[SF : NU'EST] ความรักหมายเลข 9 (YAOI)

ตอนที่ 5 : แฟนใหม่เก้าวัน (BaekRen)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

แฟนใหม่ 9 วัน

 

ไม่มีใครรู้ว่าเราจะใช้เวลาในการ อกหักแค่ไหน

มันอยู่ที่ว่าคุณใช้เวลาลืมเขาได้ช้าเพียงใด

...และรักใครคนใหม่ได้ เร็วเท่าไหร่...

 

 

            “อะไรนะครับ!?”เสียงหวานติดแหบชายหนุ่มตะโกนออกมาเป็นภาษาบ้านเกิดตัวเองด้วยความตกใจ ก่อนที่จะรัวภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ใส่อีกฝ่ายด้วยความร้อนรน “ผมมั่นใจว่าผมจองแล้ว แน่ๆ... ผมยืนยัน”

           

พนักงานสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มเจื่อน “เอ่อ ขอทราบชื่ออีกทีด้วยค่ะ”

 

“ชเว มินกิ”

 

ลูกค้าของโรงแรมตอบ เขาเป็นคนที่มีผิวขาวละเอียดฉบับชาวเกาหลีแท้ๆ แตกต่างจากคนในประเทศที่เขากำลังยืนอยู่ รูปร่างผอมสูงเหมือนกับชายหนุ่มทั่วไป หากแต่ใบหน้าค่อนไปทางหวานใส ผมสีบลอนด์สว่างยาวระต้นคอที่ตอนนี้เจ้าตัวรวบมันไว้ สาเหตุคือเขาร้อน และเขากำลังปกปิดรอยตัดใหม่ที่ดูเหมือนช่างตัดผมทำพลาด จากที่ตอนแรกจะซอยให้ดูดี กลายเป็นทรงบ๊อบคล้ายผู้หญิงเสียนี่

 

หญิงสาวผิวเข้มผู้เป็นพนักงานค้นหารายชื่ออยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะเอ่ยออกมา “เจอแล้วค่ะ”

 

ชเวมินกิเกือบร้องออกมาว่า เห็นมั้ยล่ะแต่เขากลืนคำนั้นลงคอเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากพูดต่อ

 

“แต่คุณจองสำหรับวันนี้ในเดือนหน้านะคะ”

 

ร่างบางอ้าปากค้าง “อะ อะไรนะครับ?”

 

มินกิได้แต่ภาวนาว่าตัวเองได้ยินผิดเพราะภาษาอังกฤษที่แสนกระท่อนกระแท่น แต่พอพนักงานสาวยิ้มเจื่อน ยืนยันอีกที ซ้ำยังเอ่ยปากให้เขาได้ยินชัดๆ แล้วยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความลำบากในอนาคตอันใกล้ของตัวเองรำไร

 

“คุณไม่ได้จองไว้สำหรับวันนี้ค่ะ”

 

...พระเจ้าช่วย...

 

“ต้องขออภัยด้วย แต่วันนี้ห้องเต็มหมดแล้วค่ะ”

 

...ฆ่าเขาให้ตายเลยดีกว่า!

 

 

 

ชายหนุ่มร่างบางแบกกระเป๋าเป้ของตัวเองเดินออกมาจากตึกใหญ่เป็นครั้งที่ห้าในรอบสี่ชั่วโมง เขากำลังหมดแรง ขาเขากำลังอ่อนจนแทบจะทรุดลง ณ เวลานี้แล้วด้วยซ้ำ แต่เขาก็ได้แต่กัดฟัน บอกว่าถ้าไม่รีบเดินทางต่อเขาจะไม่มีที่นอนวันนี้ และอาจจะไม่มีไปอีกแปดคืนที่อยู่ในประเทศนี้!

 

ใช่ ที่นี่ไม่ใช่เกาหลี... แต่เป็นประเทศไทย

 

เขาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือที่ตอนนี้ถูกปรับเวลาเป็นเวลาในประเทศนี้ ก่อนที่จะสบถออกมาอย่างเหนื่อยใจ

 

“จะไปนอนไหนวะเนี่ย!” ...อีกนิดเดียวจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว! สำหรับตอนนี้มันก็เหมือนกับเขาตื่นตอนตีสอง ณ ประเทศเกาหลี

 

นี่ไม่ตลกเลย เขานั่งเครื่องบินมาเพื่อมาเจออะไรแบบนี้น่ะเหรอ แต่จะโทษใครก็โทษไม่ได้นอกจากตัวเอง มีใครบ้างที่จะจองโรงแรมถูกวันแต่ผิดเดือนเช่นเขา... งี่เง่าจริงๆ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาอยากมาทะเลประเทศนี้มากๆ ในเวลาเช่นนี้เขาก็ไม่มาหรอก

 

เวลาเช่นนี้คืออะไรน่ะหรือ

ก็เวลาที่เสี่ยงจะตกงานอยู่รำไรไง!

 

มินกิเป็นนักออกแบบรายการทีวี แม้จะเป็นการงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเรียนมามากนักแต่เขาก็ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขดี แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนเขากลับโดนเจ้านายเอ่ยปากตำหนิ

 

คุณทำอะไรไม่เข้าใจง่ายๆ เลย นี่มันไม่โอเคเจ้านายหัวโล้นว่าเขาแบบนั้น ผมให้เวลาหยุดกับคุณหนึ่งสัปดาห์ ไปตามหาสิ่งที่น่าสนใจมาเสียสิ!’ ก่อนที่จะประกาศกร้าวเช่นนั้น

 

อันที่จริงมินกิรู้ตัวลางๆ ว่าตัวเองกำลังเสี่ยงจะโดนเตะออกจากบริษัทเหลือเกิน ทั้งที่เป็นอย่างนั้น มินกิกลับไม่เลือกที่จะไปนั่งดูวาไรตี้เพื่อศึกษาอะไรที่ เข้าใจง่ายๆตามที่เจ้านายบอก ทั้งที่โจทย์ครั้งนี้คือวาไรตี้ไอดอล แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ และมาที่ประเทศไทยแทน

 

...ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดถึงอนาคตเลย...

...ณ จุดนี้คิดว่าจะนอนยังไงดีกว่ามั้ย!...

 

เปรี้ยง!

 

“ฮะ เฮ้ย...” ชายหนุ่มพึมพำออกมาเบาๆ เมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเปรี้ยง พยายามมองซ้ายขวาหาสถานที่ซึ่งสามารถเข้าไปหลบฝนได้

 

ซ่า!

 

เพียงไม่กี่วินาทีหลังเสียงฟ้าผ่าที่มินกิได้ยินเมื่อกี้ก็ตามมาด้วยน้ำฝน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ก่อนที่จะตกลงมานับไม่ถ้วน จนมินกิวิ่งหนีฝนแทบจะไม่ทัน

 

พาชเวมินกิไปประกวดคนซวยระดับโลกเถิด เห็นทีตำแหน่งชนะเลิศคงจะไม่หนีไปไหน!

 

กำลังหอบผ้าหอบผ่อนก่นด่าพระเจ้าหลบฝน ดูเหมือนคนว่าพระเจ้าจะได้ยินเสียงเขาเสียทีเมื่อวิ่งตามทางที่แทบไม่มีรถราอยู่สักพักก็เห็นโรงแรมเข้าให้ ถึงแม้ตอนแรกจะตั้งเป้าหมายว่าอยากได้สบายๆ ไว้ก่อน แต่ตอนนี้เขาขอแค่ได้ที่ซุกหัวนอนก็พอใจแล้ว!

 

ร่างบางเดินเข้าล็อบบี้มาในสภาพเปียกซกจนเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา แต่ ณ จุดนี้มินกิสนแค่ที่พักเท่านั้น เขาจึงเดินไปที่เคาท์เตอร์ทันที

 

“มีห้องว่างมั้ยครับ”

 

“เอ่อ...” พนักงานชายทำท่าอ้ำอึ้งจนไม่ทันใจ ร่างบางจึงเอ่ยปากคาดคั้นอีกที

 

“มีใช่มั้ยครับ”

 

“เอ่อ คุณลูกค้าครับ...” คำพูดนอบน้อมทำให้มินกิรู้สึกคาดหวังในใจไม่ใช่น้อย แต่คำพูดต่อมามันก็เป็นคนพูดที่กรีดใจเขาเหลือเกิน “ห้องสุดท้ายเพิ่งถูกจองไปเมื่อกี้เองครับ”

 

อะ-ไร-นะ!

 

ชายหนุ่มหน้าหวานรู้สึกหมดแรง แข้งขาอ่อนจนทรุดกายนั่งยองๆ ลงกับพื้นอย่างเหนื่อยใจแบบไม่เกรงสายตาผู้คนก่อนที่จะเหลือบตามองไปที่ข้างนอก ตอนที่เขาฝ่าฝนเข้ามาว่าแย่แล้ว หากแต่ตอนนี้แย่กว่าเดิมเสียอีก นี่มันเข้าขั้นพายุแล้วชัดๆ... และที่สำคัญที่สุดคือเขายังไม่มีที่ซุกหัวนอน!

 

หวา ฝนตกหนักเชียว” เสียงทุ้มต่ำทำให้ชเวมินกิหันขวับ

 

...ภาษาเกาหลี!

 

มินกิมองคนตรงหน้า เขาเป็นชายหนุ่มที่มีส่วนสูงพอๆ กันแต่ร่างหนากว่าเขาค่อนข้างมาก อีกฝ่ายใส่เสื้อกล้ามสีขาวทับด้วยฮู้ดสีเข้ม กางเกงสี่ส่วนสีดำ เขามองใบหน้าของชายหนุ่มไม่ชัดเนื่องจากอีกคนหันไปมองที่หน้าต่าง จนมินกิต้องค่อยๆ ย่องไปข้างหลังก่อนที่จะ...

 

หมับ!

 

คุณครับ มีแผนที่บ้างมั้ย...”

 

“ฮะ!” อีกฝ่ายหันมามองเขาและเอ่ยถามเสียงฉงนระคนกับความตกใจ จังหวะนั้นเองเขาถึงได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดๆ

 

            คนตรงหน้าเป็นคนหล่อ ไม่ได้หล่อถึงขนาดผู้หญิงทั่วไปกรี๊ด แต่เป็นความหล่อแบบที่ผู้ชายด้วยกันมองว่าหล่อ ผิวของชายหนุ่มตรงหน้าเข้มกว่าของเขาเล็กน้อย ใบหน้าคมคายจนมินกินึกอิจฉา และที่สำคัญคือแววตาของอีกคนที่ดู น่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก

 

            เดี๋ยว! ณ จุดนี้หลงใหลไม่สำคัญ ที่พักต้องมาก่อน!

           

            คิดได้เช่นนั้นร่างบางก็เริ่มเอ่ยปากพูดทันที 

 

            “คือ... คือผมเป็นคนเกาหลีมาเที่ยวไทย แล้วมันเกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อย” ร่างบางแอบต่อท้ายในใจว่า เหตุขัดข้องที่ว่านั้นมาจากความงี่เง่าของเขาเอง “ขอร้องล่ะคุณ เนี่ยเห็นมั้ย ฝนตกหนัก ผมยังไม่มีที่พักเลย”

 

            “อะ เอ่อ...” ร่างหนาเอ่ยปากพูดอะไรไม่ถูก อย่างแรกที่คิดได้คือควรจะแกะมือบางที่จับไหล่เขาอยู่ แต่ตอนนี้มันเลื้อยมาที่ต้นแขนเขาแล้ว

 

            “คุณคิดดูนะ ผมถ้าผมเป็นอะไรไป ตายไปที่ประเทศนี้ใครจะช่วยส่งผมกลับบ้าน ถ้าผมเป็นปอดบวมตายล่ะ... แล้วไหนจะ... ฟืดดด” แกล้งสูดน้ำมูกและเอ่ยเสียงสั่นต่อ “พ่อแม่พี่น้อง คนในครอบครัวผมต้องเสียใจมากแน่ๆ แล้ว...”

 

            “ดะ เดี๋ยวก่อนคุณ ใจเย็นนะ”

 

            “โฮฮฮฮ” เสแสร้งแหกปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้อีกนิดทั้งๆ ที่ไม่ได้น้ำตาไหล และไม่ได้รู้สึกเศร้าเลยแม้แต่น้อย

 

            ชายหนุ่มร่างหนาคลี่ยิ้มเจื่อนในขณะที่มือหนาก็พยายามจะดึงมือบางของอีกคนออกจากแขนตนเองสักที แต่ทำยังไงๆ ก็ไม่ยอมหลุดจนเขาได้แต่สงสัยว่านี่มันมือคนหรือตีนตุ๊กแก

 

            “เอาแบบนี้มั้ยครับ”ร่างหนาพยายามพูดอย่างใจเย็น “พอดีผมจองห้องคู่ไว้แต่มาคนเดียว คุณอยากจะมาพักกับผมสักคืนหน่อยมั้ย

 

            ...อนิจจา คนหน้าหวานที่ทำท่าน่าสงสารเมื่อกี้เงยหน้าขึ้นมาในบัดดล“ได้หรือครับ!”

 

            “เอ่อ ครับ ถ้าคุณไม่รังเกียจ”

           

            “ไม่ๆ ไม่รังเกียจแน่นอน ขอบคุณมากนะครับ!”

 

            คนหน้าหวานคลี่ยิ้มกว้างออกมาในทันทีเมื่อได้รับข่าวดีว่าตนจะได้มีที่พักให้ซุกหัวนอนแล้ว รอยยิ้มนั้นทำให้แววตาสีน้ำตาลของคนตรงหน้าวูบไหวเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติในเสี้ยววินาทีจนร่างบางไม่ทันได้สังเกตเห็น

 

            ...เหมือน... เหมือนกับ เธอ’…

 

            “อ๊ะ ผมชื่อชเวมินกิ” ร่างบางเพิ่งนึกขึ้นมาได้จึงเอ่ยปากแนะนำตัว “คุณล่ะ?”

 

            ชายหนุ่มร่างหนาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้สติ บอกตัวเองว่าเมื่อกี้เขาเพียง วูบไหวไปกับความคล้ายคลึงกันระหว่างคนตรงหน้ากับคนที่เพิ่งหันหลังให้กัน ก่อนที่จะค่อยๆ ระบายยิ้มออกมา

 

            “ดงโฮครับ...” มือหนาถูกยื่นออกไป “คัง ดงโฮ

 

          ...โบราณว่า ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน’…

            …เจอเรื่องบัดซบมามากมาย คงจะได้เจอแต่เรื่องดีๆ สักที...

 

 

 

            มินกิคิดว่าคนตรงหน้านี้ใจดีเกินไปหน่อย

           

            ไม่ได้ไตร่ตรองอะไรแม้แต่นิดเดียว ไม่ถามถึงเรื่องราวว่าเป็นยังไงมายังไง ตอนนี้ร่างหนาของอีกฝ่ายก็เดินพาเขามาถึงห้อง ซ้ำยังเป็นห้องสวีทเสียด้วยบ่งบอกเลยว่าคนตรงหน้ามีเงินมากมายแค่ไหน อันที่จริงก็สังเกตได้จากเสื้อผ้าหน้าผมต่างๆ แล้ว แต่การเปิดห้องสวีทนอนคนเดียวนี่ยิ่งยืนยันข้อสันนิษฐานเข้าไปมากกว่าเดิมเสียอีก

 

            สงสัยต้องเตือนเสียหน่อย...ถ้าขืนเขาเป็นโจรปล้นฆ่า ผู้ชายคนนี้คงจะตายไปเสียแล้ว

 

          “นอนเตียงเดียวกันได้ ไม่ถือใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มร่างหนาเอ่ยปากขึ้นมาทำให้มินกิหลุดออกจากภวังค์

 

            ร่างบางส่ายหน้า “ไม่ครับ ไม่ถือ”ก่อนที่จะตระหนักได้ถึงประเด็นอีกอย่าง “ค่าห้องเดี๋ยวผมหารด้วยแล้วกันนะครับ”

 

            “ได้ครับ” ดงโฮพยักหน้า ก่อนที่จะหันมาสบตากับอีกคนตรงๆ

 

            ...เขาอึดอัด... หายใจไม่ออก...

            ...ทั้งๆ ที่อีกคนทำเพียงแค่ มองเท่านั้น...

 

          สาบานว่าชเวมินกิห่างหายจากความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว นานมากจนเกือบลืมว่าไอ้ความรู้สึกน่าอึดอัดนี้คืออะไร แต่ไม่นานชายหนุ่มใจดีก็คลี่ยิ้มกว้างออกมาและเอ่ยปากออกมาอย่างอ่อนโยน

 

            “เปียกขนาดนี้ ไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่สบาย”

 

            “อะ อือ” ร่างบางตอบรับเบาๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำ มีอ่างอาบน้ำให้พร้อมกับอุปกรณ์ครบครัน ซ้ำยังมีเสียงตะโกนดังออกมาจากคนข้างนอก

 

            “ผ้าเช็ดตัวในห้องใช้ได้เลยนะครับ ผมยังไม่ได้ใช้”

           

          ...สุภาพ อ่อนโยน ใจดี...

           

            ขอบคุณที่ชเวมินกิได้มาพักกับคนดีๆ แบบนี้!

 

            แต่ถึงกระนั้นร่างบางไม่ได้รู้เลยว่าเมื่อตนเองเดินเข้าไปในห้องน้ำ อีกฝ่ายก็ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะค่อยๆ หย่อนกายตัวเองนั่งลงบนเตียงนุ่ม

 

            ชายหนุ่มหลับตา เขาคิดผิด... คิดผิดว่าการมาที่นี่จะทำให้เขาลืม แต่มันไม่ใช่เลยสักนิด...ราอิม”ได้แต่พึมพำชื่ออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

 

            ...ไม่ใช่เสียหน่อย... นั่นไม่ใช่ ราอิม’…

 

            เขารู้ดีแม้ว่าวินาทีแรกเขาจะรู้สึกอึดอัดเหมือนกับหายใจไม่ออกเพียงเพราะได้จ้องหน้าอีกฝ่าย แค่เสี้ยววินาทีแรกที่ได้เห็นเท่านั้นที่รู้สึกว่าคล้าย แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย รูปร่างก็แตกต่าง เพศก็แตกต่าง วิธีการพูด ความมั่นใจ และนิสัยที่ดูจะพิลึกๆ ของอีกฝ่ายไม่เหมือนราอิมแม้แต่นิดเดียว

 

            ดงโฮเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ ในอกปวดหนึบเพียงเพราะคิดถึงเจ้าของชื่อราอิมเท่านั้น

 

            นานทีเดียวกว่าคนที่เข้ามาพักด้วยกันแบบชวนงุนงงจะเดินออกมาจากห้องน้ำ อีกฝ่ายทิ้งผมสีอ่อนของตัวเองที่เปียกน้ำและขยี้มันเบาๆ ใส่เสื้อยืดย้วยๆ กับกางเกงนอนตามปกติ เห็นแล้วยิ่งยืนยันว่าอีกคนเป็นผู้ชาย ไม่ใช่สตรีแบบคนที่เขากำลังนึกถึง

 

            “ขอผมเป่าผมหน่อยนะ” มินกิเอ่ยออกมาพลางเดินไปหยิบไดร์เป่าผมจากกระเป๋าตนเอง

 

            ร่างหนาไม่ได้พูดอะไร เขาแค่พยักหน้าและนอนมองร่างบางเดินไปเสียบปลั๊กที่โต๊ะเครื่องแป้งซึ่งเขาไม่ได้เฉียดเข้าใกล้นับตั้งแต่มาพักที่นี่

 

            “คุณมาทำอะไรที่นี่หรือ” คนหน้าหวานเอ่ยปากถามขณะเปิดไดร์เป่าผม ค่อยๆ ไล้นิ้วมือสางผมของตัวเองอย่างแผ่วเบา

 

            “ผม?” ดงโฮเลิกคิ้ว “ก็... มาพักผ่อน” เขาตอบไปตามจริง

 

            “คุณรู้อะไรมั้ย...” ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่ว ปิดไดร์เป่าผมที่ส่งเสียงรบกวนและหันมามองหน้าอีกฝ่าย “คนมาเที่ยวทะเลคนเดียว ส่วนใหญ่ไม่ได้ หนีร้อน หรอก เขามักจะ หนีรักต่างหาก”

 

            ...อีกสิ่งที่คัง ดงโฮควรจะรู้...

            ...ราอิมไม่เคยรู้ทันเขา... แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่...

 

          ดูเหมือนว่าร่างหนาจะนิ่งนานเกินไปจนอีกฝ่ายถามย้ำ “หรือไม่ใช่” แต่ไม่ได้รอคำตอบ เจ้าตัวก็เปิดไดร์เป่าผมเพื่อจัดการผมของตัวเองต่อ

 

            ดงโฮลุกขึ้นยืน ถอนหายใจแผ่วเบาก่อนที่จะเดินเข้าใกล้คนตรงหน้าที่หันหลังอยู่

 

            “ผมช่วย”เขาว่าอย่างนั้นและดึงไดร์เป่าผมออกจากมืออีกฝ่าย ค่อยๆ สางผมของอีกคนแผ่วเบา

 

ผมอีกคนยาวกว่าของเขาเยอะ เขาเคยไว้ผมยาวมากกว่าเมื่อครั้นยังเรียนมหาลัยนี้ แต่นึกรำคาญเลยตัดออกจนโดนคนแซวบ่อยๆ ว่าทำผมแบบนี้แล้วเหมือนมาเฟีย อันที่จริงดงโฮเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่ทำธุรกิจใสสะอาด ส่งออกและนำเข้าอาหารประเภทต่างๆ ไม่เหมือนพระเอกนิยายทั่วไป

 

“ขอบคุณ...” เสียงหวานเอ่ยเบาๆ และระบายยิ้มออกมาให้อีกฝ่ายเห็นผ่านกระจก“สรุปผมพูดถูกเหรอ”

 

มินกิไม่ได้รับคำตอบ แต่ถ้าหากมองแววตาสีอ่อนที่สะท้อนในกระจก มันดูหม่นหมองลงเมื่อเขาพูดเช่นนั้น เป็นการยืนยันว่าที่เขาพูดไม่ได้ผิด

 

ความเงียบเขาปกคลุมคนสองคนแค่ระยะหนึ่ง เขาได้ยินเสียงไดร์เป่าผม รู้สึกถึงความร้อนของอากาศบนศีรษะตลอดจนนิ้วมือที่ติดหยาบนิดหน่อย ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ผ่านการทำงานมาหนักไม่แตกต่างจากเขาเท่าไหร่

 

“มือคุณเบาจัง” มินกิเอ่ยปากเสียงแผ่ว

 

“คุณอายุเท่าไหร่?” อีกฝ่ายไม่ได้ตอบรับอะไร หากแต่ถามกลับแทน “เด็กกว่าผมรึเปล่า”

 

“ผมอายุยี่สิบสอง” ร่างบางได้แต่ตอบไปตามจริง “คุณล่ะ”

 

“ยี่สิบสาม”

 

“ปีเดียวเอง อย่าคิดมากได้มั้ย ผมไม่อยากเรียกคุณว่าฮยอง” เขาว่าอย่างขบขันเล็กน้อย เห็นเพียงอีกฝ่ายยักไหล่ น่าจะหมายถึงไม่ต้องคิดมากอะไร “พักร้อนเหรอ”

 

“ประมาณนั้น” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ “ผมทำงานที่บริษัทของพ่อ บางทีการหนีมาพักก็ไม่เสียหายอะไร”

 

“ทำกิจการของตัวเองก็ดีนะ... ผมว่ามันน่าจะดี”

 

คำพูดพึมพำทำให้ร่างหนาเลิกคิ้ว “แล้วคุณทำงานอะไร”

 

“เป็นคนโปรดิวซ์รายการ แต่ผมคิดว่ากลับไปผมอาจจะไม่ใช่” คนหน้าหวานว่าไปตามเรื่อง ยิ่งทำให้ชายหนุ่มสงสัยมากกว่าเก่า เหมือนมินกิจะรับรู้ได้เลยเอ่ยปากอธิบายต่อ “คนชอบบอกว่าผมทำอะไรเข้าใจยาก บางทีผมอาจจะไม่เหมาะกับอะไรแบบนี้”

 

“เข้าใจยาก?” ดงโฮเลิกคิ้ว

 

ก็สมควรอยู่...

 

เขาไม่คิดว่าจะเจอคนอย่างร่างบางนี่ที่ไหน เดินเข้ามาทักคนเกาหลีที่เจอกันโดยบังเอิญในประเทศไทย เบะปากทำท่าจะร้องไห้และขอร้องว่าจะพักด้วยทางสายตาแบบนี้ คิดว่าคงจะไม่มีใครกล้าทำอีกแล้ว

 

ร่างบางพยักหน้า “เข้าใจยาก” เขาย้ำ “ผมก็พอเข้าใจหรอกว่าเราคงจะไม่เข้าใจกัน ความคิดเห็นของผมกับคนทั่วไปมักจะแตกต่าง”

 

“...?”

 

“แต่ผมคิดว่าเขาคิดไม่เหมือนผม ไม่ใช่ผมคิดไม่เหมือนเขา”

 

ใบหน้าที่จริงจังและน้ำเสียงที่ดูมุ่งมั่นระคนหงุดหงิดทำให้ดงโฮเค้นยิ้มออกมาบางๆ บนริมฝีปาก มินกิเลิกคิ้วนิดหน่อย มองเขาเป็นเชิงว่า จะยิ้มอะไรถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงหัวเราะ หากแต่ตอนนี้เขายังรู้สึกหม่นหมองอยู่จนหัวเราะดังๆ แบบที่อยากทำไม่ได้

 

            ...ไม่เหมือนราอิม...

            ...คนๆ นี้ไม่เหมือนราอิมแม้แต่นิดเดียว...

 

            เขาคิดถึงหน้าสาวเจ้า เมื่อสมัยก่อนตอนที่เจ้าหล่อนมีปัญหา เจ้าหล่อนจะนั่งคร่ำครวญอยู่พักหนึ่งว่าเธอทำอะไรผิด ก่อนที่เธอจะพยายามทำให้มันดีกว่าเดิม ตอนนั้นเขาได้แต่กอดปลอบ และบอกว่าทุกอย่างจะโอเค

 

            ...หากแต่ตอนนี้... หล่อนคงมีอีกคนกอดปลอบ

            ...ใครสักคนที่ไม่ใช่เขา...

 

            ...และคงไม่มีวันใช่เขาอีกแล้ว...

 

          “เฮ้!”เสียงกึ่งๆ ตะโกนทำให้คัง ดงโฮหลุดออกมาจากภวังค์ ไม่ทันที่เขาได้พูดอะไรก็โดนคนตรงหน้าแย่งเอาไดร์เป่าผมไปใช้ก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณ “เดี๋ยวผมจัดการต่อเองได้ ขอบคุณมากนะครับ”

 

            “อะ อือ...” เขาได้แต่พยักหน้า

 

            มินกิมองร่างหนาที่เดินไปหย่อนกายนั่งบนเตียงก่อนที่จะล้มลงนอน เอ่ยปากออกมาเสียงแผ่ว หากแต่มั่นใจว่าดังพอจนทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งกาย

 

            “อกหักแบบนี้... มารักกันปะละ”

 

            “ฮะ?”

 

            พอได้เห็นน้ำเสียงฉงนระคนตกใจของอีกฝ่ายร่างบางก็หัวเราะคิกคักเบาๆ “ผมล้อเล่น”

 

            ดงโฮพ่นลมหายใจ นั่นสินะ... ใครมันจะบ้าเอ่ยปากหยอดคนที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงสองชั่วโมงแบบจริงๆ จังๆ เขาล้มตัวลงนอนอีกที แต่รอบนี้ขยับกายมานอนริมเตียง จัดแจงวางหมอนข้างไว้คั่นกลาง ในเมื่ออีกคนบอกว่าจะนอนบนเตียง เขาก็ให้อีกฝ่ายนอนได้เต็มที่

 

            แต่เขาก็ต้องดันกายขึ้นมาใหม่เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากพูดต่อ “แต่ถ้าคุณเอาจริง ผมก็ไม่ขัดหรอกนะ”

 

            ดงโฮรู้อีกอย่างเกี่ยวกับคนหน้าหวานที่เพิ่งเจอกัน    

 

            ...ถึงจะ แปลกแต่กลับ น่าสนใจ’…

            จนเขานึกสงสัยว่าสนใจเพราะ ใบหน้าหรือ ความแปลก นั่น

 

          “แล้วคุณหนีร้อน... หรือหนีรัก?” ร่างหนาได้แต่เอ่ยถามอย่างแปลกใจ

           

            เขาได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มบางๆ จากริมฝีปากเป็นกระจับน่าจูบของคนตรงหน้าและคำพูดที่ชวนให้คิดว่าอีกคน แปลก ไปมากกว่าเดิม

 

          “ผมไม่ได้หนีสักอย่าง เพราะผมไม่มีอะไรต้องหนี”

         

          …ความมั่นใจของคนๆ นี้ไปขุดมาจากไหนเยอะแยะกัน?...

 

 

 

            ตื่นเช้ามามินกิก็ไม่เห็นคนที่นอนด้วยกันเมื่อคืนแล้ว

 

            อันที่จริงเขาไม่ค่อยแปลกใจอะไรเท่าไหร่ อีกคนไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอเขาเพื่อลงไปกินข้าว หรืออาจจะไปเดินเล่น หรือจะทำอะไรด้วยกัน ยังไงเขาก็เป็นคนหน้าด้านที่เข้ามาขออีกฝ่ายนอนด้วยแบบมึนๆ งงๆ นี่นา

 

            ร่างบางค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนที่จะยกมือขยี้หัวตัวเอง มินกินอนหลับโดยเป่าผมให้หมาดๆ เท่านั้นทำให้ผมชี้ฟูไปหมด สุดท้ายก็ต้องไปค้นกระเป๋าของตัวเองเพื่อหยิบยางรัดผมมาให้เป็นหางอึ่ง

           

            มินกิเดินออกมาจากห้อง เขาเห็นว่ามีโน้ตแปะอยู่ที่หน้าประตูห้องว่าคนใจดีให้เขามาพักด้วยจะไปทานข้าวก่อน ขอคีย์การ์ดมาให้แล้ว วางไว้บริเวณหัวเตียง... อ่านแล้วอดขำไม่ได้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอีหนูของเสี่ย ตื่นมาไม่เจอตัว สงสัยเสี่ยกลับไปหาเมียที่บ้าน เหลือไว้ให้แต่เงินแทน

 

            ก็ว่าไปนั่น...ชเวมินกิได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาในความคิดของตนเอง

 

            คนหน้าหวานเดินลงมาข้างล่าง ตอนนี้เป็นเวลาเพียงแปดโมงเศษๆ ในประเทศนี้ อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนฝนตกทำให้วันนี้ไม่ค่อยมีแดด โชคดีเหลือเกินที่โรงแรมมีชายหาดอยู่ข้างหน้าพอดี เขาเคยคิดว่าอยากมาเดินชายหน้าเลียบตามทางแบบนี้ไปเรื่อยๆ นานแล้ว

 

            มินกิสูดลมหายใจเข้าปอด กลิ่นชื้นๆ จากน้ำทะเล สัมผัสทรายที่ปลายเท้า สบายเหลือเกิน... เขาห่างหายจากที่แบบนี้มานานมากแล้ว

 

          “อ้าว ตื่นแล้วเหรอ”

 

          ภาษาเกาหลีที่คุ้นๆ ว่าเพิ่งจะเคยได้ยินเมื่อวานทำให้ร่างบางหันไป เจอชายหนุ่มใจดีเมื่อวานเดินเลียบมาจากคนละทาง วันนี้พ่อคนใจดีใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงตัวเดิมของเมื่อวาน พอเห็นแบบนี้แล้วดูเด็กลงพอควรเลยทีเดียว

 

            “ทานอาหารแล้วเหรอครับ อร่อยมั้ย” มินกิเอ่ยทักทายบ้าง

 

            “อร่อยดี” เขาตอบกลับมาเรียบๆ “คุณยังไม่ได้ทานเหรอ แล้วมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ” ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

            “อื้อ ผมอยากมาเดินทะเลก่อน เดี๋ยวกินเพลินแล้วแดดร้อน” คนหน้าหวานพูดไปตามจริง “เดินด้วยกันมั้ยครับ?”แม้จะเอ่ยถามแบบนั้นแต่เขาไม่ได้รอคำตอบ กลับเดินไปตามทางที่ชายหนุ่มอีกคนเพิ่งจะเดินจากมา

 

ดงโฮได้แต่ส่ายหน้าอย่างนึกขบขัน ถ้าหากจะถามแล้วไม่รอคำตอบแบบนี้จะถามทำไมกันแต่พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก็พูดอะไรไม่ออก

 

...คนอะไร... แค่เดินยังเดินอย่างกับเล่นเอ็มวี?

 

“ไม่มาเหรอครับ?”

 

“อะ อ๋อ เปล่า” เขาผงะในทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันมาถามเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ “แค่กำลังคิดว่าทำไมคุณถึงดูดีแบบนี้”

 

คนถูกชมนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่จะเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ “ถ้าคุณไม่ใช่ผู้ชายผมจะคิดว่าคุณจีบผมอยู่” แต่ร่างบางก็ชะงักไปนิดหน่อยก่อนที่จะคลี่ยิ้มหวาน “แต่ถึงคุณเป็นผู้ชาย... คุณก็ยังจีบผมได้อยู่ดี”

 

ดงโฮไปต่อไม่ถูก ความมั่นใจของคนๆ นี้ไปถูกขุดมาจากไหน ที่สำคัญคือคนตรงหน้าสามารถพูดเชิงรักร่วมเพศซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติของคนเกาหลีด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเอ่ยปากถามว่าอาหารของโรงแรมอร่อยมั้ย อะไรประมาณนั้น

 

“คุณเป็นเกย์?” คนใจดีเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ กลัวจะละลาบละล้วงเกินกว่าที่ควร

 

ใบหน้าหวานส่ายหน้า “ไม่ใช่เกย์... มั้ง คิดว่าไม่ใช่” เป็นคำตอบที่ช่างกำกวมเสียนี่กระไร

 

ร่างหนาไปต่อไม่ถูกมากกว่าเก่า ไอ้คำว่า มั้งนี่คืออะไร... ไหนจะ คิดว่านั่นอีก ให้ตายเถอะ เขาอายุยี่สิบสองจริงรึเปล่า!

 

“คุณกำลังคิดว่าผมเป็นบ้าอะไรใช่มั้ย” คนถูกรู้ทันสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าหวานๆ ถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่หยิบยื่นให้อย่างจริงใจ “คนคิดกับผมแบบนี้หลายคนแล้ว”

 

ชายหนุ่มอดคิดในใจไม่ได้ว่ารู้ตัวด้วยเหรอ แต่แน่นอนว่าเขาไม่หยาบคายถึงขนาดพูดออกไป

 

“ทำไมคุณถึงอยากมาไทย”

 

ดงโฮเอ่ยปากเบี่ยงเบนประเด็นเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศอึมครึมมากเกินไป เขาได้ยินเพียงเสียงลมพัด เสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เวลาแบบนี้ไม่ใช่เวลาที่คนบริเวณชายหาดจะเยอะแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไฮซีซั่น คนส่วนมากคงจะตื่นเช้ากว่านี้ ส่วนตอนนี้ก็รับประทานอาหารกันอยู่

 

คำถามนั้นทำให้มินกิเลิกคิ้วนิดหน่อย “ประเทศไทยดังมากในหมู่นักท่องเที่ยว”

 

เป็นคำตอบที่ง่ายเกินกว่าที่จะหลุดมาจากปากของคนตรงหน้า... ดงโฮอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้น แต่พอได้ยินคำตอบต่อมาเขาก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาทันที

 

“อ๋อ แล้วแฟนเก่าผมเคยบอกว่าไม่ชอบประเทศไทยเพราะอากาศร้อน ผมเลยมา”

 

พิลึก! นอกจากแปลกแล้วผู้ชายหน้าหวานตรงหน้ายังพิลึกเกินทน คำตอบนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะย้อนมองตัวเอง

 

เขายังจำได้ดีตอนที่ราอิมเคยบอกเขาว่าอยากลองมาประเทศไทยสักครั้ง ตอนนั้นเขาให้สัญญาว่าจะพาไป น่าเสียดายเหลือเกินที่เจ้าหล่อนไม่ได้อยู่กับเขาจนถึงเวลานั้น บางทีเขามาย้อนคิดแล้วได้แต่คิดว่าสิ่งที่ทำต่างๆ เขาทำไปเพื่อใคร

 

“คุณล่ะ ทำไมถึงมาที่นี่?” ร่างบางเอ่ยถามกลับบ้าง

 

...ถามได้ถูกเวลาเหลือเกิน...

 

ร่างหนาไม่ตอบอะไรในทันที เขาเหลือบมองทะเลสีสวย มองท้องฟ้า มองหาดทราย มองทุกสิ่งอย่างที่เจ้าหล่อนที่จากเขาไปเคยนึกฝัน... ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองจะเดินเลียบชมทิวทัศน์เหล่านี้กับหญิงสาวคนนั้น พอหล่อนเลิกกับเขา เขาก็คิดว่าฝันสลาย เห็นทีจะต้องมาเดินในสถานที่เหล่านี้คนเดียว ใครจะไปคิดว่าเขาจะได้ผู้ชายที่มีใบหน้าชวนคิดถึงมาอยู่ด้วยกันตรงนี้

 

“แฟนผมเคยบอกว่าเขาอยากมาทะเลไทย” สุดท้ายคนใจดีก็เอ่ยปากบอกไปตามจริง “ผมตั้งใจจะเซอร์ไพรส์เขาด้วยทริปนี้ แต่เขาบอกเลิกผมก่อน ผมเสียดายเงิน บอกเขาก็ไม่ได้ว่าผมจองตั๋วอะไรไว้หมดแล้ว ก็เลยมาคนเดียว”

 

...เขาเห็นแววตาวูบไหวของคนตรงหน้า...

           

            “คุณรู้อะไรมั้ย?” จู่ๆ ร่างบางก็หยุดเดิน หันมามองหน้าเขาตรงๆ “บางทีผมก็นึกอิจฉาคนมีความรัก” พูดเสียงเนิบๆ แต่สิ่งที่พูดช่างน่าแปลกใจ “จริงๆ ผมมาที่นี่ผมก็อยากลองเล่นเอ็มวี ร้องไห้กลางสายฝน ตะโกนชื่อคนที่หักอกเราให้ดังๆ”

 

            ใบหน้าคมเข้มฉายแววงุนงง แต่ไม่ทันที่เขาจะได้งงอะไรมากกว่านั้น มือบางก็เอื้อมมาจับไหล่ของเขาทั้งสองข้างให้หันไปที่ทะเล

 

            “มีโอกาสแล้ว เล่นเอ็มวีเลยดิ!”

 

          คัง ดงโฮขอสาบาน... เกิดมายี่สิบกว่าปียังไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน

            …และก็ไม่อยากเจอคนแบบนี้อีกแล้วด้วย!

 

            เจออะไรแบบนี้คนที่อารมณ์เศร้ากำลังจะมาหายวับไปกับตา ร่างหนาได้แต่กลั้นหัวเราะ พ่นลมหายใจออกมาอย่างนึกขบขัน บ่นพึมพำว่า จริงๆ เล๊ยจนอีกฝ่ายเบ้หน้าเข้าให้เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ทำอะไรตามที่เจ้าตัวต้องการ

 

            “ไม่ลองหน่อยเหรอ”

 

            “ฮึ ไม่ล่ะ” ดงโฮส่ายหน้า “คุณไม่ลองเหรอ”

 

            “ไม่ลอง อารมณ์มันไม่มา” มินกิถอนหายใจเบาๆ “บางทีผมก็อยากลองอกหักบ้างนะ มันฟูมฟายขนาดนั้นเลยจริงดิ”

 

            “...น่าจะแล้วแต่คน” เขาตอบไปตามจริงก่อนที่จะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “คุณไม่เคยอกหัก?”

 

            ร่างบางยักไหล่ “ไม่มีแม้แต่ความรัก”

 

            เป็นคำตอบที่น่าแปลกใจไม่ใช่น้อย ดงโฮปฏิเสธไม่ได้ว่าคนตรงหน้ามีเสน่ห์เหลือร้าย ตั้งแต่ใบหน้า รูปร่าง ยันการกระทำต่างๆ นานา เขาเชื่อว่าไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หลงเสน่ห์แต่น่าจะรวมไปถึงผู้ชายที่ได้พบเจอคนตรงหน้าอีกด้วย

 

            ขนาดตอนนี้เขายังรู้สึกวูบวาบเลย

 

            ...เพราะอะไรนะ?... ใบหน้ารึเปล่า...

          ...หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะ ความพิลึกนั่นก็ได้...

 

          “แต่คุณบอกว่าคุณเคยมีแฟน” ดงโฮเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้อีก “แล้วคุณจะไม่เคยมีความรักได้ยังไง”

 

            ร่างบางเลิกคิ้ว พึมพำว่าถามอะไรแปลกๆ ก่อนที่จะตอบออกมาอย่างฉะฉาน “มีคนรักมันแปลว่าต้องมีความรักรึยังไงเล่า” เป็นคำตอบที่ชวนตะลึงไม่เบาถ้าเทียบกับใบหน้าหวานใสเช่นนั้น “ผมชอบแฟนผมทุกคนนะ แต่ไม่มีใครที่ทำให้ผมรู้สึกรักแม้แต่คนเดียว”

 

            …‘คนปกติเขามักจะมี ความรัก แต่ไร้ คนรัก’…

            ยิ่งรู้จัก... ยิ่งเห็นว่าคนนี้สวนกระแสโลกเต็มที

 

            ร่างหนาได้แต่มองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว “คุณนี่... น่าสนใจจริงๆ”

 

เขาเลี่ยงที่จะใช้คำว่า แปลกเลยใช้คำที่ว่า น่าสนใจ เสีย

 

            แต่อีกฝ่ายกลับยักคิ้วลิ่วตาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ใจกระตุกเท่านั้น

 

            “ก็ไม่ได้ห้ามสนใจนี่ครับ”

 

            ดงโฮยิ่งยืนยันกับตัวเองได้ว่าถึงภายนอกคนตรงหน้าใจคล้ายกับแฟนเก่าเขามากแค่ไหน แต่ภายในแตกต่างกับแฟนเก่าเขาอย่างกับอยู่คนละโลก... หรือบางทีชเว มินกิอาจจะอยู่คนละโลกกับเขาจริงๆ ก็เป็นได้

 

            ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองคน คนใจดียังรู้สึกเหมือนเดิม เขาได้ยินเสียงคลื่นและเสียงลม เสียงนกร้องเบาๆ เขายังได้รับสัมผัสของน้ำที่สาดเข้ามาโดนเท้าตัวเอง แต่ตอนนี้เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เต้นรัวปกติในอกเพียงเพราะรอยยิ้มและแววตาขี้เล่น ไปจนถึงคำพูดชวนคิดของอีกฝ่าย

 

            “คุณดงโฮมาเที่ยวกี่วัน?” คนตรงหน้าเปลี่ยนเรื่อง

 

            “กะ เก้า” เขาได้แต่ตอบไปแบบมึนๆ

 

            อีกฝ่ายระบายยิ้ม “จริงเหรอ ผมก็มาเก้าวันเหมือนกัน” มินกิเอ่ยปากพูดอย่างไม่คิดอะไรมาก “แต่เดี๋ยวผมอาจจะต้องไปหาห้องพักที่อื่น... ไม่อยากจะรบกวนคุณไปมากกว่านี้” นัยน์ตาหวานเหลือบมองคนตรงหน้าจนคนถูกมองอดขนลุกไม่ได้

 

            บางทีร่างบางตรงหน้าก็เจ้าเล่ห์เกินไป... และที่น่านับถือที่สุดคืออ่านคนได้ ใช้คนเป็น ที่สำคัญคือเขาก็ยอมให้อีกฝ่ายใช้แม้รู้ดี หากจะหาคำมาอธิบาย ก็คงบอกได้สั้นๆ ว่า แพ้ทาง

 

          “อยากจะพักกับผมมั้ยล่ะครับ?”

           

            รอยยิ้มบนใบหน้านั้นกว้างกว่าเก่า “ขอบคุณมากครับ”

 

            ...ให้ตายสิ...

 

          “งั้นเดี๋ยวผมจะไปกินข้าวก่อน” มินกิเอ่ยออกมาเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้คงเป็นเวลาเหมาะสมที่จะรับประทานอาหารเช้าเสียที “คุณดงโฮจะไปไหนต่อครับ?”

 

            “อ๋อ ผม... คงจะเดินอีกสักพัก” เขาใช้เวลาชั่ววินาทีในการตั้งสติ “หลังจากนั้นคงจะไปเที่ยวตามแผนที่วางไว้” เขามองดวงหน้าของอีกฝ่าย ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำต่อมา “ไปด้วยกันมั้ยครับ?”

 

            เขาไม่ได้รับคำตอบ แต่ได้รับรู้เป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ซึ่งดงโฮขอโมเมเอาเองว่าอีกฝ่ายตกลง

 

            ...เป็นอันว่าได้เพื่อนร่วมเที่ยว...

            ...เก้าวันนับจากนี้... เขาไม่ต้องอยู่คนเดียว...

 

 

 

            คัง ดงโฮเพิ่งได้เจอกับคนที่ยิ่งได้รู้จัก ยิ่งได้พูดคุย ยิ่งทำให้เขาต้องเผลอเบิกตากว้างพร้อมกับร้องออกมาด้วยความตะลึงในความพิลึกของอีกฝ่ายในใจเสมอเช่นนี้

 

            ร่างบางเป็นคนร่าเริง สดใส อยู่ใกล้ๆ แล้วอยากจะหัวเราะพอๆ กับที่อยากจะร้องไห้ในความแปลกของเขา มินกิมักจะคลี่ยิ้มหวาน พูดจาหยอกด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบ เข้าใกล้พอเป็นพิธีแต่ไม่ละลาบละล้วงแม้ว่านิสัยจะดูเป็นคนเช่นนั้น ถือว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่น่ารู้จักและคบหา

 

            “เพื่อนร่วมเดินทาง?”

 

เขาเอ่ยปากอย่างแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายให้คำนิยามเขาเช่นนั้นขณะที่กำลังทานอาหารมื้อค่ำกันอยู่ วันนี้พวกเขาสั่งรูมเซอร์วิสมาทานกันบนห้องหลังจากไปเที่ยวมาทั้งวัน เป็นครั้งแรกนับจากไปลองตะลอนหาร้านอาหารทานมาติดๆ กันสามสี่วัน นอกจากอาหารเช้าพวกเขาไม่ได้ทานอะไรของโรงแรม พอวันนี้ได้ลองก็พบว่าอาหารถูกปากเหมือนกัน

 

            “ผมเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของคุณ คุณก็เป็นเพื่อนร่วมเดินทางของผม” ร่างบางชี้นิ้วไปที่ตัวเอง สลับกับชี้นิ้วมาที่คนตรงหน้า ซึ่งก็คือเขา “เราจะมีระยะเวลาแค่เก้าวัน... ล่ะมั้ง”

 

            นั่นหมายถึงอะไร?

            แม้ในใจอยากจะเอ่ยปากถาม แต่เขาไม่ได้ถาม

 

            ลึกๆ แอบเคืองใจอยู่นิดหน่อย อีกฝ่ายพูดราวกับเขาเป็นคนแก้ขัดหรืออะไรประมาณนั้น ดงโฮอาจจะใช้ชีวิตแบบที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจ เขาจริงใจและจริงจังกับทุกคนที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ใช่แค่คนรักแต่รวมถึงเพื่อนร่วมงาน หรืออาจจะเป็นแค่คนรู้จัก นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนเก่าของเขายังคงฝังรากลึก ทั้งในใจและในหัวสมอง

 

            เขาไม่เข้าใจหรอก... ไลฟ์สไตล์ของคนหน้าหวาน และบางทีอาจจะไม่มีทางเข้าใจ

 

            “ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น” หลังความเงียบพักหนึ่ง ดงโฮก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป

 

            ร่างบางคลี่ยิ้มหวานบนริมฝีปากเป็นกระจับ เอ่ยถ้อยคำที่ไม่น่าเชื่อออกมา “คิดไว้ว่าเรามีเวลาแค่สั้นๆ... เราจะได้ทำอะไรให้ดีที่สุด”

 

            ชายหนุ่มนิ่งกับคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนที่จะเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกแปลกใจกับคนตรงหน้าเพียงเพราะคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติ จะบอกว่าอีกคนโลกสวยก็ไม่เชิง จะบอกว่ากร้านโลกก็ไม่ใช่ เพียงแต่มันเป็นการใช้ชีวิตที่... เขาไม่ค่อยเข้าใจ

 

            “ให้ตายสิ” ดงโฮพ่นลมหายใจเล็กน้อย “เชื่อคุณเลย”

 

            “ผมเจ๋งล่ะสิ”

 

คนหน้าหวานพูดพร้อมกับยักคิ้ว ถ้าไม่ เจ๋ง จริงอย่างที่ตนเอ่ยมันก็ดูเป็นคนขี้โอ้ แต่ดูเหมือนคนๆ นี้จะไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนั้น

 

ร่างหนาไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้คนเจ๋งคิดไปเช่นนั้นและก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อจนหมด ปกติแล้วดงโฮไม่ใช่คนชอบความเงียบเท่าไหร่นัก เขาคิดว่าการที่นั่งอยู่ในความเงียบกับคนไม่สนิทมันน่าอึดอัด

 

...น่าแปลก... เขาไม่อึดอัดกับอีกฝ่าย

...เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงอาทิตย์แท้ๆ...

 

“พรุ่งนี้เรานั่งพักกันมั้ย” หลังจากทานข้าวเสร็จจนเรียกพนักงานมาจัดการทุกอย่างเรียบร้อย มินกิก็เป็นคนเอ่ยปากขึ้นก่อน “หรือคุณมีแพลนไปไหน”

 

ชายหนุ่มใจดีส่ายหน้า “ไม่ล่ะ พักกันที่นี่ก็ได้”

 

“อื้ม ดีจัง จะได้อยู่สบายๆ สักวัน”

 

“เดี๋ยวผมขออาบน้ำก่อนนะ”

 

เขาเอ่ยปากออกมาพลางเดินไปหยิบผ้าขนหนูกับกางเกงขายาวที่ใช้ใส่นอน เขามักใส่กางเกงนอนตัวเดียว ไม่สวมเสื้อ หรือบางทีอาจจะสวมแค่เสื้อกล้าม ตอนนั้นมินกิเอ่ยแซวหน้าท้องของอีกฝ่ายนิดหน่อยจนเขาเขิน แทบจะไม่กล้านอนข้างๆ เมื่ออีกคนบอกว่าอยากลูบ แถมพยายามจะปลุกปล้ำ (?) ลูบหน้าท้องเขาให้ได้

 

“คร้าบบ เชิญเลยๆ”

 

มินกิไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่ ร่างบางเดินไปที่ระเบียง นั่งมองวิวทะเลตอนที่ท้องฟ้าเป็นสีเข้มจนใกล้เคียงกับสีดำเข้าไปทุกที

 

“ฮึ...” อดไม่ได้ที่จะเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ

 

ร่างบางอยากลองจะมีฉากเหมือนละครบ้าง เวลาที่ความทรงจำเหล่านั้นกับคนรักย้อนเข้ามาในหัวมันจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าเขาเป็นตัวเอกในละครตอนนี้เขาคงร้องห่มร้องไห้ ในมืออาจจะถือกระป๋องเบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมา ฟูมฟาย และเพ้อหาแต่คนรักที่จากไปแล้ว

 

...เพื่อนร่วมทางของเขาควรมีอาการแบบนั้นบ้าง...

 

เขาไม่ได้เอ่ยปากถามว่าอีกฝ่ายเลิกรากับดงโฮไปนานแค่ไหนแล้ว แต่เท่าที่เห็นคงจะไม่นาน ว่ากันตามจริงไม่ควรจะเกินอาทิตย์หนึ่งก่อนจะมาเจอกับเขาด้วยซ้ำไป ดงโฮบอกว่าพูดไม่ออกว่ามีเซอร์ไพรส์ เขาได้แต่ตั้งคำถามเงียบๆ ในใจ ไม่คิดจะเอ่ยปากถามออกไป

 

เขาจำแววตาตอนที่เขาบอกอีกฝ่ายได้ว่าคนทั่วไปมักจะมาทะเลคนเดียวเพราะหนีรัก อีกฝ่ายแววตาวูบไหวและเศร้าสร้อยจนเขาไม่อยากเห็นมันอีก

 

...เป็นคนแบบไหนกันนะ?

 

มินกิปัดความคิดที่ดูละลาบละล้วงอย่างไร้มารยาทออกจากหัว นึกสงสัยไปก็เท่านั้น เขาไม่คิดจะเอ่ยปากถามอีกคนหรอก

 

ร่างบางนั่งมองวิว ปล่อยให้ลมพัดจนผมสีอ่อนปลิวไหวอีกชั่วครู่จึงเดินกลับเข้ามาในห้องพัก

 

ครืด

 

ใบหน้าหวานหันไปเมื่อได้ยินเสียงสั่นของวัตถุบางอย่าง เขาเห็นโทรศัพท์มือถือของเพื่อนร่วมทางของเขาที่เสียบสายชาร์ตอยู่กำลังสั่น เลยเดินเข้าไปดูเพื่อที่จะตะโกนบอกอีกคนที่อยู่ในห้องน้ำว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาได้

 

ราอิม

 

ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าเขาจะได้สติเมื่อเห็นหน้าจอของโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น

           

            ไม่ใช่เพราะชื่อ... แต่เป็นเพราะภาพที่ปรากฎ...

 

ภาพเพื่อนร่วมทางของเขาหอมแก้มกับหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าหวานและผมสีอ่อนของคนในภาพคล้ายเขาเหลือเกินในวินาทีแรก แต่พอตั้งสติมองดีๆ ก็เห็นว่าไม่ใช่เขา นอกจากใบหน้าที่คล้ายคลึงและผมสีอ่อนตัดสั้นก็ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกันแม้แต่น้อย

 

เมื่อตั้งสติได้เสียงหวานก็แผดร้องเรียกอีกคน “คะ คุณดงโฮ! มีโทรศัพท์เข้า!”

 

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน อาจจะเป็นเพราะเสียงน้ำดังกลบ โทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มใจดีนิ่งไปแล้ว และไม่มีสายโทรเข้าซ้ำสอง มินกิจึงนั่งรออยู่บนโซฟาใกล้ๆ กับเตียงนอนจนร่างหนาเดินออกมาจากห้องน้ำ

 

“มีโทรศัพท์เข้าครับ” ร่างบางเอ่ยปากเสียงแผ่ว

 

“หืม?” เห็นทีท่างุนงงของอีกคนแล้วเขาก็ได้แต่ลังเลใจว่าจะบอกไปดีหรือไม่ว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา บางทีการปล่อยให้อีกฝ่ายไปเห็นเองจะดีกว่า

 

“...จากแฟนเก่า... ของคุณ”

 

ทั้งที่รู้แบบนั้น แต่เขาก็พูดมันออกไปเสียแล้ว

 

มินกิมองเห็น... เห็นแววตาของคนที่ดูแข็งแรงวูบไหวเล็กน้อย เพียงเสี้ยววินาทีมันก็กลับมาเป็นปกติ เขาไม่รู้ว่านั่นหมายถึงอะไร อาจจะหมายถึงการที่ร่างหนาพยายามจะเข้มแข็ง หรืออีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจที่คนรักเก่าโทรกลับมาหาหลังจากเลิกกันไปไม่นาน

 

...จะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่...

...มันไม่ใช่เรื่องของ เพื่อนร่วมทาง’…

 

“เห็นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามออกมาอย่างแผ่วเบา “เห็นภาพผมกับเขาแล้วใช่มั้ย?”

 

ดงโฮแอบภาวนาในใจให้คนตรงหน้าบอกว่าไม่ หรือส่ายหน้า หรือทำอะไรสักอย่างที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เห็นมัน แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงปรารถนาแบบนั้น

 

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเฉกเช่นที่ปรารถนาไว้...

 

“อืม” ใบหน้าหวานพยักลงช้าๆ ก่อนที่ความเงียบจะปกคลุมระหว่างเขาทั้งคู่

 

ร่างหนานึกกังวลแม้รู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องกังวล เขาแค่อยากแก้ตัวอะไรสักอย่างแต่ในใจก็รู้ดีว่ามันรั้งแต่จะทำให้เรื่องราวทั้งหลายแย่ลง ไม่สิ จะแย่ลงตรงไหนล่ะกันล่ะ?

 

มันจะ แย่ลงได้อย่างไร

ในเมื่อไม่เคยมี อะไรตั้งแต่ต้น

 

...ไม่เคยเลย...

 

เวลาสามสี่วันที่ผ่านมามันมีอะไรด้วยเหรอ มีอะไรที่เกินกว่าคำว่า เพื่อนร่วมทางด้วยหรืออย่างไรกัน? เขาได้แต่ตั้งคำถามให้ตัวเองขณะที่เหลือบดวงตาสีอ่อนมองคนตรงหน้าไปด้วย ใบหน้าหวานนิ่งเฉย ดูไร้อารมณ์ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเศร้าหมอง

 

แม้ว่าคนๆ นี้จะรู้ทันเขาเสมอ แต่เขาไม่เคยที่จะรู้ทันคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ขนาดจะอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป

 

“ผม...”

 

“ขอโทษหรือ?” น้ำเสียงหวานเอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อน

 

ดงโฮเบือนหน้าหนี เขาไม่กล้าสบสายตากับอีกฝ่ายตรงๆ เมื่อยามที่อีกคนจ้องเขาอย่างไม่นึกเกรงกลัวแม้แต่น้อย “...ขอโทษ”

 

“คุณตอบผมแค่คำเดียว” มินกิพูดออกมาเสียงเรียบ “คุณใจดีกับผม... เพราะผมหน้าเหมือนเขารึเปล่า” เป็นคำถามที่เขาไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะถามมาก่อน ร่างหนาได้แต่อ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออกจนคนหน้าหวานพูดต่อ “คุณยอมให้ผมมาพักที่นี่... ยอมให้ผมเที่ยวด้วยแม้จะไม่รู้จักกัน มันเป็นเพราะแบบนั้นรึเปล่าครับ?”

 

“ไม่ใช่!” ดงโฮสวนขึ้นมาก่อน “ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ได้...”

 

“ไม่ต้องหรอก” อีกฝ่ายสวนขึ้นโดยที่ร่างหนายังพูดไม่จบ ก่อนที่จะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาบางๆ “ถ้าไม่ใช่แบบนั้น คุณไม่ต้องขอโทษผมเลย”

 

น้ำเสียงและรอยยิ้มนั้นทำให้ชายหนุ่มใจดีรู้สึกแย่กว่าเก่าแม้จะรู้ดีว่าอีกคนไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย

 

...ก็เพราะไม่โกหกนั่นแหละ... ถึงเสียใจ...

 

            “คุณรู้อะไรมั้ย” มินกิเอ่ยเสียงเรียบ จับใบหน้าคมเข้มของอีกฝ่ายให้หันมามองเขา สบกับนัยน์ตาสีอ่อนตรงๆ “ถึงการที่เราเจอกันมันเป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่การที่เราตัดสินใจจะไปต่อด้วยกัน มันเป็นเรื่องของ ความตั้งใจ

 

          “...”

 

            “เพราะฉะนั้น... ถ้าคุณตั้งใจทำมันแล้ว คุณก็ไม่ต้องขอโทษหรอก”

 

            “...”

 

            “ถ้าคุณเลือก ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”

 

            ดงโฮมองเห็นรอยยิ้มละมุนที่หยิบยื่นมาให้อย่างจริงใจจากคนตรงหน้า ถ้อยคำที่ชวนแปลกใจที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนปกติ ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อน

 

            ลืมไปแล้วหรือว่าคนตรงหน้า แปลกแค่ไหน?

 

            “จริงๆ เลย” ร่างหนาพึมพำเบาๆ พลางกลั้นหัวเราะ “เชื่อคุณเลยจริงๆ”

 

            มินกิเบ้หน้าออกมานิดหน่อย ฟาดมือบางๆ ลงบนแก้มเขาจนคนโดนกระทำร้องโอดโอย “อย่ามาทำหน้าอย่างงี้นะ ไม่ต้องหัวเราะด้วย”

 

            “โอเคๆ” ชายหนุ่มทำท่ารูดซิปปาก “ไม่หัวเราะแล้วครับ”

 

            ครืด

 

          เสียงโทรศัพท์ของคัง ดงโฮสั่นขึ้นมาอีกคราทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก มือหนาคว้ามันขึ้นมามองอย่างชั่งใจ ร่างบางเดินไปแตะไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำแนะนำออกมา

 

            “ทำแบบที่คุณ ตั้งใจเถอะ” ริมฝีปากเป็นกระจับพูดออกมาเช่นนั้น “ถ้าคุณไม่อยากรับก็ตัดสาย” มินกิเหล่มองภาพคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขาสวีทหวานกับผู้ชายตรงหน้า “แต่ถ้าคุณอยากรับก็รับเถอะ คุณดงโฮ”

 

            ร่างหนามองใบหน้าหวานสลับกับโทรศัพท์มือถือของตัวเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะเอ่ยเสียงทุ้มออกมา

 

            “ขอตัวสักครู่ครับ”

 

            ดงโฮเอ่ยเช่นนั้นก่อนที่จะเดินออกไปที่ริมระเบียง ชัดเจนว่าไม่ปรารถนาให้อีกคนได้รับรู้ถึงบทสนทนาของเขากับราอิม ร่างบางได้แต่มองอีกฝ่ายที่เดินไปด้วยความเป็นห่วงในใจ ก่อนที่จะส่ายหน้าเล็กน้อยและล้มตัวลงบนเตียงนอน

 

            ...สิทธิ์ของ เพื่อนร่วมทางคงจะมีอยู่แค่นี้...

          ...แค่นี้จริงๆ...

 

           

 

            มินกิไม่ได้ถามว่าร่างหนาคุยอะไรกับคนรักครั้งเก่า แต่เขาขอทายว่าน่าจะเป็นการจบลงที่สวยงามเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิด หรือเจ็บปวดให้เห็นหลังกลับมาในห้อง ทั้งสองฝ่ายทำตัวเหมือนกับวันเดิมๆ ที่ผ่านมา เที่ยวเล่นด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน

 

            “ผมอยากทานเบียร์” ในคืนวันสุดท้ายร่างบางเอ่ยปากออกมาแบบนั้น “สนใจมั้ยครับ”

 

            เจ้าของใบหน้าคมเข้มนิ่งคิดไปชั่วครู่เมื่อโดนชวนดื่มของมึนเมาขณะเก็บของต่างๆ อยู่แต่สุดท้ายก็พยักหน้า “ก็เอาสิ”

 

            ร่างบางคลี่ยิ้มเมื่อถูกตามใจ “ถือเป็นการเลี้ยงส่งท้ายเนอะ”

 

            ดงโฮไม่ได้ตอบอะไร เขาก้มหน้าลงจัดเก็บเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เพิ่งใส่วันนี้ลงในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ แม้ว่าจะต้องบอกลาประเทศไทยในวันเดียวกัน แต่ไฟล์ทของเขาเป็นตอนแปดโมงเช้าของประเทศนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นตอนหกโมง สำหรับโรงแรมก็ต้องเช็กเอาต์ตอนเที่ยงวัน เขาเอ่ยปากชวนให้อีกฝ่ายเปลี่ยนไฟล์ทแล้วครั้งหนึ่ง แต่ได้รับเป็นการปฏิเสธ เอ่ยออกมาเพียงว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ถึงเช็กเอาต์แล้วแต่ผมก็เที่ยวเล่นพลางๆ ได้

 

            …ไม่ได้ห่วงว่าจะไม่มีที่อยู่...

            ...แค่อยากจะให้ ไปต่อด้วยกัน...

           

            มินกิเป็นฝ่ายสั่งรูมเซอร์วิสต่างๆ นานาโดยไม่ได้รบกวนอะไรคนที่เตรียมจะกลับบ้านอยู่นอกจากเอ่ยถามว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษมั้ยเท่านั้น แน่นอนว่าคำตอบก็คือไม่ ราวๆ สิบนาทีพนักงานโรงแรมก็ขึ้นมานำของที่ลูกค้าปรารถนามาให้ ประจวบเหมาะกับร่างหนาที่จัดการของทุกอย่างเสร็จพอดี          

 

            “เสร็จแล้วเหรอครับ มาๆ มานั่งทานกัน”

 

            “คุณเป็นพวกคอเหล้าเหรอ” ดงโฮเอ่ยถามอย่างนึกแปลกใจนิดหน่อย

 

            มินกิส่ายหน้า “ผมไม่ได้ดื่มหนักขนาดนั้น แค่ดื่มพอเป็นกระษัย” ร่างบางคลี่ยิ้ม “ผมไม่เคยดื่มถึงขั้นเมาหรอก”คิดว่างั้นน่ะนะ เขาได้แต่แอบทดคำนั้นไว้ในใจ

 

            ร่างหนาหรี่ตามองคนตรงหน้าก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ และเดินมาหย่อนกายนั่งบนโซฟา ตำแหน่งข้างๆ กับคนชวนดื่มโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

            “อ่ะ” ร่างบางยื่นกระป๋องเบียร์มาให้อีกฝ่าย “ชนหน่อยมั้ย”

 

            มือหนาเอากระป๋องเบียร์ชนกับกระป๋องในมือของอีกฝ่ายตามประสงค์ “ดูคุณจะชอบเรื่องธรรมดาๆ แบบนี้นะ”

 

            “แน่นอน... พอดีผมไม่ได้ทำเรื่องธรรมดาแบบที่คุณว่าเท่าไหร่”

 

            นี่กำลังบอกว่าตัวเองไม่ธรรมดาอยู่รึเปล่านะ?

 

            “นี่” มินกิเอ่ยปากต่อหลังจากยกเครื่องดื่มจรดริมฝีปากบางของตนเองแล้ว “...พรุ่งนี้พวกเราก็ไม่ได้เที่ยวด้วยกันแล้วสินะ” น้ำเสียงดูราบเรียบจนน่าใจหาย

 

            ดงโฮได้แต่พยักหน้า “อืม”

 

            “จบแล้วอย่างงั้นเหรอ?” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้คนหน้าหวานพูดขึ้นแบบนั้น ทั้งที่เป็นคนเอ่ยปากออกมาเองแต่เขากลับหัวเราะคำพูดตัวเองเบาๆ “จบอะไร... ยังไม่ได้เริ่มสักหน่อย”

 

            เป็นถ้อยคำที่หน้าใจหายเหลือเกิน

 

            ...นั่นสินะ... จะ จบ ได้อย่างไร...

          ...ยังไม่ทันได้เริ่มเลย...

 

            “มินกิ” ร่างหนาเอ่ยปากบ้างหลังจากที่ความเงียบปกคลุมบรรยากาศรอบตัวในห้องนี้อยู่พักหนึ่ง เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้ว แต่สุดท้ายคนที่เอ่ยปากเรียกก็ได้แต่ส่ายหน้าตัวเองไปมา “เปล่า ไม่มีอะไร”

 

            “พูดสิครับ” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา “คุณอาจจะไม่มีโอกาสพูดอีกแล้ว”

 

            “...” ไม่มีเสียงอะไรหลุดออกมาจากเจ้าของใบหน้าคมเข้ม

 

            คนหน้าหวานรอนาน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นห้า จวบจนเป็นสิบนาที... อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเอ่ยปากพูดออกมาจนมินกิถอนหายใจแผ่วเบา

 

            “นั่นคือความตั้งใจของคุณเหรอ?” ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่จะยกเครื่องดื่มมึนเมาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ดงโฮก้มหน้าลงไม่ได้สบตากับคนหน้าหวาน จนคนโดนหลบตาต้องเอ่ยปากอย่างขำๆ ขึ้นมาก่อน “อย่าซีเรียสเลย ผมแค่อยากให้คุณพูดออกมาเท่านั้นเอง”

 

            “คนเรา... รักใครคนใหม่ได้ เร็ว แค่ไหน?”

 

            เสียงทุ้มที่เอ่ยแทรกขึ้นมาทำให้คนถูกถามนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะเอ่ยปากตอบออกมา

 

            “ผมได้ยินว่าถ้าชอบอะไรมากกว่าสี่เดือนถึงจะเรียกว่าความรัก”

 

มินกิทำท่ากรุ่นคิดไปชั่วครู่ก่อนที่จะเลื่อนมือไปจับมือของอีกคนจนดงโฮต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย แววตาที่ไม่มีความลังเลเจือปนอยู่ในนั้นแม้แต่นิดเดียว

 

“แต่สำหรับผมแล้ว...” ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่วหากแต่มั่นคง “มันจะ เร็วแค่ไหน มันอยู่ที่คุณลืมคนเก่าได้ ช้า เท่าไหร่”

 

“...”

 

“ผมเองก็คงตอบไม่ได้” มือบางเลื่อนมาไล้นิ้วลงบนต้นแขนของอีกฝ่าย ไล่ขึ้นไปจนมาหยุดลงที่อกข้างซ้าย

 

...ตำแหน่งของ หัวใจ’…

 

“คนที่ตอบได้ คงจะมีแต่คุณ”

           

            มันเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ได้ยินเสียงคลื่นกระทบชายฝั่งที่ตรงหน้าโรงแรม ได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ ร่างหนาไม่ชอบมันเอาเสียเลย อีกฝ่ายมองเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ เขาอยากจะถามหลายครั้งแล้วว่าอีกฝ่ายไปกอบโกยความมั่นใจของตัวเองมาจากไหน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ และคิดว่าตัวเองคงจะไม่อยากรู้อีกแล้ว

 

            มินกิสบตาเขาตรงๆ “พูดไม่ได้หรือ...” เอ่ยเสียงอ่อน

 

            พูดอะไร?

 

            ร่างหนาอยากจะเอ่ยถาม หากแต่ก็ไม่ได้ถาม เขารู้สึกว่าตัวเองรู้คำตอบของคำถามนั้นดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว เขาทำได้เพียงมองหน้าอีกคนตรงๆ หากแต่ไม่กี่วินาทีก็ต้องหันหน้าหนี

 

            ...อย่ามองกันแบบนั้นไม่ได้หรือ...

 

            สุดท้ายเขาก็ไม่รับรู้อะไรนอกจากเสียงถอนหายใจเบาๆ ของอีกคน และรอยยิ้มจริงใจจากอีกฝ่าย เขาจรดกระป๋องเบียร์ลงบนริมฝีปากของตัวเอง ปล่อยให้รสขมปร่าอ่อนๆ ไหลลงคอท่ามกลางความเงียบ และเสียงของใครอีกคน

 

            “ป๊อดว่ะ!”

 

            ...มีแค่หัวใจที่ตอบได้ว่าจะใช้เวลากับคำว่า อกหักเท่าไหร่...

          ...อาจจะยาวนานถึงหลายปี...

 

          ...หรืออาจจะเป็นช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน...

 

 

 

            ชายหนุ่มตื่นมาอีกทีตอนเวลาหกโมงเศษๆ ของประเทศไทยหลังจากได้นอนหลับตอนเวลาราวๆ ตีสองเพราะดื่มกับเพื่อนร่วมทางจนเพลิน หลังจากนั้นพวกเขาได้แต่คุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย ไม่มีใครยกประเด็นที่น่าอึดอัดนั้นขึ้นมาพูดอีก

 

            ดงโฮจัดการอาบน้ำและตรวจเช็กสัมภาระของตัวเองอีกที สุดท้ายเขาก็เหลือบมองไปที่เตียงนุ่มซึ่งมีร่างบางนอนอยู่ เขายังคงลังเลว่าจะปลุกอีกฝ่ายดีหรือไม่

 

            ...ตื่นมาแล้วทำอะไรได้หรือ? เขาถามคำถามนั้นกับตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจไม่ปลุกอีกฝ่าย แต่เขียนโน้ตและแปะไว้บนประตูห้องแทน

 

            ขอบคุณสำหรับเวลาดีๆ และขอให้โชคดี

คัง ดงโฮ

 

บางทีนี่อาจจะมากพอแล้วสำหรับเพื่อนร่วมทางที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเก้าวัน

 

ร่างหนาจัดการตรวจความเรียบร้อยอีกที ทิ้งคีย์การ์ดอันของเขาไว้ที่ข้างๆ เตียง รวมไว้กับนาฬิกา กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่าย ก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้คนหน้าหวานที่หลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องจนถึงตอนนี้

 

เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะแตะอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ชักมือกลับ

 

“ใกล้ได้แค่นี้ล่ะมั้ง...” พึมพำเบาๆ กับตัวเองก่อนที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย และเดินออกมาจากห้องพักนั้นในที่สุด

 

...ระยะเวลาไม่กี่วัน...

...ใกล้แค่นี้ก็มากพอแล้ว...

 

กว่าจะมาถึงสนามบินก็เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนที่เครื่องจะออก เขาไม่ปรารถนาอะไรแบบในละคร ไม่คิดว่าอีกคนจะตะโกนตามหาเขากลางสนามบินต่างประเทศแบบที่ซีรี่ย์ซึ้งๆ มักจะทำกัน เขานั่งจิบกาแฟของไทยหนึ่งแก้วและรอเวลาที่ทางสนามบินจะประกาศให้ขึ้นเครื่อง ไม่นานเสียงประกาศก็ดังขึ้น เขารู้ดีว่ามันหมดเวลาแล้ว

 

เขายิ้มกับตัวเองและบอกว่านี่คือความตั้งใจของเขา

 

พอขึ้นมาบนเครื่องก็ได้ยินเสียงประกาศเป็นภาษาอังกฤษเรื่องปิดสัญญาณ มือหนาจึงควานหาโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาจะเปิดเป็น Airplane Mode แต่เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เปิดเครื่องจึงกดเปิดเสียก่อน

 

“...” เขานิ่งไปชั่วครู่เมื่อเห็นอะไรบางอย่างบนหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ “เชื่อเขาเลย...”

 

เก้าวันมานี้เขาพูดคำนี้ไปกี่รอบแล้วนะ?

 

ภาพโทรศัพท์มือถือของเขาเดิมทีเป็นรูปวิวทิวทัศน์ตามปกติ เขาจำได้ว่าเมื่อคืนมันก็ยังคงเป็นรูปนั้น แต่ตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นข้อความยาวเหยียดเป็นภาษาเกาหลี อ่านคร่าวๆ ก็พบว่ามีตั้งแต่ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรไปจนถึงเบอร์ติดต่อและสถานที่ทำงาน จนถึงสองสามบรรทัดสุดท้าย

 

เขาคลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่ออ่านข้อความเหล่านั้นจบ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่อีกฝ่ายทิ้งท้ายไว้

 

ที่ผมทำแบบนี้มันเป็นความตั้งใจของผม ส่วนจะโทรมารึเปล่า มันก็เป็นความตั้งใจของคุณ

จริงอยู่ที่ตอนนี้เราไม่จบ นั่นเพราะว่าเรายังไม่เริ่ม

ถ้าอยากจะ เริ่มคุณก็ต้องเริ่มเอง!’

 

มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นสินะ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #19 God423 (@god423) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 03:25
    พี่มินกิโหดมาก แง ชอบความน้ำน้ำมัน เอเลี่ยนยูเอฟโอ ;-;
    #19
    0