Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 11 : บทที่ 9 มิตรภาพนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่9- มิตรภาพนี้

 

โซลริวนั่งเล่นหมากรุกบนกระดานกับโนอาร์ คงเป็นภาพที่หาได้อยากยิ่ง แม้ว่าโนอาร์จะไม่ค่อยชอบหมากรุกแต่มันคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โซลริวยอมสงบใจลงไปมากโข ก่อนหน้านี้เซเรฟตัดผมให้โซลริวจริงๆ แต่ผลที่ออกมาไม่เป็นที่ต้องตาหรือถูกใจมนุษย์ขี้เกียจตัวเป็นขนสักเท่าไร

ดังนั้นรังสีความมืดดำถึงได้ปกคลุมไปทั่วทั้งหอพัก คนทั้งหอถึงได้แวะเวียนมาถามไถ่อย่างห่วงใยว่าโซลริวใจดีขึ้นมาบ้างหรือยัง

ถึงขนาดทำให้คนทั้งหอรู้จักในเวลาสั้นๆ เพราะแบบนี้โนอาร์ถึงต้องมาเป็นคู่มือให้อย่างเลี่ยงไม่ได้

โนอาร์เลื่อนมือไปขยับตัวอัศวินสีดำเพื่อไล่ต้อนบิชอปของฝ่ายตรงข้าม โซลริวเองก็เดินหมากหลบเก่งและแฝงไปด้วยการอ่านเกมที่ชาญฉลาดพวกเขาได้เสียเท่ากันแต่โนอาร์ล้มบิชอปของโซลริวไปแล้วหนึ่งในขณะที่โซลริวได้แค่เบี้ย การเดินเกมเป็นไปอย่างเชื่องช้าและค่อนข้างจะกดดันพอสมควรเพราะตอนนี้มันเต็มไปด้วยความกระหายชัยชนะล้วนๆ

แต่ชายผู้มีสายตาติดดุไม่สำคัญว่าจะแพ้ชนะอย่างเดียว เขายังลอบมองสีหน้าท่าทางของโซลริวไปด้วย ยังดีที่โซลริวโกรธง่ายและหายไว หากว่าเอาแต่ใจกว่านี้ขึ้นอีกนิดหอคงแตกกันพอดี

ความจริงแล้วโนอาร์ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจก็ได้มั้งเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเขาสักหน่อย แต่ว่ามันก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อพวกเขาต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายๆปี แล้วอีกอย่างโซลริวที่เพิ่งตัดผมใหม่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดขนาดนั้น

ใบหน้าขาวจนคล้ายหิมะแต่มีเลือดเผื่อนเล็กน้อยพอเห็นเส้นชีวิต ดวงตาสีนิลเปิดเผยกว่าทุกครั้งดั่งน้ำหมึกสีเข้มหากแต่มีประกายระยับของชีวิตเหมือนตัดผมเปิดหน้าเปิดตาแล้วโซลริวก็ไม่ได้ดูง่วงตลอดเวลาเหมือนแต่ก่อน เหมือนกับว่าการตัดผมมันเปลี่ยนคนได้ยังไงยังงั้น

คิ้วเรียวเข้ม สันจมูกโด่งรับปากหยักเข้ารูปหน้าดวงตาสีนิลยิ่งดูโดดเด่นลึกลับ แม้ใบหน้ายามนี้จะเรียบนิ่งไร้สีสันของรอยยิ้มแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากออกไปนอกห้องแล้วมันคงดึงดูดสายตาผู้คนให้มองตาม แม้แต่โนอาร์ยังรู้สึกได้เลยว่าไม่สามารถละสายตาออกจากคนตรงหน้าได้ เพราะทุกครั้งก็มักเผลอมอง อย่างตอนนี้ก็เช่นกัน

ถ้าใช้เวลาปรับตัวสักวันสองวันเขาก็น่ากลับไปเป็นปกติ

ขนาดโซลริวที่ไม่ได้มีเชื้อสายของเทพเจือปนกลับมีแรงดึงดูดมากขนาดนี้ ซ้ำยังเป็นถึงลูกครึ่งปีศาจหรือไม่แปลกเลยที่อีกครึ่งในร่างนั้นจะส่งผลรุนแรงกับคนมอง เพียงแต่โซลริวคล้ายจะไม่ชอบใจกับหน้าแบบนี้เท่าไรนัก

อาจจะเป็นเพราะมันทำให้คนอื่นๆจ้องมองจนเจ้าตัวรู้สึกไม่ชอบใจ

แต่โนอาร์ว่ามันเหมาะกับโซลริวดี มันดีแล้ว ตอนโกรธหน่อยๆก็น่ารักดี

และหากจ้องมองดีๆแล้วจะเห็นว่าตาซ้ายของโซลริวไม่ได้ดำกระจ่างเหมือนอีกข้าง แต่มันเป็นสีดำอมแดง ยิ่งยามที่สะท้อนแสงแดดยิ่งเห็นชัดว่ามันมีร่องรอยของเส้นผ่านศูนย์กลางในตาดำ ขีดสีแดงเล็กๆคล้ายกับดวงตาของ ฮานีส

ฮานีส เป็นดวงตาของสัตว์เวทในตำนานพื้นเมืองของหมู่บ้าน ฮารัม แน่นอนว่ามันเป็นสัตว์เวทที่ทรงอำนาจและมีพลังเวทเสมือนขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่หายากยิ่ง หากใครได้ดื่มเลือดของฮารัมก็จะมีพลังไม่ต่างจากฮารัมตัวนั้น แต่เท่าที่จำได้ไม่มีคนไหนที่ดื่มเลือดฮารัมแล้วจะได้ดวงตาแบบนั้นมาครอบครอง

โนอาร์แน่ใจว่าที่โซลริวไม่อยากตัดผมก็เพราะกลัวว่าคนอื่นจะเห็นมันเข้า

“นายเคืองเซเรฟกับเรย์จินหรือเปล่า”

โซลริวส่ายหน้าทันทีไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตายิ่งทำให้แน่ใจได้ว่าโซลริวกลัวคนอื่นเจอตาอีกข้างเข้าจริงๆ

“แล้วตัดทำไมล่ะ”

“ก็...นายไม่เคยคล้อยตามใครหรือยังไง” อีกทั้งอาจารย์ก็สั่ง ทีแรกโซลริวไม่คิดว่ามันจะตัดซะเห็นดวงตาชัดเจนขนาดนี้

“แปลว่าที่เป็นฝืนเป็นไฟเพราะมันเกินความคาดหมายงั้นสิ” โนอาร์ไม่แน่ใจว่าถามเรื่องตาแล้วโซลริวจะตอบ เพราะโซลริวเป็นคนที่เก็บความลับเก่ง ต่อให้เอามีดจ่อคอก็ไม่มีทางคายความลับออกมาง่ายๆ เผลอๆไม่จำเสียด้วยซ้ำ

“แล้วก็โวยวายไล่พวกนั้นออกไปนอนกับคนอื่น” โนอาร์ขึ้นเสียงเข้มตั้งใจจะดุ โซลริวเริ่มตัวหดลงนิดหนึ่ง ริมฝีปากถูกกัดเม้มจนซีดก่อนมือจะเคลื่อนไปขยับเบี้ยไปอีกช่อง

“..ตาของนาย เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้หนิ” โนอาร์ถามขึ้นก่อนจะขยับหมากรุกตรงหน้าบ้าง โซลริวยังคงก้มหน้าแต่คงสะดุดคำพูดของโนอาร์อยู่บ้าง

“พูดอย่างกับเคยเห็น” โซลริวพึมพำไม่กล้าสู้ด้วยเพราะแผลงฤทธิ์ไว้เยอะเหมือนกัน โนอาร์ถึงได้สิทธิ์อบรมได้อย่างไม่ต้องระวังข้อห้ามใดๆ

“เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” คำพูดของโนอาร์ดังขึ้นเบาๆ ไม่ได้เต็มไปด้วยความกดดันเหมือนทุกที คล้ายกับว่ากำลังถามไถ่สารทุกข์สุขดิบมากกว่า

“นายไม่ต้องรู้หรอก”

“แปลว่าฉันเดาถูก...นายได้มันมาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องสินะ” โนอาร์พูดราบเรียบแต่วิธีการพูดไม่ต่างจากการแทงมีดลงบนบ่าโซลริวทีเผลอเลยสักนิด โซลริวหันไปมองโนอาร์เต็มๆตา แม้จะตกใจที่โนอาร์มันรู้เห็นขนาดนี้แล้วโซลริวก็ไม่จำเป็นต้องหลบตาอีก

ที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้มันคงดูน่าสมเพชมากสินะ

“อย่าเข้าใจผิดคิดว่าฉันดูถูกนาย” โนอาร์แทรกขึ้นก่อนจะจ้องกลับมาด้วยแววตาอ่อนลง เป็นสายตาที่เคยเห็นมากก่อนแต่ให้ความรู้สึกดีกว่าสายตาปกติ “แต่มันเป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้ว่านายเจออะไรมาบ้างที่ข้างนอกนั้น ฉันพูดในฐานะที่ฉันมองนายผ่านๆแต่ก็ไม่คิดจะปล่อยผ่าน ฉันแค่อยากให้นายกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“...”

“เป็นคนที่ไม่ต้องเงียบขนาดนี้”

“...”

“พูดอะไรก็ได้ที่นายอยากจะพูด”

“...”

“ถ้าหากว่าเรา..เป็นเพื่อนกันแล้วนายไว้ใจ”

โนอาร์รู้ดีที่สุด หากว่าคนที่เคยเจอโนอาร์มากก่อนเจอเขาพูดประโยคเมื่อครู่เข้าไปก็คงหาว่าเป็นโนอาร์ตัวปลอม ไม่ก็อาจจะคิดว่าเขาถูกล้างสมองมาแน่ๆ แม้ว่าเขาจะเป็นถึงสายเลือดเทพแต่ไม่ใช่พวกถือยศเอาอย่าง แล้ววันหนึ่งโซลริวจะเข้าใจเองว่าทำไมเขาถึงยอมลดตัวลงมาขนาดนี้

“ไม่ต้องมาอ่อนโยนเลยนะ” โซลริวพูดขึ้นเบาๆจนแทบไม่มีเสียงลอดออกมา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าที่โนอาร์กำลังทำมันคือการแสดงความจริงใจหรือเปล่า ดวงตาสีนิลฉายแววไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถบอกความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้แต่อย่างหนึ่งที่แน่ใจเมื่อมองดวงตาสีแดงเข้มที่อ่อนลงมากก็คือ โนอาร์ไม่ได้โกหก

“ไม่พูดก็ไม่เป็นไรนะ ไว้ให้แน่ใจก่อนก็ได้” เพราะโนอาร์อยากให้โซลริวเชื่อใจเขามากกว่านี้ มันอาจจะเป็นความเห็นใจก็ได้เพราะเขาเองก็ไม่มีทางรู้เลยว่าอยู่ที่นี่ โซลริวเจออะไรมาบ้าง และเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า วันหนึ่งโซลริวทำอะไรบ้าง

“ถ้าใจดีแล้ว ไปตามมันสองตัวกลับห้องด้วย” โนอาร์บอก โซลริวกลับรู้สึกว่าเหมือนถูกพ่อด่า

“เออ”

“ขอโทษพวกมันด้วย”

“เออ”

“อย่าเอาใจตัวเองเป็นที่ตั้งจนลืมว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกเหมือนกัน”

“...”

“เพื่อนดีๆหาง่ายนะถ้ารักษาให้เป็น”

“...ครับ”

 

 

โนอาร์ยิ้มที่มุมปากเป็นรอยยิ้มที่บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกแบบไหน ปกติแล้วโซลริวไม่พูดแบบนี้กับใครหรอกนะแต่คราวนี้ที่โนอาร์พูดมามันก็ถูกทุกอย่าง ที่เขาไล่พวกมันออกจากห้องไปก็เพราะกลัวว่าพวกมันจะรังเกียจที่ดวงตาเขาเป็นแบบนี้

ดวงตาของฮารัม มันไม่ควรปรากฏบนคนที่เป็นสายเลือดมนุษย์ครึ่งปีศาจแบบนี้

โนอาร์นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มในแบบที่คนแปลกหน้าไม่มีทางได้เห็น โซลริวรู้สึกว่าจะเห็นเทพสักองค์จุติ ในห้องเหมือนสว่างจ้าจนตาพล่ามัวไปหมดเพราะยิ้มแบบนั้น มือของโนอาร์เอื้อมมาปิดดวงตาของเขาไว้ก่อนที่มันจะมีวงเวทสีแดงปรากฏขึ้นและดับลงตอนที่โนอาร์เคลื่อนมือออกไป

“ถ้าทำแบบนี้ คนอื่นจะไม่มีวันได้เห็นนายเหมือนที่ฉันได้เห็น”

โนอาร์ก็ไม่เข้าใจทำไมเขาต้องยอมลดตัวลงมายุ่งกับโซลริวแต่พอหาเหตุผลดีๆมารองรับ มันก็มีแค่คำตอบที่ว่า เขาอยากช่วยมัน...แค่นั้นเอง

“มันมีวิธีนี้ด้วยหรอ” โซลริวอึ้งไปสักพักก่อนจะกระพริบตาแล้วยกมือขึ้นมาแตะเปลือกตาซ้ายอย่างไม่เชื่อ

“มีสิ ถ้าฉันไม่คลายเวทก็จะไม่มีใครเห็นมัน”

“...” วันนี้โซลริวก็ได้รู้ว่าโนอาร์ยังมีมุมดีๆอยู่บ้าง

“ฉันจะปิดมันช่วยนายตลอดไปเลย ดีมั้ย” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นเหมือนโนอาร์ใช้พูดกับเด็กตัวเล็กๆและมันยังสะท้อนอยู่ในหูของโซลริวกระทั่งโนอาร์จากไปเขาก็ยังนั่งอึ้งอยู่ที่เดิมก่อนจะนั่งหัวเราะทั้งน้ำตา เพราะว่าโนอาร์ที่เป็นแบบนี้ โซลริวกลับนึกถึงใครสักคน

และต่อให้นึกไม่ออกแต่โซลริวก็ไม่ได้หงุดหงิดเหมือนทุกที

พักนี้เจ้าอ่อนไหวง่ายจังนะ

“อื้อ” ถึงจะตอบแบบไหนแต่น้ำตามันก็ไหลเพราะซึ้งไม่หาย โซลริวปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะลุกขึ้นถอดเสื้อพิธีการออกเหลือเพียงเชิ้ตขาวที่หลุดหลุ่ยตามประสาคนอยู่หอกับกางเกงสีดำขลับเข้ารูปก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องคนอื่นเพื่อหาว่าเรย์จินกับเซเรฟอยู่ห้องไหน

หาอยู่นานเลยกว่าจะจะเจอ พวกเขาอยู่ชั่นบนสุดซึ่งมีทั้งหมด 4 ชั้นเจอสองเพื่อนเกลอที่ชั้น 2 ห้องนี้คนเยอะราวกับยกเพื่อนทั้งชั้นมาสุ่มหัวกันที่นี่ ความจริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ทะลาะกันรุนแรงเท่าไรเลยแต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกก็เลยต้องระวัง

เจ้าของห้องเดินมาเปิดประตูให้ก็เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว

“...” ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกออกมานอกจากสายตาอึ้งๆจากคนตรงหน้าที่มีใบหน้าแดงซ่านและกลิ่นเหล้าโชยออกมา โซลริวทำตัวไม่ถูกแต่ก็รักษาความนิ่งเงียบไว้ได้

“คือว่า ช่วยเรียกเรย์จินกับเซเรฟออกมาหน่อย ได้มั้ย ครับ” โซลริวพูดเบาลงเพราะว่ามันดึกแล้ว เสียงในห้องก็ค่อยๆลดลงเหมือนรอฟังพวกเราคุยกัน

“ดะ...ได้ๆ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มพยักหน้ารัวๆอย่างโง่นเง่นก่อนจะไปเรียกตัวมาให้

โซลริวยืนนิ่งรออยู่สักพักก่อนประตูจะเปิดออกอีกครั้ง เป็นเรย์จินกับเซเรฟที่เมาจนหน้าแดง โซลริวมองพวกมันก่อนจะพูด

“ขอโทษเรื่องตอนเย็น”

“...”

“พวกนายโกรธฉันมากมั้ย”

“...คุณโซลริว” เซเรฟพึมพำก่อนจะพยักหน้าเบาๆ หน้ายังแดงๆเช่นเดียวกับกลิ่นเหล้าที่ติดตามตัว “คุณก็โกรธผมใช่มั้ย อย่าโกรธผมเลยนะ นะ”

เพราะโซลริวเคยช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่ง แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธแต่เซเรฟจะทึกทักเอาเลยว่าเป็นฝีมือโซลริวนี่เองที่ช่วยขับพิษที่อยู่ในตัวออกไปด้วย มิหน้ำซ้ำแผลที่เคยเกิดจากการต่อสู้อันมาจากภูมิหลังก็สมานไปหมดไม่เหลือร่องรอยใดๆเลย

ก็คิดอยู่ว่าโซลริวหวงเส้นผมแต่พอดีเรย์จินชวนคุยมากไปหน่อยเลยเพลิน

“ไม่ได้โกรธ” เว้นแต่ตอนที่พวกมันช่วยกันตัดผมซะเพลิน ยอมรับว่าตอนนั้นโกรธจริงๆ แต่กลัวมากกว่า แต่ยังไงก็ไม่อยากให้มันอึดอัดข้ามวันแบบนี้

“แล้วทำไมไม่ไปนอน” เรย์จินพูดขึ้นบ้าง

“มาตามพวกนายกลับห้องไง”

“...”

“กลับห้องกัน” โซลริวเห็นว่าพวกมันทำหน้าเลิ่กลั่กคล้ายจะซ่างเมาขึ้นมานิดหน่อยก่อนจะถูกความมึนเมาควมคุมอีก แต่คนอื่นเวลาเมาแล้วอ้อแอ้เหมือนพวกมันหรือเปล่าไม่รู้ พวกมันทำเหมือนจะเดินตามแล้วก่อนเซเรฟจะพึมพำ

“คุณโซลริวผมขอโทษ”

“ฉันก็ขอโทษ ฉันผิดด้วยเหมือนกัน ผิดกันทุกคนนั้นแหละ”

“ใช่ มันต้องเป็นแบบนี้แหละ” เรย์จินพูดเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปสั่งลาเพื่อนในห้องว่าให้ระวังผู้คุมหอมาเจอนะ

“งั้นหรอ เอาแบบนั้นก็ได้” เซเรฟพอเมาแล้วยิ่งทรงตัวลำบากโซลริวเลยต้องเข้าไปประคองมันไว้แต่เรย์จินกลับมึนกว่า รายนั้นดันปีนขึ้นหลังเขาแล้วเกาะแน่นๆพร้อมเอื้อมมือไปกอดคอเซเรฟไว้ด้วย กลายเป็นว่าต้องเดินกลับขึ้นห้องด้วยสภาพที่พยุงเซเรฟแถมมีเรย์จินปีนเป็นลิงเกาะที่หลังอย่างทุลักทุเล

ตัวก็ไม่ได้เบาๆกันทุกคน โว๊ะ

“ฮ่าๆ แม่ฉัน ก็แบกพ่อแถม พยุงพี่แบบนี้เลย” คนผมทองเมาจนเริ่มรั่วแล้ว โซลริวยกมือขึ้นอีกข้างขึ้นไปดึงขามันไว้ก่อนจะร่วงลงไปซบพื้นแทน ดีที่เซเรฟมันมีสติกว่าเลยพยายามดึงน้ำหนักที่เทมาฝั่งเขาออกไปเล็กน้อยแต่ติดแขนเรย์จินเลยทำให้มันโถมน้ำหนักกลับมามากกว่าเดิมอีกเท่าตัว

โว้ยยยยยย

“นิ่งสิวะ ฉันหนักนะเว้ย” ต่อไปเขาจะไม่คุยกับพวกมันตอนเมา เจ้าพวกบ้า เดี๋ยวก็โยนทิ้งไว้แถมนี้เลยนิ ถ้าผู้คุมหอมาเจอไม่ซวยกันหมดนี่เลยหรือยังไง พวกเขาเสียเวลากับการขึ้นบันไดตั้งสองชั้นแถมเขายังเป็นตัวแบกพวกมัน

ถ้ากระดูกหัวเข่าเสื่อมไม่ต้องสงสัยเลยนะ

“โซลริววันนี้ พูดมากจังเลย” เรย์จินมันว่าอย่างนั้นเสียงก็อ้อแอ้อยู่ข้างหูชวนให้หงุดหงิดก่อนจะหยิกแก้มเขาแรงเหมือนเอาคืน

“เจ็บว้อย” เขาโวยวายก่อนจะตีขามันเบาๆเซเรฟเลยจัดการดึงมือเรย์จินออกไป นี่ถ้าไม่ติดที่วันนี้เพิ่งจบเรื่องไป เขาจะตบพวกมันให้คว่ำจริงๆ ใจดีด้วยด้วยได้ใจสินะ

“แดงเลย” เซเรฟงึมงำก่อนจะเอามือมาถูรอยแดงที่ขึ้นสีเข้มทันทีตอนแรกก็เบามือแต่หลังๆไม่ใช่ละ เอาแป้งมาขูดขอเลขเลยมั้ยวะเซเรฟ

“พวกแก” โซลริวพึมพำก่อนจะตัดสินใจโยนพวกมันออกจากตัวแต่ก็ถือว่าเบามือที่สุดแล้ว “มีแรงก็คลานกลับห้องแล้วกัน”

โซลริวเดินกลับมาที่ห้องยังใจดียืนรอพวกมันให้คลานมาอย่างที่พูดจริงๆ เพราะยังไงซะพวกนี้ก็เมาถ้าหากผู้คุมหอมาเจอเขาจะได้ช่วยได้ทัน นี่นับว่าโซลริวใจดีด้วยที่สุดแล้วนะ ขนาดลุงฟานเมาเขายังไม่ได้ดูแลเท่านี้เลย

เมาแล้วเป็นภาระคนอื่นจริงๆ

เสียเวลานอน!

 

รุ่งเช้ามาเยือนสองเพื่อนเกลอยังแฮ๊งค์ไม่หาย เรย์จินตื่นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นเสื้อผ้ายังเป็นตัวเดิมของเมื่อวาน เซเรฟที่รู้สึกตัวก่อนเดินออกมาจากห้องน้ำเนื้อตัวเปียกโชก

“ตื่นแล้วหรอครับ”

“อื้อ เรามาที่นี่ได้ยังไง” เรย์จินจำอะไรไม่ค่อยได้แต่พอยืนขึ้นก็เหมือนจะจำได้ลางๆว่าโซลริวไปตามกลับมา เซเรฟพยักเพยิกหน้าไปทางเตียงหลังใหญ่ก็พบว่าโซลริวยังนอนหลับสบายใจเฉิบก่อนโนอาร์จะลุกขึ้นมาพร้อมกับมองเพื่อนสองคนที่ยืนยิ้มแห้งๆอยู่กลางห้อง

คนตัวสูงที่สุดก้าวลงจากเตียงก่อนจะนวดไหล่ไปมก่อนจะเดินเดินเข้าห้องน้ำไปก็ไม่วายตบไหล่เพื่อนสองตัวที่ยืนยิ้มเจื้อนอยู่อย่างปลอบใจกลายๆ

“มันหายโกรธแล้ว ไม่เชื่อก็ปลุกมันดู” ว่าจบก็เดินเข้าห้องไปน้ำ เรย์จินทำหน้าลำบากใจนิดๆเพราะปกติไม่ค่อยทะเลาะกันกับใคร แต่ในเมื่อเรื่องมันอึมครึมมาจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็จำต้องปรับความเข้าใจกันหน่อย

เอาวะ ตายเป็นตาย

“..โซลริว”

“อือ”

“หายโกรธจริงๆนะ”

“...” โซลริวลืมตาขึ้นมาติดง่วงไม่น้อย เขากระพริบตาก่อนจะพยักหน้า จากที่พวกมันทำหน้าตรึงๆก็ยิ้มซะกว้างแถมยังโถมตัวเข้าหาถึงบนเตียงเหมือนเด็กเล็กดีใจ

“เซเรฟแกยังเปียกอยู่” เขาทักเสียงเรียบติดรำคาญอย่างกลับมาเป็นปกติเผื่อว่าพวกมันจะเกรงใจ ในที่สุดวันธรรมดาของเขาก็กลับมาแล้วแต่เหมือนพวกมันจะไม่เกรงใจนะ

“ไม่เป็นไร กึ่งแห้งแล้วครับ”

“เรย์จินเอามือออกไป” เรย์หันไปทำหน้าดุๆแต่เรย์จินไม่สะทกสะท้านซ้ำยังกอดแรงขึ้นไปอีก

“พวกแกออกไปฉันจะนอน!” เขาตะโกนสุดเสียง พวกมันหน้าเจื้อนสนิทก่อนจะกลับมาระริกระรี้เหมือนหมาหม้ามึน

“ก็นอนสิ นอนเลย” เรย์จินว่าแต่พวกมันยังก่อกวนเขาอยู่แบบนี้ใครจะนอนได้กันเล่า

โซลริวทำหน้าขึงขังแต่พวกมันคงรู้แล้วว่าเขาไม่ได้จริงจังแค่ทำๆเพื่อจะไล่พวกมันไปไกลๆเท่านั้น สักพักก็เห็นว่าเซเรฟลุกออกไปแต่งตัวแล้วเหลือแต่เรย์จินที่นอนเกาะเขาไม่ยอมไปไหน ไม่นานโนอาร์ก็เดินออกมาแต่งตัวเรย์จอนถึงได้ลุกออกไปเข้าต่อ โซลริวดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคอก่อนจะนอนต่ออีก

เสียงของเซเรฟกับโนอาร์ถามไถ่เรื่องกายแต่งกายวันนี้ดังขึ้นเบาๆ ไม่รู้ว่าพูดอะไรบ้างเพราะถึงตอนนั้นโซลริวก็หลับไปแล้ว

และตอนนี้ถึงได้วิ่งไปเรียนนี่ไง

“เร็วๆ” เรย์จินเร่งเร้าให้เขาออกจากห้อง โซลริวไม่ค่อยชินตาเท่าไร ปกติเขาจะดึงผมปรกหน้าปรกตาตลอดแต่วันนี้โล่งไปหมด ไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองเขายังไง แต่เอาเถอะหน้าตาเขาก็ดูธรรมดาจะตายไปคงไม่มีใครมาจับสังเกตตอนนี้หรอก

โซลริวหันมองโนอาร์แต่รายนั้นเดินไปแล้ว ดูไม่สนใจพวกเขาเหมือนตอนอยู่ในห้อง ราวกับว่าการก้าวออกมาจากห้องคือสวมบทเป็นคนดุๆเช่นเดิม แม้จะดูประหลาดไปหน่อยแต่โซลริวก็รู้แล้วว่าโนอาร์เป็นคนใจดี แค่ปากร้ายเท่านั้นเอง

เขาแยกทางกับคนทั้งสามเพราะพวกมันอยู่ห้องเดียวกัน โซลริวยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเมื่อวาน แค่ตัดผมก็ทะเลาะกันแม้จะเป็นความผิดพลาดเล็กๆแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้พวกเขาเข้ากันได้ดีกว่าเมื่อก่อนเสียอีก วันนี้โซลริวเลยไม่ค่อยง่วง

เขาเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ไร้ผู้คนพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ไม่มีใครได้เห็นหรอกว่าเด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำกำลังคลี่ยิ้มอย่างกระจ่างใสที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น ร่องรอยความลึกลับไม่ได้ถูกรอยยิ้มน่ามองนั้นกลบจนหายไปแต่มันกลับส่งเสริมกันจนทำให้ผู้ที่บังเอิญเห็นถูกสะกดด้วยรอยยิ้มนั้นทันที

วันนี้โซลริวมีปัญหาแน่ๆ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันจะไม่หนักหนาเท่าไร

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เขาคิดว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี

เสียงฝีเท้าของเด็กหนุ่มหายเข้าไปในห้อง ในที่แห่งนั้นโซลริวไม่คุ้นเคยกับหน้าที่ของหัวหน้าห้องสักไร แต่เขาก็พร้อมคลี่ยิ้มให้กับทุกคนอยางเป็นมิตร ตอนแรกทุกคนก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าการตัดผมจะเปลี่ยนคนไปมากขนาดนี้และนั้นก็ทำให้ชาวปี 1 ห้อง 3 ลงความเห็นตรงกันว่า

ท่านหัวหน้าคือ...ของสูง

 

ขณะเดียวกัน

อีกฟากบนท้องฟ้ากำลังมีลูกไฟขนาดใหญ่จำนวนสามลูกพุ่งลงมาที่เกาะลอยฟ้าอย่างไม่มีสัญญาณเตือน ลูกไฟดวงใหญ่เริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก่อนจะผ่านชั้นบรรยากาศลงมาจนกำลังจะทะลวงเขตแดนของอาร์เทล ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

สาม

เพื่อตามหาเด็กในคำทำนายของดารันและสายเลือดแห่งเมเทียร์

สอง

หนึ่ง...

ตูมมมมมมมมมมมมมมม!

 

*********************โปรดติดตามตอนต่อไป

อิอิ เป็นของสูงไปแล้วจ้า55555 ขิงให้สุด ขิงแบบไม่มีขีดจำกัด /ซับน้ำตา

Me : โนอาร์ มีบทหน่อยเอาใหญ่เลยนะ/สะบัดไม้เรียวสองที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

115 ความคิดเห็น