจนคนที่เกาะลอยฟ้าสามารถมองเห็นได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย

“อืม น่าแปลก” เดย์มอส ฮัลฟอร์ไนท์ ผู้ควบคุมเหล่านักศึกษาทั้งหมดยืนกอดอกอย่างคิดหนักไม่ต่างกัน ใบหน้าหล่อเหลามีสภาพมอมแมมเล็กน้อยขมวดคิ้วตลอดเวลาพลางคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยรอบ

“มีบางอย่างไม่ปกติจริงๆ” เขาพึมพำก่อนจะกวาดสายตาหาบางอย่างที่อาจจะมองข้าม บางอย่างที่หายไปจากการควบคุม แม้ว่าเหล่าปีศาจร้ายจะถูกดันเจี้ยนดึงกลับเข้าไปและปิดตายแล้วแต่มันยังคงอยู่ไม่ได้สลายไปเหมือนทุกที

ตอนนี้สภาพทุกคนดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด พลังเวทก็คงถูกใช้ไปหมดตั้งแต่สามวันก่อนแล้วมาถึงตอนนี้หากว่ามีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้น เดย์มอสอาจจะต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อปกป้องทุกคนก่อนแต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนรักที่ปล่อยให้เลือดไหลออกจากบาดแผลก็ยังคงทำหน้าเคร่งเครียดไม่สนใจตัวเอง

“รักษาตัวเองซะ ฮาร์น” เดย์มอสบอกเสียงเข้ม ฮาร์นส่ายหน้าก่อนจะพูดกลั้วเสียงหัวเราะ

“ฉันไม่เหลือแรงให้ขยับตัวแล้วนะ” ฮาร์นว่าแบบนั้นก่อนจะกรอกตาทีหนึ่ง เดย์มอสนิ่งไปนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆแล้วบอกเสียงเรียบเหมือนทุกครั้ง

“งั้นจะห้ามเลือดให้ก่อนก็แล้วกัน”

“อึก...ขอบใจ”

เนื่องจากมีทหารของเมืองหลวงเข้ามาช่วยดูแลประชาชนในส่วนที่ต้องพาหลบจากการเสี่ยงโดยลูกหลงด้วยที่นี่จึงมีแค่นักศึกษาซะส่วนใหญ่ ปกติแล้วคงไม่มีใครอยากมากเสี่ยงตายในสนามมรณะแห่งนี้นักแต่มันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดีหน่อยที่ผู้หญิงมีพลังเวทในการรักษาขั้นสูงไม่ต่ำกว่าสามคนจึงแบ่งเบาคนอื่นๆได้ระดับหนึ่งก่อนที่เหล่าแพทย์ภาคสนามจะถูกส่งมาแต่มันก็ไม่พอเพราะจำนวนคนเจ็บสูงกว่าจำนวนคนรักษา

อาการสาหัส 23 คน บาดเจ็บ 202 คน ส่วนที่ยังสู้ได้มี 16 คน

ถือเป็นตัวเลขที่โหดเอาเรื่องพอสมควรแต่ก็ดีแล้วที่ยังไม่มีใครตาย

“หมอนั่นหาย” เสียงพึมพำของฟีน่า บลูมูนดังขึ้นแง้วๆ ท่าทางเหมือนเด็กทำของหายแล้วเกิดเสียงดายดึงให้เดย์มอสหันมองก่อนจะสั่งให้ฮาร์นนั่งพักอยู่ตรงนี้

“มีอะไรฟีน่า” เขาเอ่ยถาม ฟีน่าทำหน้าจะร้องไห้ เธอเป็นคนที่รักสนุกพอตัวโดยเฉพาะการต่อสู้ แม้คนอื่นจะมองว่าฟีน่าน่ารักน่าทะนุถนอมแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามกันเลย

“ที่รัก...เจ้านั่นมันหายไปแล้วอ่ะ”

“ใคร”

“ผู้ชายตัวสูงๆ...ไม่ใส่เสื้ออ่ะ มีกระบองในมือแถมสวมผ้าคลุมหัวอีก เขาหายออกไป..จากดันเจี้ยนตอนที่มันดึงเอาปีศาจกลับเข้าไป” ฟีน่าอธิบายพลางหลุบตามองพื้น ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมขยับออกจากดันเจี้ยนเลยจนกระทั้งเมื่อครู่

 “ไม่สนุกแล้ว” เสียงงอนเง้าดังขึ้น

“งั้นหรอ”

เดย์มอสหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด เขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ก่อนมือหนาจะยกขึ้นมาลูบผมสีดำที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยอย่างปลอบใจ “ถ้าไม่สนุกก็ไปดูเจ้าฮาร์นให้หน่อย มันจะตายแล้วอยู่ตรงโน้นนะ”

“ห๊า เจ้านั่นนะหรอ”  ฟีน่าทำหน้าตกใจ

“อือ” เมื่อได้คำตอบหญิงสาวก็วิ่งไปทันที พร้อมกับกนด่าฮาร์นไปเรื่อย ขอโทษนะฮาร์นแต่นายต้องอยู่กับฟีน่าไปก่อน เดย์มอสกระโดดไปหาแม่ทัพที่อยู่อีกฟากของดันเจี้ยนก่อนจะเรียกหาเพื่อนรักอีกคนที่ตอนนี้อาจจะเป็นคนเดียวที่เหลือแรงพอจะสู้

“พี่ครับ” เดย์มอสเอ่ยขึ้น คิ้วเข้มที่ขมวดมากเกินปกติทำให้ ไนท์ ผู้มีฉายาในสนามรบว่าเป็นทูตแห่งความตายหันมองอย่างแปลกใจ

“อะไร”

“ฝากพี่ดูทางนี้หน่อย” เดย์มอสบอกพี่ชายแท้ๆก่อนเพื่อนรักอีกคนจะมาถึง “ผมจะไปที่อาร์เทล”

“ทำไม” ไนท์ถามแต่ก็พยักหน้ารับรู้เพราะตรงนี้ก็เหลือแต่เก็บกวาดความเสียหายแถมมีแม่ทัพจากอาณาจักรอื่นๆอยู่ด้วย ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว

“มันกำลังบุกไปที่นั่นตอ-”

ตูมมมมมมมมมมม!

ยังไม่ทันได้พูดอะไรจบเสียงกึกก้องกัมปนาทก็ลั่นไปทั่วท้องฟ้า ทุกคนเงยหน้ามองกลุ่มควันที่ลอยโขมงออกมาจากเกาะลอยฟ้าอย่างตกใจ ประกายวาบของบาเรียสีทองที่คุ้มครองอาร์เทลและอีกชั้นที่ครอบทั้เกาะสั่นไหวก่อนจะค่อยหายไปเพราะแรงปะทะที่รุนแรงเมื่อสักครู่

เดย์มอสกัดฟันกรอดก่อนจะไม่รอเพื่อนอีกคนแล้วทิ้งไว้แค่ข้อความผ่านทางไนท์เท่านั้น “บอกเซทด้วยว่าให้ตามไปที่อาร์เทล”

 

กลับมาที่อาร์เทล

แรงสั่นไหวเมื่อสักครู่ก้องไปทั่วท้องฟ้าเสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมห้องและจากห้องอื่นๆดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เศษกระจกจากแรงระเบิดทำให้หลายคนในห้องที่อยู่ใกล้ๆหน้าต่างได้เลือดกันถ้วนหน้าไม่เว้นแม้แต่เขาที่เศษกระจกกระเด็นมาบาดหลังมือจนรู้สึกเจ็บแสบ

หลังจากนั้นทุกอย่างเหมือนจะเงียบไปแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงอาการตกใจที่ทุกคนต่างหาคำตอบให้กันไม่ได้พร้อมกับเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดจากคนที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงผู้หญิงเริ่มร้องไห้อย่างเสียขวัญก่อนที่ท้องฟ้าจะส่งเสียงคำรามอย่างประหลาด

โซลริวขยับไปดูข้างนอกผ่านช่องกระจกที่แตกระเอียด ทุกคนต่างตกอยู่ในความวุ่นวายที่น่าหวาดกลัว เขากวาดมองก็เห็นว่าบาเรียของอาร์เทลค่อยๆสลายออกไปเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้ยินท้องฟ้าดังขึ้นแปลกๆ ราวกับว่ามีใครสักคนทำลายมันด้วยเสียงระเบิดเมื่อสักครู่

“ทุกคน ใครที่ไม่เจ็บเท่าไรมาช่วยกันพยุงเพื่อนที่เจ็บ” เขาบอกก่อนจะเดินไปพยุงผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเพื่อร่วมห้อง เธอได้รับบาดเจ็บที่หัวเพราะเศษกระจกปักเข้าไปลึกระดับหนึ่ง ตอนนั้นเธอดึงมันออกเลยก่อนเขาจะเขาไปถึงทำให้เลือดไหลออกมามากกว่าเดิม

เพียงโซลริวแตะมือลงบนตัวความเจ็บก็ถูกเขารับช่วงต่อเพื่อแบ่งเบาความเจ็บปวดชั่วคราว

“พระเจ้า ฮึก..ฉันไม่อยากตาย” เสียงพึมพำดังขึ้น โซลริวดึงร่างที่อ่อนปวกเปียกขึ้นมาก่อนจะอุ้มเธอแล้วเดินนำคนอื่นๆให้ออกไปจากห้อง

“หัวหน้า เราจะไปที่ไหน” น้ำเสียงที่เหมือนจะปรับให้กลับมาปกติถามไถ่ โซลริวชะงักเท้า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ตรงนี้ไม่ปลอดภัย นั่นสิ...พวกเราต้องไปที่ไหน

“ห้องโถงไง ที่นั่นแข็งแรงกว่าตึกนี้” เสียงใครสักคนเอ่ยขึ้น เขาหันมองคนพูดที่ดันแว่นขึ้นอย่างชินมือ

“งั้นก็ไปที่นั่น นายช่วยนำทางไปหน่อย”

“ได้ๆ”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นราวกับมีคนจงใจให้เกิดความปั่นป่วน ตอนนี้ที่ห้องโถงเต็มไปด้วยเด็กปีหนึ่งที่แสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้มากแค่ไหน บางคนยังร้องไห้ไม่หยุดเพราะเพื่อนที่นอนจมกองเลือด พวกอาจารย์ที่เข้ามาเมื่อสักครู่ก็เร่งเดินออกไปและปล่อยให้ปีสองที่เป็นผู้หญิงทำการรักษาบาดแผลให้รุ่นร้องแทน

โซลริวกำลังถูกรักษาบาดแผลที่มือและเขากำลังสงสัย

“รุ่นพี่ครับ เกิดอะไรขึ้น”

“มีบางอย่างกำลังโจมตีเกาะลอยฟ้า” เซเรนเอ่ยก่อนจะพบว่าแขนของเด็กหนุ่มได้แผลมาเยอะแต่เธอรักษายังไม่เก่งเลยต้องรักษาทีละจุดไปก่อน แต่เด็กหนุ่มทำหน้าสงสัยอยู่แบบนั้นเลยเล่าให้ฟัง

“พวกปีศาจกำลังบุกเข้ามาที่นี่และมันกำลังโจมตีชาวบ้านด้วย พวกอาจารย์กับพวกผู้ชายส่วนหนึ่งก็เลยต้องแยกไป ปีสองผู้หญิงก็ต้องอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องพวกเธอ”

“พวกมันทำแบบนี้ทำไม” เพราะโซลริวไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็อยากรู้ นอกจากเรื่องของตัวเองเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มาก่อน รุ่นพี่ตรงหน้าทำหน้าเครียดก่อนจะกระซิบเสียงเบา

“ไม่รู้ แต่ถ้าเดาไม่ผิดมันอาจจะมาหาอะไรสักอย่างที่อาร์เทลดูแลรักษาอยู่”

“แล้วมันคืออะไรครับ”

เซเรนเม้มริมฝีปากแน่นๆหากเป็นเรื่องพวกนี้เธอไม่อยากจะเล่าหรอกนะ “ที่ห้องใต้ดินของอาร์เทล มีกุญแจเวทที่ใช้เปิดดันเจี้ยนซ่อนอยู่ พวกมันอาจจะมาเพื่อสิ่งนี้ เธอไม่เป็นไรแล้ว เอาละ พี่ต้องไปรักษาคนอื่นๆ”

ว่าจบรุ่นพี่ก็เดินไปรักษาคนอื่นๆต่อ โซลริวขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใจว่าอะไรคือดันเจี้ยน เพราะไม่ค่อยได้เปิดหูเปิดตาเท่าไรเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอจมอยู่ในความคิดได้ไม่นานก็เห็นเรย์จินกับเซเรฟยืนกวักมืออยู่ที่หน้าประตูทางออกท่ามกลางความวุ่นวาย เขาเลยเดินไปหา

“เป็นอะไรเจ็บตรงไหนรึเปล่า” โซลริวถามอีกสองคนส่ายหน้าทันที

“โซลริว พวกฉันหาโนอาร์ไม่เจอ” เรย์จินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“อ้าว แล้วมันไปไหน”

“อาจารย์เรียกไปถือของช่วยครับแต่ตอนนี้ยังไม่เห็นเลย ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน” เซเรฟเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับโนอาร์เพราะไปเข้าห้องน้ำด้วยกันแต่อาจารย์เรียกให้โนอาร์ไปถือของช่วย คนผมเงินไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลยกลับมาก่อน

“ไปตามมันสิ” โซลริวพูดขึ้นอย่างไม่ต้องคิดแต่เหมือนอีกสองคนก็มีความคิดนี้ไว้อยู่แล้ว พวกเขาก็เลยออกไปจากห้องโถงทันที

เสียงระเบิดดังขึ้นเนื่องๆคล้ายว่าคนกำลังต่อสู้อยู่ด้านนอก พอมองออกไปก็เจอกับพวกปีศาจที่กำลังจะบุกเข้ามาในตัวอาคาร ติดแค่รุ่นพี่ส่วนหนึ่งกำลังสู้อย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องคนด้านในเต็มที่

“ว่าแต่อาจารย์คนไหนวะ” โซลริวหันมาถามก่อนจะมองดูความเงียบรอบๆในตัวตึก มันเงียบจนไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่เป็นความจริง เว้นแต่ข้างนอกกลับเสียงดังที่สุด

“เอ๊ะ...” เซเรฟชะงักก่อนคิ้วเข้มจะเริ่มขมวดแน่นแล้วหันมาพูด ใจเริ่มเต้นแรงอย่างกังวล “...ผมก็ไม่เคยเห็นหน้า”

“หืม”

โซลริวเริ่มจะขมวดคิ้วตามเพราะอย่างเซเรฟไม่เคยเห็นหน้าคงเป็นไปไม่ได้เพราะว่าเมื่อวานตอนเช้าพวกอาจารย์ยังเข้ามาแนะนำตัวกับเด็กๆอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แถมเซเรฟก็ยังความจำดีเป็นที่หนึ่งอีก

“แปลกๆ” เรย์จินพึมพำก่อนที่พวกเขาจะหันหน้าเข้าหากันอย่างพร้อมเพรียง

“มันจะโดนลักพาตัวมั้ยวะ” ถ้าส่งขายในตลาดมืดราคาอาจจะพุ่งกระฉูดก็ได้ โซลริวนึกขึ้นอย่างเป็นห่วง

“นั่นปากหรืออะไร” เรย์จินทำท่าจะเคาะปากเขาทีหนึ่ง

“อย่าใส่ไฟสิครับคุณโซลริว”

“เออ แค่คิดไง ไปหามันเร็วเดี๋ยวโดนอุ้มไปขายจะแย่เอา” เขาว่าแบบนั้นก่อนจะออกวิ่ง

แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ยากที่คนอย่างโนอาร์จะโดนลักพาตัว คนที่กล้าทำแบบนั้นคงหัวหลุดออกจากบ่าแน่ๆ เพราะดูจากหน่วยก้านแล้วโนอาร์ท่าทางอย่างกับนักรบ แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าอาจารย์คนนั้นจะใชอาจารย์ที่นี่หรือเปล่า

โซลริวรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ

“แยกกันหาเร็ว” เขาบอกทันทีที่วิ่งกลับมายังตึกเดิม “ถ้าเจออะไรแปลกๆให้วิ่งนะ ตกลงตามนี้”

ทั้งหมดแยกกันออกไปหาโนอาร์ โซลริวไม่รู้ว่าจะตามหายังไงเพราะตึกนี้มันเชื่อมไปยังตึกอื่นๆด้วยแถมยังมีทางเดินที่ซับซ้อน เขาบอกแล้วว่าตัวเองร่ายเวทไม่ถูกแถมยังไม่มีพลังเวทมากพอจะต่อกรกับใคร

มีแค่ความสามารถในการรักษาขั้นสูงกับทักษะการมองเห็นที่ควบคุมไม่ค่อยจะได้

ดาบก็ไม่ได้เอามาด้วย!

“โนอาร์” โซลริวเรียกหาไม่ได้สนใจเลยว่าข้างนอกกำลังวิวาทกันหนักหนาแค่ไหน มีแค่เสียงของเขาที่สะท้อนไปมาแข่งกับเสียงฝีเท้า ความเงียบเริ่มกลับมาเกาะกุมหัวใจเรื่อยๆ เขาจะหาเจอได้ยังไงกัน โซลริวเดินไปตามใจเจอน่าไหนที่น่าสงสัยก็เดินไปเรื่อยๆแรกๆก็ได้ยินเสียงของเซเรฟและเรย์จินแต่ตอนนี้พวกเขาคงห่างกันมากจนไม่ได้ยินเสียงกันแล้ว

จู่ๆก็รู้สึกขนลุก

โซลริวเดินผ่านทางแยกเมื่อครู่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกขนลุก หรืออาจะเป็นเพราะโซนนี้ใช้เก็บอาวุธเลยมีคลื่นของเหล่าวิญญาณในดาบแผ่ออกมา เด็กหนุ่มยืนชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะหันไปหาอาวุธที่เหมาะมือสักหน่อย

เขาเจอดาบที่บักอยู่บนแท่น มันมีกระจกครอบไว้เหมือนเอาไว้โชว์ เขียนไว้ชัดว่าห้ามจับแต่โซลริวคิดว่าเขาใช้อาวุธอื่นๆไม่ถนัดเท่าดาบเลยถอดเสื้อนอกสีเข้มมาพันมือแล้วชะกระจกจนแตกก่อนจะสะบัดเสื้อแล้วใส่กลับพร้อมเดินไปดึงดาบออกมาไว้ในมือ

เท่านี้ก็อุ่นใจขึ้นมาชิบหาย

ขายาวก้าวเข้าไปด้านในพลางเก็บเสียงฝีเท้าไม่ต่างจากแมวเดิน เด็กหนุ่มกำดาบไว้ในมือแน่นก่อนจะเดินหาอะไรแปลกๆที่อาจจะเข้ามาถึงตรงนี้ ตอนนั้นเองที่ร่างสูงใหญ่ของปีศาจร้ายค่อยๆก่อตัวขึ้นตรงหน้า มันแยกเขี้ยวออกก่อนจะกางกรงเล็บออกพร้อมคำรามลั่น

“กร๊าซซซซซซซซ”

โซลริวไม่แน่ใจว่าที่ไหนเป็นจุดอ่อน เขายกดาบขึ้นมาปัดกรงเล็บที่ตวัดใส่ไม่ยั้งก่อนจะถอนตัวออกมาตั้งท่าใหม่แล้วบีบแขนเล็กน้อยเพราะปวดหนึบๆ มันเอี้ยงคอมองเขานิดๆราวกับว่ากำลังเรียนรู้ทักษะการต่อสู้จากเขาด้วยเหมือนกัน เด็กหนุ่มแสยะยิ้มอย่างมารร้าย มาลอกเขาแบบนี้ก็แย่สิ

โซลริวขมวดคิ้วก่อนจะกัดนิ้วโป้งแล้วป้ายเลือดลงคมดาบอย่างบรรจง ปีศาจร้ายตรงหน้าทำท่าจะขยายตัวใหญ่ขึ้นอีกเพื่อให้จัดการลำบาก แต่โซลริวแน่ใจว่ามันไม่มีวันทำสำเร็จ อย่างน้อยๆเขาก็เคยกระโดดสูงได้ถึง 2 เมตรครึ่งอันเป็นสถิตสูงสุดที่เขาทำไว้

ทุกอย่างดูท่าจะพร้อมแล้ว

“กร๊าซซซซซซซซซซซ” เสียงของมันแทบทำลายโสตประสาทโซลริวทำหน้าเหยก่อนจะวิ่งเข้าหา มันเองก็พร้อมรบเหมือนกัน

“แต่ฉันเร็วกว่า” เด็กหนุ่มพึมพำอย่างเยาะเย้ยก่อนจะตวัดดาบลงสุดแรงแยกมันออกเป็นสองส่วนอย่างไม่คณามือ ร่างของมันค่อยๆล้มตึงและสลายไปในอากาศ โซลริวถอดเสื้อคุมสีเข้มออกมาเช็ดเลือดเขียวๆบนดาบก่อนจะทิ้งเสื้อไว้ที่นี่แล้วเดินต่อไป

คิ้วเข้มขมวด เขารู้สึกลนลานในใจ มันมีทางแยกเลยไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ

สีหน้าเรียบนิ่งเกินบรรยายปรากฏแทนทีทันทีที่โซลริวมองรอยเลือดสีแดงที่ลากยาวเข้าไปในห้องที่ประตูสลักลายลูกไม้อย่างประณีตสวยงามที่ปิดสนิทอยู่ตรงหน้า มือเรียวยาวเอื้อมมือไปแตะเลือดขึ้นมาดมก่อนจะเดินเข้าไปในห้องด้วยอารมณ์ที่หนักอึ้งและขุ่นเคือง ขายาวกึ่งวิ่งทันทีพร้อมกับเสียงเย็นๆที่ดังอยู่ในใจ

อย่าให้รู้ว่าเป็นเลือดของใคร

ครืดดดดดดด

แรงผลักที่โซลริวใส่เข้าไปทั้งหมดดันประตูให้เปิดออก โซลริวมองคนที่อยู่ภายในตาขวางราวกับเทพแห่งโทสะถูกอันเชิญมาเมื่อความคิดของเขาไม่ได้เกินความคาดหมาย มีดาบเจ็บเล่มแทงทะลุร่างหนึ่งที่คุ้นตาเป็นอย่างดี เขารู้ได้ทันทีเลยว่ามันคือวิธีสังหารเทพ

ดาบเจ็ดเล่มจะทำให้พลังของเทพถูกผนึก

“ถอยไป” โซลริวเอ่ยอย่างใจดีแบบที่เวลาโกรธไม่เคยใจดีกับใครเท่านี้มาก่อน คล้ายมีคลื่นสีดำทมึนค่อยๆแผ่ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นๆแต่งแต้มบนใบหน้าดูไม่ต่างจากเจ้าโรคจิตที่อาจจะคุ้มดีคุ้มร้ายเมื่อไรก็ได้ ดวงตาสีนิลจับจ้องร่างที่ถูกตรึงให้นั่งนิ่งไปด้วยความหงุดหงิดที่เกินบรรยาย

โนอาร์จมอยู่บนกองเลือด ไม่ไกลออกไปมีหญิงสาวในเครื่องแบบแสนดูดีของอาร์เทลนั่งร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยแต่ไม่น่าจะเกิดอะไรเกินเลยกว่านี้แล้ว โซลริวเดาออกเลยว่าพวกมันใช้ผู้หญิงคนนั้นเพื่อบังคับไม่ให้โนอาร์ตอบโต้อะไร

ฆ่ามัน

“เจ้านั่นแหละที่ถอ-”

ตุบ

ไม่ชอบเลย

โซลริวมองศีรษะที่หล่นตุบด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะขยับเท้าเตะออกไปให้พ้นทางเดินอย่างหงุดหงิดพร้อมเสียงล้มตึงของที่ร่างของมันร่วงไปกองกับพื้น ดวงตาบนศีรษะที่ขาดเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเพราะไม่ถึงเสี้ยวเดียวที่มันได้เตรียมใจ

ความตายก็กลืนกินมันก่อนแล้ว

แบบนี้แหละ ปีศาจภายในใจยิ้มกริ้มและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและสะใจที่สุดเพราะมันใกล้จะกลืนกินวิญญาณของเด็กหนุ่มได้สำเร็จแล้ว เพราะยิ่งมีความแค้นและหวงแหนหรือเศร้าสร้อยและเจ็บปวดมากเพียงใดรอยเปื้อนสีดำก็ยิ่งลุกลามไปทั่วจนเหลือพื้นที่สีขาวอยู่ไม่มาก

โซลริวนิ่งไปมากจนหญิงสาวที่อยู่ในห้องสั่นกลัว เสียงพึมพำดังขึ้นจากคนผมดำก่อนที่ร่างที่หัวขาดไปเมื่อครู่จะสลายไป ใครบางคนที่คอยดูสถานการณ์อยู่ในห้องนี้พรางตัวเพื่อรอจังหวะและปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับแทงดาบจนทะลุร่างกายของเด็กหนุ่มโดยไม่ให้ตั้งตัว

ฉึก

“อ๊ะ...อึก” โซลริวนิ้วหน้าอย่างเจ็บปวด เสียงกรีดร้องสุดเสียงของผู้หญิงที่ต้องตกอยู่ในเหตุการณ์สยองแบบนี้ดังขึ้นประกอบฉาก ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายและน่าหวาดหวั่น

“ข้าไม่ให้คนอย่างเจ้ามาขวางทางหรอก” ปีศาจกระซิบกระซาบ ร่างกายเกือบจะเป็นมนุษย์ปกปิดหน้าด้วยผ้าคลุมสีดำ “ข้าจะต้องได้ของที่อาร์เทลซ่อนไว้!

ฉึก

เสียงดาบถูกดึงออกจากร่างด้วยการถูกยันจนล้มโครมไปจมกองเลือดของโนอาร์ที่ยังไหลออกมาไม่หยุด ร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีที่เลือดค่อยๆไหลออกจากบาดแผลขนาดใหญ่จากตรงช่วงเอวที่ถูกแทงจนทะลุ โซลริวไม่ยอมแพ้เขาพลิกตัวขึ้นมาจ้องเจ้าหมาขี้ขลาดเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง

สีหน้าเจ็บปวดและทรมานเรียกเสียงหัวเราะจากปีศาจในคราบมนุษย์จนน่าสะอิดสะเอียน

“เจ็บๆๆๆ อ้ากก” เสียงเด็กหนุ่มพึมพำอย่างเจ็บปวดก่อนจะดิ้นอย่างทรมาน เลือดก็ยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม

“หึๆ พิธีสุดท้ายคือตัดหัวมันไง” เจ้าปีศาจกล่าวขึ้นเหมือนต้องการเล่าขั้นตอนการสังหารเทพอย่างถูกวิธี มันอุตส่าห์วางแผนมา 5 ปีเพื่อรอให้ทุกอย่างเป็นไปตามเกม ดังนั้นจะให้เด็กคนนี้ขวางทางเพียงเสี้ยวนาทีไม่ได้เด็ดขาด

“ยะ..หยุดนะ” โซลริวพูดเสียงเบาลงเหมือนสิ้นฤทธิ์แล้ว

“ได้..ก็โง่แล้ว” ปีศาจร้ายเอ่ยก่อนจะดื้อแพร่งเงื้อมือขึ้นสุด

คำตอบของมันทำเอาโซลริวที่ดิ้นไปมาอย่างทรมานนิ่งสนิท สีหน้าที่แสดงออกมาว่าเจ็บปวดจะเป็นจะตายกลับมานิ่งเหมือนไม่มีอะไรให้แสดงละครต่อ โซลริวยันตัวขึ้นในจังหวะที่ปีศาจตกใจจนชะงักมือ เขาใช้มือซ้ายแทงคมดาบให้ตัดขั้วหัวใจจนสุดคมด้วยใบหน้าเรียบเฉย

ก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กๆที่แฝงไปด้วยสัญชาตญาณของนักล่าตัวเล็กๆที่ดูไร้พิษสง

“บอกให้ถอยไปตั้งแต่แรกแล้ว” โซลริวเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “อยากฟังเฉลยหน่อยมั้ย”

“..อะ..อัก...แค่กๆ” เสียงลมหายใจขาดห้วงดังขึ้นพร้อมกับร่างกายที่ค่อยสลายหายไปช้าๆ “เจ้า...”

“ผมเห็นคุณนะ แค่ไม่ใส่ใจเฉยๆ”

“...”

“คิดยังไงหรอที่ทำร้ายผม”

“...”

“ที่คุณทำทั้งหมด ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย”

“...แค่กๆ” ความทรมานกัดกินร่างกายของเจ้าปีศาจที่ปกปิดใบหน้าอย่างช้าๆและไม่ยอมสลายไปสักที คล้ายกับว่ามันคือฝีมือของเด็กหนุ่มที่จงใจจะทรมานมันให้เจ็บปวดเจียนตายแต่ไม่ให้ตาย

“คุณรู้มั้ยว่าผมโกงความตายมากี่ครั้งแล้ว”

“...” มันจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างอ่อนแรง คล้ายกับว่าก่อนตายต้องมานั่งฟังเด็กที่ดูไร้พิษสงเล่าความในใจก่อนความตายจะมาเยือน

“อยากเป็นตัวร้ายรึยังไง” โซลริวพึมพำอย่างใจเย็น เจ้าปีศาจพยายามบิดมือเด็กหนุ่มที่กุมดาบไม่ปล่อยแต่ไร้ผลเพราะเรี่ยวแรงหดหายไปหมดแล้ว

“แต่ผมเป็นตัวร้ายที่สุดนะ แทงกันครั้งเดียวก็คิดว่าชนะแล้วหรอ ดูถูกกันเกินไปรึเปล่า” โซลริวจ้องมองปีศาจที่ดิ้นทุรนทุรายคล้ายของจริงมากกว่าตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะสงสาร แต่จะสงสารคนที่จะฆ่าเพื่อนตัวเองงั้นหรอ ไม่มีหรอกคนที่ใจดีขนาดนั้นน่ะ เขาไม่ยอมใจอ่อนให้หรอกนะ

“เจ้าเป็น..ใคร” เสียงพึมพำดังขึ้น

“เป็นใคร? อืม...” เด็กหนุ่มลากเสียง “เป็นคนที่ถูกจ้างให้กำจัดคุณไง ยังสงสัยอยู่ว่าผมจะเจอคุณได้ยังไงแต่สุดท้ายคุณก็มาหาผม ถึงที่”

โซลริวนึกย้อนกลับไปวันที่มาถึงอาร์เทล เขาได้รับจดหมายให้กำจัด ปีศาจปิดหน้า ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ทำเลยเผากระดาษทิ้งแต่สุดท้ายก็ได้ทำ นี่เขาลำบากใจนะ คนจ้างก็จ้างแพงแต่เจ้านี้กลับดูถูกเขาเกินไปจนต้องมาตายเพราะไม่ระวังตัวเอง

“ขี้เกียจละ ตายไปพร้อมกับความไม่เข้าใจเถอะนะ” ว่าจบโซลริวก็กระซากดาบออกมาสุดแขนด้วยการใชเท้ายันเหมือนที่อีกฝ่ายทำไว้ก่อนหน้า ร่างของมันก็สลายไปทันที

โซลริวปรายตามองคนที่นั่งสั่นอยู่มุมห้องก่อนจะเรียกเสียงติดง่วงขึ้นมา เพราะเสียเลือดมันก็จะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม

“คุณที่อยู่ตรงนั้น มาดึงดาบออกช่วยผม”

“..ฮึก” เสียงร้องไห้อย่าสั่นกลัวดังขึ้นอย่าหวาดกลัวคนผมดำสุดขีด สิ่งที่เธอคิดได้ตอนนี้มีอย่างเดียวคือ น่ากลัว...ยิ่งเลือดสีแดงที่ไหลนองอยู่ในนี้ยิ่งน่ากลัว

“มานี่” โซลริวเอ่ยเสียงเรียบแต่ดูเย็นจัดขึ้นกว่าเดิม เธอถึงได้วิ่งถลาเข้าไปหาแทบไม่ทันเตรียมใจแต่กายก็ไปแล้ว

“...อย่าฆ่าฉันนะคะ ฮืออออ”

โซลริวปรายตามองคนที่ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดที่อีกฝ่ายกำลังร้องไห้คล้ายว่าทั้งหมดเป็นความผิดเขาแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรที่เป็นการข่มขู่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว

โซลริวนะโซลริว นอกจากซึนเก่ง เก็บความลับเก่ง ก็มีการแสดงที่ห่วยแตกรองลงมาจากการพูดกับผู้หญิงในเชิงขอร้องดีๆอีกด้วย

“ดึงดาบออกซะ” เสียงโซลริวก็ยังแข็งกว่าเดิมเสียอีก โธ่...คิดว่าปรับให้อ่อนแล้วนะ

“ทำแล้วค่ะ” หญิงสาวเบะปากก่อนจะกลั้นเสียงร้องไห้จนน่าสงสารพร้อมดึงดาบเล่มใหญ่ออกจากร่างชายหนุ่มอีกคนด้วยความกลัว หลังจากวันนี้เธอคงไม่ต้องกลัวตายไปมากกว่าตอนนี้อีกแล้วละ

“อืม” โซลริวพยักหน้าเมื่อเล่มสุดท้ายดึงออกมา เขาไม่ร็ว่าข้างนอกเป็นยังไงบ้างแต่เมื่อครู่ก็หัร้อนไปหน่อยเลยไม่ทันได้ระวังว่าภาพสยดสยองเหล่านี้อาจจะอยู่ในความทรงจำของผู้ร่วมเหตุการอีกคน

ดังนั้นเขาเลยให้ปีศาจที่อยู่ในใจของเขาออกมาลบความทรงจำส่วนนี้ออกไปจากหัวของเธอแล้วทำการดึงร่างคืนมาพร้อมกับใช้เวทรักษาขั้นสูงกับคนทั้งสองที่ไม่นานบาดแผลทั้งหมดก็หายสนิท

โซลริวถอนหายใจออดมาเหนื่อยๆ คราวที่แล้วรักษาเซเรฟก็ทำเอาเหนื่อยไปวันสองวัน คราวนี้รักษาสองคนพร้อมกับ ดูสิว่าเขาจะฟื้นอีกทีวันไหน

“เวรกรรมจริงๆแรงไม่พอจะลบส่วนของโนอาร์” โซลริวบ่นอุบอิบก่อนจะถอนหายใจอีก อย่างน้อยๆก็ยังช่วยทันละวะ แถมยังได้เงินค่าจ้างอีกด้วย โชคดีจริงๆเลย เด็กหนุ่มคิดอะไรก็เริ่มจางๆไปหมดเพราะว่าเริ่มง่วงแล้ว ไม่รู้ว่าข้างนอกจะเป็นยังไงบ้างแต่ว่าก็ดีแล้วที่สองคนนี้ไม่ตาย

แต่ว่าใครจะรักษาแผลให้เขากันละ ถึงจะไม่เจ็บแต่เลือดก็ไหล

แถม...แถมเขายังรักษาตัวเองไม่ได้อีกด้วย

ถึงโซลริวจะมาคิดเอาตอนนี้ก็สายเพราะร่างกายที่แบกรับความเหนื่อยล้าจากการเสียเลือดและการรักษาเมื่อสักครู่ดึงให้เขาจมลึกเข้าโลกแห่งความฝันไปเสียแล้ว...

 

*****************โปรดติดตามตอนต่อไป

งืม อิปู่กับอะไรกับโซลริวกันแน่ งึมงำๆๆ

เย้ มาถึงวันนี้ออกช้านิดหนึ่ง วันนี้วันเกิดไรท์ละเกือบลืมไปเลยมัวแต่ปั่นงาน55555 ต้องอัพทันสิว้อยยยยยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

115 ความคิดเห็น