ตอนนี้ (ยัง) เป็นคุณ [YAOI] E-BOOK บน MEB

ตอนที่ 3 : 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,750
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,244 ครั้ง
    10 ม.ค. 62




02

 

 

          “ณะ จะไปล้างแผลปะ เดี๋ยวขับไปส่ง”

 

          เจ้ปันที่ช่วงนี้วอแวผมเป็นพิเศษถามขณะควงกุญแจรถของตัวเอง เจ้แกวอแวผมเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งคงเพราะสองวันมานี้ผมเลือกที่จะไม่ขับมอเตอร์ไซค์ของตัวเองมา เรียก grab เอาจะสะดวกกว่า ขอให้มั่นใจก่อนว่าแขนขาของตัวเองมั่นคงพอที่จะขับมอเตอร์ไซค์ได้ ขากลับก็ติดรถเพื่อนไม่ก็พี่ๆ ที่ออฟฟิศเอา สะดวกกว่ากันเยอะ อีกส่วนคงเพราะรู้สึกผิด แม้ว่าตอนนั้นผมจะดันทุรังเอาเองล้วนๆ

 

          “วันนี้นัดล้างแผลเหรอวะ” ไอ้โย่งที่อยู่หัวโต๊ะเอ่ยปากถาม

 

          “เออ”

 

          “โดนไปเท่าไหร่วะเนี่ย”

 

          “ไม่รู้ว่ะ แต่เขาบอกวันแรกๆ ไปล้างที่โรงพยาบาลดีกว่า”

 

          เพื่อนสนิทหรี่ตา “เขานี่ใครวะ”

 

          ไอ้ฉิบหาย โดนแล้วกู ผมเลิ่กลั่กในขณะที่เพื่อนระเบิดหัวเราะ “หน้าหมา” ตะโกนด่าเพื่อนที่ดูจะสะใจกับการล้อผมเรื่องแฟนเก่าราวกับเราเป็นเด็กมหาวิทยาลัย

 

          “อะไรวะ” เจ้ปันเกาหัวแกรก “สรุปไปปะ เดี๋ยวเจ้ไปส่ง”

 

          “ทำไมวันนี้ใจดีจังครับบบบ” ลากเสียงยาวพร้อมกับคว้าแขนเจ้าเนื้อของหล่อนมาบีบเล่นจนคนอายุมากกว่าทำท่าจะฟาดกันเสียอย่างนั้น “ไปๆ เจ้จะไปแล้วเหรอ”

 

          “เออ เดี๋ยวรถติด ขี้เกียจ”

 

          “ขอเก็บของแป๊บ”

 

          ผมรีบกดปิดหน้าต่างๆ นานาที่เปิดอยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ เก็บของต่างๆ เข้ากระเป๋าในขณะที่เจ้ปันยืนคุยกับไอ้โย่งอย่างออกรสว่าเมื่อกี้โย่งหัวเราะอะไร

 

          “เจ้ถามไอ้ณะเองเลย เรื่องนี้โย่งไม่ยุ่ง” มันว่างั้นแต่ยังป้องปากขำ มองจากนอกโลกยังรู้ว่ามีพิรุธ

 

          “ทำไมวะณะ มันพูดไม่ได้เหรอ”

 

          “เสือก”

 

          “แกด่าเจ้เหรอ! เดินไปโรงบาลเองเลยนะ

 

          เปล่า ด่าไอ้โย่ง” กลับคำแทบไม่ทันเมื่อสาวเจ้าทำท่าจะปล่อยผมเดินไปจริงๆ

 

          “เจ้ลองปล่อยมันเดินเปล่า ผมว่าใจมันพามันเดินไปหาหมอได้”

 

          เพื่อนสนิทเน้นคำว่าหมอแรงๆ เสียจนผมหันไปด่าคำหยาบให้อีกหน ทีนี้เจ้ปันคงเริ่มจับจุดได้ ทำท่าจะเอ่ยปากถามว่าหมอเกี่ยวอะไรกับผมแต่ผมรีบตัดบทไปเสียก่อน เดินออกจากออฟฟิศก่อนที่จะโดนเจ้ปันซักกันจนขาว

 

          “พาเดี้ยงไปล้างแผลเหรอ”

 

          “ใช่ค่าพี่เอก”

 

          พี่เอกที่เดินสวนออกมาทักทายกัน มองผมที่เรียกว่าเดี้ยงแล้วส่ายหน้าเหมือนจะขำ พี่แกเป็นเหมือนกับพ่อในออฟฟิศแห่งนี้พอๆ กับที่เจ้ปันเหมือนคุณป้าขี้บ่นข้างบ้าน

 

          “แล้วนี่ขาเป็นไงบ้าง” พี่เอกเหล่สายตามาที่ขาของผม “จะเลิกเดี้ยงตอนไหน”

 

          “โหยพี่ มันหายวันหายพรุ่งได้ที่ไหนเล่า”

 

          “บอกให้ลาหยุดสักวันสองวัน”

 

          “บ้า ไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น”

 

          “เปล่า กูปวดหู ขี้เกียจฟังเสียงมึงกับไอ้โย่งทะเลาะกันเรื่องใครจะเป็นแครี่”

 

          “เวร”

 

          พี่โย่งหัวเราะ ตบบ่าพร้อมกับอวยพรให้ผมหายไวๆ แล้วเดินเข้าออฟฟิศไป

 

          ผมทำงานที่นี่มาได้สามปีเศษ ยังไม่มีแพลนจะย้ายไปทำงานที่ไหนนอกจากรับฝิ่นงานนอกเป็นครั้งคราว ไอ้ตัวเราจบเอกภาพยนตร์มาก็จริง แต่งานประจำที่ทำตอนนี้เป็นตากล้องและ editor ให้กับเพจท่องเที่ยวดังแห่งหนึ่ง จะว่าไม่ตรงสายก็ใช่ แต่นาทีนั้นผมแค่เบื่อชีวิตฟรีแลนซ์ที่ไม่แน่นอน สู้หางานประจำที่ว่างพอให้ผมรับฝิ่นเป็นช่วงๆ เกรงว่าจะดีกว่า คนในออฟฟิศเองก็เป็นกันเองดี มีผมกับไอ้โย่งที่ผันตัวมาทำ creative เจ้ปันที่เป็นคนคอยเขียนคอนเทนท์ต่างๆ พี่เอกกับแฟนชื่อพี่ข้าว ทั้งคู่ที่เป็นคนก่อตั้งเพจ นอกจากนี้ก็ยังมีฟรีแลนซ์หน้าเดิมๆ โผล่มาบ่อยๆ อีกสองสามคน ถือว่าเป็นบรรยากาศครอบครัว

 

          ถ้านับการที่เจ้ปันเท้าเอวด่าผมสารพัดเป็นบรรยากาศครอบครัวได้อ่ะนะ

 

          “แล้วขากลับกลับไงวะ”

 

          “เดี๋ยวเรียก grab เอา”

 

          “ให้รอไหม”

 

          “ไม่เป็นไร” ผมโบกมือไปมา “ขอบใจมากเจ้”

 

          “สรุปมีเรื่องอะไรกับหมอเหรอวะไอ้ณะ”

 

          “โอ๊ย ไอ้โย่งมันก็ ขับดีๆ ดิวะเจ้แม่ง” ผมชะงักนิดหน่อยตอนที่เจ้ปันทำท่าจะปาดรถคันข้างหน้า ไม่ชอบนั่งรถพี่แกก็เพราะอย่างนี้แหละ ผู้หญิงอะไรตัวเล็กแต่ขับรถห้าวฉิบหาย “ไอ้โย่งพูดไปเรื่อย”

 

          “จริงเหรอ แกก็ดูร้อนอยู่นะ”

 

          “เจ้คิดม๊าก”

 

          “เสียงสูง”

 

          “เจ้คิดมาก” ผมลงเสียงต่ำแทบไม่ทัน

 

          “ดูมัน” หล่อนทำท่าจะฟาดผมสักที รุนแรงฉิบหาย แต่นั่นแหละ, ตอนนี้อาศัยรถเขาเลยต้องเงียบๆ ไว้

 

          เจ้ปันวนรถมาส่งผมให้ตรงหน้าตึกคนไข้ทั่วไปให้สะดวกกับไอ้เดี้ยงอย่างผมก่อนที่จะวนรถกลับไปเลย ในขณะที่ผมเข้าไปติดต่อ รอไม่นานเท่าไหร่ก็ถูกเรียกชื่อตามประสาโรงพยาบาลเอกชนขนาดไม่ใหญ่มาก คิดว่าจะมาล้างแผลที่นี่แค่สองครั้งแรกๆ ให้มั่นใจว่าตัวเองไม่ติดเชื้ออะไรก็พอแล้ว ผมไม่ค่อยรักษาความสะอาด ขาดทักษะในการทำแผลให้ตัวเองโดยสิ้นเชิง เกรงว่าช่วงแรกๆ ถ้าไม่รักษาดีๆ แผลจะติดเชื้อไปก่อน

 

          ผมเหลือบคุณหมอสองคนที่เดินคุยกันมาขณะออกจากลิฟต์ตอนที่ตัวเองรอจะจ่ายเงิน ในหัวพาลคิดไปถึงคุณหมออีกคนที่เพื่อนหยิบยกมาแซวกัน ไอ้โย่งหน้าหมา

 

          บทสนทนาของผมกับคุณจบลงไปแล้ว ไม่เกิน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่คณณัฐ์ตอบกลับมา เราคุยกันด้วยคำถามโง่ๆ ง่ายๆ อย่างเช่น คุณกินอะไรแล้วหรือยัง ไม่ก็สรุปเธอปวดแผลบ้างไหม ก่อนจะจบลงด้วยคำพูดว่าเราไปก่อนนะ มีเคสที่ศัลย์แล้วก็จบ ผมไม่ตอบ ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรอีก

 

          จริงๆ ก็มีความคิดอยู่บ้างว่าหรือผมควรจะทักไปบอกคุณกันนะว่าผมกำลังมาล้างแผลที่โรงพยาบาล แล้วยังไงต่อ? ไปกินข้าวเย็นกันสักมื้อไหมอย่างนี้หรือ

 

          คนเราไม่น่าจะต้องชวนแฟนเก่าไปกินข้าวไหมนะ ต่อให้เป็นแฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันห้าปีก็เถอะ

 

          “คุณณภัทรค่ะ”

 

          “ครับ” เสียงเรียกนั่นทำให้ผมเลิกคิดไร้สาระ ลุกขึ้นยืนไปจ่ายเงินให้จบๆ ไปเสียที ใช้เวลาไม่นานก่อนที่จะเดินออกมาเรียกแท๊กซี่กลับคอนโดของตัวเองได้สักที

 

 

 

         

          คืนนั้นโทรศัพท์ของผมที่แทบจะไร้บทสนทนาอื่นๆ นอกจากเรื่องงานส่งแจ้งเตือนขึ้น

 

          k.

          เออ เห็นเธอตอนเย็น มาล้างแผลเหรอ?

 

          ลังเลนิดหน่อยที่จะตอบกลับไปในทันที ผมสูดเส้นที่ยังนอนแอ่งแม้งอยู่ในถุงพลาสติกเพื่อให้สะดวกต่อการล้างจาน ยอมรับว่าขี้เกียจมากจริงๆ และทุกคนที่เห็นผมทำแบบนี้ก็จะด่าผมเสียหมดว่าผมมันไอ้ซกมก

 

           สุดท้ายก็เลือกที่จะกินก๋วยเตี๋ยวจนหมดจานแล้วค่อยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตอบอีกคน

 

napat

ใช่ๆ

เจอแล้วไม่ได้ทักเหรอ

         

          k.

          เห็นหลังไกลๆๆ ยังคิดเลยว่าใช่หรือเปล่า

          วิ่งตามไม่ทันหรอก 5555

 

          napat

ขนาดนั้นเลยนะ

         

          k.

          ขนาดนั้นเลยแหละ

          แล้วเป็นยังไงมั่งแผล เป็นหนองไปแล้วใช่ปะ

 

          napat

ทำไมต้องแช่งกันตลอดด้วยเนี่ย

ก็ปกติดี

 

          k.

          ข้อเท้าอ่ะ ดีขึ้นยัง ประคบมั่งเปล่า

 

          napat

ดีขึ้นแล้วครับ

 

          เอาจริงๆ ก็แปลกใจกับสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ผมตอบกลับไปแค่นั้น ข้อความถูกขึ้นว่าอ่านแล้วในทันที คงเพราะคุณก็กำลังจับโทรศัพท์อยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรตอบกลับมา ข้อความที่ส่งไปมันก็ไม่มีอะไรน่าต่อจริงๆ แต่ก็ใจหายนิดหน่อยกับความเงียบไม่กี่นาทีนั้น

 

          ผมมองหายางมารัดปากถุงก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบกลับมาให้ผมอ่านข้อความผ่านหน้าจอโทรศัพท์ที่ก่อนหน้านี้ล็อกไปแล้ว

 

          k.

          แล้วช่วงนี้เธอเป็นยังไงบ้าง ทำงานแถวนั้นเหรอ

         

          ลืมไปได้ยังไงนะว่าคุณเก่งเรื่องชวนคุย

 

napat

ครับ เค้าทำแถวนั้น

อยู่ซอยหก

         

          k.

          เอ้า ใกล้มากเลยนี่

          ที่เดียวกับโย่งใช่เปล่า

 

napat

รู้ด้วยเหรอ?

         

          k.

          ไปส่องมาไง 55555

          ก็ณะไม่รับแอดเฟซเราสักทีอ่ะ

         

          ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เห็นแล้วแหละว่าคณณัฐ์แอดมาหากันตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่ตอนนั้นเอาแต่คิดว่าต้องอันบล็อกไลน์อีกฝ่ายเสียก่อน

         

          ผมเอาลิ้นดุนดันกระพุ้งแก้ม นี่เป็นอีกเรื่องที่คุณเก่ง, ทำให้ผมยิ้มโดยไร้สาเหตุ

         

          นึกแปลกใจนิดหน่อยที่คุณเป็นแบบนี้ พูดคุยกันอย่างอัธยศัยดีเหมือนเดิม เหมือนกับว่าเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเราจบกันไปแล้ว แถมยังเป็นการจบกันแบบที่ผมทำตามสัญญาไม่ได้ว่าถ้าวันไหนเลิกกัน เราจะเป็นเพื่อนกันต่อ

         

          ตอนนั้นผมแค่คิดว่าถ้าผมเห็นอีกฝ่ายผมต้องตายแน่ๆ ต้องไม่มีสมาธิทำอะไร ต้องแบกร่างไปทำธีสิสไม่ได้ สุดท้ายถึงเลือกแบบนั้น

         

          k.

          เงียบเลยเหรอออ

         

          ผมชะงัก พิมพ์ตอบกลับไปในทันทีแม้ว่านั่นจะเป็นคำโกหก

 

napat

ขอไปล้างจานแป๊บหนึ่งได้ไหมล่ะ

         

          k.

          ดีใจจังที่เธอล้างจานเป็นแล้ว 55555

          กินข้าวแล้วเหรอ

 

          napat

ครับ เธอกินยัง

         

          k.

          ยังๆ รอน้องในวอร์ดซื้อมาให้อยู่

 

          napat

เคเอฟซีจัดไป

         

          k.

          ก็เยินตายดิ 555555 ไม่เอาแหละ

          เธอๆ

          น้องเอามาให้แล้ว เราไปกินข้าวก่อนนะ

          อย่าลืมล้างจานนน

 

          napat

โอเคครับ ไปล้างแล้ว

         

          ผมวางโทรศัพท์มือถือ เผลอวาดยิ้มอยู่ชั่วครู่ยามคิดถึงคุณหมอและเรื่องที่อีกฝ่ายเคยบ่นว่าเคเอฟซีเป็นอาหารที่เอามากินที่โรงพยาบาลไม่ได้ ไม่เช่นนั้นวันนั้นจะมีแต่เคสน่าปวดหัวทั้งวัน

         

          เดินเอาถุงพลาสติกที่มีเศษอาหารไปทิ้งแต่ก็ไม่ได้ล้างจานจริงตามที่บอกกับอีกคน สาบานว่าถ้าอยู่ด้วยกัน คุณคงได้ด่าผมฉอดๆ แล้วก็ยืนบอกผมว่าเทใส่จานดีๆ แล้วล้างจานดีๆ ด้วย อะไรแบบนั้นเหมือนที่เคยทำตอนที่ผมไปนอนหออีกฝ่าย หรืออีกฝ่ายมานอนหอผม

 

          แต่ก็นั่นแหละ, ไม่นานผมก็ได้สติว่ามันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว

 

          น่าแปลกใจเหมือนกัน คุณเป็นแฟนเก่าที่ทำให้ผมคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ของอีกฝ่าย ภาพในหัวของผม คุณเป็น

แบบนั้นเสมอ

 

          มีคำถามโง่ๆ ปรากฎขึ้นมาว่าทำไมเราถึงเลิกกันนะ

 

          ตอนนั้นเราแค่เหนื่อยหรือเปล่า

 

          เราไม่ได้เลิกกันแบบสาเหตุในหนังในละคร ไม่ใช่สักนิด ไม่ได้มีมือที่สาม ไม่ได้มีเรื่องเข้าใจผิด ไม่ใช่กระทั่งเรื่องครอบครัวที่กดดัน เราแค่เลิกกันเพราะคิดถึงแต่ตัวเองมากไปหน่อย จะบอกแบบนั้นก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว หลังจากที่คุณย้ายไปเรียนอีกวิทยาเขตตั้งแต่ขึ้นปี 2 ช่วงนั้นเรายังพอจะมีเวลาว่างให้กันบ้าง ไทม์ไลน์ชีวิตยังใกล้ๆ กัน ก่อนที่จะถูกฉีกกระชากช่วงที่เราอยู่ปี 4 ผมกำลังหัวหมุนกับธีสิส ส่วนคุณกำลังเริ่มขึ้นวอร์ด เราแค่หาเวลาเจอกันแทบไม่ได้ คุยกันแทบไม่ได้ ผมอยู่ทำงานจนตีสาม ในขณะที่ตีห้าคุณต้องตื่นไปเตรียมขึ้นวอร์ด

 

          เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น จำไม่ได้ว่ากี่ครั้งๆ ที่ระหว่างเราทะเลาะกัน ผมต้องขอปลีกตัวไปออกกอง ส่วนคุณปลีกตัวไปเขียนรีพอร์ต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเราคิดว่า เมื่อไหร่แบบนี้มันจะจบสักที

 

          จำไม่ได้เหมือนกันว่าเรื่องที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายของเราคืออะไร ผมช่วยงานกองจนไม่ตอบไลน์ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่คุณไม่ยอมกินข้าวเที่ยงบ่อยจนอาการโรคกระเพาะกำเริบ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่งี่เง่ากว่านั้นก็ได้

 

          เราแค่พูดออกมาว่าเราเหนื่อย เหนื่อยแล้วนะ ไม่เอาแล้วได้ไหม ผมหรือคุณกันแน่ที่พูดคำนั้นออกมาก่อน

 

          แล้วมันก็ตามด้วยคำตอบรับจากอีกคนว่า เค้าก็เหนื่อยแล้วเหมือนกัน

 

          เรื่องของเราเป็นแบบนั้นเสมอมา

 

          เกิดขึ้นแบบง่ายๆ จบลงแบบง่ายๆ

 

          ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองข้อเท้าที่เริ่มจะเจ็บน้อยลง ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ถ้าประคบสม่ำเสมอ อีกสองวันคงจะกลับไปขับมอเตอร์ไซค์ได้เหมือนเดิม ส่วนแผลที่เพิ่งไปล้างมา เดี๋ยวอีกสองสามวันไปล้างอีกสักที หลังจากนั้นผมคงจะจัดการเองได้

 

          แต่พูดตามตรงนะ,

 

          ถ้ามีคุณมาล้างแผลให้กันเหมือนเมื่อก่อนคงดี

 

 

 

 

 

          วันเสาร์อาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนกับโกหก ผมที่รับฝิ่นงานจากรุ่นพี่ที่คณะแทบไม่ได้นอน สีหน้าอิดโรยเสียจนพี่ข้าวเอ่ยปากทักทายว่าทำไมผมถึงทำตัวราวกับไม่ได้หยุดอย่างไรอย่างนั้น

 

          “น้องณะ แล้วเดี๋ยววีคนี้ไปอุบลฯ กับพี่ได้ไหมเนี่ย”

 

          “โหย ได้พี่ สบายมาก” ผมโบกมือไปมา

 

          “ดีมาก ถ้าไม่ได้พี่จะหักเงินเดือน”

 

          “พี่ข้าววว แค่นี้ก็ไม่มีเงินใช้แล้วครับบบ”

 

          หล่อนหัวเราะ ยิ้มกว้างให้กันก่อนที่จะตบบ่าเป็นเชิงว่าไปทำงานต่อเสียที

 

          ผมหย่อนกายนั่งในตำแหน่งประจำ เหลือตัดต่อคลิปวีดีโอทริปญี่ปุ่นที่ไปมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อนอีกพาร์ท

ระหว่างนั้นก็มีคลิปชวนเที่ยว ชวนหาของกินในกรุงเทพฯ ลงแทรกเป็นระยะๆ ไม่ให้น่าเบื่อเพราะทริปญี่ปุ่นมีความยาวมากกว่าปกติ

 

          k.

          ทำงานอยู่ซอยหกใช่เปล่า

 

          ผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เสียงไลน์ใน PC ก็เด้งขึ้นมา ดังพอที่จะทำให้ไอ้โย่งซึ่งนั่งตรงข้ามกันเงยหน้าขึ้น ไอ้เราบางทีก็ลืมจะล็อกเอาท์จากไลน์ด้วยซ้ำเพราะปกติแทบจะเป็นคนเดียวที่ใช้เครื่องนี้

 

          ผมคว้าหูฟังมาเสียบไว้ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วพิมพ์ตอบกลับอีกคนไป

 

          napat

ครับ ทำไมเหรอ

 

          k.

          วันนี้เลิกเวรเที่ยงอ่ะ

          ไปกินข้าวด้วยกันไหม

 

          ผมกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ชะโงกหน้าแบบแนบเนียนไปดูเพื่อนตัวเองที่นั่งตรงข้าม กำลังจะพิมพ์ตอบกลับไปอีกฝ่ายก็พิมพ์เสริมมาก่อน

 

          k.

          อย่าลืมชวนโย่งมาด้วยนะ อยากเจอ 55555555

 

          ไอ้โย่งไอ้หน้าหมา

 

          เหมือนรู้ว่ามีการด่าในใจ เพื่อนสนิทถึงกับจามออกมาในเสี้ยววินาที ชีวิตเหมือนกับซิตคอมมากไปหน่อย มันขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าผมกำลังจ้องอยู่ ก่อนที่จะขยับปากอย่างไรเสียงว่ามองอะไรของมึง

 

          ผมไม่คิดจะยุ่ง ปล่อยเบลอมันไปแล้วพิมพ์ไลน์ตอบหาอีกคน

 

          napat

เธอไปชวนมันดิ

 

          k.

          เอ้า เฉยเลย ทำงานกับเขาก็ชวนหน่อยสิ

          ไปหาไรกินกัน แถวนี้ๆ

          ไม่ได้เจอนานเลย ว่าจะนัดเจอโย่งตั้งนานแล้ว

 

napat

แล้วเค้าอ่ะ

 

          “แล้วเค้าเชี่ย มึงคุยกับใครเนี่ย” ผมสะดุ้ง รีบปิดหน้าจอไลน์แทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของพี่เอก ก่อนที่จะตามมาด้วยการแหกปาก “กูเห็นนะ”

 

          “พี่เอกมึง”

 

          “เจ้านายๆ น้อยๆ หน่อย”

 

          “ก็พี่แม่งมาไม่ให้สุ่มให้เสียงอ่ะ”

 

          “มึงคุยกับสาวแน่นอน ทำมาเค้า เบาหน่อยพ่อหนุ่ม” ยังจะมาบีบเสียงเล็กเสียงน้อยอีก! “เวลางานจ้า อย่าเพิ่งคุยไลน์จ้า”

 

          “สาวอะไรเล่า” ผมเถียง และนั่นไม่ใช่คำโกหก

 

          แต่ดูเหมือนจะทำให้ไอ้โย่งที่ตั้งท่ารอเสือกจะมีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที “มันคุยกับใครวะพี่”

 

          “ตัวเคๆๆ”

 

          “พี่เอก! ไม่ต้องพูดเลย!”

 

          “ตัวเค?” ไอ้โย่งขมวดคิ้ว ก่อนจะยิ้มแบบมาดร้าย “เอ๋ กูว่ามึงมีตัวเคอยู่คนเดียวน้า ยังไงน้า”

 

          “ห่าโย่ง เงียบไปไป๊”

 

          “รีเทิร์นไหมน้า”

 

          “ไอ้ห่า เงียบ!”

 

          ไอ้โย่งหัวเราะเสียงดังในขณะที่พี่เอกแสดงสีหน้าสนอกสนใจ รวมไปถึงเจ้ปันกับพี่ข้าวที่เริ่มจะได้ยินเสียงโวยวายของผมที่ด่าเพื่อนกับเจ้านายไปเรียบร้อยก็ดูหูพึ่งไม่แพ้กัน

 

          ตึ๊ง!

 

          k.

          น้อยใจเก่งจัง 5555555

          เธอก็อยากเจอเหมือนกัน

 

          “อยากเจอเหมือนกันด้วยว่ะ”

 

          “ไอ้ห่า พี่เอกกกก!” ผมโวยวายเสียงดังเมื่ออีกฝ่ายอ่านข้อความที่เด้งแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอ PC

 

          พี่มันหัวเราะ เอาซองเอกสารสีน้ำตาลฟาดหัวผมไม่แรงไม่เบาก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ตัวเอง ในขณะที่ไอ้โย่งชี้หน้าผมเหมือนจะบอกว่าผมต้องเตรียมคำตอบให้มันดีๆ ไม่อยากคิดเลยว่าตอนเที่ยงจะชักจูงมันออกไปเจอกับคุณได้ยังไง

 

          สนใจกันจังนะเรื่องกูกับเมียเก่ากูเนี่ย ไอ้เวรเอ๊ย!











-------------------------

เพิ่งเห็นว่ามีคนเข้าใจผิดมากมาย 

แต่ยังไงก็ไม่เป็นไรเนอะ ผู้ชายทั้งคู่อยู่แล้ว 5555555555


ปล. ยืนยันว่าไม่ดราม่าจีงๆ ค่า

เจอกันในทวิตเตอร์นะคะ อย่าปล่อยให้น้องเหงาอยู่ในแท๊กเลย 


#ตอนนี้ยังเป็นคุณ


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.244K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,245 ความคิดเห็น

  1. #1244 khukhi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 19:30
    ผิดโพจริงค่ะ555555
    #1,244
    0
  2. #1243 yaya_nadear (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 00:01
    เมียเก่า? เอ้า ผิดโพค่ะว่าซ่านนน
    #1,243
    0
  3. #1242 cctkonic (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 10:21
    ผิดโพ หน้าแห้งเลย55555
    #1,242
    0
  4. #1234 Byunbaekie Bacon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 12:00
    ผิดโพด้วยคน55555555 แงงงงง ขำตัวเองง
    #1,234
    0
  5. #1229 LoJae35 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 22:08
    อ่าว ผิดโพคับพี่น้อง5555555
    #1,229
    0
  6. #1216 pangpoppura (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 00:14

    เอ้าาผิดโพเฉยย แต่พอมาสังเกตุคำพูดอะไรต่างๆเออเนอะณะไม่เหมาะเป็นเมียจริง55555+

    #1,216
    0
  7. #1215 _บนท้องฟ้า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 11:43
    เอ้าาา ผิดโพเฉย อุแงงงงง้
    #1,215
    0
  8. #1182 - Fon - (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 01:39
    ชอบมากเลยค่ะ ชอบเหตุผลที่เลิกกัน มันจริงมากเลยนะ ถึงเวลานึงเราอาจจะแค่เหนื่อย ทั้งๆ ที่ยังรักกันก็ได้ ขอไปอ่านให้จบก่อนนะ
    #1,182
    0
  9. #1169 punpikk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 15:36
    เกือบแร้วใจ เมื่อตอนแรกเม้นว่าอย่าว่าน้องไปด้วย555555555555
    #1,169
    0
  10. #1157 คังมินิ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 11:57

    ณะนี่ก็คิดมากเหมือนกันนะ

    #1,157
    0
  11. #1154 ซิ่วอะไรหนักหนา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 00:01
    อ้าวผิดโพ
    #1,154
    0
  12. #1152 bire0032 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 15:44
    ไม่เกือบละ กูผิดโพไปเเล้วววว5555555 จบแล้วจ้าาาา
    #1,152
    0
  13. #1140 อยากเกิดเป็นแมว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 02:54
    เกือบแล้วณะ นายเกือบได้เป็นเมียแล้ว555555
    #1,140
    0
  14. #1137 Little-Chick (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:41
    ขอโทษค่ะ ผิดโพ55555
    #1,137
    0
  15. #1118 - cherish 。 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 19:29

    สงสัยเพราะเราตามปักหมุดมาเลยรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นใคร แอบตกใจเพราะเลื่อนดูคอมเม้นแล้วมีแต่คนบอกว่าเกือบสลับโพ5555555 แต่พี่ณะก็น้าา อ่อนโยนกับพี่คุณคนเดว ;-; // แล้วก็ตอนนี้เหมือนพอจะรู้สาเหตุที่เลิกกันแล้วมั้ยนะ แต่มันก็ยังรู้สึกแบบจริงเหรอ เลิกกันเพราะแบบนี้จริงๆเหรออยู่ดี เพราะตาพี่ณะนังดูเฮิร์ทมากก อยากรู้มุมพี่คุณบ้างเลย ;-;

    #1,118
    0
  16. #1113 mileyduchess (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 13:08
    ว่าแล้ว ณะเป็นพระเอกจริงด้วย 55555555
    #1,113
    0
  17. #1102 Oshfly (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 10:59
    เกือบสลับโพให้แล้วมั้ยล๊าาาา 5555
    #1,102
    0
  18. #1091 hibara_ii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 01:11
    55555 ว่าละ ส่วนมากฝั่งที่เล่าเรื่องมักจะเป็น นอ เลยอาจจะทำให้เข้าใจโพผิดไป แต่บริบทต่างๆ การแทนตัวว่าเค้า การขับมอไซต์ล้ม มันพาให้เข้าใจได้ว่าฝั่งเล่าเรื่องคือ พอ.
    #1,091
    0
  19. #1087 PJMinn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 02:05
    โพผิด จร้าาาาาา
    #1,087
    0
  20. #1075 babypearly_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:12
    น้อยใจเก่งงงง 555555555
    #1,075
    0
  21. #1064 Jewapatcha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:12
    เดี๋ยว! อุแงงง
    #1,064
    0
  22. #1058 Spwdsr (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:21

    อ้าวนึกว่าณะโพเมีย
    #1,058
    0
  23. #1047 byjune96 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:25
    ง่อววววว
    #1,047
    0
  24. #1041 teddy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 06:56

    วอท เดอะ ฟาคคคคคคคคคคคคคคคคค

    #1,041
    0
  25. #1026 mnrฯ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 21:34
    ว่าแล้วต้องโพนี้ น่ารักค่ะ ฮื่ออออ
    #1,026
    0