ตอนนี้ (ยัง) เป็นคุณ [YAOI] E-BOOK บน MEB

ตอนที่ 7 : 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 879 ครั้ง
    9 ก.พ. 62


06

 

 

 

          ผมพยายามแล้วที่จะบอกตัวเองไม่ให้ประหม่า

 

          แต่นั่นแหละ, มันยากมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก

 

          ตื่นมาเช้ากว่าปกติเพื่อเล่มเกม ตีป้อมแตกไปอีกไม่รู้กี่ป้อม ตอนแรกก็คิดว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกไปกินข้าวกับคนที่เป็นเพื่อน (และแฟนเก่า) ไม่น่าจะวุ่นวายขนาดนั้น อาบน้ำเตรียมตัวชิลๆ ก่อนที่จะสำเหนียกได้เมื่อตัวเองเดินทางออกมาว่าสองชั่วโมงนั้นโกหก ความจริงผมตื่นเต้นแบบฉิบหาย

 

           เสยผมที่เริ่มยาวปรกหน้าเป็นรอบที่ร้อย ถึงจะบอกว่าเป็นร้านอาหารโรงแรมแต่ก็ไม่ได้เป็นโรงแรมหรูอะไรเลยแต่งตัวได้แบบปกติ คลายความกังวลไปบ้างก่อนที่จะเริ่มตื่นเต้นใหม่เมื่อเห็นข้อความของอีกฝ่ายที่บอกว่าเพิ่งจอดรถเสร็จ

 

          เคี้ยวลิ้นตัวเองตายไปก่อนเลยได้หรือเปล่า

 

          จำได้ว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่แบบนี้นะณภัทร

 

          ครั้งสุดท้ายที่ตื่นเต้นเวลามาเที่ยวกันสองคนเป็นตอนไหนนะ อาจจะเป็นตอนที่เริ่มจีบน้องหวานติดสมัยม. สี่ จำได้ว่าตอนนั้นไปรับเขาเพื่อไปเดินตลาดแถวบ้าน ตื่นเต้นฉิบหายเหมือนกัน แต่พอมานั่งคิดดีๆ แล้ว ก็อาจจะไม่ใช่, มีครั้งที่กระอักกระอ่วนกว่านั้นอีก

 

          ตอนที่ผมกับคุณไปเดตกันครั้งแรกหลังตัดสินใจคบกันนั่นแหละ

 

          “ณะ”

 

          เสียงเรียกชื่อทำให้ผมนับหนึ่ง, สอง, สามในใจ ตั้งใจจะหันไปทันทีหากแต่สุดท้ายมันก็เกินเป็นสี่, ห้า,

และเอาวะ สักตั้ง!

 

          มาแล้วเหรอ” นั่นเป็นคำทักทายที่เก้ๆ กังๆ และดู non-sense ที่สุดในโลกใบนี้

 

          “มาแล้วสิ” อีกฝ่ายวาดยิ้ม “ไม่งั้นจะเห็นเหรอ”

 

          คุณเป็นเหมือนเดิม ผู้ชายรูปร่างสูงผิวขาว ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงยีนส์ขายาวให้รู้สึกว่าเด็กลงมาหน่อย ผมที่ไม่เคยผ่านการทำสีนั้นไม่ได้ถูกเซ็ตแต่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ คงไปตัดผมมาเสียละมั้ง

 

          ไม่รู้ว่าเผลอสำรวจอีกฝ่ายท่ามกลางความเงียบนานไปหรือเปล่า คุณเลยยกมือขึ้นมาเกาศีรษะ เบนสายตาไปทางอื่น “งั้นเราเข้าไปกันไหม” ถามด้วยน้ำเสียงน่าฟังเหมือนกับที่เคยเป็นมา

 

          อา” เผลอทำอะไรไม่ถูกก่อนจะพยักหน้าลง

 

          คุณพยักหน้าให้ผม เดินนำไปก่อนแต่คงเพราะปกติคุณเป็นคนเดินช้าในขณะที่ผมเดินเร็ว เราเป็นแบบนั้นเสมอ, แค่สองสามก้าวของผม เราก็กลับมาเดินอยู่ในระยะเดียวกัน

 

          พวกเราอยู่ในระยะห่างที่น่ากระอักกระอ่วนแปลกๆ มันไม่ได้ห่างไกลจนคนไม่รู้ว่าเรามาด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ใกล้ถึงขนาดที่หลังมือเราจะสัมผัสกันยามที่มันแกว่งเพราะจังหวะการเดิน

 

          ระยะทางจากตำแหน่งที่ผมยืนรอคุณมาถึงร้านอาหารไม่ได้นานขนาดนั้น ตอนที่เราเดินไปขึ้นบันไดใกล้ๆ จวบจนขึ้นลิฟต์ ยามประตูลิฟต์เปิดก็กลายเป็นที่ที่คุณจองไว้ตั้งแต่ต้น

 

          “จองไว้ครับ” คุณเอ่ยปากกับพนักงานที่ยืนต้อนรับ ส่งโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายอ่านหมายเลขในการจอง ก่อนที่พนักงานจะโน้มศีรษะบอกว่าให้รอสักครู่ถึงหันกลับมาหาผม “แปลกๆ เนอะ”

 

          ผมเลิกคิ้ว “แปลกตรงไหนเหรอ” ถามคำถามโง่ๆ ไปทั้งที่คิดเหมือนกัน

 

          “ไม่รู้สิ” อีกฝ่ายทำหน้ากรุ่นคิด “แค่แต่ก่อนคิดว่าคงไม่ได้มาทำไรแบบนี้กับเธอแล้วมั้ง”

 

          ผมหัวเราะแห้งๆ

 

          “แค่กินข้าวเอง”

 

          “นั่นสิ” คุณว่าอย่างนั้น “แค่กินข้าวเอง”

 

          พนักงานเข้ามาแทรกเราก่อนจะพาเราไปที่โต๊ะทำให้บทสนทนาสั้นๆ และแสนกระอักกระอ่วนจบลงตรงนั้น ผู้คนในร้านค่อนข้างหนาตาแต่ไม่ได้แออัดจนเกินไป นั่งฟังเขาชี้แจงเวลาและโซนอาหารต่างๆ อยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะตามมาด้วยประโยคว่าขอให้ทานให้อร่อยครับ

 

          ทั้งที่ได้สัญญาณว่าเราควรเดินไปดูอาหารที่จ่ายเงินมาเสียหน่อย แต่เปล่าเลย, เราก็นั่งมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนนั่นแหละ

 

          เป็นคุณที่ถามขึ้นมาก่อน “เธอไปตักก่อนไหม”

 

          “ไม่เป็นไร เธอไปก่อนเถอะ”

 

          “ไม่อ่ะ เธอก่อน”

 

          เรามองหน้าอยู่เสี้ยววินาทีแล้วผมก็กระแอมไอ “งั้นไปด้วยกันนี่แหละ”

 

          ก็ได้ครับ”

 

          เพราะแบบนั้นเราเลยมายืนกันอยู่ที่หน้าไลน์อาหารญี่ปุ่นในตอนนี้ ผมลอบมองผู้ชายที่ส่วนสูงประมาณกัน คุณไม่ใช่คนตัวเล็ก ไม่ใช่เลยสักนิด, แต่ถึงแบบนั้นท่าทางสนใจในอาหารกลับดูน่ามองไม่หยอก ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณเป็นคนมีความสุขกับการกินหากแต่ไม่ได้อ้วนสักนิด คงเพราะไม่ใช่คนที่เน้นกินอะไรเยอะ แต่ชอบกินนู่นกินนี่ กินอาหารดีๆ พร้อมกับกินบรรยากาศไปด้วยมากกว่า

 

          “เอาแซลมอนไหม” คุณหันมาถามผมแบบนั้นตอนที่ผมเพิ่งซูชิบางส่วนลงบนจาน

 

          “เอามาก็ได้ครับ” ผมหันช่องว่างที่มีบนจานให้อีกคน คุณจัดการวางสโมกแซลมอนให้อย่างไม่อิดออด เงยหน้ามองกันราวกับจะถามว่าพอหรือยัง “พอแล้ว ขอบคุณนะ”

 

          “มีปลาดิบตรงนู้นด้วย” คุณว่าเช่นนั้น “เค้าว่าจะไปสั่ง เธอจะเอาอะไรไหม เผื่อสั่งให้”

 

          “สั่งมาเลยก็ได้ กินได้ทุกอย่าง”

 

          “อืม, จำได้”

 

          รอยยิ้มบางๆ กับคำพูดสองพยางค์นั้นทำให้ผมใจพองฟู แต่เหมือนคุณจะไม่คิดเช่นนั้น อีกฝ่ายทำสีหน้าเหมือนตัวเองเพิ่งพูดอะไรผิด ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้อธิบายหรือแก้ตัวแต่อย่างใด

 

          คุณไล่ผมให้เอาจานไปวางก่อนแล้วเดินไปในโซนที่จัดอาหารให้ตามออร์เดอร์ ผมทำแบบนั้นไม่อิดออด เดินไปที่โต๊ะ วางจาน หยิบแก้วน้ำทั้งสองใบก่อนที่จะเดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าทั้งสองแก้ว

 

          คนที่กลับมาที่โต๊ะแล้วทำหน้าตาเหรอหรา “เอาให้เราเหรอ”

 

          “กินเองมั้งสองแก้ว”

 

          “เธอกวนตีน” อีกฝ่ายว่าเสียงเบาเหมือนกับปกติ เป็นคนที่ด่าแล้วไม่เคยให้ความรู้สึกว่าโดนด่าจริงๆ สักครั้ง

 

          ผมหย่อนก้นนั่ง “กินน้ำเปล่าใช่ไหม” ถามอย่างไม่มั่นใจนัก

 

          “ถ้าเราไม่กินอ่ะ”

 

          “ก็ขอแก้วใหม่”

 

          “อื้อ”

 

          การพยักหน้าของอีกคนทำให้ใจผมตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถามอย่างไม่มั่นใจเมื่อสิ่งที่คิดว่าจำได้มันถูกบั่นทอนลง “เธอดื่มอย่างอื่นเหรอ”

 

          ความเงียบชั่วอึดใจก่อนจะตามมาด้วยการคลี่ยิ้ม “เปล่า” เว้นช่วงไปเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงแผ่วเบา “ไม่นึกว่าเธอจะจำได้”

 

          เราไม่ได้พูดอะไรกับประเด็นนี้อีก แม้ในใจผมจะเถียงว่ามีหรือจะจำไม่ได้ ตอนคบกันผมแทบไม่เห็นอีกฝ่ายดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานต่างๆ เลยสักนิด น้อยมากๆ ถ้าไม่ใช่วันที่ต้องการคาเฟอีนจริงๆ คุณพกน้ำหนึ่งขวดติดกระเป๋า บางวันเป็นผมเองที่เดินไปซื้อให้ แถมยังโดนบ่นบ่อยๆ เรื่องดื่มน้ำน้อย จะนานแค่ไหน มันก็ต้องจำได้บ้างแหละ

 

          “ช่วงนี้เป็นไงมั่งล่ะ” ผมถามออกไปทั้งที่รู้ว่านั่นเป็นคำถามที่โง่พอตัว “ไม่ได้เจอกันตั้งเดือนนึง?”

 

          “แค่เดือนเดียวเอง” คณณัฐหัวเราะ “จะมีอะไรเปลี่ยนไป เหมือนเดิมแหละ วนเวียนอยู่แค่นี้ วอร์ด หอพัก

บ้าน”

 

          “กลับบ้านบ่อยไหม”

 

          “บ่อยสิ บ้านก็อยู่แค่นี้ แล้วเธอล่ะได้ไปเยี่ยมแม่บ้างหรือเปล่า”

 

          “ถ้าได้วันหยุดก็กลับ”

 

          “คุณน้าก็ย้ายไปไกลจังเลยนะ”

 

          “ก็กลับบ้านเขาแหละ ไม่ได้มีอะไรหรอก อยู่กับ ป้าๆ ก็ดีนะ”

 

          ผมพูดถึงแม่ของตัวเองที่ตอนนี้ย้ายกลับไปอยู่กับคุณป้าที่แม่ฮ่องสอน เดิมทีแม่ของผมเป็นคนเหนือแต่มาแต่งกับคุณพ่อที่อยู่กรุงเทพฯ ด้วยหน้าที่การทำงานต่างๆ ก็เลยอยู่กรุงเทพฯ จวบจนวัยเกษียณแล้วจึงขายบ้านไปซื้อบ้านใกล้ๆ กับเครือญาติของแม่ที่นู่น พี่ชายผมเองก็แต่งงานแล้วกลายเป็นแต่งเข้าบ้านภรรยา ตอนนี้เลยมีผมอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบแบบนี้

 

          “แต่มันก็สงบดีแหละ” คุณเอ่ยแบบนั้น “ตอนเราไปนครศรีฯ เราว่ามันก็คนละอารมณ์นะ แต่ถ้าเราไปอยู่ถ้าเหนือก็คงอีกอารมณ์อีกอยู่ดี”

 

          “อืม ก็ดีแหละ เขาอยากพักกันแล้วด้วย”

 

          “แล้วเธอไม่อยากย้ายไปด้วยเหรอ” คนตรงข้ามเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะที่คีบปลาดิบเข้าปาก “งานของเธอมันก็น่าจะทำที่บ้านได้นี่นา ก่อนหน้านี้เธอเป็นฟรีแลนซ์ไม่ใช่หรือ”

 

          “ก็ไม่รู้สิ ตอนนั้นเพิ่งได้งานประจำปีเดียวเองมั้ง” ผมยกน้ำจิบเบาๆ ขณะที่สายตาก็ยังจับจ้องอีกฝ่ายเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ “แล้วยังไงก็อยู่กรุงเทพฯ มาตลอดด้วย อยู่ที่นี่พี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยหางานนู่นงานนี้ให้ทำดี เก็บเงินไปเรื่อยๆ ก่อน”

 

          “อ๋อ ก็ดีนะ

 

          “แต่ก็คิดถึงที่บ้านเหมือนกัน”

 

          “ก็ปกติเธอติดบ้านอ่ะ”

 

          “เปล่าสักหน่อย” ผมเถียง รู้สึกเหมือนโดนคุณด่าว่าเป็นลูกแหง่ชอบกล “เธอนั่นแหละไม่ค่อยกลับบ้านเอง”

 

          “ก็ตอนเรียนมันหนักนี่ แต่ช่วงนี้กลับบ่อยแล้วเถอะ”

 

          ปากของอีกฝ่ายเริ่มทำการเถียง คิ้วขมวดเข้าหากันเสียจนอยากจะเอาตะเกียบที่อยู่ในมือนี้จิ้มให้มันคลายออก คุณใช้ตะเกียบหยิบซูชิเข้าปากอีกคำแล้วทำการอธิบายต่อ

 

          “รู้น่า ช่วงหลังๆ คุณแม่ของเค้าเริ่มไม่ค่อยสบายด้วย”

 

          “แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากใช่หรือเปล่าครับ” 

 

          “ไม่หรอก ก็ตามอายุนั่นแหละ”

 

          จำได้ว่าสมัยก่อนคุณแม่ของคุณก็เป็นหนึ่งในบทสนทนาบ่อยๆ คุณเป็นคนรักที่บ้าน พูดถึงแม่กับน้องสาวที่อยู่กันแค่สามคนบ่อยมากๆ คงเพราะโตมากับบ้านหญิงล้วนด้วย เลยยิ่งทำให้คุณเป็นคนที่ให้ความรู้สึกว่าเรียบร้อยกว่าผู้ชายทั่วไป ทั้งนิสัยไม่โวยวาย ทั้งทำอะไรสงบๆ รวมไปถึงคำพูดคำจา ไอ้การที่คุณเรียกคุณแม่ทุกคำไม่เสื่อมคลายนี่ก็เหมือนกัน

 

          บทสนทนาเราวนไปเรื่อง น้องสาวของคุณ พี่สาวของผม เรื่องที่ญาติคนไข้ที่พูดคุยกับคุณหรือว่าเรื่องแปลกๆ ที่เจอมาทั้งประสบการณ์ตรงและประสบการณ์ทางอ้อม

 

          ผมชอบเห็นปากนั่นขยับมากกว่าเห็นข้อความตัวอักษร ชอบที่จะได้ยินเสียงมากกว่าต้องมานั่งเดาว่าจริงๆ แล้วตอนที่อีกฝ่ายพิมพ์เลขห้ามาแทนการหัวเราะจริงๆ ไหม หรือว่าพิมพ์มาเพื่อไม่ให้มันดูห้วนจนเกินไป ชอบที่จะเห็นดวงตาอีกฝ่ายหยีลงจนเป็นพระจันทร์เสี้ยวตอนที่ผมเล่าเรื่องตลกในออฟฟิศให้ฟัง

 

          คุณ

 

          ผมได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นมาจากสมอง ไฟแดงกระพริบถี่ๆ ขณะที่ในหัวของผมมีแต่ชื่อคุณ เสี้ยววินาทีที่ฉุกคิดว่าไอ้เวร นายณภัทร มึงหยุดเดี๋ยวนี้ แต่เพียงได้สบตากับอีกคนอย่างตรงไปตรงมามันก็เป็นเพียงเสียงแผ่วเบาจนเลือนรางไปกับสายลม

 

          แย่แล้วณะ, ทั้งที่คิดว่าเลิกชอบไปแล้วแท้ๆ

 

          สุดท้ายก็ยังชอบมากอยู่ดี

 

 

 

 

         

          “เธอจะไปไหนต่อหรือเปล่า”

 

          “ก็กลับเลย?” คนที่เดินเอื่อยเฉื่อยไปด้วยกันเอียงคอ “หรือว่าจะไปไหนดี แถวๆ นี้มีอะไรเยอะนะ”

 

          “ไม่รู้สิ”

 

          อีกคนพยักหน้า “นั่นสิ ไม่รู้เหมือนกัน”

 

          ผมไม่รู้ว่าการแสดงออกของเราเป็นยังไง เราถามกันหลังจากอิ่มแล้วและเสียเวลาเถียงกันว่าใครจะจ่ายเงิน (แน่นอนว่าผมได้จ่าย เพราะอ้างว่าจะได้ไม่ต้องโอนเงินให้คุณทีหลัง) แต่ยังไม่มีแพลนจะไปไหน ยอมรับเลยว่าวินาทีเมื่อกี้ที้คุณถามเหมือนจะไม่ไปไหนต่อก็ทำให้ผมใจแป้วไปไม่ใช่น้อย

 

          อีกนิดได้ไหมคุณ ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง

 

          “ปกติเธอทำอะไรบ้างวันหยุด”

 

          “เหมือนๆ เดิม” ผมตอบตามจริง ต่อบทสนทนาเรื่องง่ายๆ ที่ถูกถามออกมา “ดูหนัง เล่นเกม กินๆ นอนๆ”

 

          “ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่นี่”

 

          “ก็นั่นสิ” ผมลดระดับเสียงลง “ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่หรอก”

 

          เราหยุดกันหน้าประตูไปลานจอดรถ ยังไม่มีใครตกลงได้ว่าจะไปไหนต่อ คุณยืนนิ่งในขณะที่ผมเองก็ไม่ได้แตกต่าง ระยะห่างของเรามีเพียงสองก้าว

 

          จะไปแล้วหรือ

 

          ผมครวญครางในใจ สองชั่วโมงอาจจะไม่เพียงพอสำหรับความรู้สึกตอนนี้ และไม่รู้หรอกว่าตัวเองเผลอทำหน้าแบบไหนออกไปคุณถึงเบนสายตาไปอีกทาง

 

          “ณะ”

 

          ครับ?”

 

          ผมเอ่ยถามเสียงแผ่วในขณะที่อีกฝ่ายเม้มปากแน่น สบตาผม ผลุบตาลงต่ำแล้วจึงเงยขึ้นมาสบตากันใหม่

 

          เธอว่าเรา

 

          ยังไม่ทันจบประโยคทุกอย่างก็หยุดชะงักเมื่อโทรศัพท์แผดร้องขึ้นมา ผมรีบตะปบกางเกงตัวเองก่อนที่จะรู้ว่านั่นไม่ใช่ของผม คณณัฐเองก็ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ มองตากันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะก้มลงหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อตัวเอง มองหน้าจออยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกดรับสาย

 

          “ว่าไงครับขนุน”

 

          ตอนแรกผมเกือบจะใจแป้วแล้ว แต่ชื่อที่ถูกเอ่ยเอื้อนออกมาก็เป็นชื่อที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้จัก ขนุนคือน้องสาวของคุณ พูดจาสุภาพใส่กันตลอดจนผมนึกเกร็ง

 

          “พี่มากับ” อีกฝ่ายเว้นจังหวะไปเล็กน้อย “เพื่อน”

 

          เพื่อนอะไรล่ะ อยากตะโกนไปแบบนั้นทั้งที่ความเป็นจริงทำได้แค่ยิ้มให้

 

          ผมนึกว่าตัวเองจะเกลียดคำว่าเพื่อนเฉพาะตอนที่แอบชอบคุณเสียอีก แต่ตอนนี้ผมกลับต้องมาเกลียดคำนี้ใหม่อีกรอบแล้วอย่างนั้นหรือ

 

          “มะขามเหรอ” น้ำเสียงนั้นดูจะแสดงความกังวลใจออกมาให้เห็น คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน คุณมองผมอย่างกับทำอะไรไม่ถูกแต่ยังคุยกับปลายสายไม่หยุด “ไม่อาการหนักมากใช่หรือเปล่า”

 

          ผมเกาศีรษะ มะขามคือใครอีก ชื่อนี้ไม่ยักกะเคยได้ยินมาก่อน

 

          “อา ถ้าอาการไม่ดี พี่ไปได้แหละ”

 

          ท่าจะไม่ดีแล้ว

 

          ผมเห็นสีหน้าที่ปิดไม่มิดของอีกฝ่าย ท่าทางดูไม่สบายใจเท่าไหร่ น้ำเสียงที่คุยกับน้องสาวซึ่งอยู่ปลายสายก็ดูตึงเครียดไม่ใช่น้อย สุดท้ายแล้วเมื่อวางโทรศัพท์ลงคณณัฐก็กัดปากล่างของตัวเอง

 

          “เค้าต้องกลับบ้านน่ะ”

 

          “มีอะไรหรือเปล่า” ผมเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “น้องสาวเหรอ?”

 

          “อื้อ น้องบอกมะขาม เอ่อหมาที่บ้าน อยู่ๆ มันก็ลุกทรงตัวไม่ได้”

 

          “เฮ้ย แล้วน้องเธอทำยังไง”

 

          “น้องขับรถไม่เป็นอ่ะ มะขามมันตัวใหญ่ด้วย เดี๋ยวเค้าคงไปช่วย”

 

           อา”

 

          คณณัฐเก็บโทรศัพท์เข้าตำแหน่งเดิม ไม่ต้องเงยหน้าก็มองผมได้ชัดเจนในเมื่อเราสูงประมาณกัน ระดับสายตาเราก็เท่ากันอยู่แล้ว

 

          ผมเข้าใจนะว่านั่นมันเรื่องด่วน และก็เข้าใจด้วยว่าเราไม่ได้มีแผนไปไหนต่อ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้

 

          “ณะ ไปด้วยกันไหม”

 

          แต่ใช่, ผมไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายถามคำนั้นขึ้นมาหรอก

 

          และผมก็เห็นรอยยิ้มเล็กๆ บนริมฝีปากของอีกฝ่ายก่อนที่ผมจะตอบกลับเสียอีก เพราะงั้นเลยเผลอยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปาก เมื่อกี้คงเผลอยิ้มกว้างออกไปแน่ๆ

 

          “ไปนะ”

 

          “นั่นเรียกชื่อเหรอ” ผมเอ่ยถาม

 

          คุณทำหน้ากรุ่นคิดไปนิดหน่อยก่อนจะตอบเสียงเบา “เปล่า ชวนต่างหาก”

 

          “อืม, ไปสิ” ผมพยักหน้า

 

          ไปไหนก็ได้

 

          แต่ขออยู่กับคุณนานกว่านี้หน่อยเถอะ

 

 

 

------------------------------------------------

บอกแล้วว่าตอนนี้ไม่มีแชต


อยากรู้จังค่ะว่าทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้ (.___. )

อย่าลืมคอมเม้น/เล่นแท็กบอกกันนะคะ


#ตอนนี้ยังเป็นคุณ

 

 

         

         

 


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 879 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,245 ความคิดเห็น

  1. #1219 pangpoppura (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 20:25

    มันดูเหมือนไม่ยากเลยนะถ้าทั้งคู่จะกลับมาคบกันเหมือนเดิมเพราะต่างคนก็ต่างยังมีเยื่อใยให้กันอยู่ แต่ที่อยากรู้ว่าถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์มาขัดคุณจะพูดอะไรน้ออ

    #1,219
    0
  2. #1212 gowaw (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 22:17

    เหมือนเค้าจีบกัน แบบกั๊กๆ เหมือน ง้อ กัน แบบ หยั่งเชิงมากๆ เหมือน มีใจ ฮรืออออ คุณ ค้าาาาา ใจบาง มาก

    #1,212
    0
  3. #1192 mileyduchess (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 09:49
    คุณน่ารักจังเลยยยยยยย
    #1,192
    0
  4. #1161 คังมินิ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 15:25

    อยากจะบิดหูณะแรงๆสักที คุณรุกมากอ่ะ ฮืออ เหลือก็แต่ณะ เมื่อไหร่จะยอมพูด

    #1,161
    0
  5. #1144 อยากเกิดเป็นแมว (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 04:31
    ใครมันจะไปมุ้บอรรรร เฟรนโซนเหรอ พี่ณะพุ่งชนเลยค่าาา
    #1,144
    0
  6. #1122 - cherish 。 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 20:08

    คิดว่าสงสารพี่ณะค่ะ เฟรนซงมังเจ่บปวดอ่า y—- y แหะๆทุกตอนเลย พอมีคนสองคนในคสพรู้สึกไม่เท่ากันมันก็หน่วงประมาณนี้แหละน้า แง

    #1,122
    0
  7. #1104 Oshfly (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 12:24
    คือไม่ยิ้มตามไม่ได้เลยจริงๆตอนนี้
    #1,104
    0
  8. #1093 hibara_ii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 21:31
    อ๊อยยยยย เขินนนนย
    #1,093
    0
  9. #1083 Ihaveadream (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:16
    เป็นกำลังใจให้นะ
    #1,083
    0
  10. #1051 byjune96 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:19
    บอกไปเลยยย
    #1,051
    0
  11. #1030 mnrฯ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:07
    มันแบบยังรู้สึกอ่ะทั้งคู่เลย บรรยายดีมากค่ะ ต้องอ่านช้าๆค่อยๆซึมซับ ดีมากๆเลย
    #1,030
    0
  12. #1005 KaRToon_HH (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 09:44
    น่ารักมากๆๆๆๆ
    #1,005
    0
  13. #990 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 16:18
    ถ้ายังมีเยื่อใยก็กลับมาคบกันเถอะนะ
    #990
    0
  14. #974 gxisimp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 12:20
    มันปิดไม่มิดดูออกเลยว่ายังรู้สึกดีดีต่อกัน เราชอบคำบรรยายของคุณไรท์มาก อ่านแล้วรู้สึกอุ่นวาบที่ใจอยู่ตลอดเลยค่ะ
    #974
    0
  15. #948 Alice J (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 06:54
    คุณเขาค่อนข้าง open กับณะนะ นะเองตอนนี้ก็รู้ใจตัวเองแล้วว่ายังชอบอยู่ ยังรู้สึกดี ส่วนตัวชอบบทนี้ การวรรคการใช้ตัวเอียงมันดึงอารมณ์เราได้จริงๆค่ะ ชอบตอนที่ณะคิดแล้วค่อย ๆ สังเกตต้วเอง สุดท้ายพอรู้ว่าชอบอยู่ เราฟินมากอ่า
    #948
    0
  16. #947 Alice J (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 06:51
    คุณเขาค่อนข้าง open กับณะนะ นะเองตอนนี้ก็รู้ใจตัวเองแล้วว่ายังชอบอยู่ ยังรู้สึกดี ส่วนตัวชอบบทนี้ การวรรคการใช้ตัวเอียงมันดึงอารมณ์เราได้จริงๆค่ะ ชอบตอนที่ณะคิดแล้วค่อย ๆ สังเกตต้วเอง สุดท้ายพอรู้ว่าชอบอยู่ เราฟินมากอ่า
    #947
    0
  17. #936 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 01:40

    ก็ยังรักกันอยู่นี่น่า ณะ ที่แกเลิกกันเพราะแกมันอินดี้เกินไปใช่มะ?

    #936
    0
  18. #920 fayfai2302 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 16:15
    เขินจะตายแล้ววง
    #920
    0
  19. #901 จุ๊กกู๊ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 13:39
    ฮื่อออออเป็นความรู้สึกที่แบบบจบไปก็นานห่างกันก็ไกลแต่ใจทำไมยังรักเลยอะ
    #901
    0
  20. #888 waleephan1122 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 15:23
    ตกหลุมรักกันอีกรอบก็ไม่สายน่าาาา
    #888
    0
  21. #880 Milky Way (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 09:43

    น่ารักมากเลย นี่อ่านไปยิ้มไปตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย ฮือออออ

    #880
    0
  22. #874 peachy00 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 15:23
    ชอบความตกหลุมรัก คุณ ซ้ำไปซ้ำมาของ ณะ จังเลยค่ะ
    #874
    0
  23. #847 minimd (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 22:18
    มันหนุบหนิบในหัวใจจจจจจ
    #847
    0
  24. #841 OverOzone (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:46
    เป็นฟิคที่ไม่แซดแต่ก็แซดเพราะสถานะตัวเอก หน่วงจางๆ อร่อยดีค่ะ 555
    #841
    0
  25. #821 shubyaa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 04:10
    ฟิคเรื่องนี้ลุ้นดีค่ะคุรพี่ ไอเริ้บ
    #821
    0