[SF : NU'EST] ความรักหมายเลข 9 (YAOI)

ตอนที่ 6 : 9 เดือน... เตือนว่ารัก (MinJ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

9 เดือน... เตือนว่ารัก

 

...คนเราต้อง อดทนมากแค่ไหน...

...เมื่อคนรักต้องอยู่ห่างไกล...

...ในเวลาที่ไม่มีอะไรแน่นอน

 

 

            เขาเกลียดช่วงเวลาที่ต้องยอมรับกับบางสิ่งบางอย่างที่เขากลัว มันน่ากังวลใจเหลือเกินกับอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว

 

            ตอนนี้ก็เช่นกัน มันเป็นเวลาที่เขาเกลียดที่สุด หากแต่ถึงกระนั้นเขาก็ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้

 

            “จงฮยอน...” เขามองหน้าร่างสูงที่นอนตะแคงข้างเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบา “ผมขอโทษ”

 

            ...ขอโทษอะไร... ขอโทษทำไม...

            ...ถ้าขอให้เธออยู่ตอนนี้เธอก็ไปอยู่ดี...

 

            คิมจงฮยอนนึกย้อนถึงตัวเองเมื่อรับรู้ว่าคนรักต้องไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คราวนั้นเขาโวยวายเสียงดัง ไม่พูดคุยกับคนรักเป็นอาทิตย์ๆ เพียงเพราะทำใจยอมรับไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องงี่เง่า ทั้งที่รู้ว่ามันคือหนึ่งในความต้องการของคนรัก เพราะแบบนี้ใช่มั้ยเขาถึงถูกดุว่าเป็น เด็กดื้ออยู่บ่อยๆ

 

            สุดท้ายเขาก็พยายามทำความเข้าใจ แน่นอน... แม้สมองจะยอมรับแต่หัวใจกลับไม่เป็นไปตามนั้น มันน่าเหนื่อยใจเหลือเกิน แต่ตอนนี้เขาก็พยายามจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นให้คนรักได้เห็น

 

            “ไปเถอะ” คนตัวเล็กกว่าได้แต่เอ่ยเสียงแผ่ว “นะ...” มองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง

 

            “จงฮยอนครับ” ฮวังมินฮยอนเรียกชื่อคนรักอีกทีด้วยความเป็นกังวล

 

            จริงอยู่ว่าแม้จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนรักกันเพียงไม่นาน แต่ด้วยความที่รู้จักเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาก่อนก็ทำให้รู้จักนิสัยคนรักตัวเองมากพอควร เขารู้ว่าอีกคนเป็นอย่างไรเวลามีความสุข ท้อใจ กังวลใจ หวาดกลัว... ตลอดจนยามที่อีกคนเศร้าเสียใจ

 

            “ไม่เอาน่า” จงฮยอนหัวเราะเสียงระรื่น แม้จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า แต่แววตาไม่ได้แสดงออกมาเช่นนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

            ...แค่อยากจะเข้มแข็งขึ้น...

 

            “แค่ปีเดียวเอง”

 

            ...เผื่อฉันจะต้องใช้มันในยามที่ไม่มีเธอ...

 

          จงฮยอนกลืนคำพูดต่อท้ายเหล่านั้นไว้ในใจก่อนที่จะเอ่ยปากพูดต่อ “อุตส่าห์สอบชิงทุนได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ไหนบอกอยากได้ประสบการณ์ไง” เขาพยายามจะให้กำลังใจคนตรงหน้า

 

            “แต่...” ร่างโปร่งจะเอ่ยปากแย้งหากแต่โดนมือเล็กของจงฮยอนเอานิ้วมาบอกเป็นเชิงให้เขาหยุด

 

            “อย่าดื้อนะ”

 

            อย่าดื้ออย่างงั้นหรือ? คำนั้นเคยเป็นของเขา เป็นคำที่เขาใช้พูดประจำตอนที่เอ่ยตักเตือนอีกฝ่ายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่นึกมาก่อนว่าจะต้องถูกคนตรงหน้าหยิบยื่นมาพูดกับเขาแทน

 

            “จงฮยอนต่างหากที่ดื้อ” เขาพึมพำอย่างแผ่วเบา

 

            ถ้าหากเป็นเวลาปกติอีกฝ่ายคงจะทำหน้าหงุดหงิด โวยวายบอกว่า ถ้าฉันดื้อขนาดนั้นนายก็ไปหาเด็กดีที่อื่นไป๊!’ ตามประสาคนปากไวใจเร็ว แถมด้วยการหยิบอะไรใกล้ๆ มือมาฟาดเขาไม่ยั้ง แต่คราวนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น มีเพียงรอยยิ้มบางๆ จากคนตรงหน้าที่เขาได้รับ

 

            “เอาแต่ใจหน่อยมั้ย...” จงฮยอนไม่ได้ตอบอะไร เอื้อมมือมากุมมือเรียวของอีกฝ่ายไว้แทน

 

            นิสัยเอาแต่ใจตามประสาลูกคนเล็กที่เขาเคยปรามให้จงฮยอนเลิก บัดนี้เป็นเขาเองที่อยากเห็นอีกคนทำมัน บางทีคนที่เอาแต่ใจอาจจะเป็นเขาเองก็ได้

 

            “แค่ปีเดียวเอง... ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ แค่เกือบๆ” คนตัวเล็กกว่ามองหน้าอีกฝ่าย “เดี๋ยวเดียวเอง...” พูดย้ำอีกครั้งเสียงเบาจนแทบไม่รู้ว่าที่ย้ำให้ฟังคือใคร คนรักหรือว่าตัวเองกันแน่

 

            อาจจะดูเป็นเรื่องงี่เง่าที่ทั้งสองคนกำลังมานั่งคร่ำครวญกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะมันยังไม่เกิดขึ้นนี่แหละที่ทำให้เรื่องราวมันช่างน่ากลัว ทั้งระยะห่างและความไม่แน่นอน เรื่องจริงที่ว่าเขาทั้งสองต่างเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายก็ยังเป็นเรื่องจริงอยู่วันยันค่ำ

 

            ...ถ้าหากมีประสบการณ์มากกว่านี้...

            ...อาจจะไม่ต้องกังวลกับสิ่ง แค่นี้ก็เป็นได้...

 

            แต่มันไม่ใช่ พวกเขาต่างเป็นเด็ก ราวกับเป็นคนที่เพิ่งเคยมีความรัก ทั้งสองต่างเป็นคนรักคนแรกของอีกฝ่าย ไม่มีใครมีประสบการณ์ ไม่มีใครรู้ว่าต้องรับมือกับเรื่องเช่นนี้อย่างไรหรือต้องสร้างความเชื่อใจแบบไหน

 

            “รอผมนะ...”มินฮยอนจับใบหน้าอีกคนเบาๆ นัยน์ตาสีอ่อนสบกับนัยน์ตาใสของใครอีกคน

 

            “อื้อ” คนตัวเล็กพยักหน้า “...จะรอ”

 

            ร่างสูงมองหน้าอีกคนโดยไม่ละสายตาไปไหน และจงฮยอนเองก็ทำเช่นเดียวกับเขา ทั้งสองต่างรู้สึกตรงกันว่าอยากจะเก็บช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ให้มากที่สุด

 

            “พรุ่งนี้จะขึ้นเครื่องแล้ว” มินฮยอนพึมพำ

 

            คำพูดนั้นทำให้คนตัวเล็กกว่าเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษจริงๆ ที่ไปส่งไม่ได้” จงฮยอนเป็นนักกิจกรรม เขามีตำแหน่งในสภานักเรียน พรุ่งนี้ในเวลาขึ้นเครื่องเป็นช่วงเวลาที่เขาจำเป็นต้องไปทำงานให้โรงเรียน ไม่สามารถปลีกตัวไปได้แม้จะต้องการแค่ไหน

 

            ร่างโปร่งส่ายหน้า “ผมเข้าใจ ทำให้ดีที่สุดนะ”

 

            “อื้อ”

 

            ไม่มีคำพูดอะไรระหว่างกันอีก ทั้งสองทำเพียงแค่กุมมือของอีกคนไว้ มองหน้าอีกฝ่ายโดยไม่ละสายตา ไม่มีการกระทำที่แสนหวาน เขาแค่อยากจะจดจำรายละเอียดของ ตอนนี้ไว้ให้มากที่สุดเท่านั้น

 

          ติ๊ก... ติ๊ก

 

            พวกเขาได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน และภาวนาเหมือนกันในใจ

 

            ...อยากจะขอให้เวลาเดินช้าลง...

          ...อยากจะหยุดเวลานี้เอาไว้...

 

            ...เวลาที่เข็มนาฬิกาของเรายังเดินตรงกัน...

 

 

 

เดือนที่หนึ่ง

           

“จงฮยอน!”

 

ฮะ?” เจ้าของชื่อหันหน้ามามองคนที่เอ่ยปากเรียกชื่อเขา “ว่ายังไง? มีอะไรแบคโฮ”

 

คัง ดงโฮหรือที่ทุกคนมักจะเรียกว่า แบคโฮ เป็นเพื่อนสนิทของเขา อันที่จริงก็ไม่เชิงว่าสนิท เขารู้จักกับแฟนของอีกคนดีกว่าเพราะอยู่ห้องเดียวกัน เพียงแต่แบคโฮเป็นหนึ่งในสภานักเรียนเหมือนกับเขาเลยได้พูดคุยกันมากกว่า

 

“ตาโหลงๆ นะ เมื่อคืนไม่ได้นอนรึยังไง”

 

คนตัวเล็กกว่าหัวเราะ มองร่างหนาตรงหน้า “นิดหน่อย”

 

เขาไม่ได้ขยายความว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นแต่ก็คิดว่าแบคโฮคงจะรู้อยู่แล้ว มีเพียงแบคโฮกับคนรักของเจ้าหมอนี่เพียงสองคนที่รู้ว่าเขามีแฟน คงเป็นเพราะโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนสหศึกษา ซ้ำเรื่องรักร่วมเพศยังไม่ได้ถูกยอมรับมากในสังคมของประเทศเกาหลี ทำให้เขาเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ ไม่ถึงขั้นบอกว่าไม่มีแฟน แต่เป็นการตอบที่กำกวมมากกว่า

 

“คุยกับมินฮยอนสินะ?”

 

“อื้อ” จงฮยอนพยักหน้า

 

“แล้วทำไมต้องคุยกันจนดึกๆ ดื่นๆ วะ นี่มันไม่รู้รึยังไงกว่านายมีกล่าวสุนทรพจน์วันนี้” แบคโฮหมายถึงการกล่าวเปิดงานให้โรงเรียนที่เป็นหนึ่งในหน้าที่ของจงฮยอน

 

คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้า “ไม่รู้... ฉันไม่อยากให้เขาไปเองแหละ”

 

“เออๆ งั้นไปนอนพักก่อนดีกว่า อีกสักพักจะมาเรียก”

 

แบคโฮยังเป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา พอเหลือบมองนาฬิกาและพบว่าเหลือเวลากว่าชั่วโมงถึงจะถึงเวลาหน้าที่ของจงฮยอน แม้ปกติแล้วจงฮยอนจะช่วยงานอื่นๆ ด้วยแต่เห็นสภาพขอบตาคล้ำๆ ของเพื่อนก็ทนไม่ไหว

 

คนตัวเล็กได้แต่ยิ้มให้เพื่อนที่ไว้ใจได้ ปล่อยให้คนอื่นๆ ในสภานักเรียนทำหน้าที่ไปแต่ตนเองกลับงีบหลับอย่างไร้ความรับผิดชอบ ถ้าขืนคนรักที่อยู่ประเทศแคนาดามาเห็นคงจะบ่นเขาอีกพักใหญ่ๆ ว่าถ้าหากทำงานได้ไม่เต็มที่จะรับตำแหน่งนี้ทำไม แต่ตอนนี้คงไม่ได้หรอก... เพราะมินฮยอนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้จงฮยอนเป็นแบบนี้

 

เป็นเดือนแล้วที่ไม่ได้เจอคนรัก ถึงทั้งสองจะยังติดต่อกันบ้างแต่ก็มักจะเป็นข้อความจากแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์ที่นานๆ ครั้งอีกฝ่ายจะตอบที แรกๆ ก็ตอบได้บ่อยๆ แต่เหมือนกับว่าช่วงเวลาเดือนแรกจะเป็นช่วงเวลาในการปรับตัวของเด็กแลกเปลี่ยน จงฮยอนไม่อยากจะเซ้าซี้ แค่เห็นว่าอีกฝ่ายตอบมาก็ดีใจมากแล้ว และเมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับมินฮยอนแบบ Video Call เป็นชั่วโมง เพราะปกติมินฮยอนจะโผล่หน้ามาให้เห็นไม่ถึงสิบนาทีแล้วก็จากไป ปล่อยให้เข้าเฝ้ารอเวลาที่อีกฝ่ายจะว่างใหม่

 

...ระยะทางกายว่าไกลถึงครึ่งซีกโลก...

...ระยะทางเวลาก็ไกลถึงครึ่งวันเศษเช่นกัน...

 

เพราะระยะห่างเวลากว่าสิบชั่วโมงทำให้ทั้งสองติดต่อกันลำบาก เมื่อเขาตื่นอีกคนก็นอน เมื่อเขานอนอีกคนก็ตื่น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาเวลาว่างให้ตรงกัน

 

“มินฮยอน...” คนตัวเล็กได้แต่พึมพำชื่อที่คิดถึงที่สุดออกมาแผ่วเบา

 

ตอนนี้อีกคนทำอะไรอยู่นะ กินข้าวรึยัง เรียนหนักมากมั้ย เหนื่อยใจจากอะไรรึเปล่า... ยิ่งคิดยิ่งเป็นกังวล ยิ่งคิดยิ่งอยากถาม หากแต่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ตรงหน้าให้ถามไถ่ได้

 

บางทีเขาก็นึกถึงคนที่เคยกอดปลอบเขาตอนเหนื่อยล้า คิดถึงไหล่ที่เขาเคยซบเพื่องีบหลับ คิดถึงมือของคนที่เคยช่วยทำงานแม้ไม่ใช่หน้าที่ คิดถึงใบหน้า คิดถึงเสียง คิดถึงรอยยิ้ม คิดถึงทุกอย่างที่รวมกันแล้วกลายเป็น ฮวังมินฮยอน

 

...ยิ่งคิดถึงยิ่งอยากร้องไห้...

 

อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ล่ะมั้งเขาถึงยังไม่โตสักที แม้จะพยายามเข้มแข็งขึ้นเพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้มินฮยอนไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาแล้วแต่มันก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่เลย

 

...เพิ่งหนึ่งเดือนเองแท้ๆ... ยังคิดถึงมากขนาดนี้...

...ระยะเวลาอีกนานเท่าไหร่ เขาไม่เป็นบ้าไปเลยรึอย่างไรกัน?...

 

“คิดถึงจังเลย”

 

 

 

            (“ที่เที่ยวที่นี่สวยดีนะ... โฮสต์เองก็ดีกับผมมาก ตอนนี้ผมเริ่มปรับตัวได้แล้วด้วย”)

 

            “งั้นเหรอ?” จงฮยอนหัวเราะ มองหน้าอีกฝ่ายผ่านแท็ปเล็ต แม้ตอนนี้ทางปลายทางจะสว่างจ้าแต่ท้องฟ้าของที่เกาหลีกลับมืดเต็มที“ดีจังนะ”

 

            (“เหนื่อยมั้ยครับ? ไปนอนพักก่อนมั้ย”)

 

คำถามนั้นจากมินฮยอนทำให้ร่างเล็กดีใจเหลือเกิน มันแปลว่าอีกฝ่ายยังใส่ใจเขาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแม้ว่าเวลาจะเดินไม่ตรงกัน

 

จงฮยอนส่ายหน้า “ไม่เป็นไร พูดต่อสิ”

 

(“...จงฮยอน”) น้ำเสียงของร่างโปร่งที่อยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลกเริ่มเป็นเสียงดุที่ชอบใช้เอ่ยปรามจนคนถูกดุเบ้หน้า (“ไม่เอาสิครับ ผมรู้จากแบคโฮแล้วนะ”) ร่างเล็กจิ๊ปากนิดหน่อย ไม่คิดว่าเพื่อนจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกับคนรักที่อยู่แคนาดาได้ (“ทำงานไม่ได้พักเลยเหรอ... แล้วทำไมไม่บอกผม ผมจะได้ไม่กวนจงฮยอน”)

 

คำพูดของคนรักทำให้ความน้อยใจเริ่มปะทุออก“...พูดอย่างกับไม่อยากคุยกัน”

 

...ไม่รู้หรือว่าคนที่ รออยู่ทางนี้ใจจะขาด...

คิดถึงแทบตาย... แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ...

 

มินฮยอนถอนหายใจออกมาแผ่วๆ (“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่อยากจะให้จงฮยอนได้พักบ้างเท่านั้นเอง”)

 

ยิ่งพูดยิ่งดูชวนหงุดหงิด ถ้าเป็นตอนอยู่ใกล้ๆ เขาคงเริ่มออกอาการโวยวายตามประสาคนขี้น้อยใจแต่คนตัวเล็กรู้ดีว่าถ้าหากทำแบบนั้นในเวลาเช่นนี้รั้งแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงมากกว่าเดิม

 

“ก็ได้”

 

(“เก่งมากครับ”) ร่างโปร่งยิ้ม (“อ๊ะ ผมต้องไปแล้ว วันนี้พวกโฮสต์จะพาเที่ยวน่ะ”)

 

ในใจเผลอร้องออกมาว่า อีกแล้วเหรอแต่เขาก็ยั้งปากไว้ได้ทัน “โอเค... ไปเถอะ”

 

(“ฝันดีนะ”)

 

นั่นเป็นถ้อยคำสุดท้ายก็ที่หน้าจอที่เปิดไว้จะถูกปิดจากคนปลายทาง จงฮยอนยังไม่ทันได้บอกว่าเหมือนกันแบบที่เคยทำด้วยซ้ำไป

 

...ไม่อยากได้ยินแล้วเหรอ...

 

เขารู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นคนคิดมากเหลือเกิน มันดูงี่เง่า เหมือนกับผู้หญิงที่กำลังระแวงว่าอีกคนจะนอกใจ ซึ่งเขามีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน หนึ่งอย่างที่ทำให้วางใจได้คือมินฮยอนเป็นคนซื่อตรง ถ้าหากหมดใจคงจะมีอาการให้เห็นชัดเจน และอีกอย่างคือการที่มินฮยอนเป็นคนประเภทซื่อบื้อ ถูกคนชอบก็ไม่เคยรู้ตัวว่าถูกชอบ ทั้งๆ ที่ตัวเองออกจะป๊อบแต่ไม่เคยรู้ตัวอะไรเลย ไม่เคย

 

จริงๆ การซื่อบื้อมันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอก... เพราะนิสัยซื่อบื้อนั่นทำให้มินฮยอนทำดีกับคนทั่วไปเหมือนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งตอนนี้ข้างๆ กายไม่มี คนพิเศษอย่างเขาอยู่ก็ยิ่งน่าหวั่นใจ คงจะมีคนมาหลงรักคนรักของเขามากไปหมด

 

จงฮยอนมองอุปกรณ์สื่อสารเมื่อครู่ก่อนที่จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

 

“คิดถึง” เขาได้แต่พึมพำมันอีกครั้ง “คิดถึงจังเลย...”

 

...ถ้าพูดไปจะบอกว่าน่ารำคาญมั้ย...

...มันจะทำให้เธอกังวลใจรึเปล่า...

 

เพราะเขารู้ดีว่าถ้าตัวเองพูดคำนี้บ่อยๆ มันจะกลายเป็นไม่น่าฟัง ซ้ำยังจะทำให้คนรักกังวลใจเรื่องเขา เขาจึงไม่ได้เอ่ยพูดมันเลยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้แต่พูดกับหมอนและผ้าห่มกอดนอนทุกวัน ทั้งที่มันไม่ได้อบอุ่นเช่นอ้อมกอดของคนที่คิดถึงเลยแม้แต่น้อย

 

“รู้มั้ยว่าอดทนเท่าไหร่ ไอ้บ้า”

 

กลับมาจะให้ชดใช้เสียให้เข็ดเลย!

 

 

 

เดือนที่สอง

 

            ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดนับตั้งแต่เปิดเทอมชั้นมัธยมปลายปีที่สองของเขามา ประกอบกับการที่มีตำแหน่งในฐานะสภานักเรียน ทั้งติดต่อกับโรงเรียนในเครือ ทั้งทำงานให้อาจารย์แล้วไหนงานต่างๆ ในห้องเรียนอีก มันพาลให้เขาแทบจะไม่มีเวลาหายใจด้วยซ้ำ

 

            “คิมจงฮยอน!”

 

            เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก “อ้าว ว่าไงเร็น?”

 

            คนตรงหน้าเป็นผู้ชายหน้าตาดี แต่เพราะไว้ผมที่ยาวกว่าผู้ชายทั่วไป ซ้ำยังมีใบหน้าค่อนข้างหวานและหุ่นสูงแต่ค่อนข้างบอบบางทำให้ใครต่อใครเรียก ชเวมินกิคนนี้ว่า เร็นที่แปลว่าดอกบัว ถือว่าเป็นผู้ชายที่เนื้อหอมพอควรแม้จะไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมาก แต่มักจะเนื้อหอมในหมู่คนเพศเดียวกัน ครั้งหนึ่งเจ้าตัวเคยประกาศกร้าวออกมาแล้วว่าตัวเองจะไม่ชอบผู้ชายกลางเวทีกิจกรรมของโรงเรียนในขณะที่ห้องของพวกเขาทำการแสดงอยู่ แต่ปัจจุบันกลับคบกับแบคโฮ เพื่อนที่เป็นหนึ่งในคณะสภานักเรียนด้วยกันกับเขาไปแล้ว

 

            “มีคนฝากเอานี่มาให้”

 

            สิ่งที่ถูกยื่นมาทำให้คนร่างเล็กกรอกตา มันคือปึกเอกสารราวๆ หนึ่งรีมแผ่น รู้ทันทีว่าใครเป็นคนฝากมาให้เขา “แบคโฮเหรอ?”

 

            “ใช่เลย หมอนั่นแหละ”คนหน้าหวานคลี่ยิ้ม “แถมบอกว่าฝากจัดการให้ด้วย”

 

            “ขอบคุณมากนะ” ครั้นจะให้ด่าต่อหน้าแฟนเพื่อนก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่เลยทำให้จงฮยอนได้แต่แอบด่าเพื่อนรักในใจ

 

            “ด้วยความยินดี” เร็นพยักหน้า “เดี๋ยวเราช่วยด้วยดีกว่า”

 

            “เยี่ยมไปเลย”

 

ไหนๆ ก็โบ้ยงานมาให้เขามากกว่าปกติ พอแฟนของคนโบ้ยงานมาให้เขาเปิดปากอาสา มีหรือที่จงฮยอนจะไม่รับความหวังดีนั่น

 

“แล้วมินฮยอนเป็นยังไงบ้าง?”

 

คำถามของคนตรงหน้าทำให้จงฮยอนชะงักมือที่กำลังจัดชุดเอกสารเรื่องการไปทัศนศึกษาของเด็กมัธยมต้นที่จะต้องแจกในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาคลี่ยิ้ม

 

“น่าจะปกติสุขดี”

 

คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าหวานดูงุนงงนิดหน่อย “น่าจะอย่างงั้นเหรอ?”

 

“...อืม”เขาได้แต่พยักหน้าเพราะไม่รู้จะตอบยังไง “ไม่ได้คุยกันมาสองวันแล้วน่ะ”มันไม่ได้หมายถึงการไม่ได้เห็นหน้าผ่าน Video Call แต่มันคือการที่ไม่ได้รับข้อความใดๆ จากคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งเลย

 

เขาเริ่มเคยชินกับอะไรแบบนี้

 

...จากวันละสองสามข้อความยาวๆ ก็กลายเป็นสั้นๆ...

...จากที่พูดคุยกันทุกวันก็เริ่มมีการห่างหาย...

 

...ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลา... จนลืมคิดเรื่องของกันและกัน...

 

มันไม่ใช่แค่มินฮยอนที่ไปอยู่ที่แคนาดาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่มันรวมถึงเขาด้วย ไม่ใช่อีกฝ่ายไม่มีเวลาให้เขาแค่ฝ่ายเดียว เขาเองก็ไม่ค่อยมีเวลาให้อีกคนเช่นกัน คล้ายว่าทั้งสองเริ่มที่จะห่างกัน เริ่มที่จะละเลย แต่ไม่ใช่การหมดรัก

 

ไม่สิ...เขาคิดว่ามันไม่ใช่

 

“งั้นหรือ” เร็นดูจะหน้าเจื่อนลงนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มเศร้าๆ ของเขาก็ได้กระมัง “ไม่เป็นไรหรอก แค่หนึ่งปีเอง เดี๋ยวนายนั่นก็กลับมา”

 

“นั่นสินะ” จงฮยอนได้แต่หัวเราะเบาๆ“ตอนนี้ก็ผ่านไปตั้งสองเดือนแล้วนี่นา”

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะใช้คำว่า แค่สองเดือนเพราะมันเหลือเวลาอีกตั้งสิบเดือนกว่าที่เขาจะได้พบเจอกับคนรักอีกที แต่ตอนนี้เขากลับเลือกที่จะใช้คำว่า ตั้งสองเดือนเพียงเพราะวันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขางานยุ่งมาก

...หรือเป็นเพราะเขาไม่รอคอยอีกคนเหมือนเคย...

 

 

 

หลังจากวันนี้จัดงานที่ร่วมกับโรงเรียนในเครือลุล่วงไปได้ด้วยดี ซ้ำวันพรุ่งนี้ยังเป็นวันหยุด ทำให้จงฮยอนกลับมาพักที่บ้านได้อย่างสบายอกสบายใจ เขาจัดการทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ทั้งกินข้าวกับครอบครัว อาบน้ำ และการบ้านที่โรงเรียนมอบหมาย พอถึงเวลาที่เขานัดกับอีกฝ่ายไว้ว่าจะพูดคุยกันเขาจึงมานั่งรอการติดต่อจากอีกฝ่ายเช่นที่เคยทำ

 

จงฮยอนมักจะไม่ใช่คนที่ติดต่อไปก่อน ถ้าไม่นับพวกข้อความต่างๆ ที่จะไม่รบกวนอีกฝ่าย เพราะเขาคิดว่าการที่เขารออีกคนติดต่อมาน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้มินฮยอนสบายใจมากกว่า

 

เพียงแต่วันนี้แปลกไป... เขารอมากว่าชั่วโมง อีกคนก็ยังไม่ติดต่อมา

 

ปกติแล้วมินฮยอนไม่เป็นเช่นนี้ อาจจะมีการติดต่อมาช้าบ้างแต่ไม่เคยหายไปเป็นชั่วโมงๆ ถ้าเกิดเหตุอะไรที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเห็นหน้ากันในวันเวลาที่นัดกันไว้ร่างโปร่งก็จะส่งข้อความมาบอกเพื่อไม่ให้เขาต้องรอเก้อ

 

นานจนเขาเกือบเลิกที่จะรอกว่าอีกฝ่ายจะติดต่อมา

 

“ทำไมช้านักล่ะ?” เขาเอ่ยปากถามทันทีที่ใบหน้าของอีกคนปรากฏในเครื่องมือสื่อสาร “บอกมาก่อนไม่ได้เหรอ ฉันก็ต้องทำอย่างอื่นนะ”

 

(“ผมขอโทษ”) ร่างโปร่งที่อีกซีกโลกเอ่ยปากออกมาเพียงคำเดียว (“มันยุ่งมาก... และผมก็ลืมว่าเรานัดกันวันนี้”)

 

ลืม...

 

เป็นถ้อยคำที่ทำให้หัวใจกระตุกเสียเหลือเกิน เขาเฝ้ารออีกคนเพียงแค่อยากจะได้ยินเสียง อยากจะเห็นหน้า อยากที่จะได้พูดคุยหลังจากไม่ได้คุยกันมาหลายวันแต่อีกฝ่ายกลับให้เหตุผลที่ทิ้งให้เขารอคอยด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่าลืม

 

มันหมายถึงไม่ใส่ใจกันแล้วรึเปล่า” คนตัวเล็กถามเสียงสั่น

 

มินฮยอนเบิกตากว้างกับคำพูดนั้น (“บ้าไปแล้ว ไม่ใช่นะ!”) รีบปฏิเสธทันควันด้วยความตกใจ

 

“แต่นายพูดว่าลืม!” พออีกฝ่ายเสียงดังใส่ จงฮยอนก็เสียงดังกลับบ้าง เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าหากแต่ตอนนี้ไม่มีอะไรมาฉุดรั้งให้เขามีสติ “ถ้านายใส่ใจนายจะไม่ลืม!”

 

(จงฮยอน ผมทำรายงานกับคนอื่นอยู่ พอมันไม่เสร็จผมก็โฟกัสแค่งาน”)

 

“มันก็หมายความว่านายไม่ใส่ใจฉันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ!”

 

(“คิมจงฮยอน”)

 

เจ้าของชื่อชะงักเล็กน้อยเมื่อคนที่อยู่ห่างไกลเปลี่ยนมาเรียกชื่อจริงของเขาแทนที่จะอธิบายอะไรต่างๆ แต่ด้วยนิสัยเอาแต่ใจก็ยังไม่ยอมแพ้ มองคนรักผ่านเครื่องมือสื่อสาร ไม่ได้พูดอะไรออกไป พักใหญ่ทีเดียวที่ทั้งสองเงียบใส่กัน

 

ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของมินฮยอน (“ผมขอโทษ”)

 

“นายผิด” คนตัวเล็กยังคงไม่ยอมแพ้หากแต่ก็ยอมอ่อนลงให้อีกคนนิดหน่อย “แค่บอกก็ได้... นายไม่รู้เหรอว่าฉันอยากคุย”

 

(“ผมรู้ ผมเองก็อยากคุย แต่ผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดว่างานมันจะไม่เสร็จสักทีแบบนี้”) ร่างโปร่งพูดเสียงอ่อนล้า

 

มันทำให้ขอบตาของจงฮยอนร้อนผ่าว เขามันงี่เง่า ปัญญาอ่อน ทำตัวดื้อ สร้างปัญหาไม่รู้จักจบจักสิ้น ทั้งที่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งไม่มั่นคง เปราะบาง ซ้ำยังอยู่ห่างกันแต่เขากลับทำตัวให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ

 

...ผิดหรือที่ฉันน้อยใจ... เพียงเพราะเธอไม่ใส่ใจกันเหมือนก่อน...

 

“เมื่อไหร่จะกลับมา”คนตัวเล็กเอ่ยเสียงแผ่ว “กลับมาไม่ได้รึยังไง”

 

เขามองเห็นแววตาวูบไหวของอีกคนที่อยู่ห่างไกลก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ (“ไม่เอานะ อย่าดื้อสิ... อีกเดี๋ยวก็กลับแล้ว”)

 

เดี๋ยวที่ว่าน่ะนานเท่าไหร่?

 

(“เอาล่ะ คุยเรื่องอื่นดีกว่านะ ตอนนี้เป็นยังไงบ้างจงฮยอน”) ร่างโปร่งเริ่มเบี่ยงเบนประเด็น

 

จงฮยอนปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนที่จะเริ่มเอ่ยปากเล่าสิ่งที่ตัวเองทำในช่วงนี้ เล่าว่างานที่สำเร็จลุล่วงวันนี้เป็นอย่างไร เล่าว่าตอนนี้เพื่อนสนิทของเขาชอบโบ้ยงานมาให้ส่วนมันก็แอบไปสวีทกับคนรัก เล่าถึงเรื่องต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของเขา พูดคุยกับอีกคน ถามถึงสิ่งที่อีกคนพบเจอ พยายามจะทำทุกอย่างให้เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่พวกเขาคุยกัน แต่บางครั้งเขาก็ยังรู้สึกวูบโหวงในใจ

 

...เมื่อไหร่จะกลับมาอยู่ข้างๆ...

            เมื่อไหร่จะกลับมาจับมือกันให้มั่นคงกว่านี้...

 

           

 

เดือนที่สาม

 

          นานแล้วที่เขาไม่ได้รับการติดต่อจากอีกฝ่าย ซ้ำการติดต่อยังเหลือเพียงข้อความสั้นๆ ไม่เหมือนแต่ก่อนเลยสักนิด เขาพยายามเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนที่เวลาเดินไม่ตรงกัน จะโทษอีกฝ่ายอย่างเดียวก็ไม่ได้ เขาเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน ยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลามาน้อยใจด้วยซ้ำ

 

            เขาอดหวาดกลัวไม่ได้ตอนที่อยู่คนเดียว แม้แต่เขายังแทบไม่มีเวลาคิดถึงอีกคน... มินฮยอนจะคิดถึงเขาบ้างมั้ย

 

            งานสภานักเรียนเริ่มกลับมายุ่งอีกครั้ง บางวันเขาจำต้องนอนค้างที่โรงเรียนด้วยซ้ำไป

 

            “โอ๊ย... เหนื่อย” ร่างหนาข้างกายโอดครวญ “คิดถึงมินกิจะบ้าแล้วเว้ย! อยากกลับบ้าน!”

 

            จงฮยอนหันขวับไปมองเพื่อนตัวเอง “อย่าทำตัวเยอะ”

 

            “แฟนกันมันก็คิดถึงกันบ้างปะวะ” แบคโฮถลึงตามองเขาอย่างอารมณ์เสีย ก่อนที่จะอ้าปากหาวและดันกายขึ้นจัดการกับงานกองใหญ่ตรงหน้าต่อ “หรือนายไม่คิดถึงมินฮยอนเลย?”

 

            เขานิ่งคิดไปชั่วครู่ “คิดถึงสิ...”

 

            ...ทำไมแม้แต่คำว่าคิดถึงยังต้องคิดก่อนที่จะตอบ?

           

            คนตัวเล็กพยายามหาคำตอบให้ตัวเอง แต่ยิ่งคิดยิ่งทำให้ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมหัวใจ สามเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เวลาของเราเดินไม่ตรงกัน สามเดือนแล้วที่อยู่ห่างไกล สามเดือนแล้วที่เขาไม่ได้แตะตัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

            จริงอยู่ จงฮยอนไม่มีอาการอยากจะเจอหน้าอีกคนจะเป็นจะตายเหมือนช่วงแรกๆ อาจจะเป็นเพราะงานที่ยุ่งทำให้ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพรรค์นั้นเยอะ

 

            เรื่องพรรค์นั้นอย่างงั้นหรือ?

 

            เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย เขาไม่เคยคิดว่าเรื่องของมินฮยอนเป็น เรื่องพรรค์นั้นแม้แต่นิดเดียว แต่ตอนนี้เขากลับคิดอย่างงี้เสียได้

 

            “เป็นอะไรวะ?” แบคโฮเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนเงียบ

 

            “ปะ เปล่า” คนตัวเล็กส่ายหน้า “แค่คิดอะไรนิดหน่อย” ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ แม้ในใจจะนึกหวาดกลัวกับความคิดของตัวเองเหลือเกิน

 

            ...เขายังคง คิดถึงอีกฝ่าย...

          ...หรือเคยชินที่จะ คิดว่า ตัวเองคิดถึงอีกฝ่ายกันแน่...

           

            “นายดูไม่โอเคเลยจงฮยอน” เพื่อนอย่างร่างหนายังคงรู้ตัวเร็วเสมอเวลาเขาไม่สบายใจ แม้เขาจะดีใจที่เพื่อนใส่ใจกันแต่ในเวลาเช่นนี้เขากลับไม่อยากให้อีกคนรู้ ไม่อยากให้อีกคนคาดคั้นเลยแม้แต่น้อย “ทะเลาะอะไรกับมินฮยอนรึเปล่า”

 

          “ไม่ใช่!” เขายืนกรานเสียงแข็ง “ไม่ใช่แน่นอน ไม่ได้ทะเลาะกันเลย”

 

            “อ้าว แล้วเป็นอะไร?” ใบหน้าคมเข้มของแบคโฮดูงุนงงเล็กน้อย

 

            “แค่คิดอะไรนิดหน่อย... กับเรื่องของ เราเท่านั้นเอง” จงฮยอนได้แต่เอ่ยตอบไปเสียงแผ่ว

 

            ยังเรียกมันว่า เรื่องของเราได้ใช่มั้ย.. มันเป็นเรื่องของ เรา ไม่ใช่เรื่องของ เธอกับฉันใช่รึเปล่า?

 

            ร่างหนามองเพื่อนของตนเอง เขากับจงฮยอนอาจจะไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นที่รับรู้ทุกเรื่องของอีกฝ่ายแต่ก็ถือว่าสนิทกันพอควร ประกอบด้วยกับนิสัยอยากรู้อยากเห็นของเขา (บางทีเร็นอาจจะใช้คำว่า สอดรู้สอดเห็นเลยทีเดียว) เขาเลยรู้เรื่องของอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง สาเหตุที่ทำให้เขาทั้งสองค่อนข้างสนิทกันคือการที่มีคนรักเป็นผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ ทั้งที่ประเทศนี้มักจะไม่ชอบใจกับเรื่องรักร่วมเพศ

 

“มีคนบอกว่าถ้าห่างไกลกัน ความรักมักเป็นไปได้ยากเสมอ”เจ้าของใบหน้าคมเข้มเอ่ยปากบอกเสียงแผ่ว “เวลาเดินไม่ตรงกัน ไม่ว่าง งานยุ่ง... ยังไงๆ มันก็คงทำให้อะไรไม่เหมือนเคย แถมยังมีเรื่องรักแท้แพ้ใกล้ชิดอีก” เขาก็พูดไปเรื่อย

 

คนตัวเล็กถอนหายใจ “นั่นสินะ” เขาไม่คิดจะเถียง

 

“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ” แบคโฮพ่นลมหายใจ “ยังไงมันก็อยู่ที่ใจเราเองปะวะ”

 

...จะควรพอหรือไปต่อ...

...อยู่ที่การตัดสินใจของเราทั้งนั้น...

 

 

 

เขาคุยกับอีกฝ่ายครั้งสุดท้ายราวๆ อาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการได้เห็นหน้าหรือได้ยินเสียง แต่รวมถึงข้อความต่างๆ ที่เคยได้รับ

 

ฮวังมินฮยอนยังคงเหมือนเดิมเมื่อได้คุยกันแต่ดูเหมือนเวลาว่างคงมีไม่มากนัก ประกอบกับนิสัยของเจ้าตัวที่เป็นคนชอบลองอะไรใหม่ๆ ทั้งสังคมแบบใหม่ สถานที่ใหม่ และวัฒนธรรมแบบใหม่คงจะทำให้อีกฝ่ายมีความสุขดี บางทีเขาก็เอ่ยเปรยว่าอยากกลับเกาหลีบ้างตามประสาคนที่ไปแลกเปลี่ยน แต่ไม่นานเขาก็ยิ้มให้ บอกว่าไม่เป็นไร อีกไม่นานก็จะกลับแล้ว

 

(“วันก่อนโฮสต์พาไปที่แวนคูเวอร์ พวกเราเพิ่งได้มีโอกาสไปค้างคืนเพราะโรงเรียนปิดเป็นสัปดาห์”) คนตัวเล็กนั่งฟังคนรักพูดไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยที่จะจับใจความของเรื่องเหล่านั้นเท่าไหร่

 

...คำถามเดิมๆ เริ่มหายไปแล้ว...

ความห่วงใยมันลดน้อยลงรึเปล่า?...

 

จงฮยอนรู้ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่คิดมาก แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าผู้ชายก็เป็นเพศที่คิดมากได้ไม่แพ้กัน

 

(“บางทีก็อยากจะอยู่นี่ทั้งชีวิตเลย”)

 

...คำพูดนั้นคืออะไร...

 

คนตัวเล็กได้สติกับคำพูดของอีกฝ่ายที่เป็นเพียงการพึมพำเบาๆ เขารู้ว่ามันเป็นคำพูดที่ไม่คิดอะไรมาก แต่เขากลับห้ามความคิดน้อยใจต่างๆ ที่วิ่งแล่นในหัวตัวเองไม่ได้

 

...ไม่อยากกลับมาเจอกันแล้วเหรอ...

 

“ทำไมถึงพูดแบบนี้” จงฮยอนเอ่ยเสียงแผ่ว

 

(“ครับ?”)

 

อุตส่าห์เข้มแข็งมาตั้งนาน พยายามทำตัวไม่งี่เง่าเหมือนกับที่เคยเป็นเพราะอยากให้อีกคนสบายใจ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายสบายใจไปรึเปล่า

 

...สบายใจจนคิดว่าถึงไม่มีอีกคน เขาก็อยู่ได้แล้วใช่มั้ย?

 

รู้ดีว่ามันงี่เง่า ทั้งที่รู้แบบนั้นในกลับห้ามปากของตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ริมฝีปากของเขากำลังจะเอ่ยปากพูดถ้อยคำบางคำออกมา

 

“เราไม่คุยกันสักพักมั้ย?”

 

ลำคอแห้งผาก ขอบตาร้อนผ่าว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเจอกับอีกคนเขาไม่ใช่แบบนี้เลย จนปัจจุบันก็ยังไม่ใช่ ยกเว้นกับเรื่องพวกนี้ เขากลายเป็นผู้ชายบ่อน้ำตาตื้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยไม่ชอบเลย... ไม่ชอบเลยจริงๆ

 

จงฮยอนเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย ใช้นิ้วมือปาดน้ำอุ่นๆ ที่คลอหน่วยก่อนที่จะเอ่ยปากต่อ “...ฉันทนไม่ไหวแล้ว” เสียงของเขาสั่นจนน่าใจหาย “มันเหนื่อย”

 

...เหนื่อยที่ต้องคอยรอ...

...ไม่รู้บ้างเหรอ... ว่าคนรอก็ ท้อเป็น...

 

(“ดะ เดี๋ยวสิ”) เขาสัมผัสได้ว่าคนที่อยู่อีกซีกโลกก็เสียงสั่นเช่นเดียวกัน (“ทำไมจงฮยอนพูดแบบนี้ล่ะ เราไม่ได้ทะเลาะกันไม่ใช่เหรอ? หรือจงฮยอนไม่พอใจอะไร...”)

 

“ไม่ใช่” คนตัวเล็กพึมพำ “ไม่ใช่ความผิดของนาย” เขาย้ำอีกครั้ง พยายามควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด “ไม่ใช่เลย”

 

...เป็นความผิดของเขาเอง...

 

“ขอโทษนะ”

 

...ที่เข้มแข็งไม่พอจนรอเธอไหว...

 

(“ขอโทษทำไม จงฮยอน!ไม่เอาสิ!”) มินฮยอนหน้าตาตื่น น้ำเสียงดังขึ้นนิดหน่อยและดูเหมือนกับเจือความเสียใจอยู่ในนั้น นั่นยิ่งทำให้คนปลายทางรู้สึกแย่ (“ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกมา...”)

 

ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกกัน” เขาพยายามทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นด้วยการอธิบายความคิดของเขาซึ่งดูเหมือนตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจมัน “แค่... พักก่อนได้มั้ย...”

 

(“หมายความว่ายังไง!”)

 

คะ แค่... เราหยุดไว้ตรงนี้ก่อน”

 

ต่างฝ่ายต่างเสียงสั่น เขาบรรยายความรู้สึกนี้ไม่ถูก มันปวดร้าวในอกเหมือนกับมีใครมากรีดแทงหัวใจและควักมันไปต่อหน้า ทั้งที่เขารู้ดีว่าถ้าหากเขาอดทนมันอีกนิด... อีกราวๆ เก้าเดือน... ทุกอย่างมันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

 

“คุยกันอีกทีตอนนายกลับมาดีมั้ย?”

 

(“ทำไมล่ะ...”) เป็นคำถามที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดซ้ำไปซ้ำมา

 

“คิดถึง” จงฮยอนได้แต่พึมพำคำที่เอ่ยออกไป “คิดถึงมาก... จนทนไม่ไหว”

 

(“…”)

 

มันทรมานเกินไป” ในที่สุดความอดทนอดกลั้นของเขาก็หมดลง น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกับคนขี้แย ซึ่งเขาเป็นจริงๆ จงฮยอนพยายามควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้สั่นน้อยที่สุด เพื่อที่จะให้อีกคนฟังเขาให้เขาใจ “ถ้าเราเลิกกัน... ฉันอาจจะทรมานน้อยกว่านี้”

(“…”)

 

ไม่ต้องกังวล... ไม่ต้องรอคอย”

 

ได้โปรดอย่าโทษตัวเอง

 

“ฉันทนกับความเหงาไม่ไหวแล้วจริงๆ”

 

 

 

...เกลียด ระยะทาง’…

 

ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ”

 

ฮวังมินฮยอนพยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองเต็มที การที่คนรักบอกให้เลิกติดต่อกันสักพักเหมือนกับการโดนค้อนทุบที่หัวแรงๆ พอเริ่มตั้งสติได้ก็เหมือนกับโดนซิ่วตอกที่อกข้างซ้ายจนมันเจ็บปวดบอกไม่ถูก

 

(“มินฮยอน... ฮึก”) คนที่เพิ่งเอ่ยปากบอกว่าอดทนกับความเหงาไม่ไหวเริ่มกลั้นเสียงสะอื้นไม่อยู่ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายก็พยายามมากเช่นกัน (“ขอร้อง...”)

 

...เกลียด เวลาที่แตกต่าง’…

 

ผมให้เวลาจงฮยอนไม่พอใช่มั้ย...” เขากัดฟันเอ่ยปากถามคนที่อยู่ห่างไกล “ผมไม่ควรมาที่นี่เลยใช่รึเปล่า?”

 

...เกลียด ความเหงา’…

 

เขาพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของอีกคน เขาไม่รู้หรอกว่าอีกคนอดทนกับเรื่องนี้มามากเท่าไหร่ แต่ทำไมอีกฝ่ายต้องพูดราวกับตนเองเป็นฝ่ายเดียวที่อดทน

 

ระยะเวลาที่เท่าๆ กันที่ผ่านมา... เรา อดทนไม่เท่ากันหรอกหรือ?

 

คิมจงฮยอนอยู่เกาหลี คอยทำงานกับเพื่อน ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ในขณะที่ร่างโปร่งมาอยู่ที่ต่างประเทศในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน เขาเจอกับสังคมใหม่ๆ เจอกับเพื่อนกลุ่มใหม่ สถานที่ใหม่ ต้องพยายามปรับตัวเพียงเพราะต้องการทำตามความต้องการของตนเอง

 

มินฮยอนยังจำได้ดี วันแรกที่คนรักรู้ว่าเขาจะไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดา คนตัวเล็กร้องห่มร้องไห้อย่างหนักแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พูดจาเอาแต่ใจบอกว่าไม่ไปได้มั้ย อยู่ด้วยกันไม่ได้หรือจนเขาเองก็ตัดสินใจไม่ถูกไปพักใหญ่ หากแต่วันถัดมาอีกฝ่ายก็เดินเข้ามาหา ยิ้มให้และเอ่ยปากบอกว่าไม่เป็นไร จะพยายามอดทน... หรือว่ามันพลาดตั้งแต่ตรงนั้นกัน?

 

ถ้าหากตอนนั้นเขาเอ่ยปากยอมทิ้งความฝันของตัวเอง... หรือถ้าหากเขาปล่อยอีกคนไปเลย... ไม่ต้องให้อดทนกับความห่างไกลแบบนี้มันอาจจะดีกว่ามั้ย?

 

“ทำไม” ร่างโปร่งได้แต่พร่ำถามคำถามเดิมๆ และมันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

 

...ถามทั้งตัวเอง... ถามทั้งอีกฝ่าย...

...ถามว่าทำไม เราถึงกลายเป็นแบบนี้...

 

ทั้งที่เขาเองก็คิดว่าเขาพยายามเหมือนกับอีกฝ่าย พยายามปรับตัว พยายามปรับเปลี่ยนหลายๆ อย่างเพียงเพราะอยากจะติดต่อกับอีกคน จริงอยู่ว่ามันย่อมไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนที่ได้พบเจออีกฝ่ายที่โรงเรียนเสมอๆ

 

ผิดหรือ... ที่เขาพยายามติดต่ออีกฝ่ายให้มากที่สุดแม้มันจะไม่มากเท่าเมื่อก่อน

 

ผิดหรือ... ที่เขาพยายามจะใช้เวลา ที่นี่ ให้คุ้มค่าที่สุดโดยไม่เคยลืมคนที่อยู่ ตรงนั้น

 

ผิดหรือ... ที่เขาพยายามเหมือนกับอีกคน

 

“แล้วมันจะเป็นแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่” เสียงของเขาดูจะเปล่งออกมายากเหลือเกิน ร่างโปร่งเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ลำคอ พอๆ กับที่ขอบตา เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีอาการแบบนี้สักครั้งในชีวิต “จงฮยอนตอบผมได้มั้ย”

 

(“ขอโทษ...”)

 

นั่นเป็นคำตอบที่แปลว่า ไม่รู้ใช่มั้ย?

 

“ทำไมล่ะ” เขาถามคำถามเดิมอีกครั้ง “เราจะ... กลับเป็นแบบเดิมไม่ได้แล้วเหรอ” เขาจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองงี่เง่าไร้เหตุผลขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย เขาได้ยินทุกอย่าง รับรู้ทุกคำ เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ... เพียงแต่ไม่อยากยอมรับมัน“มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ เหรอ”

 

(“มันเหนื่อย”) เสียงของอีกฝ่ายแผ่วเบาเหลือเกิน (“มันเหนื่อย... นายรู้บ้างมั้ย มันเหนื่อย!”) ก่อนที่จะเริ่มกลายเป็นเสียงตะโกน

 

“แล้วผมไม่เหนื่อยรึยังไงกัน!”เสียงตวาดของเขาทำให้คนที่อยู่ห่างไกลถึงกับชะงัก เม้มปากแน่น น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย มันทำให้เขาเจ็บปวดมากเกินกว่าที่เคยเป็น

 

...ไม่ใช่เพราะเห็นเธอเศร้า...

...แต่เป็นเพราะไม่สามารถกอดปลอบได้เหมือนเคย...

 

“ผมก็พยายามแล้ว ผมก็เหนื่อย แต่ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้” มินฮยอนพูดเสียงแผ่ว “ไม่เป็นแบบนี้ไม่ได้เหรอ”

 

(“ขอร้องล่ะมินฮยอน... ขอร้อง”) คนตัวเล็กได้แต่อ้อนวอน (“ถ้าเราห่างกันไปมันอาจจะทำให้เราดีขึ้นไม่ใช่เหรอ”)

 

...จริงหรือ? จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เหรอ?

 

(“ถ้าวันนั้น... นายกลับมา เรากลับมาอยู่ใกล้กันเหมือนเดิม”)

 

อีกคนกลั้นเสียงสะอึกสะอื้น พยายามทำตัว เข้มแข็งแบบที่เขาไม่ค่อยคุ้นชิน และเขาแอบกล่าวโทษการกระทำเช่นนี้ ถ้าหากไม่มีการกระทำเช่นนี้ตั้งแต่ต้น ตอนนี้เรื่องของพวกเขาทั้งสองอาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้

 

“จงฮยอนไม่รักผมแล้วหรือ”

 

เป็นคำถามที่เขาหวาดกลัวคำตอบเหลือเกิน

 

มีสามสิ่งที่เขาว่ากันว่าไปแล้วไม่มีทางเรียกย้อนคืนได้ หนึ่งคือเวลา สองคือสายน้ำ และสามคือคำพูดของคน ถ้าหากเขาเรียกมันคืนได้... เขาจะไม่เอ่ยถามอีกฝ่ายออกไป เขาจะได้ไม่เห็นใบหน้าเจ็บปวดของอีกฝ่ายเช่นนี้

 

(“ไม่หรอก”) คำตอบที่ถูกหยิบยื่นให้ทำให้หัวใจเขาแทบขาด (“เพราะรักน่ะสิ... ถึงได้ทำแบบนี้”)

 

...ไม่ได้หมดรัก... แต่หมดแรง...

 

ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีก ไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกคนผ่านเครื่องมือสื่อสารด้วยซ้ำ ทั้งมินฮยอนและคนตัวเล็กที่อยู่กันคนละทวีปต่างพยายามอดทนไม่แสดงความอ่อนแอให้อีกฝ่ายเห็น พยายามที่จะทำให้เรื่องราวมัน หยุดลงอย่างสวยงามที่สุด

 

“ผมจะรอนะ...” เขากระซิบเสียงแผ่วเบา หากแต่ดังพอที่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยิน “จะรอ”

 

...รอวันที่เรากลับไป สานต่อเรื่องที่เคยหยุดไว้ตรงนี้...

...แม้จะไม่รู้... ว่าจะมีวันนั้นรึเปล่า...

 

            ทำไมเรื่องราวถึงได้เป็นเช่นนี้นะ? เป็นอีกครั้งที่พวกเขาได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง ทั้งร่างโปร่ง ทั้งจงฮยอน ต่างฝ่ายต่างอยากรู้ พยายามจะเอ่ยถาม แต่รู้ดีว่าไม่มีใครได้คำตอบ ไม่มีใครรู้ว่าพลาดไปตั้งแต่ตรงไหน

 

            ทั้งๆ ที่พวกเขารักเหมือนกัน คิดถึงเหมือนกัน อดทนเหมือนกัน ปรารถนาความสุขเหมือนกัน... แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังเจ็บปวดเหมือนกัน

 

            (“อีกเก้าเดือนเองนะ”) เสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นในโสตประสาท (“ถ้าตอนนั้นยังรักกัน... ก็ช่วยบอกให้รู้ทีนะ... มินฮยอน”)

 

            ...ทั้งๆ ที่พวกเราต่างทำมันเหมือนกัน

            ทำไมพวกเขาถึงเดินด้วยกันไม่ได้เหมือนแต่ก่อน...

           

 

 

            จากนาทีเป็นวัน จากวันเป็นเดือน

            ...จากหนึ่งเป็นสอง... เป็นเกือบสิบ

 

          “ขอให้โชคดีนะ แล้วติดต่อกลับมาบ้าง โอเคมั้ย”

 

ผู้คนรอบกายที่เดินทางมาอยู่ที่สนามบินเพื่อส่งให้คนเกาหลีเพียงคนเดียวในกลุ่มคนกลับบ้านโดยปลอดภัย เต็มไปด้วยคำอวยพร แต่แอบมีเด็กในครอบครัวโฮสต์คนหนึ่งเริ่มจะร้องไห้แง หล่อนเพิ่งอายุหกขวบ ดีใจที่ได้มีพี่ชาย หากแต่ตอนนี้พี่ชายของหล่อนกำลังจะไปจากที่นี่ คงไม่แปลกที่จะเหงา

           

            ร่ำลากันอยู่นานทีเดียวกว่าจะมีเสียงประกาศถึงเที่ยวบินที่ฮวัง มินฮยอนจะต้องขึ้นเครื่อง เขาได้ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ รวมถึงครอบครัวโฮสต์ที่ช่วยดูแลเขามาตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีเป็นครั้งสุดท้าย

 

            “เดินทางดีๆ ล่ะ”

 

            “เช่นกันนะครับ กลับบ้านดีๆ นะ” เพราะทุกคนต่างมีหนทางติดต่อกับเขาแล้วจึงไม่ได้คร่ำครวญกันมากเสียเท่าไหร่ มินฮยอนมองภาพรอบๆ อีกครั้งก่อนที่จะเอ่ยปาก “...ขอบคุณมากจริงๆ ครับ”

 

            เขานึกย้อนไปถึงวันที่เขาเพิ่ง เลิกติดต่อ กับคนรัก จนบัดนี้มันผ่านมาเป็นเวลาเก้าเดือนเศษ เขาแทบเป็นบ้า ร้องไห้ฟูมฟายอยู่สองสามวัน ซ้ำช่วงแรกๆ ยังมีอาการซึมเศร้าเล็กน้อยเพราะห่างบ้านด้วย แล้วยังเจอเรื่องเช่นนี้ด้วย แต่เพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกัน เพื่อนที่โรงเรียน ตลอดจนครอบครัวที่ช่วยดูแลเขาก็ประคับประคองเขาจนมาถึงวันนี้

 

            มินฮยอนบอกลาทุกคนอีกคราก่อนที่จะขอปลีกตัวไปขึ้นเครื่องเสียที

 

            ร่างโปร่งมีภาษาที่ดีขึ้นมาก มีสังคมที่กว้างขึ้น มีโลกที่ใหญ่ขึ้น เขามองเห็นอะไรได้ไกลกว่าเดิมเพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้... หากแต่มีบางสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ

 

            ...คำว่า หยุดพักของจงฮยอนยังเหมือนเดิมอยู่อีกรึเปล่า?

 

            พอคิดถึงเรื่องนี้เขาก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่บริเวณอกข้างซ้าย มันไม่ใช่อาการเจ็บจนทุรนทุรายเหมือนกับแรกๆ หากแต่เป็นอาการที่ทำให้เขายังรู้สึกทุกครั้งที่ตั้งคำถามกับตัวเอง เขาหวาดกลัวเหลือเกิน หวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะเริ่มใหม่กับใครแล้ว หวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่แค่ หยุดพักแต่เป็นการ จบลงของเรื่องราวระหว่างเขาทั้งสอง

 

            ไม่มีการติดต่อใดๆ จากอีกฝ่าย หลังจากวันนั้นที่พวกเขาคุยกันและตกลงหยุดพัก... แท้จริงแล้วมันเป็นหนทางที่ต่างฝ่ายต้องกล้ำกลืนฝืนยอมรับมัน แม้กระทั่งจงฮยอนที่เป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนก็ร้องไห้อย่างเจ็บปวด เขาเองก็เสียน้ำตาอย่างน่าสมเพช เพียงแต่นั่นอาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ถึงจะกล่าวว่าไม่มีการติดต่อใดๆ จากอีกคน แต่เขาเองก็ไม่กล้าพอที่จะติดต่ออีกคนเหมือนกัน

 

            ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มเข้าหากันแน่น เขาสูดลมหายใจ เปิดรูปภาพในโทรศัพท์มือถือ ดูใบหน้าของอีกคนที่เขาเคยแอบถ่ายไว้ อ่านข้อความเก่าๆ ที่สนทนากับอีกฝ่าย

           

            ...เธอยังคิดถึงกันอยู่มั้ย... เธอยังอยากรักกันอยู่รึเปล่า...

            ...เธอยัง รักกันอยู่เหมือนเดิมใช่มั้ย...

 

          เขาได้แต่ตั้งคำถาม หากแต่ยังไม่เคยพิมพ์ข้อความถามอีกฝ่าย หรือว่าโทรศัพท์ไป... เขาเลือกเองว่าจะทำแบบนี้ เขาเลือกเองว่าจะอดทนและเขาได้แต่ปรารถนาว่าอีกฝ่ายก็กำลังอดทนอยู่ อาจจะไม่ใช่อดทนกับความเหงา แต่เป็นการอดทนกับอะไรที่ทรมานกว่าเดิม

 

            ...อดทนจนเข็มนาฬิกาเรากลับมาเดินตรงกัน...

 

          “จะได้เจอกันแล้วนะ จงฮยอน”

 

           

           

            จากนาทีเป็นวัน จากวันเป็นเดือน

            ...จากหนึ่งเป็นสอง... เป็นเกือบสิบ

 

            ชายหนุ่มตัวเล็กก็ยังคงอ่านเวลาที่เพื่อนอย่างแบคโฮส่งมาให้ เขากัดริมฝีปากอย่างเคยตัวและอ่านมันซ้ำๆ ข้อความเหล่านั้นบอกวันเวลาที่เครื่องลงจากแคนาดา หากแต่ตอนนี้ความลังเลยังสุมอยู่ในอก ไม่กล้าที่จะตัดสินใจว่าจะไปตามวันเวลานั้นหรือไม่

 

            วันนี้แล้วเหรอ? จงฮยอนได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง ทีตอนเฝ้ารออีกฝ่ายวันเวลาผ่านไปเชื่องช้า แต่พอต้องยอมรับว่าบัดนี้ไม่มีใครอยู่ข้างกาย วันเวลาที่มินฮยอนจะกลับมาเกาหลีกลับเร็วกว่าที่คิด

 

            หวาดกลัวเหลือเกิน หวาดกลัวกับ ใจของอีกคน

 

            ...ตอนนี้เรายังเป็นคนรักกันอยู่ใช่มั้ย...

            ...ตอนนี้เรายัง รักกันอยู่ใช่รึเปล่า?...

 

            คำถามมากมายวิ่งแล่นอยู่ในหัวเต็มไปหมด

           

            จริงอยู่ว่าตลอดเก้าเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้ติดต่อไปที่อีกคนเลย เขากลัวว่าถ้าหากติดต่อไปหาอีกคน เขาก็จะมานั่งเฝ้ารอคำตอบจากอีกคน เฝ้ารอข้อความจากอีกคน กลับไปอยู่ในสถานการณ์แบบเดิมที่เขาไม่สามารถอดรนทนกับมันได้

 

            ความเหงาเล่นงานเขาได้มากกว่าที่คิด

 

            สภาพเขาตอนตัดสินใจเลิกติดต่อกับมินฮยอนเป็นสภาพที่น่าสมเพชมาก แบคโฮเพื่อนสนิทและคนรักของเจ้าหมอนั่นช่วยอยู่กับเขาอยู่พักใหญ่ๆ เพราะกลัวเขาฟุ้งซ่าน กลัวตะกอนความคิดความทรงจำของเขาถูกตีให้ฟุ้งขึ้นมาอีก ซึ่งใช่... เขาเป็นเช่นนั้นทุกคราที่อยู่คนเดียว อยู่ในความเงียบ หรืออาจจะอยู่ในสถานที่ซึ่งเคยไปกับอีกฝ่าย หนังสือที่เคยอ่านกับอีกคน บทเพลงที่เคยฟัง กระทั่งหนังที่เคยดูด้วยกัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมานั่งทำอะไรงี่เง่าเหมือนกับในละคร แต่เรื่องจริงเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเขาแล้ว

 

            พอเวลาผ่านมาหน่อยเขาก็ไม่ได้คิดถึงอีกฝ่ายมากมายจนทุรนทุรายเหมือนกับช่วงเวลาแรกๆ ต้องขอบคุณแบคโฮที่เอางานมาให้เขาทำแบบไม่ให้หยุดพัก ใจหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเพื่อนของเขารู้ดีว่าตอนนั้นเขาไม่ต้องการทำตัวว่างก็ได้

 

            เขาได้ยินเรื่องมินฮยอนจากเร็นค่อนข้างบ่อย แต่มันก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป อาจจะเป็นเพราะว่าเร็นค่อนข้างสนิทกับคนรักของเขาจึงยังพอได้ติดต่อกันบ้าง

 

            จนบัดนี้เขาก็ยังลังเลว่าจะไปหาอีกฝ่ายดีหรือไม่ ถ้าหากเจอกันจะทำหน้ายังไง จะทักทายกันยังไง จะพูดอะไรต่อจากนั้น จะต้องยิ้มให้มั้ย หรือว่าพอเจอหน้าอีกคนเขาจะน้ำตาซึมออกมาอีก มันจะเป็นอย่างไรต่อไป มินฮยอนจะทักเขามั้ยมินฮยอนยังอยากเจอเขาอยู่รึเปล่า หรือว่าเกลียดกันไปแล้ว

 

            ...แล้วเรื่องของเรา... จะได้เดินต่อหรือจบลงแค่นี้...

 

            บ้าจริงๆ... เขากลายเป็นคนคิดมากมากกว่าสมัยก่อนเสียอีก นี่อาจจะเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายเป็น คนพิเศษของเขาสินะ?

 

            คิมจงฮยอนมองเวลาเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะสูดลมหายใจลึกและตัดสินใจได้ในที่สุด

 

            “จะได้เจอกันสักที มินฮยอน”

 

            ...เขาจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว...

 

 

           

Inchon Airport

 

            ร่างสูงโปร่งเดินขึ้นมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโต เขาเดินออกจากเกตและมองหาครอบครัวของตัวเองที่ไม่ได้เจอเกือบปี เรื่อยจนถึงเพื่อน คนรู้จัก หรือใครสักคนที่เขาคิดว่าน่าจะได้เจอในครั้งนี้

 

            ...แต่เขาไม่กล้าที่จะมองหาคิมจงฮยอน เขาไม่อยากจะยอมรับแต่ต้องยอมรับ เขาหวาดกลัวว่าถ้าหากเขาตั้งความหวังแล้วเรื่องราวไม่เป็นเช่นที่หวังไว้ทุกอย่างคงจะพังทลายตรงหน้าอีกครา อย่างตอนก่อนที่จะจากกันไกลยังสัญญากันเอาไว้เสียดิบดี หากแต่สุดท้ายมันก็ยังคงกระท่อนกระแท่น เป็นเรื่องราวที่ทำให้เขาปวดใจทันทีที่นึกถึง

 

            ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังคงแอบหวังว่าจะได้เจออีกฝ่าย ยืนรอเขา โผเข้ากอดและเอ่ยปากพร่ำพูดบอกรักเขาอยู่

 

            ...จะคาดหวังได้ใช่มั้ย...

 

            “ฮวังมินฮยอน!”

 

          เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียกก่อนที่จะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อหันไปเห็นคนที่ตะโกนเรียกเขา “อ้าว นายเองเหรอ”

 

            “พูดดีๆ หน่อย เดี๋ยวปั๊ด”

 

            มินฮยอนได้แต่หัวเราะเมื่อร่างหนาของอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้เขา ตามด้วยร่างบางของเร็น คนที่เขาได้ติดต่อช่วงหลังๆ มานี่ และมีเพื่อนคนอื่นกรูเข้ามาหาเขาอีกเป็นสิบจนมินฮยอนตั้งรับแทบไม่ทัน เกือบจะล้มเพราะโดนคนหลายคนเข้ามากระโดดกอด

 

            “แล้ว...” ร่างโปร่งมองซ้ายมองขวา

 

            ...ไม่มี...

 

            “ไม่รู้สิ” คนหน้าหวานยักไหล่นิดหน่อย “เราฝากดงโฮบอกหมอนั่นไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าหมอนั่นจะมารึเปล่า” คำตอบนั้นทำให้คนที่เพิ่งจะเดินทางกลับนิ่งเงียบเล็กน้อย เม้มริมฝีปากเข้าหากัน จนเร็นต้องตบไหล่เบาๆ “เอาเถอะ ยังไงก็ยินดีด้วยที่กลับมา”

 

            “ทำไมพูดงั้นเล่า ไม่ได้ตั้งใจจะไปอยู่ทั้งชีวิตสักหน่อย” เขายิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปหาแบคโฮ “นายโอเคมั้ยเพื่อน”

 

            “ปกติสุขดี เฮ้เร็น! เอามือออกได้แล้ว”

 

คำพูดนั้นทำให้คนโดนดุทำเสียงจิ๊เล็กน้อย เร็นวางมือบนไหล่ของเขานานไปหน่อยจนคนรักนึกหึง แต่หันกลับมาดุแฟนตัวเองนี่มันยังไงกัน แทนที่จะดุเพื่อน!

 

ร่างโปร่งได้พูดคุยกับเพื่อนหลายคนอยู่พักใหญ่ เขาเองก็เป็นคนที่มีเพื่อนมากอยู่แล้ว คนในห้องค่อนข้างจะสนิทกับเขา อาจจะไม่ทั้งหมดแต่คนที่มารอรับก็มากกว่าที่คิดทีเดียว ไหนจะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักมักจี่อีก สักพักครอบครัวของพวกเขาก็เดินเข้ามา มารดาและพี่สาวโผเข้ากอดจนเขาแทบตั้งตัวไม่ทัน ส่วนบิดาก็หัวเราะนิดๆ และบอกว่าขอโทษที่มารับช้า

 

ทุกคนต่างเดินเข้ามาทำให้เขามีรอยยิ้มแต่เขายังไม่ได้เจอ... คนที่จะทำให้เขามีรอยยิ้มที่กว้างที่สุด

 

อยู่ไหนนะ จงฮยอน?

 

เขาได้แต่ตั้งคำถามกับตนเอง นัยน์ตาเริ่มผลุบต่ำ ไม่ต้องการคาดหวัง ยิ่งหวังไว้สูง... ถ้าหากผิดหวังก็จะยิ่งเจ็บมาก เขารู้ดีแบบนั้น

 

ครอบครัวเขาเอ่ยปากชวนเพื่อนๆ เขาทุกคนไปที่บ้าน ด้วยความที่บ้านสกุลฮวังก็มีพื้นที่กว้างขวาง บิดามารดาของเขาจึงอนุญาตให้ทุกฝ่ายปาร์ตี้กันที่บ้านได้ อีกอย่างด้วยเพราะกลัวจะไปเมามายไร้สติที่อื่นตั้งแต่วันแรกที่กลับมาจากต่างประเทศ หลังจากตกลงได้ปุ๊บ เพื่อนๆ ของเขาก็บอกว่าจะขอแยกตัวกันกลับก่อน มีแค่เร็นกับคนรักของอีกฝ่ายเท่านั้นที่บอกว่าขอติดรถไปด้วย ไม่มีคนใดในครอบครัวขัดข้องเพราะเร็นถือเป็นเพื่อนที่สนิทกับเขามาเป็นเวลานาน

 

“มินฮยอน”

 

เจ้าของชื่อหันขวับไปมองเพื่อนร่างหนา “อะไรเหรอ”

 

“อย่าทำหน้าหงอยขนาดนั้นดิวะ” แบคโฮตบหัวเขานิดหน่อยเพื่อเรียกสติ “หมอนั่นยังไม่มีใครนะ... ไม่คิดจะกลับมาคุย...”

 

“คิด” เขาตอบกลับแทบไม่ทัน “คิดอยู่ตลอด...”

 

...เพียงแต่ยังไม่มีใครไม่ได้แปลว่ายังรักอยู่...

 

คำสุดท้ายคล้ายจะพึมพำกับตนเองเบาๆ เสียอย่างงั้น พอเห็นเช่นนั้นแบคโฮก็ได้แค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะช่วยเหลือให้กำลังใจเพื่อนด้วยคำพูดไหน ทั้งสองฝ่ายเป็นเพื่อนที่ดีของเขาทั้งคู่ และเขาไม่อยากเห็นอีกคนเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็แค่ตบไหล่มันโดยไร้เสียงแทน

 

“ลองโทรหาดูสิ? หมอนั่นยังใช้เบอร์เดิมนะ” เป็นเร็นที่หันมาให้กำลังใจเขาแทน

 

มินฮยอนลังเลอยู่พักหนึ่งจนพี่สาวของเขาเรียกเขาเพื่อให้ขึ้นรถ ร่างโปร่งจึงตัดสินใจได้ “รอแป๊บนึงได้มั้ย เดี๋ยวผมขอโทรศัพท์ก่อน”

 

เขาไม่รอคำตอบด้วยซ้ำ ขายาวเดินกลับไปที่บริเวณที่เขาเพิ่งเดินออกมา ในขณะที่มือของเขาก็กดโทรศัพท์มือถืออย่างร้อนรน เวลาที่รอเสียงสัญญาณให้ดังขึ้นดูจะยาวนานทั้งๆ ที่มันใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำไป

 

หากแต่สิ่งที่ได้รับกลับทำให้เขาแทบปาโทรศัพท์มือถือทิ้ง มันเป็นเสียงสัญญาณบ่งบอกว่าอีกฝ่ายติดสายกับใครสักคนอยู่!

 

มินฮยอนสูดลมหายใจลึก กดตัดสาย และกดต่อใหม่อีกครา

 

...ได้โปรด...

 

เขาแทบบ้าไปแล้ว อยากได้ยินเสียง อยากเจอหน้า อยากเอ่ยถาม อยากพร่ำบอก อยากรอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย เขาได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้เขาได้ทำสิ่งเหล่านั้นที...

 

หากแต่บางสิ่งที่เขามองเห็นทำให้เขาหยุดนิ่ง ก่อนที่จะตะโกนชื่อที่แสนคิดถึงออกมา

 

“จงฮยอน!”

 

 

 

คนตัวเล็กรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจช้าไป กว่าจะออกจากบ้านก็เหลือเพียงไม่กี่สิบนาทีก่อนที่เครื่องจะลง พอมาถึงที่สนามบินเขาก็มาช้ากว่าเครื่องลงไปคราวๆ ยี่สิบนาที หนักที่สุดคือตอนที่ติดต่อกับประชาสัมพันธ์และพบว่าเครื่องลงก่อนกำหนดนิดหน่อย

 

เขาเกือบถอดใจไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่มีความคิดวูบหนึ่งเข้ามาในหัว เขาลองกดโทรศัพท์หาอีกฝ่าย ตอนนั้นคิดแค่อย่างเดียวคืออยากได้ยินเสียง อยากจะพบเจอ อยากจะกอด อยากจะบอกว่าเขายังเหมือนเดิม อยากจะเอ่ยถามว่ายังรักกันเหมือนเดิมอยู่เหมือนกับเขารึเปล่า

 

หากแต่สัญญาณที่บอกจากปลายสายแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังติดต่อใครอีกคน

 

จงฮยอนกดตัดสาย ก่อนที่จะกดโทรออกอีกครั้ง ผลยังเป็นเช่นเดิม เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าครั้งนี้จะเป็นเหมือนเดิมอีกเขาจะยอมแพ้

 

หากแต่...

 

“จงฮยอน!” เขาหันไปตามเสียงเรียกชื่อเขาก่อนที่สิ่งที่เห็นจะทำให้ตัวชาวาบ

 

อีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนั้น ร่างโปร่งที่เคยคุ้นยืนนิ่งอยู่ในหมู่ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ เขานึกว่าตัวเองฝันไปด้วยซ้ำ ขาของเขาขยับโดยฉับพลันและพบว่าอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน มินฮยอนเดินเข้ามาใกล้เขา เขาเดินเข้าไปใกล้มินฮยอน

 

...ก่อนที่พวกเขาจะมายืนอยู่ตรงหน้ากัน...

 

ลมหายใจติดขัด จงฮยอนมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออก รู้สึกว่าอะไรหลายๆ อย่างมาจุกอยู่ที่คอ เขาพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว มือก็ชาจนเอื้อมไปไม่ไหว รู้แค่ว่าอีกฝ่ายสูงขึ้นนิดหน่อย ยิ่งทำให้เขาดูตัวเล็กกว่าเก่า ผิวสีเข้มขึ้นอีกนิด ผมยาวกว่าเดิมเล็กน้อย นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

 

“ผม...” เป็นมินฮยอนที่เอ่ยปากขึ้นมาก่อน เสียงของเขาทำให้จงฮยอนอยากจะตบบ้องหูตัวเองแรงๆ เป็นเสียงที่แสนคิดถึง... นานแล้ว... นานแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงอีกคน เก้าเดือนที่ไม่ได้ติดต่อ นับเป็นปีที่ไม่ได้ยินเสียงโดยที่เจ้าของเสียงอยู่ตรงหน้า “กลับมา...”

 

“...”

 

“...ผมกลับมาแล้ว...”

 

คนตัวเล็กรู้สึกเหมือนขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมเขาต้องทำตัวเหมือนกับผู้หญิงด้วยนะ ทำมาซึ้งกับสถานการณ์ที่นึกว่ามีแต่ในละคร

 

“จะ จับมือ...” จงฮยอนรู้สึกว่าตัวเองคลำหาเสียงตัวเองไม่ค่อยถูกนัก “จับมือหน่อยได้มั้ย” ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปวางลงตรงหน้าอีกฝ่าย

 

มือที่ใหญ่กว่าที่สัมผัสลงมาเบาๆ ทำให้เขาแทบจะร้องไห้ออกมา

 

...อยู่ตรงนี้แล้วจริงๆ...

 

ผู้คนไม่ได้สนใจอะไรพวกเขาเท่าไหร่นัก จงฮยอนเงยหน้ามองฟ้าเพราะไม่อยากจะเสียน้ำตาต่อหน้าคนมากมาย แต่อีกฝ่ายกลับใช้อีกมือหนึ่งจับหน้าเขาให้มองตรงที่ใบหน้าของร่างโปร่ง นั่นยิ่งทำให้ความอดทนของเขาหมดลง ลำคอเขาแห้งผาก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่จะค่อยๆ เปล่งเสียงพูดอะไรบางอย่างที่ต้องการพูดมานาน

 

“เรากลับมา รักกันได้แล้วใช่มั้ย...?”

 

คำตอบคืออ้อมกอดที่โอบกอดเขาแน่นราวกับอีกฝ่ายหวาดกลัวว่าเขาจะสูญหาย ความร้อนจากตัวของอีกคนยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงในฝัน

 

...ในที่สุดเข็มนาฬิกาของเราก็กลับมาเดินตรงกัน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #16 Blahpara (@parapuii) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 13:54
    อ่านแล้วร้องไห้เลย ยังดีที่กลับมารักกัน แม้ว่าระหว่างนั้นจะยากลำบากและทรมานใจมากๆ ทรมานใจคนอ่านด้วย ฮือๆ
    #16
    0
  2. #13 mmarche (@fea-pikassa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 09:43
    ช่วงแรกถึงช่วงหลังนนี่แบบ โอย จุกเจ็บหน่วง คือมันเป็นความรักที่แขวนบนเส้นด้ายมากเลยอ่ะ อยู่กันคนละซีกโลก เวลาไม่ตรงกัน แบบ ยัยต้องตื่นคุณต้องหลับ คุณต้องหลับยัยต้องตื่นงี้ โห โค่ดเป็นคสพที่อเลิร์ทมากเลย

    แต่โชคดีที่ยัยกับคุณรักษามันเอาไว้ได้ ต่อจากนี้ก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ รักกันนานๆนะ ฮือ
    #13
    0
  3. #9 Kimzoyong (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 23:48
    ฮือ ๆ ๆ

    มันเจ็บ

    เราก็เคยรอเรารู้ว่ามันเหนื่อยยังไง

    มันต้องใช้ความอดทนขนาดไหน

    อย่างน้อยพวกเขาทั้งสองคนก็ยังเหลือความรัก

    และใจตรงกัน

    มันอาจไม่ยาก

    แต่ถ้ามันถูกกำหนดไว้แล้ว

    การที่คนสองคนใจยังตรงกันก็เป็นเรื่องที่ดี

    นี่ฉันพิมพ์อะไร

    มึนกับตัวเอง

    ถ้าไรท์อ่านไม่เข้าใจก็ขอโทษด้วย พิมพืไปร้องไป

    ขอฟิคคู่นี้อีกได้ไหมค่ะ

    ชอบค่ะ ถึงจะหน่วงไปหน่อย

    เปนกลจให้ไรทนะคะ
    #9
    0
  4. #6 rikear_lope (@bill-lion) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 13:32
    จะร้องไห้ตามทั้งสองคนอ่ะ อยากจะขอบคุณที่ยังรอที่จะกลับมารักกัน ฮือออออออ ทุกคนเหนื่อยหมดอ่ะที่ต้องรอเพราะมีอุปสรรค อ่านแล้วอินทั้งที่ยังไม่มีแฟน ฮืออออ
    #6
    0