องครักษ์หญิงหมายเลขหนึ่ง

ตอนที่ 7 : ตอน6 เรือนอาคันตุกะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 มิ.ย. 57

Chapter 6 เรือนอาคันตุกะ

            ณ คฤหาสน์เมอร์แลนด์ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่สุดในละแวกเส้นทางที่มุ่งสู่ตัวเมืองของนีโอไฟล์ ตัวบ้านสีขาวสะอาดปลอดประดับด้วยหลังคาสีทองอร่ามซึ่งเมื่อต้องแสงอาทิตย์ดูราวกับกากเพชรระยิบระยับทีเดียว พลันหญิงสาวผมสีส้มอ่อนก็วิ่งตัดสนามหญ้าซึ่งตกแต่งด้วยบ่อน้ำพุมายังหน้าประตูบ้าน แต่ทว่าโดนหญิงสาวร่างเล็กที่สวมผ้ากันเปื้อนสีอ่อนยืนขวางไว้

            “คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าค่ะ”

            “ฉันจะไปดูตู้จดหมายหน่อยจ๊ะ ลูล่า” วิเวียเอ่ยเสียงหวาน

            “อ๋อ! คุณหนูรอจดหมายจากคุณนาเอลใช่มั้ยเจ้าค่ะ” ลูล่าเอ่ยด้วยความซื่อ

            “ใช่จ๊ะ มีจดหมายถึงฉันหรือเปล่า” วิเวียถามสาวใช้คนสนิทอย่างตื่นเต้นขณะลูล่ายื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เธอ ทว่าหน้าซองกลับเป็นตราประทับโรงเรียนนักการทูตโรเดโอ เธอจึงมีสีหน้าผิดหวังทันที แล้วชายร่างอ้วนฉุ รูปหน้ากลม หน้าผากล้านเลี่ยน มืออวบอูมของเขาลูบผมสีส้มอ่อนที่ฟูเล็กน้อยจากการวิ่งอย่างอ่อนโยน

            “คะแนนออกแล้วหรือลูก”

            “ค่ะ” รับคำแล้วเธอก็ยื่นซองจดหมายให้ผู้เป็นพ่อโดยไม่สนใจจะเปิดผนึกสักนิด เมื่อเขาเห็นอาการลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนแบบนั้นก็ยิ้มน้อยๆอย่างรู้ทัน เพราะถ้าเป็นปกติเรื่องคะแนนสอบต้องมาก่อนสิ่งใด

            “ลูกรอจดหมายจากนาเอลสินะ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นทว่าเธอไม่ตอบเพียงแต่สะบัดหน้าหนีอย่างงอนๆเท่านั้น เขาจึงหันไปมองหน้าลูล่า สาวใช้คนสนิทจึงรีบเอ่ยทันที

            “คุณหนูรอจดหมายจากคุณนาเอลมาสองวันแล้วเจ้าค่ะ นายท่าน” ผู้เป็นนายสูงสุดของบ้านก็พยักหน้าอย่างรับรู้ก่อนออกคำสั่งกับเธอ

            “ลูล่าช่วยเตรียมกระเป๋าให้ฉันด้วย ฉันจะไปธุระสักหน่อย”

            “เจ้าค่ะ” พลันลูล่าก็รีบวิ่งหายเข้าไปในคฤหาสน์ทันที แล้วพ่อผู้ห่วงลูกสาวก็โอบไหล่วิเวียเดินเข้าบ้านขณะนัยน์ตาสีทองของเธอแฝงด้วยความผิดหวังระคนน้อยใจ เธอทำอะไรอยู่นะนาเอล

 

            แสงแดดอ่อนเริ่มโดนแทนที่ด้วยแสงยามสายที่ร้อนระอุจนเหล่านักเรียนนีโอไฟล์รุ่น16 ต่างเริ่มเหน็ดเหนื่อยและเหนียวตัว แถมตอนนี้พอมองไปทางไหนก็มีแต่ภาพภูเขาท้องทุ่งสีเขียวเหลือง หรือไม่ก็พวกไร่สวน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ซึ่งแสนจะน่าเบื่อสำหรับเหล่านักเรียนที่เคยอยู่แต่ที่หรูหราฟูฟ่า แล้วทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็สบถขึ้นอย่างทนไม่ไหว

            “ชนบทชัดๆ” พลันเสียงนักเรียนหญิงสองคนก็ดังขึ้นอย่างสนับสนุน

“มีแต่ทุ่งนาภูเขา ฉันจะไปอยู่ได้ไง”

“นั่นสิ! น่าเบื่อตาย”

“ใช่!” “ใช่ๆ” หลายคนเอ่ยและพยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างเพ้อฝัน

“ทำไมเราไม่ได้ไปอยู่โรเดโอนะ ที่ๆมีแต่ความสง่างาม หรูหราจนรู้สึกราวกับเป็นเจ้าหญิงทีเดียว” เธอเผยมือออกเล็กน้อยราวกับร่ายรำไปกับเสียงเพลงแห่งสายลม จนเพื่อนที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆต้องรีบคว้ามือเธอกลับมาจับสายบังเหียนไว้ ไม่งั้นมีหวังได้ตกม้าแน่ และแล้วแจ๊คที่ทนไม่ไหวกับความเพ้อฝันของเพื่อนๆจึงโพล่งอย่างลืมตัว

“เลิกฝันเฟื่องกันได้แล้ว ยังไงๆเราก็ต้องอยู่ที่นี่แหละ”

“ใช่ๆอย่างน้อยที่นี่ก็มีท่านไดมอนด์กับท่านวีลด์นะ” เสียงบรรดาแฟนคลับไดมอนด์และวีลด์รีบเอ่ยสมทบแจ๊คทันที แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นสักนิด เพราะหลายคนต่างส่ายหัวอย่างระอากับความคิดนี้

ทว่ากลับมีคนหนึ่งที่ไม่ใส่ใจในสิ่งเพื่อนๆเอ่ยสักนิด เธอช่างดูสนใจกับภาพสองข้างทางจนมองทุกอย่างด้วยแววตาเป็นประกายอย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว จนโนอาร์ต้องหันมามองแม่น้องสาวตัวดีเป็นระยะๆ เพราะนัยน์ตาสีไพรนั้นลุกวาวอย่างแสนซนขณะจ้องฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ไร่แอปเปิ้ล ไร่องุ่นที่เพิ่งผ่านมา และตลอดทางยังมีไร่ผลไม้อีกหลายชนิดที่นาเอลมองอย่างเปรี้ยวปากจนต้องกลืนน้ำลายลงคอ เอื๊อกๆ แต่พอเป็นไร่ผลไม้สีแดงคล้ำที่บางต้นยังหลงเหลือช่อดอกสีชมพูอ่อน เธอก็ถึงกลับอดใจไม่ไหวทีเดียวก่อนจะเหลือบซ้ายแลขวาแล้วเมื่อสบโอกาสขณะที่โนอาร์เผลอ เธอก็ตวัดแส้เพื่อสอยลูกเชอร์รี่เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำก่อนโยนเข้าปากอย่างสมใจ ขณะเคี้ยวผลเชอร์รี่ไป เธอก็อยากกรีดร้องให้ดังทั่วโลกว่ารสมันช่างวิเศษเหลือเกิน จากนั้นนาเอลก็แอบสอยลูกเชอร์รี่จากต้นที่แส้เธอตวัดไปถึงตลอดทาง แถมบางทียังตวัดโดนช่อดอกเชอร์รี่สีชมพูที่วิเวียคลั่งไคล้มาด้วย เธอจึงแอบเก็บใส่กระเป๋าเพื่อไว้ฝากเพื่อนรัก 

ครั้นแล้วนาเอลก็แอบก้มหน้ากินลูกเชอร์รี่ขณะโนอาร์ แจ๊ค เอซเหม่อมองดูข้างทางพร้อมกับคิดว่าที่นี่มันช่างสุดยอดเสียจริง สมแล้วที่ได้ชื่อว่าดินแดนแห่งกสิกรรมแม้จะมีตัวอันตรายอย่างหมอนั่นก็เหอะ แต่มันก็เป็นแค่เรื่องขี้ผงเมื่อเทียบกับแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์แบบนี้  เหอๆๆ สีหน้าเธอช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน แต่ทว่ามะเหงกลูกยักษ์ก็ลงบนหัวเธออีกตามเคยจนฟันที่จะกัดลูกเชอร์รี่กระทบกันดังทีเดียว

“ใครใช้ให้เราไปขโมยเขากินเนี่ย” โนอาร์หันมาแหวใส่ขณะหลักฐานยังคาอยู่ที่ริมฝีปากได้รูปของเธอ

“ก็แค่ชิมลูกสองลูกเป็นไรไป” นาเอลเถียงกลับทันควัน

“แต่นี่มันเกือบโลได้มั้งนาเอล” คำพูดของแจ๊คทำให้เธอเสียฟอร์มอย่างแรงจนได้แต่หัวเราะแหะๆกลบเกลื่อน ขณะเอซ โนอาร์ แจ๊ค จ้องมองผลเชอร์รี่ที่กองเป็นภูเขาขนาดย่อมบนตักเธออย่างหัวเสีย แล้วคนผิดก็เลยเอ่ยด้วยเสียงร่าเริงเพื่อกะเรียกเสียงฮาแทนคำต่อว่า

 “ก็ต้นละลูกสองลูกไง ฮ่าๆ” แต่ไม่มีใครขำกับเธอสักคนเดียว มีแต่สายตาดุดันจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ทีเดียว ซึ่งขณะนั้นวีลด์ก็รู้สึกขบวนม้ามันช้าลงผิดปกติจึงพยายามชะเง้อมองข้างหน้า พลันเขาก็เห็นนาเอลที่พยายามขี่ม้าออกนอกเส้นทางและหันมายิ้มก่อนโยนเชอร์รี่เข้าปากอย่างยั่วโนอาร์ แจ๊คและเอซซึ่งขี่ม้าไล่กวดเธอ แต่ทว่าเอซก็คว้าสายบังเหียนม้าของเธอไว้ได้ จากนั้นทุกอย่างก็ดูจะกลับมาเป็นปกติ ถ้าหากไม่มีสายตาหกคู่ที่เฝ้ามองเธอทุกระยะทีเดียว จนวีลด์อดยิ้มไม่ได้กับความแสนทะเล้นของเธอ

“ฮึ! ช่างเป็นหญิงสาวที่แปลกเสียจริง”

 

            ครั้นแล้วขบวนเสด็จก็เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางของไซแคลเกียซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งทางตอนเหนือ ภาพไร่ผลไม้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ยังคงให้เห็นประปราย แต่ส่วนใหญ่สองข้างทางนั้นจะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่มีผู้คนอาศัยไม่มากนักกับพวกทุ่งข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์และแม่น้ำดิไวน์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านอาณาจักรอื่นๆก่อนจะลงสู่ทะเลไอโดเลิน

พลันภาพเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นตัวตึกที่ทันสมัยและหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่ดูดีมีฐานะ จากนั้นสายตาทุกคู่ก็เห็นป้ายทางเข้ากรมองครักษ์แห่งไซแคลเกียซึ่งต้องเลี้ยวเลาะเข้าไปตามนาบัว แต่ตอนนี้พวกเขายังต้องตามขบวนเสด็จจึงทำได้เพียงแค่ชะเง้อมองตัวอาคารสีอิฐที่เห็นไกลลิบๆเท่านั้น ทว่าพอพ้นเส้นทางนั้นมาไม่นาน พวกเขาก็ต่างอุทานขึ้น “โอ้โห! สวยจัง” ยอดโดมสีขาวตระการตาบนภูเขาลูกหน้าสะท้อนแสงอาทิตย์สีทองทำให้เห็นเป็นประกายระยิบระยับ แล้วเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้เท่าไรก็ยิ่งเห็นความสวยงามของมันมากเท่านั้น

เสาปูนปั้นที่สลักลวดลายวิจิตร บนยอดประดับด้วยโคมไฟห้อยรายล้อมรอบรั้วกำแพงที่ทอดยาวอย่างสุดลูกหูลูกตาเพื่อบ่งบอกถึงเขตพระราชฐาน ทางเข้าประตูใหญ่ขนาบข้างด้วยต้นพีชและต้นเชอร์รี่สีชมพูที่แข่งกันออกดอกบานสะพรั่งจนกลีบปลิวกระจายบนพื้นหินแกรนิตราวกับพรมหนานุ่ม แถมยังมีต้นชาหลากหลายพันธุ์ปลูกกั้นเป็นรั้วอีกชั้นหนึ่ง แล้วขณะขบวนเสด็จเข้าสู่ด้านในซึ่งทั้งสองข้างเป็นสระน้ำที่มีปลานานาชนิดแหวกว่าย แถมบางครั้งก็กระโดดขึ้นมาทักทายและอวดพุงสวยๆด้วย แล้วนัยน์ตาสีไพรก็เหลือบมองต้นแอปเปิ้ล เชอร์รี่ พีช แพร์ที่ดูน่าลิ้มลอง ขณะต้นไม้เหล่านั้นโอนเอนไปตามสายลมราวกับต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเจ้านายกลับบ้านอย่างยินดี

จากนั้นก็เป็นทิวสน ต้นหลิว ต้นเมเปิ้ลที่ตบแต่งอย่างสวยงาม ถึงแม้จะกินไม่ได้แต่นัยน์ตาสีไพรก็จ้องมองพวกมันอย่างไม่วางตา ก่อนจะผ่านแนวแถวต้นชาหลากพันธุ์ ครั้นแล้วนัยน์ตาสีไพรก็สะดุดกับกอไม้เลื้อยซึ่งใบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ดอกเกลียวแหลมสีเขียวอ่อน แต่หากบานจะเป็นสีขาวสว่างราวกับพระจันทร์ทีเดียว นาเอลจำได้ว่าตอนเด็กๆเคยได้กินดอกเกลียวนี้มาแล้ว และตอนนี้ก็อยากลองกินอีกสักครั้ง เธอจ้องกอไม้เลื้อยอย่างมาดมั่นขณะยิ้มหยันอย่างเจ้าเล่ห์ ต้นชมจันทร์จ๋า สักวันฉันจะมาขอชิมดอกของเธอนะจ๊ะ โนอาร์ที่สังเกตเห็นน้องสาวตัวดีเลียปากแผล็บๆขณะจ้องกอไม้เลื้อยก็ทำให้เขาเอะใจขึ้น

“เอ๊ะ! ที่นี่มีต้นชมจันทร์ด้วยเหรอ แล้วยัยนี่ไปชอบกินดอกชมจันทร์ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

 

“หยุดดดดด...” เสียงตะโกนดังก้องกังวานขึ้นขณะรถม้าพระที่นั่งจอดหน้าตัวอาคารหินอ่อนสีขาวที่ทั้งบานประตูหน้าต่างเป็นทรงโค้งทั้งหมด เมื่อแสงแดดเจิดจ้าต้องโดมหินอ่อนก็ช่างทำให้มันดูราวกับวิมานแห่งสวรรค์ไม่ปาน แต่เสาที่รับน้ำหนักหลังคาโดมนั้นกลับเป็นเสาหินที่ทำให้ดูเหมือนวิหารของเทพเจ้ากรีกจึงเป็นตัวอาคารที่มีทั้งความงดงามอ่อนช้อยและความแข็งกระด้างแสนเรียบง่ายผสมกันอย่างลงตัว

พลันองค์ราชินีและเหล่าเจ้าชายก็เสด็จลงจากรถม้าพระที่นั่งก่อนขึ้นบันไดหินอ่อนที่ประดับด้วยพุ่มไม้จำพวกเฟิร์น ส่วนวีลด์ก็แยกตัวไปส่งสมุนไพรที่ท้องพระคลังซึ่งอยู่อีกฝั่งของเขตพระราชฐาน ขณะเหล่านักเรียนนีโอไฟล์รุ่น16 เดินตามหัวหน้าราชองครักษ์ผู้มีเรือนผมสีโค้ก นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ สวมแว่นวงรีสีเงินไปตามทางทิศตะวันตกของอาคารหินอ่อน ที่มีชื่อว่า“มาร์เบิล แกรนด์พาเลซ”

ทางที่เหล่านักเรียนนีโอไฟล์ต้องเดินเข้าไปนั้นเป็นทางหินกรวดขนาดเดินได้สองคน จึงทำให้พวกเขาต้องเดินเป็นคู่เข้าไปในซุ้มไผ่ที่มีเป็นระยะๆราวกับป่าไผ่ทีเดียว แล้วสายตาทุกคู่ก็เห็นเรือนครึ่งวงกลมสองชั้นที่เจาะหน้าต่างเป็นรูๆดุจรังผึ้ง ยิ่งมีหลังคาเป็นสีน้ำตาลแก่ด้วยแล้วยิ่งทำให้เรือนนี้เหมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่ควรอนุรักษ์ จนหลายคนเริ่มขนลุกซู่เพราะความขลัง

จากนั้นหัวหน้าราชองครักษ์ก็หายเข้าไปในเรือนรังผึ้งนี้ก่อนที่เหล่านักเรียนนีโอไฟล์จะได้ยินเสียงขึ้นจมูกกล่าวทักทายซึ่งลอยมาจากด้านใน

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่เรือนอาคันตุกะค่ะ”

นักเรียนทั้งหมดพยายามมองหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เห็นมีใครจนบรรดานักเรียนหญิงเริ่มเกาะแขนกันแน่นอย่างหวาดกลัว แล้วสักพักหัวหน้าราชองครักษ์ก็เดินออกมาพร้อมกับผู้หญิงนัยน์ตาสีแดงสดทำเอาหลายคนผงะไปด้านหลังทันที เนื่องจากพวกเขาต่างนึกว่าเธอลอยตามหลังหัวหน้าราชองครักษ์มาเพราะทุกส่วนร่างกายของหญิงสาวถูกปกปิดด้วยผ้าสีแดงขลิบลายทองเว้นเพียงแต่ลูกตา ไม่เพียงแค่ชุดส่าหรีและนัยน์ตาเท่านั้นที่สีแดง แม้แต่กำไลดังกรุ๋งกริ๋งที่เต็มท่อนแขนก็ยังสีแดงด้วยจนนาเอลนึกว่าเธอเป็นนางระบำหน้าท้องทีเดียว ถึงแม้จะไม่เห็นหน้าท้องของหญิงสาวร่างบางนี้ก็ตาม พลันเสียงขึ้นจมูกก็เอ่ยคำเดิมอีกครั้ง

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่เรือนอาคันตุกะค่ะ” เธอโค้งให้เล็กน้อยตามมารยาทก่อนหัวหน้าราชองครักษ์จะกล่าวเสียงดัง

“นี่คือท่านเรดดิช ผู้ดูแลเรือนแห่งนี้และท่านจะดูแลพวกเธอจนกว่าถึงวันพิธีรับองครักษ์ประจำกรม” จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับหญิงสาวร่างบางอย่างนอบน้อม

“รบกวนท่านเรดดิชหน่อยนะขอรับ” เธอพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหัวหน้าราชองครักษ์ก็โค้งเคารพเธอก่อนจะหายเข้าไปในป่าไผ่ นักเรียนหญิงหลายคนทอดสายตามองเขาอย่างหวังว่าเขาจะกลับมาเป็นที่พึ่งให้พวกเธอก่อน เพราะหญิงสาวตรงหน้านั้นช่างแปลกประหลาดจนไม่มีใครอยากจะเผชิญหน้ากับเธอตามลำพัง

พลันเสียงขึ้นจมูกของหญิงสาวประหลาดก็เรียกเหล่านักเรียนนีโอไฟล์เข้าไปในเรือนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสมือนเป็นไกด์นำเที่ยว

“เรือนนี้จะแบ่งเป็นสองฝั่งซึ่งเราจะเรียกว่าปีกซ้ายและปีกขวา ทางปีกซ้ายนั้นเป็นห้องพักของผู้ชาย ส่วนทางปีกขวาเป็นห้องพักของผู้หญิงจ๊ะ แล้วหากมีอะไรก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อที่ห้องหัวมุมบันไดทางขวาได้เลยนะจ๊ะ” หญิงสาวชุดส่าหรีผายมือไปยังห้องใหญ่ที่สุด บานประตูเป็นไม้แกะสลักลวยลายวิจิตรซึ่งผิดกับประตูห้องอื่นๆที่เป็นแค่ไม้เนื้อแข็งประดับลวดลายนิดหน่อยเท่านั้น แล้วก่อนเหล่านักเรียนนีโอไฟล์จะได้รับอนุญาตให้พักผ่อนตามอัธยาศัยนั้น ท่านเรดดิชก็กล่าวถึงประวัติเรือนอาคันตุกะราวกับเป็นคำขู่เล็กๆที่จะทำให้พวกนักเรียนไม่กล้าคิดทำผิดกฎทีเดียว

“เรือนรับรองแห่งนี้ในอดีตจะใช้รับรองแขกบ้านแขกเมืองจึงได้ชื่อว่าเรือนอาคันตุกะ แต่ปัจจุบันเราจะเปิดให้เฉพาะรับรองแขกขององค์ราชินีและเจ้าชายเท่านั้น ดังนั้นพวกเธอที่จะเป็นองครักษ์ของไซแคลเกียในอนาคต จงอย่าลืมว่าวันนี้พวกเธอคือแขกของพระองค์ท่าน หากคิดจะทำผิดข้อตกลงที่นี่แล้วล่ะก็ เรือนรับแห่งนี้จะไม่ปรานีเธอดุจแดนอันธการเชียวล่ะ” เธอเว้นวรรคเล็กน้อยขณะแววตาทุกคนฉงนว่าที่นี่มีกฎอะไรแล้วทำไมจะต้องไม่ปรานีหากทำผิด ครั้นแล้วเสียงขึ้นจมูกก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ข้อตกลงของเรือนอาคันตุกะมีว่า หนึ่ง ห้ามหญิงคนใดข้ามไปยังฝั่งปีกซ้าย และห้ามชายคนใดข้ามไปยังฝั่งปีกขวาโดยเด็ดขาด สอง ไม่ว่าใครก็ตามห้ามเข้าออกที่นี่หลังเที่ยงคืน และสาม เมื่อแสงแรกยามเช้าขึ้นแล้ว ทุกคนต้องออกจากห้องพักทันที” กฎข้อสามทำให้ทุกคนอึ้งและฉงนไปตามๆกัน ทำไมมันมีกฏบ้าๆแบบนี้ด้วยเล่า แล้วถ้าไม่ออกทันทีล่ะจะเป็นไรมั้ย นัยน์ตาสีไพรมองดวงตาสีแดงสดอย่างครุ่นคิด ขณะเสียงขึ้นจมูกเอ่ยอย่างรู้ทันความคิดนาเอล

“ใครจะคิดว่าข้อตกลงพวกนี้แปลกประหลาดก็ตาม แต่เมื่อพวกเธออยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามข้อตกลงทั้งหมด แล้วดังที่ฉันบอกหน้านี้ ถ้าหากคิดจะท้าทายข้อตกลงแล้วล่ะก็ จงระวังโทษทัณฑ์แห่งแดนอันธการไว้ให้ดี ฮะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ” เสียงขึ้นจมูกนั้นหัวเราะลั่นจนมันก้องเข้าไปในโสตประสาทนาเอลทีเดียว ครั้นแล้วหญิงสาวชุดส่าหรีก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

นาเอลที่นอนกลิ้งเกลือกหลังจากจัดของเสร็จบนเตียงไม้สลักลายที่มีฟูกหนานุ่มซึ่งปูด้วยผ้าสีน้ำตาลแก่ขณะปลายเตียงมีผ้าห่มสีปูนพับไว้ แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นที่รองเท้าเธอเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอก็เอื้อมมือหยิบสมุดบันทึกสีฟ้าอ่อนที่มีตัวอักขระสีเงินเขียนว่า My Memories มันเป็นสมุดที่วิเวียให้เธอในวันเกิดปีที่แล้ว ครั้นแล้วนาเอลก็เปิดหาหน้าที่ว่างก่อนจะวางช่อดอกเชอร์รี่สีชมพูอ่อนที่เริ่มเฉาบนหน้ากระดาษแล้วปิดทับมัน วิเวีย! เดี๋ยวฉันค่อยส่งไปให้เธอนะ นาเอลกอดสมุดขณะคิดถึงเพื่อนรักก่อนวางบนหัวเตียง พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เมื่อเธอมองไปจดหมายฉบับหนึ่งก็สอดเข้ามาใต้ประตู

“ถึงคุณนาเอล” ริมฝีปากได้รูปของเธออ่านหน้าซองอย่างฉงนก่อนฉีกซองโดยไม่สังเกตตราผนึกแม้แต่น้อย แล้วเมื่อนัยน์ตาสีไพรเห็นตัวจดหมายก็ขมวดคิ้วอย่างลืมตัวทันที กระดาษสีเหลืองนวลแผ่นเบ้อเริ่มแต่มีตัวอักษรกระจึ๋งเดียว แค่คำว่า “เชิญลงไปข้างล่าง” เท่านั้น เธอพลิกหน้ากระดาษไปมาอีกสักพักเผื่ออาจมีข้อความอื่นแต่ก็ว่างเปล่า เธอจึงตัดสินใจพับมันลงกระเป๋ากางเกงก่อนเดินออกจากห้องขณะรอยนูนรูปวัวดินบนตราผนึกปลิวกระจายรวมกับเศษกระดาษในถังขยะ

ทางเดินหน้าห้องของปีกขวานั้นว่างเปล่าไร้ผู้คนแต่ทางเดินปีกซ้ายมีชายหนุ่มผมเทาเดินจ้องมองจดหมายในมืออย่างสงสัย แล้วหญิงสาวผมทองอ่อนก็ตะโกนเรียกเขาด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“แจ๊ค! นายก็ได้เหมือนกันเหรอ” นาเอลชูจดหมายให้เขาดูทำให้ชายหนุ่มขยับแว่นเล็กน้อยก่อนยิ้มน้อยๆเมื่อรู้ว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ได้รับจดหมาย และแล้วทั้งสองก็เดินลงบันไดของแต่ละปีกไปพร้อมกัน

 

ครั้นถึงหน้าเรือนอาคันตุกะนาเอลและแจ๊คก็ต่างตกใจระคนดีใจพอเห็นโนอาร์และเอซยืนรออยู่ขณะรถม้าสีดำสนิทจอดเทียบหน้าเรือน แล้วชายแก่หนังเหี่ยวย่นซึ่งเป็นสารถีก็ถอดหมวกผ้าสักหลาดที่แบบจิตรกรชอบใส่ซึ่งหมวกที่หุ้มขอบเล็กๆนี้ดูค่อนข้างเก่าและยับเยินทีเดียวเพราะมีรอยปะเต็มไปหมด จากนั้นชายแก่ก็โค้งให้พวกเขาพร้อมเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม

“เชิญท่านทั้งสี่ขอรับ” ทว่านัยน์ตาสีนิลและสีเทาเข้มต่างจ้องมองวิธีจับหมวกของเขาที่บัดนี้ได้ถือหมวกไว้ในมือขวาและปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวแล้ว แต่นิ้วเขาสิกลับทำให้สองคนนั้นสะดุดใจ ส่วนนาเอลก็เอียงคอมองสารถีแก่อย่างสงสัย ครั้นพอถึงคิวเธอขึ้นรถ จึงเอ่ยถามเขาทันทีอย่างเก็บความสงสัยไม่ไหว

“ลุงจะพาพวกเราไปไหนจ๊ะ?” เธอเลือกใช้คำสร้อยน่ารักๆเพื่อเรียกคะแนนความเอ็นดูเผื่อจะล้วงข้อมูลได้บ้าง

“กระผมมิอาจบอกได้ขอรับคุณหนู” เขาตอบกลับอย่างพินอบพิเทาขณะโนอาร์กระชากแขนเธอขึ้นรถ พอรถม้าเริ่มเคลื่อนออกจากเรือนอาคันตุกะ นาเอลก็อาละวาดใส่พี่ชายทันที

“พี่จะกระชากทำไม บอกให้ขึ้นดีๆก็ได้นี่”

“ก็เราเสียเวลาไปแบบไม่ใช่เรื่อง” โนอาร์กล่าวขณะนาเอลหน้ามุ่ยเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ จนเอซกับแจ๊คที่นั่งฝั่งตรงข้ามได้แต่ลอบอมยิ้มกับความชอบหาเรื่องของเธอ แต่นาเอลก็ยังไม่อยากยอมแพ้จึงแกล้งถามพี่ชายแสนดีอย่างลองเชิง

“แล้วพี่รู้หรือว่าลุงจะพาเราไปไหน”

“ไม่รู้” คำตอบของโนอาร์ทำให้เธอลอบยิ้มอย่างมีชัย ทว่าคำพูดต่อมาของเขาก็ทำให้เธอหน้าม่อยลงอีกจนได้

“รู้แต่ว่ามันเป็นคำสั่งของคนที่ใช้ตราประทับนี้ได้” โนอาร์ชี้รอยนูนรูปวัวดินบนซองให้ดู ทำให้นาเอลรู้ว่าตนเองเริ่มเป็นฝ่ายแพ้แต่ไม่อยากยอมรับ จึงรีบแย่งซองจากมือพี่ชายแล้วนำมาพิจารณาเผื่อมันอาจจะเป็นของปลอม ทว่าเอซก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน

“มันไม่ใช่ของปลอมหรอกนาเอล ฉันกับโนอาร์พิสูจน์แล้ว”

“โธ่!” เธอร้องแล้วก็ยื่นซองจดหมายให้พี่ชาย

“มีวิธีพิสูจน์ด้วยเหรอ?” แจ๊คเอ่ยอย่างสนใจ

“มีสิ ก็รอยนูนของที่นี่จะพิเศษตรงที่ถ้าโดนน้ำแล้วจะไม่โปร่งแสง” พอสิ้นคำตอบของเอซ แจ๊คก็รีบลองถุยน้ำลายใส่ซองของเขาทันทีก่อนจะชูขึ้นที่หน้าต่างรถม้าเพื่อให้กระทบกับแสง จึงทำให้เห็นว่าซองกระดาษที่เปียกนั้นโปร่งแสง แต่ตรงรอยนูนกลับไม่มีแสงผ่านสักนิด

นาเอลมองซองของแจ๊คอย่างขัดใจขณะที่เธอต้องยอมรับว่าแพ้ทุกทาง แต่ทว่าเธอก็ฉุกคิดได้ว่ายังมีข้อสงสัยอีกอย่างที่อาจจะชนะก็ได้ พลันนาเอลก็ทอดถอนใจขึ้น

“เฮ้อ! ความจริงลุงก็น่าจะบอกว่าจะพาไปไหนสักหน่อยนะ อุตส่าห์พูดเพราะๆอย่างงั้น”

“ฮะฮ่าฮ่าๆๆๆๆๆๆ” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหัวเราะจนตัวงอราวกับกุ้งทีเดียว นาเอลถึงกับเบิ่งตาขึ้นอย่างตกใจ

“หัวเราะกันทำไม” เธอแหวขึ้นเมื่อพวกเขาไม่ยอมหยุดขำสักที

“เธอไม่รู้จริงๆรึไง ฮ่าๆๆ” แจ๊คเอ่ยขณะเช็ดน้ำตาที่หางตา

“รู้อะไร!” นาเอลกล่าวแล้วสลับมองหน้าทุกคนไปมาอย่างขอคำตอบ

“เราไม่รู้จริงหรือเนี่ย?” โนอาร์พยายามกลั้นหัวเราะแล้วกล่าวอย่างแปลกใจ ขณะนาเอลพยักหน้าปะหลกๆ แต่ก่อนที่โนอาร์จะได้เฉลย เอซก็เอ่ยแบบให้เธอลองคิดทบทวนดีๆ

“เธอสังเกตรึเปล่าว่ารถม้าพระที่นั่งผู้ปกครองไซแคลเกียเป็นแบบไหน แล้วรถม้าคันนี้เป็นแบบไหน”

“แบบเหรอ?” เธอทวนคำขณะคิดทบทวนภาพรถม้าพระที่นั่งสองคันที่เธอเห็นตลอดการเดินทาง ซึ่งเป็นรถม้าสีน้ำตาลแดงรูปทรงค่อนข้างโค้งคล้ายฟักทองยักษ์มีสัญลักษณ์รูปวัวดินประดับ แต่รถม้าคันนี้รูปทรงสี่เหลี่ยมสีดำแบบที่เห็นได้ทั่วไป

“อ๋อ! รถม้าพระที่นั่งกับรถคันนี้ต่างกันสินะ” แล้วทุกคนก็ต่างร้อง ”อืม” พร้อมกับพยักหน้าให้เธอ

“ที่เรานั่งอยู่นี่มันเป็นรถม้ารับจ้าง แล้วทีนี้เข้าใจยังล่ะว่าถึงซักลุงไปเขาก็ไม่ยอมบอกอยู่ดี ถ้าคนที่ใช้ให้มารับ เขาสั่งไว้หน่ะ” โนอาร์แถลงไขจนนาเอลพยักหน้าหงึกๆตามอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง จากนั้นเอซก็เสริมขึ้น

“รถม้ารับจ้างทั่วไปจะเป็นสีดำทรงสี่เหลี่ยม แต่รถคันนี้มีความพิเศษอยู่นะ”

“ห๊ะ!” นาเอลกับแจ๊คร้องพร้อมกันขณะโนอาร์และเอซที่นั่งตรงข้ามกันต่างอมยิ้ม

“ก็ลุงสารถีไงล่ะ” โนอาร์เฉลย

“เอ๋?” แจ๊คขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างลืมตัวขณะนาเอลครุ่นคิดอย่างคนไม่อยากแพ้จนหมดท่า ครั้นแล้วเธอจึงเอ่ยอย่างอวดว่าตนก็สังเกตได้เหมือนกัน

“เป็นเพราะระดับภาษาและอาการพินอบพิเทาที่ไม่เหมือนสารถีรับจ้างทั่วไปใช่มั้ยล่ะ?

“ก็ส่วนหนึ่ง แต่อากัปกิริยากับหมวกของเขาต่างหากที่พิเศษ” คำตอบของเอซทำให้นาเอลขมวดคิ้วทันที ส่วนแจ๊คที่คิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่นั้นก็เอ่ยขึ้นแบบไม่แน่ใจเท่าไหร่

“เพราะมันเป็นหมวกที่ดูแข็งๆเหมือนใหม่รึเปล่า”

“ในที่สุดนายก็มองออกนะแจ๊ค” เอซยิ้มให้เขาขณะโนอาร์พยักหน้า ส่วนนาเอลได้แต่นั่งบื้ออย่างไม่เข้าใจ พี่ชายแสนดีเมื่อเห็นอาการน้องสาวแบบนั้นจึงเฉลยให้

“ก็ปกติคนที่เป็นสารถีรับจ้าง เขาต้องใส่หมวกประจำถูกมั้ย?” เขาถามอย่างให้นาเอลลองคิดเธอก็พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนโนอาร์จะกล่าวเสริม

“แต่หมวกที่ลุงเขาถือมันยังค่อนข้างแข็ง ถึงแม้จะแกล้งปะผ้าและโปะแป้งให้ดูเก่าก็เถอะ แต่นั่นก็บอกอยู่โต้งๆแล้วว่า ปกติเขาไม่ได้มีอาชีพนี้นะสิ”

“ไม่เพียงแค่นั้นนะนาเอล ตอนจับหมวกดูเหมือนเขาจะติดคีบขอบหมวกด้วยนิ้วชี้กับนิ้วกลางเอามากๆเลยล่ะ แล้วที่สำคัญมันเป็นนิ้วที่ใช้สูบยา หากลุงคนนี้ไม่ได้สูบบุหรี่ก็ต้องซิการ์ นั่นก็แสดงว่าเขาต้องมีรายได้ดีพอที่จะซื้อของพวกนี้มาสูบเป็นประจำเชียวล่ะ” เอซอธิบายเพิ่มจนนาเอลเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เธอก็ไม่อยากจนมุมง่ายๆแบบนี้จึงลองวินิจฉัยแบบฉบับเธอบ้าง

“อ้าว! ถ้าดูแค่ติดคีบสองนิ้วนั้น เขาอาจเป็นคนติดเล่นไพ่มากๆก็ได้นี่ แบบพวกที่ชอบซัดไพ่ไง” เธอยิ้มน้อยๆอย่างดีใจ แต่ทว่าโนอาร์กลับส่ายหัว

“ก็อาจใช่กับคนอื่น แต่ไม่ใช่กับลุงคนนี้แน่ เพราะฟันเขาหน่ะมีคราบเหลืองๆติดอยู่ แล้วปากก็ดำด้วย นั่นก็แสดงว่าเขาต้องเป็นคนที่ใช้สารนิโคตินเป็นประจำ” พอฟังการวิเคราะห์ของพี่ชายแล้ว เธอเลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆอย่างคนหมดทางเอาชนะ แจ๊คที่เห็นดังนั้นจึงฉีกยิ้มให้เธอก่อนเอ่ยอย่างสนุก แถมเป็นการเสริมคำพูดโนอาร์ราวกับซ้ำเติมให้เธอติดดินทีเดียว

“แล้วอีกอย่างนะนาเอล ไม่มีคนที่เขาติดซัดไพ่ด้วยสองนิ้วนั้น  คีบหมวกในท่าปล่อยแขนลงข้างลำตัวแบบคนจับมวนยาสูบหรอก ฮึ ฮึฮ่าๆๆ” แจ๊คหัวเราะอย่างขำขันขณะเอซเลี่ยงหันมองไปทางหน้าต่างเพื่อกลั้นหัวเราะ ซึ่งบัดนี้รถม้าได้เลี้ยวออกจากเขตพระราชฐานแล้ว

ส่วนนาเอลก็ได้แต่กอดอกขัดใจ ก็แหงสิ! คนที่ติดซัดไพ่ เขาก็แค่งอแขนไว้ระดับอก แล้วก็ซัดมันออกไปเท่านั้น แต่ถ้าฉันมีมีดพกตอนนี้ล่ะก็ จะขอซัดใส่นายเป็นคนแรกเลยแจ๊ค! นัยน์ตาสีไพรมองใบหน้าชายหนุ่มผมเทาอย่างมาดมั่นขณะเหยียดยิ้มให้กับความคิดตนเอง โดยที่มีใครหารู้ไม่ว่า คำวิเคราะห์วินิจฉัยเหล่านั้นได้ถูกบันทึกลงในม้วนเทปที่ติดอยู่ด้านล่างของที่นั่งไว้แล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น