ตอนนี้ (ยัง) เป็นคุณ [YAOI] E-BOOK บน MEB

ตอนที่ 15 : 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,825
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 664 ครั้ง
    24 ส.ค. 62


เปิดจองหนังสือ #ตอนนี้ยังเป็นคุณ

วันที่ 30 สิงหาคม เวลา 20.00 น.

อัพเดตได้ที่ @ninewnn_novel



14

 

 

 

“วันนี้ยังจะเจอกันไหม”

 

“วันนี้เค้าไม่ไหวหรอก” ผมตอบกลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน มองหน้าจอคอมพิวเตอร์สลับกับตัวเลขบ่งบอกเวลาที่มุมหน้าจอ “มีปัญหาตอนแรนเดอร์นิดหน่อย วันนี้คงต้องอยู่ยาวๆ”

 

“งั้นเหรอขอบคุณพี่จิ๊บครับ” ปลายสายตอบกลับแค่นั้นก่อนจะตอบกับใครอีกคนที่อยู่ด้วยแทนที่จะเป็นผม “ไม่เป็นไรหรอก แบกงานกลับบ้านหรือว่าทำที่ทำงานล่ะแบบนี้”

 

“เดี๋ยวดูก่อน แต่ยังไงก็คงต้องกลับบ้านแหละ เค้าไม่ได้มีเสื้อผ้าเก็บไว้ที่นี่”

 

“กลับดึกเหรอ”

 

“อาจจะครับ”

 

“โอเคครับ” คุณหมอตอบกลับมาแบบนั้น “ถ้าเหนื่อยๆ ก็นอนนั่นเลยนะ ไม่ขับตอนดึกล่ะ”

 

“เค้าจะไม่ได้อาบน้ำนะ”

 

“อาบน้ำกับอาบเลือดเลือกอะไรล่ะ”

 

“โหดุจังวะคุณ”

 

ปลายสายหัวเราะแผ่วเบา ถึงจะทำพูดขู่แต่น้ำเสียงก็ไม่เคยจะดูน่ากลัวเท่าไหร่เลย เราคุยกันอีกสองสามคำก่อนที่จะได้ยินใครสักคนเรียกอีกฝ่ายว่าคุณหมอ จากนั้นคุณก็บอกว่าแค่นี้ก่อนนะแล้วก็วางสายไป นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก

 

คุณหมอเหรอ จะว่าไปก็ไม่ค่อยได้ยินคุณถูกเรียกแบบนั้นเท่าไหร่ แต่อย่างว่า, ผมก็ไม่ได้ไปโผล่ที่โรงพยาบาลของคุณสักครั้งนับตั้งแต่เข้าเฝือก

 

ผมมองไปที่หน้าจอก่อนจะถอนหายใจยืดยาว ตอนนี้ในออฟฟิศมีแค่ผมอยู่คนเดียว ไอ้โย่งไปถ่ายงานพร้อมกับคู่รักที่บางแสน เจ้ปันก็เข้าบริษัทมาแต่เพิ่งจะออกไปหาอะไรกิน ส่วนตัวผมที่มีปัญหากับการแรนเดอร์งานก็หงุดหงิดเกินกว่าจะไปกินข้าว รู้ตัวดีว่าตัวเองอยากได้เวลาในการอยู่ด้วยตัวเองคนเดียวสักชั่วโมงให้อารมณ์เสียจางหายไปก่อนที่จะเอานิสัยเสียไปลงกับใครเขา เลยฝากให้เจ้ปันซื้ออาหารตามสั่งมาให้แค่นั้น

 

ส่วนที่คณณัฐโทรมาก็ไม่ใช่อะไร นานๆ ทีอีกฝ่ายจะมีเวลาว่างตอนกลางวันมากพอให้เราคุยกัน คงเพราะเห็นข้อความที่ผมบ่นกระปอดกระแปดลงในไลน์ อีกฝ่ายเลยรับรู้ได้ว่าผมไม่รู้สึกดีเท่าไหร่นัก ถึงจะเป็นเวลาสั้นๆ ไม่ถีงห้านาทีดี แต่ก็ช่วยเหลือกันได้มากเลยทีเดียว

 

ไม่นานนักก่อนที่เจ้ปันจะเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องข้าวหนึ่งกล่องตามที่สั่งไว้ “ไปกินข้าวก่อนไอ้ณะ จากโมโหงานแล้วจะพาลโมโหหิวด้วยไม่ได้” หล่อนว่าแบบนั้นก่อนจะปัดมือไปมาเป็นเชิงไล่กัน

 

เราคุยกันอย่างเอื่อยเฉื่อยเพราะเหลือกันแค่สองคน เจ้ปันเล่าให้ฟังว่าพี่เอกกำลังเปิดรับสมัครคนมาช่วยงานผมอยู่และตำแหน่งอื่นๆ เพราะเพจเราดูจะเติบโตได้มากกว่าที่เคยคาดคะเนกันไว้ในต้นปี ซึ่งถือเป็นเรื่องดี

 

“แล้ววันนี้แกจะนอนนี่เหรอ”

 

“คงไม่นอน” ผมจ้วงข้าวเข้าปาก เคี้ยวอีกนิดก่อนจะตอบเจ้ “เดี๋ยวดูก่อน แต่ไม่แบกกลับไปทำบ้านแน่นอน ขี้เกียจ”

 

“ไอ้ณะ มูมมามมาก สาวๆ ไม่ชอบ”

 

“เจ้เป็นสาวด้วยเหรอ” ผมแหย่ “สามสิบกว่าแล้วนะ”

 

“ฉันมีเงินดูแลตัวเองย่ะ”

 

ผมหัวเราะกับเจ้าหล่อน ไม่ได้เถียงอะไรต่อ

 

 

 

 

แล้วมันก็เป็นแบบที่คาดเดาไว้ เจ้ปันบอกว่าจะไปรับหลานที่อนุบาลเพราะบังเอิญพี่ชายตัวเองไม่ว่าง ไม่ลืมที่จะเตือนให้ผมล็อกกุญแจทุกอย่างหากจะกลับ ก่อนที่จะโดนพี่เอกด่าในวันพรุ่งนี้

 

“พี่เอกเร่งงานเหรอ”

 

 

“เปล่าหรอก” ผมตอบอย่างเหนื่อยอ่อน “แต่คิดว่าต้องเสร็จแล้ว ยังไงมันก็มีเดดไลน์”

 

“กดดันตัวเองเครียดเปล่าๆ” เจ้เดินมาลูบหัว ทำเหมือนผมเป็นหมาตัวใหญ่เสียอย่างนั้น “ไปกินข้าวเย็นด้วยนะเว้ย”

 

“จ้า”

 

“กวนตีน” หล่อนควงกุญแจรถของตัวเอง “เดี๋ยวไปแล้ว ขอให้งานเสร็จนะไอ้น้อง”

 

“ขอบคุณมากเจ้”

 

ผมโบกมือให้เพื่อนร่วมงานคนเดียวที่เหลือวันนี้ เดินออกมาทิ้งตัวที่โซฟา มองเพดานอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาเปิดนั่นเปิดนี่ไปเรื่อย ไลน์ครอบครัวของผมกำลังคุยกันด้วยเรื่องว่าตอนนี้ช่วงเย็นแม่จะทำขนมจีนน้ำเงี้ยวและคิดถึงลูกๆ มากแค่ไหน ผมพิมพ์ตอบกลับไปไม่กี่คำ ว่ากันตามจริงคิดว่าหลังจากงานแต่งงานของเจ้านายจะบินไปหาที่บ้านเสียหน่อยแต่อยากแกล้งไปเซอร์ไพรส์ที่บ้านให้คนแก่เขาตกใจกันเสียบ้าง

 

ออกมาจากหน้าต่างนั้นเข้าสู่หน้าต่างเพื่อนๆ เพื่อนในกลุ่มมหาวิทยาลัยของผมไม่ได้พูดคุยอะไรกันนัก เหลือแค่ไอ้โย่งที่ถ่ายอาหารทะเลมาให้และผมทำได้เพียงพิมพ์ตอบมันไปอย่างเกรี้ยวกราดว่างานผมมีปัญหา กำลังแก้ไขอยู่ มันหัวเราะกลับมาก่อนจะอวยพรให้ทุกอย่างปลอดภัย

 

ออกมาจากแชตนั้นและมองแชตที่ถูกปักหมุดไว้บนสุดอีกครั้ง คณณัฐยังไม่ได้ตอบอะไรนับตั้งแต่โดนเรียก ก็ตามประสาคุณหมอ หวังแค่ว่าวันนี้งานจะไม่เยินก็พอ ได้ยินว่าออกเวรสองทุ่ม ผมก็คิดว่าคณณัฐเองก็คงจะเจอเรื่องน่าปวดหัวไม่แพ้กันแน่

 

ไถนั่นนี่อย่างคนไม่มีอะไรทำนัก ก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่า เอาวะ, ทำงานต่อสักที

 

ปวดตาก็แล้ว ปวดหลังก็แล้ว ชีวิตคนตัดต่อวีดีโอมันก็อย่างนี้ จนตอนที่เห็นข้อความของคนที่หายไปนานตอบกลับมานั่นแหละ

         

          k.

          เลิกแล้ว

ฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้าง 555

 

napat

จะเหลือเหรอครับ

         

          k.

          ว้าว เสร็จแล้วล่ะสิ

 

napat

ก็แย่แล้ว

ยังอยู่ที่ออฟฟิศอยู่เลยเธอ

 

ว่าแบบนั้นพลางส่งสติ๊กเกอร์ร้องไห้แทนการออดอ้อนสักที ดูแล้วคล้ายจะน่าสมเพชเหลือเกิน

         

          k.

          อ้าว

          แล้วกลับกี่โมง

          กินอะไรรึยังเนี่ย

 

ผมเบนสายตาไปมองก่อนที่จะพบว่าตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว เกาหัวแกรกๆ เมื่อรับรู้ว่าตัวเองทำงานเพลินเกินกว่าจะลุกไปซื้ออาหารเย็นมาทาน

 

เป็นจังหวะที่เผลออ้าปากพะงาบๆ เพราะรู้ว่าคณณัฐคงได้เทศน์กันมากกว่าเดิม แต่เงียบไปก็คงทำให้คุณหมอรู้คำตอบแล้ว

         

          k.

          ยังไม่ได้กินอ่ะดิ

          นิสัยเสีย

 

napat

โหหหหหห

คนที่วันนึงกินข้าววันละมื้อ ทำมาบ่น

 

อมยิ้มนิดหน่อยกับบทสนทนาง่ายๆ ของเรา สุดท้ายแล้วคณณัฐก็พิมพ์กลับมาว่าจะไม่บ่นแล้ว อย่าลืมกินข้าวด้ย เดี๋ยวขับรถก่อน เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ผมมีแรงขึ้นมาใหม่

 

ผมเหยียดกายบิดขี้เกียจอีกครั้งขณะที่คิดว่าตัวเองควรจะเชื่อคุณหมอบ้างก่อนที่จะจบลงด้วยสุขภาพเหมือนชีวิตในหนังฟรีแลนซ์* ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ดูห่างไกลเท่าไหร่ กดเข้าแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารที่ทำให้ชีวิตง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะแล้วเริ่มทำงานใหม่

 

แกร๊ก

 

ผมขยับกายซ้ายขวาเมื่อได้ยินเสียงจากประตู เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะสนใจหน้าจอใหม่

 

แกร๊กแกร๊ก!

 

ผมเริ่มหรี่ตายามที่คิดว่าเสียงจากประตูไม่ได้เป็นการหูแว่วไปเอง

 

จับจ้องที่ลูกบิดที่คาดว่าเป็นต้นเหตุของเสียงเหล่านั้น ก่อนที่จะพบว่ามันขยับราวกับมีคนพยายามจะเปิดจริงๆ

 

เป็นจังหวะที่สูดลมหายใจตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป โทรศัพท์ของผมก็สั่น คณณัฐโทรหากันในเวลาแบบนี้ ผมคว้ามันมารับสาย เบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องลี้ลับอยู่ชั่วครู่

 

“เธอเปิดประตูให้หน่อย”

 

“ฮะ?” ร้องเสียงฉงนตอนที่ปลายสายเอ่ยปากแบบนั้นทันทีที่กดรับ

 

เธออยู่ตึกสีเขียวๆ ชั้นไหนนะ”

 

ห้าครับ”

 

“เนี่ย เค้าอยู่หน้าประตูออฟฟิศเธอ”

 

ผมเดินตรงไปที่ประตูทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ปลดล็อกโดยยังไม่ทันตัดสาย

 

คุณหมอยืนอยู่ตรงหน้า ถือโทรศัพท์แนบหูไม่ต่างกัน ส่งยิ้มให้พร้อมกับชูของในมือ ไก่ทอด KFC จำนวนสองกล่อง

 

“ไม่บอกเลยว่าจะมา” ผมบ่นงึมงำ ตัดสายโทรศัพท์เมื่อเห็นว่าคนในสายยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

คุณหันกลับมา “เซอร์ไพรส์”

 

“ถ้าเค้าไม่ได้อยู่คนเดียวล่ะ”

 

“แล้วจะอยู่กับใคร” คณณัฐถามอย่างขำขัน “กับชู้เหรอ”

 

“ใครเขาจะพาชู้มาที่ออฟฟิศ”

 

“เผื่อจะเป็นพล๊อตหนังโป๊”

 

“แย่มาก”

 

คุณหมอหัวเราะจนตาหยี มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะวางมันบนโต๊ะที่พวกผมใช้กินข้าว “ซื้อมาให้”

 

“จริงๆ เค้าสั่งไลน์แมนไปแล้ว”

 

“อ้าวเหรอ งั้นเค้ากินคนเดียวก็ได้” คุณไม่ได้ดูเสียใจเท่าไหร่ “แต่ไม่หิวเหรอสามทุ่มกว่าแล้วนะ” ถึงกระนั้นก็ยังมองกันด้วยความเป็นห่วง

 

ผมพยักหน้า บอกว่ายังไงก็แบ่งกันกินก็ได้ จริงๆ นึกแปลกใจที่คณณัฐโผล่มาถึงออฟฟิศแบบนี้ จริงอยู่ที่พี่เอกกับพี่ข้าวไม่ได้ซีเรียสในการพาใครเข้ามา ช่วงไอ้โย่งติดสาวก็มีการพาสาวมานั่งรอหลังเลิกงานเหมือนกัน แต่แปลกใจที่เจอคณณัฐในสภาพเสื้อโปโลตัวเก่งกับกางเกงขายาวพร้อมกับ KFC ต่างหาก

 

“นึกยังไงถึงซื้อ KFC มา”

 

ผมถามขณะที่เดินเข้าไปในโซนห้องครัว จัดหามีดกับจานให้อีกฝ่ายเพราะรู้ดีว่าคุณหมอไม่ชอบให้มือเปื้อนเวลากินไก่

 

“อยากกินมากๆ” คุณบอกแบบนั้น “แต่ถ้าสั่งมาที่วอร์ดก็คงโดนเชือด”

 

“สรุป KFC มันทำให้เวรเยินจริงไหม”

 

“ไม่รู้! แต่มันเยินทุกครั้งเลยนะ”

 

อีกฝ่ายบ่นนั่นบ่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยถึงตอนที่รุ่นพี่ทำใจกล้าสั่งไก่ทอดเข้ามาในวอร์ด ฟังแล้วตลกนิดๆ ที่คุณดูจะไม่เชื่อว่าเป็นเหมือนกันทุกโรงพยาบาล แต่ถามเพื่อนคนอื่นๆ ก็บอกว่าไม่ต่างกัน หรือมันจะเป็นเรื่องความลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้ของวงการแพทย์ล่ะมั้ง

 

“เธอสั่งอะไรไลน์แมนไป”

 

“สั่งราดหน้า” ผมว่าพลางยื่นจานหนึ่งใบให้อีกฝ่าย “สั่งมาตั้งสามถุง ตั้งใจจะเก็บไว้ด้วย เธอเอากลับไปสักถุงก็ได้”

 

“แปลว่าไก่เค้าไม่เป็นหมัน?”

 

“กินทั้งหมดได้ไหม หิว”

 

คุณหมอขมวดคิ้ว “ก็บอกแล้วว่าอย่าลืมกินข้าว” บ่นเบาๆ อย่างเป็นต่อ แหงสิ, ปกติคนที่ไม่กินข้าวไม่ใช่ผมเสียหน่อย น้อยครั้งคุณเขาจะมีสิทธิ์พูด ก็ต้องยอมเขาเสียบ้าง

 

คณณัฐเหลือบมอง หยิบน่องไก่ให้กันก่อนโดยผมไม่ต้องเอ่ยปากขอเพราะเราแบ่งกันแบบนี้เสมอ ผมกินน่อง คุณกินปีก ไม่ลืมที่จะฉีกซองซอสมะเขือเทศ บีบมันลงบนจานเปล่าๆ ของผมให้เสร็จสรรพ

 

“เฟรนช์ฟรายเหี่ยวแล้ว”

 

“ไม่เป็นไรหรอก” ผมหัวเราะ “เหี่ยวๆ ก็อร่อยดี”

 

“ไปล้างมือก่อน”

 

“ค้าบบบบ”

 

ได้ยินเสียงบ่นว่าผมกวนตีนดังไล่หลังออกมา ส่วนผมก็ได้แต่หัวเราะ

 

เรานั่งกินไก่ทอดด้วยกัน เงียบเฉย มีเสียงช้อนกระทบกับจานจากคณณัฐอยู่คนเดียวเพราะผมไม่ได้ใช้มีดเหมือนคุณเขา นั่งฟังเรื่องที่คุณหมอน้อยใจกับไก่ทอดสไตล์เกาหลีที่ครองห้างในขณะที่คุณหมอยังคงจงรักภักดีกับไก่ทอดของผู้พัน

 

“เป็นคุณหมอกินแบบนี้จะดีเหรอ”

 

“หมอก็คนปะ อยากกินอะไรตามใจปากเหมือนกัน” คุณโวยวาย “ตอนนี้อายุยังไม่เยอะ สักสามสิบแล้วค่อยคิด”

 

“ยืมไปบอกแม่ของเค้าที ไขมันเกินอีกแล้ว”

 

“คุณแม่เธออายุเท่าไหร่แล้วนะ”

 

“หกสิบห้า เกษียณมาหลายปีแล้ว”

 

“อืม, ระวังๆ หน่อยก็ดี” คุณว่าเช่นนั้น “แล้วเธอคิดจะย้ายไปอยู่กับที่บ้านหรือเปล่า”

 

อา ยังไม่ได้คิดไว้หรอก ถ้าจะไปคงไม่ใช่เร็วๆ นี้”

 

“อื้อฮึ” คำตอบรับเงียบงันแบบนั้น

 

บางครั้งผมก็รู้สึกแปลกใจเวลาที่บทสนทนาเราเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่กับคุณหรอก, กับเพื่อนๆ อย่างไอ้โย่ง หรือผู้ร่วมงานอย่างเจ้ปันเองก็เหมือนกัน กาลครั้งหนึ่งเราเป็นเพียงนักศึกษา พูดคุยกันในเรื่องของอาจารย์ประสาทๆ ในมหาวิทยาลัยหรือกิจกรรมที่แสนวุ่นวาย ไม่เคยจะมีบทสนทนาเรื่องสุขภาพ ประกันชีวิต หรือกองทุนใดๆ ไว้เลย หัวข้อเหล่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยของช่วงชีวิตทำให้รู้สึกใจหายมากพอตัว

 

ผมมองหน้าคุณ

 

และคุณก็เงยหน้ามองหน้าผม “เค้าขอทายว่าเธอคิดอะไร” เอ่ยถามกันแบบนั้นยิ้มๆ

 

“อ๋อ” ผมเลิกคิ้ว “ลองทายดู”

 

“คงจะแนวๆ ว่าเค้ากำลังลองใจ” คณณัฐหรี่ตา สบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับคำพูด “อืมมม ไม่ใช่ๆ”

 

“เธอรอดูจากหน้าเค้านี่นา”

 

“เอ้า ไม่ได้เหรอ”

 

ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “แล้วตอนนี้เค้าคิดอะไรอยู่”

 

“ยากจัง”

 

“นั่นสิ”

 

“แต่คิดว่าเค้าคิดเหมือนเธอ”

 

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย “ยังไม่ทันรู้เลยว่าเค้าคิดอะไร”

 

“ก็คิดว่าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่” คนเป็นหมอยักไหล่ “ใช่ไหมล่ะ”

 

“ถ้าใช่ก็ดี”

 

“อยากให้ใช่เหมือนกัน”

 

เรามองหน้ากัน ยิ้มและหัวเราะ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้กับแฟนเก่าคนหนึ่งมาก่อน

 

ไม่นานนักไลน์แมนก็ทำให้พวกเราเลิกคุยกัน ผมเดินออกไปพร้อมกับกระเป๋าสตางค์เพื่อจ่ายเงินค่าราดหน้าที่สั่งมา เดินขึ้นมาไม่ทันไรก็เห็นคณณัฐชูโทรศัพท์มือถือของผมให้กัน

 

“ณะ มีคนโทรหาเธอ”

 

“หือ” รับโทรศัพท์ที่วางไว้มาดูว่าสายที่ไม่ได้รับคือพี่เอก

 

“ไม่กล้ารับให้อ่ะ”

 

ผมเอื้อมมือไปแตะศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่เป็นไร” ตอบปัดอย่างไม่คิดอะไรมากก่อนที่จะกดโทรกลับหาเจ้านายที่ช่วยจ่ายเงินเดือนให้กันในทันที เพราะปกติไม่มีเรื่องให้โทรคุยกันมากนักหากไม่ได้นัดเวลาคุยงานกันก่อน เพราะงั้นเลยคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องด่วนก็ได้

 

“ฮัลโหล”

 

“ณะเองพี่” ผมพูดทันทีที่ปลายสายกดรับ “มีอะไรรึเปล่า”

 

“ตอนนี้ยังอยู่ที่ออฟฟิศปะหรือกลับไปแล้ว”

 

“ยังๆ”

 

“เหรอ ทำอะไรอยู่”

 

ผมขมวดคิ้วมุ่น “พักกินข้าว” แต่ก็ตอบไปตามจริง

 

“งานใกล้เสร็จยัง”

 

“ก็ใกล้แล้วนะ ถามทำไมวะ”

 

“เหรอ จริงปะ” น้ำเสียงพี่เอกไม่ได้เคร่งเครียดเท่าไหร่ เหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของใครดังออกมาจากปลายสายด้วยซ้ำ “จะฝากดูให้หน่อยว่าสายชาร์ตแบตกูมีอยู่ที่โต๊ะไหม หาไม่เจอ ไม่งั้นจะซื้อใหม่เลย”

 

“รอแป๊บนะพี่” ผมว่าพลางหันหลัง เดินไปที่โต๊ะพี่เอก คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นมากกว่าเก่าจากด้านหลัง “อยู่กับใครวะพี่ พี่ข้าวเหรอ”

 

“เอ้า กูก็ต้องอยู่กับแฟนกูสิวะ”

 

“เสียงหัวเราะหลอนฉิบหาย” ผมหัวเราะกลับบ้าง กวาดสายตามองหาสิ่งที่พี่เอกบอก “บนโต๊ะไม่มี”

 

“ลิ้นชักชั้นสอง”

 

“อ๋อ” เปิดลิ้นชักแล้วเจอกับสิ่งนั้นพอดี “เจอนะพี่ ยืมใครไปก่อนแล้วค่อยซื้อก็ได้”

 

“เออ ขอบใจมากๆ”

 

“ครับ”

 

เกือบจะกดตัดสายอยู่แล้วถ้าปลายสายไม่เรียกชื่อกันไว้ก่อน “ไอ้ณะ”

 

“ว่าไงพี่”

 

“แฟนมึงน่ารักดีนะ”

 

ผมรู้สึกขนลุกวาบกับคำพูดนั้น หันไปมองคณณัฐที่เคี้ยวเฟรชฟรายจนแก้มตุ่ยก่อนที่จะแกล้งหัวเราะแห้งๆ ใส่สาย “บ้าน่ะ ไม่มีแฟน”

 

“แล้วมึงพาใครเข้ามาในออฟฟิศ”

 

“เชี่ย” เผลอสบถออกมาอย่างตกใจ มองซ้ายมองขวาอย่างนึกระแวง

 

“ลืมไปแล้วรึไงว่ากูติดกล้องไว้ในออฟฟิศ ไอ้ง่าว” พี่เอกระเบิดหัวเราะ “ไม่ได้ตั้งใจจะสอดแนม แต่กูแค่เปิดกล้องเช็กความเรียบร้อย ไงล่ะ เจอของเด็ด อร่อยปะมีคนเอาของมาส่งให้ถึงที่”

 

ผมเหลือบมองคุณหมอ อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กันอย่างงุนงงก่อนที่จะก้มลงไปเล่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองใหม่ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นประเด็นในการสนทนา

 

งานวันแต่งต้องชวนมาให้ได้นะเว้ย ไม่งั้นไม่จ่ายค่าจ้าง”

 

“โห”

 

“เปิดตัวก็ได้” พี่เอกย้ำ “โลกเปิดกว้างแล้ว ในออฟฟิศเราก็คงไม่มีใครเกลียดมึงหรอก”

 

“เหอ ยุ่งน่า” ผมตอบปัดไปมา “ไม่ได้กลัวเรื่องคนจะรับไม่ได้สักหน่อย”

 

“เอ้า, งั้นเหรอ” เจ้านายกลั้วหัวเราะ “แล้วกลัวเรื่องอะไร?”

 

ผมกัดฟัน พยายามพูดให้เสียงเบาลง “ยังไม่ใช่แฟนเลยไม่อยากเปิดตัว แค่นี้นะ”

 

ได้ยินเสียงถามว่าจริงเหรอของพี่เอกดังลอดมาไม่ทันจะสิ้นคำด้วยซ้ำ ผมกดตัดสายก่อน เดินไปหาคุณที่ยังคงเล่นโทรศัพท์ได้เพราะมือไม่เปื้อน

 

“ณะจะกลับตอนไหนเหรอ”

 

“อีกไม่นานงานก็เสร็จแล้วมั้ง”

 

“ขับรถไหวไหม” น้ำเสียงนิ่งเรียบเอ่ยถามเจือด้วยความเป็นห่วงเหมือนทุกครั้ง

 

ผมพยักหน้า แต่คณณัฐคล้ายว่าจะยังไม่เชื่อกัน อีกฝ่ายทำท่าคิดไปชั่วครู่ก่อนจะวาดยิ้ม “เดี๋ยวเราขับไปส่งก็ได้”

 

เป็นคำตอบที่ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคนที่น่าจะเหนื่อยกว่าผมหลายเท่าชอบกล “ไม่เหนื่อยเหรอ ทำงานมาทั้งวัน”

 

“ไม่เป็นไรวันนี้เค้าไม่เยิน”

 

แต่อีกคนคล้ายว่าจะไม่คิดอย่างนั้นถึงได้ตอบมาแบบนั้น เอื้อมมือที่ยังไม่ทันโดนไก่ทอดมาแนบแก้มผมเบาๆ พูดคำที่น่ารักเกินกว่าจะคิดไว้ออกมา

 

“เดี๋ยวเอาใจเธอหน่อยก็ได้ เธอตามใจเค้ามาเยอะแล้ว”

 

ผมรู้ว่าเราเหนื่อย อย่างน้อยๆ ก็รู้ดีว่าภาระที่เราแบกไว้บนบ่ามากมายกว่าสมัยมหาวิทยาลัยมากมายแค่ไหน ความกดดันแตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่แสนสับสนและวุ่นวายได้เก่งขึ้นกว่าเก่า

 

เป็นวินาทีที่ทำให้ผมย้อนคิดถึงตอนที่เราเคยทะเลาะกันครั้งเป็นเด็กไร้เดียงสา

 

ตอนนั้นเราเงียบใส่กันไม่ก็บึงตึง หากมีใครพูดคำว่าเหนื่อยก็คงจะเอ่ยปากออกมาว่าเหนื่อยเหมือนกัน

 

“ว่าไง”

 

“โอเคครับ” ผมหัวเราะ กดศีรษะลงบนไหล่ของอีกฝ่ายที่ส่วนสูงใกล้เคียงกัน “วันนี้ขับไปส่งหน่อย”

 

“น่ารักมาก”

 

ปลายนิ้วไล้ลงบนเส้นผมของผมแผ่วเบา แตะท้ายทอยแล้วบีบนวดเล็กน้อย มันไม่ได้ช่วยคลายเหนื่อยเท่าไหร่แท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าความตึงเครียดจะหายไปอย่างที่บอกจริงๆ

 

เป็นอีกวินาทีที่ทำให้คิดถึงช่วงเวลาที่เคยอยู่คนเดียว หรือความรักในครั้งเยาว์วัยที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าเด็กอายุเท่านั้นจะแบกรับไหวในตอนนั้น

 

“ดีใจจัง” ผมเอ่ยปาก “ขอบใจนะที่อยู่ด้วย”

 

“ก็เหมือนวันที่เค้าผิดนัดเธอ หรือหมดแรงจะคุยนั่นแหละ” คุณขยี้เส้นผมของผมราวกับนึกมันเขี้ยวกัน “ตอนนั้นก็ขอบคุณเหมือนกันที่อยู่ด้วย”

 

ก็เป็นเสียแบบนี้,

 

ถ้าไม่แคร์กล้องวงจรปิดที่คอยสอดแนมอยู่ ผมคงได้จูบคุณจนปากช้ำแน่ๆ

 



-------------------------------------

หายไปนานเพราะจัดการรายละเอียดเล่มไม่ลงตัวค่ะ

จัดการอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้เรื่องระยะเวลา/รายละเอียดต่างๆ ลงตัวที่สุด

ต้องขอบคุณจริงๆ นะคะที่ทุกคนให้ความสนใจกัน //โค้งรอบทิศ


เดี๋ยวตอนสุดท้ายจะอัพให้หลังจากเปิดจองไม่เกิน 1 อาทิตย์

หลังจากนั้นตัวอย่างภาพดราฟ/ตอนพิเศษต่างๆ จะตามมาค่ะ 


ขอบคุณทุกคนนะคะ 

ช่วยอยู่ด้วยกันจนถึงตอนสุดท้ายทีนะคะ


#ตอนนี้ยังเป็นคุณ


 



? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 664 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,245 ความคิดเห็น

  1. #1226 pangpoppura (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 17:57
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-08.png เป็นเขินเด้อออ><
    #1,226
    0
  2. #1201 mileyduchess (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 16:02
    โอ้ย น่ารักมากกกกกกกก มีแต่คำว่าน่ารักเต็มออฟฟิศ
    #1,201
    0
  3. #1179 punpikk (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:53
    เบาได้เบา!! นายเบาได้เบาาาา
    #1,179
    0
  4. #1130 - cherish 。 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 03:14

    เลิกกลัวเลิกคิดมากได้แล้วพี่ณะ!!! ขอพี่คุณเป็นแฟนแล้วเปิดคัวได้แล้ว! คุณหมอน่ารักนะ มัวแต่ลังเลมีคนมาขายขนมจีบเพิ่มไม่รู้ด้วย

    #1,130
    0
  5. #1110 Oshfly (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 14:58
    ใจอ่อน >////////<
    #1,110
    0
  6. #1100 Mune (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 16:34
    หัวหน้าร้ายมากค่า 5555555 เจอช็อตเด็ดดพอดี 55555 เปิดใจกันแล้วน่ารักมากๆ แงง ;//;
    #1,100
    0
  7. #1060 byjune96 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:00
    น่ะะะะะ
    #1,060
    0
  8. #1038 mnrฯ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 23:17
    งื้ออออออออ
    #1,038
    0
  9. #998 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 23:27
    เขินไม่ไหวแล้ววว
    #998
    0
  10. #980 gxisimp (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 14:14
    ไม่ไหวแล้วววว T///T
    #980
    0
  11. #941 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 01:26

    หันกล้องไปทางอื่นได้มะ? อยากเห็นคุณหมอปากช้ำไปทำงาน 55555

    #941
    0
  12. #872 fffyty (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 21:11

    น่ารักจัง
    #872
    0
  13. #844 OverOzone (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 19:14
    งื้อออ น่ารักเป็นบ้าเลส
    #844
    0
  14. #831 shubyaa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 22:46
    ชั้นอยากตามทุบกล้องวงจรให้เลยอะ คิ้กค้าก
    #831
    0
  15. #764 yayeff (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 18:00
    พี่เอ๊กกกกกกก 5555555
    #764
    0
  16. #739 รออยู่ที่เดิม (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 04:28
    ดีมากเลยยยยยยย
    #739
    0
  17. #718 I-am-muffin-cat (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 17:48
    โดนล้อแน่นวลลลล 555555
    #718
    0
  18. #651 Paradai​🌙 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 08:26
    น่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #651
    0
  19. #618 ladytata15 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 11:36
    งือออ เข้าใจกันและกันแล้ว ดีมากๆเลย
    #618
    0
  20. #614 ARMMOMII |♡ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 08:05
    จริงด้วยค่ะ ;-; ตอนเด็กๆพออีกคนมาบอกว่าเหนื่อยใส่ เราก็จะรู้สึกว่า เธอเหนื่อยคนเดียวรีไง เราก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ตอนนี้ แทนที่จะพูดแบบนั้นต่อกัน กลับไม่ต้องรอให้อีกคนบอกเราก็เข้าใจได้ด้วยเอง และยินดีที่พลัดกันเป็นคนตามใจและโดนตามใจ
    #614
    0
  21. #595 Starbuck13 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 14:51
    น่ารักมากกกก ฮือออ เหมือนภาพซ้อนความทรงจำของเราเลย ยิางอ่านยิ่งอิน 😭😭😭
    #595
    0
  22. #548 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 17:44
    น่ารักมาก อยากให้เก็บความสัมพันธ์ดี ๆ แบบนี้ให้คงอยู่ตลอดไป
    #548
    0
  23. #541 satohara (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 01:06
    น่ารักกกกกก คสพที่ดี
    #541
    0
  24. #539 TSawangpheng (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 00:18
    คิดถึงมากมากกกกกกก และขินมากมากกกกกกกกกกกเหมือนกันค่ะ
    #539
    0
  25. #515 littlebitsmile (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 21:33
    คิดถึงมากกกกกกกก
    #515
    0