Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 10 : บทที่ 8 วันหนึ่งกับเรื่องที่ปล่อยเลยตามเลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 640
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่8- วันหนึ่งกับเรื่องที่ปล่อยเลยตามเลย

วันนั้นยังเช้าอยู่ พอโซลริวลืมตาตื่นเขาก็มองว่าการถูกทรมานในคืนนั้นเป็นเรื่องจิบจ้อย หัวใจไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเมื่อวาน ดวงตาสีนิลฉายแววสดใสอยู่หลายส่วน เขาไม่ถือโทษโกรธพ่อกับน้องชายแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเอาความ แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ร่างกายยังง่วงๆอยู่เหมือนทุกวันนั้นแหละ เขาเทความเศร้าของเมื่อวานทิ้งไปแล้วดังนั้นวันนี้และวันต่อๆคงไม่มีปัญหามาอีก โซลริวขยับลุกตอนเช้ามืดไม่รู้ว่าฟ้าจะผ่าหรือแดดจะแรงจนเผาคนตายรึเปล่าที่เขาตื่นเช้าขนาดนี้ แต่พอขยับลุกได้ไม่นานสายตาก็พลันสะดุดเข้ากับสักอย่างที่โผล่ออกมาจากผ้าห่มบนเตียง

หืม เรย์จินหรือเซเรฟที่ไปโกรกผมสีแดงแสบตาแบบนี้

ไม่ใช่ แล้ว...ใคร?

มือหนาเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มออกเล็กน้อยก่อนจะร้องอ๋อในใจเมื่อมองเห็นว่าเป็นใคร ที่แท้ก็คนเมื่อวานที่เอาร่มมาให้นี่เอง

“หืม มาได้ไงวะ” โซลริวพึมพำ ไม่ได้ตกใจแต่แปลกใจมากกว่า

“อ้ากกกกกกก”

“อะไรวะ” โซลริวสะดุ้งตกใจเสียงร้องของเรย์จินก่อนเสียงสบถอีกหนึ่งจะดังตามมาอีก

“เชี่ยไรวะ”

ไฟดวงใหญ่สว่างวาบพร้อมกับคนอีกสามที่ลุกยืนขึงขังบนเตียงอย่างกับจะออกรบทุกเมื่อ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่โซลริวควับดาบเข้ามือก่อนใครแล้ว ส่วนตัวการที่แหกปากลั่นแต่เช้าพอได้สติก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าเสียงของเรย์จินจะปลุกคนทั้งหอพักให้ตื่นขึ้นมาหรือเปล่า

“เอ่อ ฉันตกใจโซลริวมันตื่นเช้ามืดอ่ะ โทษๆ ทุกคนเข้าที่ๆ”

“ห๊ะ” เสียงเซเรฟดังขึ้นเบาๆอย่างไม่เข้าใจเท่าไรคนผมเงินลดมือที่ตั้งร่ายจะร่ายเวทลงเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ โซลริวอยากเอาดาบในมือเฉียบเรย์จินมันสักที เมื่อกี้ใจหายใจคว่ำหมด!

“พวกนายนี่มัน” เสียงคนผมแดงพึมพำก่อนจะถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงนอนที่เดิม โซลริวหันไปชี้หน้าเรย์จินทีหนึ่งก่อนจะยอมวางมือ

“ก็โซลริว นายทำฉันตกใจนะเนี่ย”

“ฉันคนนะ ตื่นเช้าเป็น” เขาบอกมันนิ่งๆก่อนจะถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงนอนต่อพร้อมวางดาบไว้โต๊ะข้างเตียง ได้ยินเสียงเรย์จินบ่นขอโทษขอโพย แต่พอจะหลับก็นึกขึ้นได้ว่าคนผมแดงยังอยู่ข้างๆ เกิดความเงียบจุดๆเพราะโซลริวไม่รู้จะพูดอะไร อีกฝ่ายก็นอนมองหน้าเขาเฉยๆ

“นั่นคือคุณ โนอาห์ ครับย้ายมาเมื่อวานตอนคุณหลับไปแล้ว” เซเรฟเอ่ยขึ้นหลังจากสังเกตเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องมันมาคุแปลกๆ เพราะโซลริวกำลังพักเลยไม่อยากปลุกขึ้นมาด้วยว่าจะแนะนำตอนเช้า ส่วนเรื่องเตียงของโซลริวเป็นเตียงคิงไซส์มีขนาดใหญ่นอนได้สองคนสบายโนอาห์เลยไปนอนตรงนั้น

“นั่นโซลริวนะครับคุณโนอาห์ ขอโทษที่เมื่อวานไม่แนะนำเพราะอยากให้คุณโซลริวตื่นก่อน”

“ไม่เป็นไร” โนอาห์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้านแล้วหลับต่อ โซลริวขมวดคิ้วนิดๆเพราะรู้สึกข้องใจแต่ก็ตัดมันทิ้งก่อน ไม่นานห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งเพราะทุกคนกลับเข้าโลกแห่งความฝันกันหมด

โซลริวรู้สึกตัวอีกทีตอนที่เตียงยวบยาบพอลืมตาก็เห็นโนอาห์กำลังยืดตัวอยู่แถวปลายเตียง ดวงตาสีแดงเพลิงหันมองเขาแวบเดียวก่อนที่จะฉายแววเรียบเฉยแล้วมองไปทางอื่น เซเรฟกับเรย์จินก็รู้สึกตัวตามๆกันก่อนที่พวกมันจะพับผ้าบนเตียงแล้วทยอยเข้าห้องน้ำกันทีละคน โซลริวไม่ลุกหรอกนะ เขาจะนอนอต่ออีกสักหน่อยถ้าไม่ถูกเรย์จินฉุดออกจากเตียงแล้วผลักเข้าห้องน้ำ

จบกัน

โนอาร์เป็นคนเงียบๆ จะเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีบางอย่างที่คนอื่นๆต่างก็สัมผัสได้ว่าไม่ธรรมดาด้วยก็ได้ ชายหนุ่มผมสีแดงค่อนข้างเย็นชาและการกระทำแข็งกระด้างพอๆกับปากเสียๆนั่นแถมยังดุจนไม่มีใครกล้าสบตา ดีขึ้นมาหน่อยที่พวกเราอยู่ห้องเดียวกันเพราะแบบนั้นบรรยากาศเป็นกันเองก็เลยพอมีอยู่บ้าง

โซลริวยังไม่ตัดความคิดที่ว่าโนอาร์อาจจะรู้จักเขาออกไปหรอกนะ

แต่ก็ไม่มีอะไรจะไปเซ้าซี้ให้มันด่าหน้าหงายกลับมาหรอก

โซลริวมัวแต่ยุ่งๆกับเรื่องของตัวเอง เขาไม่ได้สนใจว่าห้องต่างๆในตึกนี้เต็มไปด้วยนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว พอลงมากินข้าวถึงได้รู้ว่าที่นี่พร้อมแล้วสำหรับเป็นป้อมซ่องซุมกำลังเด็กปีหนึ่ง ที่นี่ไม่มีอะไรมากกว่าเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนาม เรย์จินมันเป็นคนของประชาชนจริงๆเดินไปทางไหนก็มีคนรู้จักไปทั่วในขณะที่เขา เซเรฟและโนอาร์ไม่ยอมทำความรู้จักกับใครเท่าไร

แต่เซเรฟต้องลุกออกไปจากกลุ่มเพราะเรย์จินเรียกเหตุผลคือเล่นไพ่แพ้เรย์จินเมื่อคืน ดังนั้นแล้วเรย์จินคนเสื่อมก็สั่งตรงมาว่าให้ไปตามมันไปทุกฝีก้าว โซลริวมองดูอยู่ทำไมจะดูไม่ออกละว่าเรย์จินมันเอาเซเรฟไปเป็นข้ออ้างของการปลีกตัวหนีจากคนมากมาย

“นายมาจากที่ไหน” โซลริวหันไปถามโนอาร์แต่ได้รับเพียงสายตาเย็นๆติดดุมองกลับมา โซลริวไม่ได้ถามต่อแต่ยังจ้องหน้าเป็นการกดดันไม่เลิก สุดท้ายโนอาร์จึงค่อยตอบผ่านๆเพื่อตัดรำคาญ

“ชิน อาณาจักรเทพ”

“อ่อ ว่าแล้วเชียว” เขาพึมพำแต่โนอาร์มองตาขวางเหมือนจะแคลงใจเขาเลยเสริมขึ้นอีก “นายไม่เหมือนคนธรรมดาเท่าไร”

“หึ แล้วนายละ”

“โฮลี่มาร์ค” โซลริวหันไปตอบก่อนจะตักอาหารเข้าปากต่อหลังจากที่ปล่อยให้ชืดเพราะมองโน้นนี่

“...งั้นหรอ” โนอาร์พึมพำก่อนจะถามบ้าง “สุนัขรับใช้ของเซอร์ฟีเลีย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ” โซลริวกึ่งปฏิเสธนิดหน่อยเพราะถ้าพูดให้ถูกเขาไม่ได้เป็นสุนัขรับใช้อย่างเป็นทางการ เขาแค่ฝึกตามธรรมเนียมส่วนใหญ่ก็ลอยไปลอยมาไม่ได้ทำอะไรให้ใครสักหน่อย แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกเพราะใครๆก็คิดแบบนั้นกันหมด

“แล้วนายรู้ได้ยังไง” โซลริวถามขึ้นพลางมองอย่างจับผิด เขายังไม่ได้บอกเลยว่าตัวเองมาจากไหนแต่โนอาร์มันรู้ได้ยังไง ความแคลงใจนิดๆเกิดขึ้น โซลริวจ้องไม่ต่างจากโนอาร์ที่จ้องกลบมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เรื่องของนายไม่ได้อยู่เหนือการควบคุมของฉันหรอกนะ”

“...”

“อีกอย่าง ฉันมีสมอง”

คำพูดของโนอาร์กระแทกเต็มหน้าจะดังปั๊กในห้วงความคิด ถือว่าวาจาคมคายเฉือนคนตายได้ง่ายๆ มันกำลังจะบอกว่าเขาโง่งั้นสิ ไม่เคยคิดจะเถียงใครแล้วเหนื่อยเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ โซลริวมองหน้าคนตรงข้ามพลางระดมปลุกสมองที่นอนนิ่งจนรอยหยักเริ่มตื้นขึ้นมาใช้

“เออ” เขาเปลี่ยนใจไม่ด่ามันกลับก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวแล้วเดินไปซื้อมาอีก โนอาร์มันก็ไม่ได้ไปไหนไกลนอกจากนั่งกอดอกนิ่งๆอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมมันไม่ไปที่อื่นฟะ

“ปล่อยไว้คนเดียว เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก”

พ่อง

เขาชูนิ้วกลางให้เป็นของขวัญตอบแทนความห่วงใย ปกติแล้วโซลริวจะไม่สนใจใครข้ามวันหรอกแต่ขอเว้นโนอาร์มันไว้สักคนเถอะ มันจะเอาเรื่องนั้นมาล้อแน่ๆ เขารู้สึกได้!

“ห้ามพูด” หรือต่อให้เขาอยากด่าโนอาร์ให้ป่นปี้สมกับที่ผู้นำแห่งความลับเรื่องสถาบันสัตว์ป่าที่เลี้ยงไว้ในปากแล้วแต่มันก็มีความรู้สึกว่าด่าไม่ลง อันนี้ด่าไม่ลงจริงๆ โกรธไม่เต็มที่ยังไงไม่รู้ โซลริวรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะเล่นสงครามเย็นกับเขาอยู่

หรือจริงๆมันจะรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนเงียบๆแค่ขี้เกียจเฉยๆ มันจะรู้ดีขนาดนั้นเชียวรึไง?

“ห้าม”

เขาย้ำอีกทีก่อนจะกินข้าวคำสุดท้ายไม่ได้ละสายตาออกมาจากคนตรงหน้า มันยิ้มที่มุมปากเหมือนพอใจอะไรนักหนาก่อนจะส่งเสียงหัวเราะในลำคอแล้วเลื่อนแก้วน้ำมาให้ ท่าทีสบายๆของมันทำเอาโซลริวไม่วางใจจริงๆ

หรือมันจะรู้จักเขาจริงๆวะ

แต่พอโซลริวกินข้าวเสร็จโนอาร์ก็ค่อยแยกออกไป เหมือนจงใจทำให้เขาลังเลเรื่องที่มันกับเขารู้จักกันมาก่อน เมื่อโนออาร์หายไปจากสายตาเขาก็ต้องถอนหายใจอย่างลังเลจริงๆ สรุปว่ามันเป็นพวกชอบทำให้คิดเองแล้วก็ทำให้รู้สึกลังเลเอง มันเล่นสงครามกับเขานี่หว่า

เดี๋ยวเจอ!

 

ในที่สุดอาร์เทลก็เปิดเรียน ตอนนี้โซลริวอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของอาร์เทลแล้ว มันเป็นชุดพิธีการดูไม่ต่างจากเครื่องทรงพวกเจ้าชายเลยสักนิด ผิวสีซีดสะท้อนกลับมาในกระจกตัดกับชุดสีดำขลิบทองเหมือนจงใจทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น

ผมสีดำที่ปรกตาอยู่ก็ถูกหวีจนเรียบมันแตกนิดหน่อยพอให้มองเห็นทางเดิน โซลริวทำหน้าบูดๆแต่เช้าแล้วเพราะว่าชุดพวกนี้ทำให้เขาอึดอัด และยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่เมื่อต้องไปอยู่ท่ามกลางคนนับร้อย

“โซลริว ไม่ตัดผมหรอ”

“หึ ไม่ตัด” เขาตอบเสียงเรียบ ไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง

“ทำไมซีดแบบนี้เนี่ย” คนผมทองพึมพำก่อนจะเอื้อมมือมาจับๆลูบๆจนดูดีในสายมันถึงยอมปล่อยมืออกไป แต่โซลริวก็ดึงผมข้างหน้าลงมาปิดอยู่ดี

“อดทนนะครับ เดี๋ยวงานภาคเช้าก็เสร็จ” เซเรฟพูดขึ้น ผมสีเงินถูกเซทให้ดูดีเข้ากับเครื่องหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากเรย์จิน ส่วนอีกคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำก็ดูดีมากๆ ไม่ได้ต่างจากดินแดนเทพที่มันจากมากเลยสักนิด เครื่องแต่งกายสีดำยิ่งเน้นให้อีกฝ่ายดูโดดเด่นแต่ไม่ได้ประหลาดถึงกับต้องเบือนหน้าหนี โซลริวทำหน้าตึงเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของโนอาร์

มันหัวเราะเยาะเขา

“ไม่อยากไปแล้ว” โซลริวว่าอย่างหมดความอดทน เขาเกลียดงานพิธีการที่สุดเลยว้อย!

 

ภายในงานเต็มไปด้วยเหล่านักศึกษาในเครื่องแบบหรูหรา ไม่มีใครยอมใคร โซลริวพอจะเย็นลงบ้างแล้วเมื่อมองเห็นของสวยงามอันจะเป็นดอกไม้ของเหล่าปีหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ชอบถูกจ้องอยู่เหมือนกันเลยไม่มองใครนานๆ

แต่เรื่องนี้โซลริวรู้ดีว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงของรุ่นพี่ดังขึ้นแต่ไม่ค่อยจะเข้าหูโซลริวเท่าไรนัก เขาแค่เก็บความตื่นกลัวผู้คนเอาไว้แล้วแสดงออกด้วยท่าทางนิ่งเฉยเหมือนทุกที โดยเฉพาะยามที่เสียงผ่านไมค์ประกาศเรื่องคะแนนสอบตั้งแต่อันดับสิบขึ้นไป

“ทางเราของแสดงความยินดีกับสิบคนที่มีคะแนนสอบสูงที่สุด โดยจะขอประกาศรายชื่อต่อไปนี้

....อันดับ 10 โซลันน่า เวอร์บีเน่ ทำคะแนนได้ 89 คะแนน

อันดับ 9  อาม่อน  โทรว่าด้า 92 คะแนน

            8 เซเรฟ เซฟลอเลียน 93 คะแนน

            7 เฟร่า รันเดล 94 คะแนน

            6 เอวา อัลโทน่า 95 คะแนน

            5 เรย์จิน เมเทอร์เรียส 97 คะแนน

            4 เฮดีส ฟาเวอร์เรียส 98 คะแนน

            3 เคย์นอส บลูค 99 คะแนน

            2 โซลริว ลีโนเทียร์ 100 คะแนน

และอันดับ 1 โนอาร์ อัล เซโฟน่า 105 คะแนน….

“โนอาร์ได้คะแนนพิเศษจากกรรมการทดสอบภาคบ่าย มีค่าอันดับสูงสุดจากผู้ผ่านการทอสอบทั้งหมดจึงได้เต็ม 5 คะแนนตามเงื่อนไขที่วางไว้” โนอาร์ทำหน้านิ่งเฉยแม้จะลุกขึ้นโค้งหัวให้ทุกคนอย่างน้อมนอมแต่สายตาก็ติดดุจนสร้างความสะพรันพรึงให้ทุกคนตั้งแต่แรกเจอ

ตอนนั้นเองโซลริวถึงได้รู้ว่าโนอาร์มันเกินคำว่ามนุษย์ไปหลายขุมแล้ว

เขายังอึกอัดกับสายตาหลายคู่ที่จ้องมาไม่ขาดสาย เพราะอีกสามคนมันเล่นเด่นทะลุความหนาแน่นของผู้คนไม่น้อยเลย โซลริวแพ้สายตาคนอื่นยิ่งเป็นคนจำนวนมากแล้วรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด จะตาย

“อย่าทำลายงานนี้โซลริว” เรย์จินพูดขึ้นอย่างเห็นใจ เพราะรู้จักโซลริวมาก่อนเลยพอรู้ฤทธิ์เดช เวลาที่หงุดหงิดแบบนี้ อีกไม่นานก็คงทนไม่ไหว เรย์จินต้องคอยดึงโซลริวไว้ตลอดไม่งั้นหายไปกลับที่ห้องแน่ๆ หรือไม่ก็แผ่รังสีมืดๆออกมาอีก โดยเฉพาะเวลาที่นอนอิ่มเต็มที่แบบนี้

“ไม่มีอะไรหรอกน่า เซเรฟก็อยู่ที่นี่ โนอาร์ก็อยู่ที่นี่” เรย์จินพูดต่อเพราะโซลริวมันเงียบมาตลอดทาง

“เออ” แม้จะพูดแบบนั้นก็ก็ยังได้ยินคำถามเบาๆว่าเมื่อไรจะเสร็จงาน เรย์จินไม่รู้จะสงสารหรือตบมันหน้าคว่ำก่อนดี

“เดี๋ยวจบงานจะพาไปกินอาหารอร่อยๆ” พอพูดเรื่องของกินโซลริวมันนิ่งไป เรย์จินอดขำไม่ได้เพราะรู้แล้วว่าจะเอาอะไรมาล่อมัน เซเรฟที่ฟังอยู่ตลอดก็ลอบขำไร้เสียงก่อนจะกลับมาขรึมเพราะอยู่ในงานพิธีการอยู่

กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยง โซลริวนั่งกินอาหารเงียบๆอย่างน่าสงสาร หมดกันภาพลักษณ์คนลึกลับที่ทุกคนควานหา ตอนนี้เหลือแต่ไอ้เด็กที่นั่งงอแงบนโต๊ะอาหาร เซเรฟที่นั่งอยู่ข้างๆเป็นคนตามใจทุกอย่าง แต่โนอาร์หายไปไม่รู้แถมเท่าที่ดูเหมือนว่าโซลริวกับโนอาร์จะเริ่มเป็นไม้เบื่อไม้เมากันจริงๆ

เพราะเจอกันทีไร โซลริวชอบทำหน้ามึนๆอึนๆ สังเกตจากโนอาร์คงไม่รู้แต่ถ้ามองโซลริวคือรู้เลย

โซลริวยืดตัวขึ้นหลังจากกินอิ่ม ดวงตาสีนิลเข้มดูสดใสขึ้นมานิดหน่อย

“ง่วงแล้วหรอครับ” เซเซรฟถามขึ้นเหมือนรู้ใจ โซลริวพยักหน้านิดหน่อยก่อนจะเอ่ย

“แต่ทนได้อยู่”

“ตอนบ่ายยังมีต่อนะแต่เหมือนจะเป็นการแนะแนว” เรย์จินเสริมขึ้น โซลริวขมวดคิ้วนิดๆใบหน้าติดง่วงอย่างเป็นปกติ หลายวันมานี้แม้แต่โซลริวก็ยังรู้สึกว่าตัวเองอาจจะดูเพี้ยนๆไปหน่อย ช่วยไม่ได้ในเมื่อความทรงจำคืนนั้นมันกลับมาไม่ทันได้ตั้งตัว

เรย์จินรู้ดีว่าโซลริวหาตัวยากไม่รู้ว่าตอนนี้อารมณ์ไหน เกิดวันหนึ่งหายไปก็ไม่รู้จะตามตัวที่ไหนเพราะคนผมดำไม่มีอะไรให้ตามตัวได้เลยแม้กระทั่งกลิ่นเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนั้นหาตัวไม่เจอสักที ยิ่งอารมณ์ติสท์อย่างกับสภาพอากาศ ช่วงนี้ก็ไม่เห็นถือดาบไปไหนมาไหนด้วยเหมือนทุกที ทำไมนะ

“โซลริว นายไม่ถือดาบแล้วหรอ”

“อ่อ ดาบ หึ ขี้เกียจ” คำตอบง่ายมากๆ

“ทำไมไม่เก็บไว้ในช่องมิติล่ะแบบนั้นเรียกใช้ง่ายกว่านะ” ซึ่งเรย์จินก็สงสัยมานานแล้วเหมือนกัน

“มันไม่เท่”

โซลริวตอบง่ายๆก่อนจะยิ้มจางๆ เรย์จินดูไม่ออกว่ามันยิ้มทำไมแต่พอมองอย่างพิจารณาแล้วเหมือนคำตอบที่จงใจกวนๆมากกว่า ว่าจบโซลริวก็หยิบน้ำขึ้นมาดื่มนิ่งๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากเซเรฟได้ไม่น้อย

คนผมเงินพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่ชวนไปห้องที่นัดไว้ในใบประกาศสอบ โซลริวลุกตามเป็นคนสุดท้ายพยายามไม่สนใจคนอื่นๆที่มองมาก่อนจะนึกถึงข้อความในใบประกาศวันนั้น มือหนาเอื้อมไปหยิบกระดาษออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะขมวดคิ้วทันทีที่อ่านจบ

“เรย์จิน เซเรฟ พวกนายได้ห้องไหน”

“ห้องหนึ่งครับ”

“เหมือนกัน” เรย์จินบอกก่อนพวกมันสองคนจะขมวดคิ้ว

“ฉันได้ห้อง 3 วะ”

“...”

“พวกเราต้องพรากจากกันแล้วอ่ะดิ”

 

โซลริวเดินเข้ามาในห้องหลังจากแยกจากเพื่อนอีกสองซึ่งรอยยิ้มจางๆยังคงประดับบนมุมปากของโซลริวเพราะพวกมันเล่นทำหน้าเหมือนกับว่าจะไม่ได้เจอกันอีก เขาเดินเข้ามานั่งหลังสุดก่อนจะมีคนอื่นๆทยอยเดินเข้ามา หากถามว่าตื่นเต้นไหม โซลริวตอบเต็มคำเลยว่ามากแต่ยังพอจัดการอารมณ์ได้อยู่

พอถึงเวลาคนยังคงที่ไม่มีมาเพิ่มเติม โซลริวก็ได้เจอกับอาจารย์ประจำชั้นหรือที่ปรึกษาของห้อง

“สวัสดีนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งทุกคน เราชื่อ อาเธอร์ เบอร์ลินฟรอนโน่ จากนี้ไปจะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับทุกคนจนจบปีการศึกษา เราสอนวิชาอัญเชิญปีหนึ่งเทอมหนึ่งและสอนวิชาเวทโบราณปีสองเทอมสอง จากนี้ไปก็คงได้เจอกันเรื่อยๆ เราหวังว่าทุกคนจะยังอยู่กับเราจนกว่าจะจบปีห้านะ”

เสียงของอาจารย์อาเธอร์ดูอบอุ่นและเคลือบไปด้วยคำเตือน โซลริวมองชายร่างสูงดูเข้าถึงอยากแต่ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร อาจารย์ก็เหมือนจะรู้ว่าเขาสนใจมีหยักคิ้วกลับมาให้ด้วย

ชักไม่แน่ใจแล้วว่ามาเรียนที่นี่มันดีแล้วจริงๆ

กว่าจะจบการแนะแนวก็กินเวลาเกือบสองชั่วโมง ดีที่มีกิจกรรมละลายพฤติกรรมโซลริวถึงได้ลดความตื่นกลัวลงไปมากได้รู้จักหลายคนเลย แต่ติดแค่โซลริวไม่ค่อยพูดเท่าไรเพราะเขารู้สึกง่วงๆกลัวว่าพูดไปจะไม่รู้เรื่อง เพราะงั้นก็เลยนั่งเงียบแล้วก็เล่นไปตามที่อาจารย์สั่งเท่านั้น

แต่สนุกดี

เจอคนมากหน้าหลายตา ดูแปลกไปหมดแต่ก็ดูไว้เนื้อเชื่อใจกันทั้งๆที่เพิ่งเจอกันแท้ๆ โซลริวรับรู้ได้ถึงความแปลกใหม่ของสังคมใหม่ เขาจึงพยายามจะเรียนรู้แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาควรจะเลือกกลุ่มไหนมากกว่า หรือจริงๆแล้วเขาเหมาะจะอยู่คนเดียวจะได้ไม่อึดอัดจนเกินไป

ถึงแม้ว่าโซลริวจะจดจำเรื่องอื่นๆที่ถูกลบออกไปไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ยังจำได้ลางๆว่ามีใครสักคนที่เขาติดค้างด้วย ดังนั้นสิ่งนั้นจึงสร้างความหวาดกลัวให้เขาอยู่ลึกๆ เขาทำตัวไม่ถูกเวลาเจอเพื่อนใหม่ ถ้าไม่นอนหลับใส่หน้าเพื่อตัดบทก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกันยังไงเหมือนกัน

และแย่หน่อยตรงที่ชื่อของเขาที่ประกาศออกไปเมื่อเช้าดันมีคนจำได้ ก็เลยหลายเป้นว่าเขาถูกล้อมรอบด้วยคนจำนวนมาก แม้จะแปลกประหลาดไปหมดแต่ก็ยังผ่านไปได้ด้วยดี เขายังสามารถใช้ความสงบสยบทุกความเคลื่อนไหวได้ดีสมกับที่ถูกสอนมา

โซลรวิว หากเป็นชื่อนี้คนที่โลกใต้ดินจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นยังไง โซลริวถูกสอนให้เป็นนักฆ่าและขณะเดียวกันก็ถูกสั่งสอนให้รู้จักมารยาททางสังคมราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสายหลัก ไม่แปลกหนักที่จะมีทั้งคนที่ชอบและชอบ

เพราะสิทธินี้ไม่เคยมีสายรองคนไหนได้มาก่อน

โซลริวพยายามพูดมากขึ้นมานิดหน่อยแต่เป็นการเป็นงานดูน่าเชื่อถือและสุภาพในการทำความรู้จักคนอื่น สมัยเรียนเขาไม่ได้ถูกสั่งให้คบค้ากับใครเว้นแค่ตอนเข้ามหาลัย เพราะถ้าเป็นตอนนี้พวกตระกูลอื่นๆมักจะส่งลูกหลานของตนเข้ามาที่นี่ หากว่าโซลริวผูกมิตรได้อย่างดีเยี่ยมก็จะเป็นประโยชน์ต่อตระกูลใหญ่และแน่นอนว่างานของเขามีแค่นี้จริงๆ

แค่นี้ที่ปู่ต้องการ มันไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นคำขอเสียมากกว่า

แต่สงสัยเขาคงใจดีมากไปหน่อยเพราะจากนั้นถึงได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องอย่างเลี่ยงไม่ได้

“กลับบ้านดีๆนะทุกคน” เขาบอกเสียงเรียบแต่เจือไปด้วยความห่วงใย ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ไม่ปฏิเสธไปแต่โซลริวก็รู้ดีว่าจากนี้ไปเขาอาจจะต้องตื่นเช้าๆหากมีงานด่วน

เวรแล้วไง

อาจารย์อาเธอร์ดูภูมิใจมากๆที่เขายอมเป็นหัวหน้าห้องให้ ก็ควรจะภูมิใจอยู่หรอกเพราะโซลริวไม่ค่อยจะทำอะไรให้ใครง่ายๆ เป็นนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไรแต่อาเธอร์รู้ดีเพราะเขาสนใจโซลริวมาตั้งแต่งานกีฬาสีเมื่อปลายปีที่แล้ว

โซลริวออกจากห้องเป็นคนสุดท้ายทำหน้านิ่งขรึมดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาจริงๆหากไม่มีผมปรกหน้าก็อาจจะน่าไว้ใจกว่านี้

“โซลริว” อาจารย์อาเธอร์รั้งไว้

“ครับอาจารย์”

“เธอช่วยไปตัดผมออกหน่อยนะ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี”

“...”

“พรุ่งเจอกัน อย่าสายล่ะ”

อาจารย์อาเธอร์เดินตัวปลิวไปโน้นแล้วแต่โซลริวกลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ เขาได้ยินไม่ผิดไปใช่ไหม อาจารย์บอกว่าอะไรนะ?

ไปตัดผม...

 

โซลริวเดินใจลอยกลับมาที่ห้องพัก เห็นเรย์จิน เซเรฟนังคุยกันออกรสเหมือนทุกทีในขณะที่โนอาร์กำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน พวกมันหันมองเขาแวบเดียว(หมายถึงโนอาร์น่ะ)ก่อนเรย์จินจะถามขึ้น

“ทำไมสภาพถึงอิดโหยโรยแรงแบบนี้”

“มีปัญหารึเปล่าครับคุณโซลริว” เซเรฟถามอย่างเป็นห่วง

“มี” เขาตอบขึ้นก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง พวกมันทำท่าลุ้นหนัก “ฉันเป็นหัวหน้าห้อง”

“...”

“อาจารย์ยังบอกให้ตัดผมอีก”

“...”

“ตัดผมน่ะ”

“...”

“พวกนายเข้าใจใช่มั้ย”

“...”

“...ฉัน ไม่อยากตัดผม” โซลริวเบะปากทันที เขาไม่อยากตัดผม ให้เป็นหัวหน้าห้องหรือลงแข่งชิงตำแหน่งประธานชั้นยังง่ายเสียกว่ากาตัดผมอีกนะ

เด็กหนุ่มผมสีดำแทบจะทำตัวเหลวเป็นเทียนถูกไปลนเมื่ออยู่ในห้องพักที่แสนคุ้นเคย แทนที่ทุกคนจะเห็นใจแต่สภานการณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจโซลริวกลับดำเนินต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

ไม่หยุดอยู่ที่คำว่าอินฟินิตี้อีกต่อไป

“ดีเลย งั้นให้ผมตัดให้นะครับ” เซเรฟไม่ว่าเปล่า มือหยาเอื้อมไปดึงลิ้นชักแล้วดึงกรรไกรสีเงิยวาบวับแลดูใหม่เอี่ยมออกมาถือ

รอยยิ้มใจดีของมันในวันนี้โซลริวไม่นับว่ามันใจดีแล้ว!

 

 

*************************โปรดติดตามตอนต่อไป

ถึงเวลาที่เต่าน้อยควรออกจากกระดอง? 5555 ต้องตัดผมสักหน่อยนะยาวจนปดยังความหล่อไปหมดแล้ว อย่าให้พูดเดี๋ยวหาว่าไรท์ขิงลูกชาย

ถึงจะสั้นแต่วันนี้ก็มาทันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน /ปรบมือ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

115 ความคิดเห็น