[SF : NU'EST] ความรักหมายเลข 9 (YAOI)

ตอนที่ 4 : at 9 A.M. (MinJ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

at 9 A.M.

 

…Someone who can hold my soul

I need to know and wish you stay around

pick me up, just don’t let me down

Please tell me now, before I fall for you…

 

 

            เป็นอะไรไป... เสียใจอะไรมา?...

            สองคำถามนั้นเป็นคำถามที่ ฮวัง มินฮยอนไม่เคยได้เอ่ยปากถามเสียที

 

            ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงเฉกเช่นคนสุขภาพดีชะลอฝีเท้าของตัวเองลง เสแสร้งทำเป็นยกผ้าขนหนูขึ้นมาซับหยาดเหงื่อซึมออกมาตามร่างกายเพราะการออกกำลังในยามเช้าที่เริ่มค่อนไปทางสาย ยกน้ำแร่ขึ้นมาดื่มแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ คนๆ นั้น

           

ร่างเล็กๆ นั่นยังคงมองไปที่แม่น้ำเหมือนกับทุกวันที่ได้เจอ แววตาอ่อนไหวคล้ายกำลังอ่อนแอ แต่ไม่มีสักครั้งที่มินฮยอนจะเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ออกมา

 

ปกติมินฮยอนเป็นคนรักสุขภาพ เขาวิ่งวนรอบแม่น้ำฮันสองครั้งตอนแปดโมงเช้า สมัยเด็กๆ เขาโดนแม่กำชับบ่อยๆ เนื่องจากเป็นคนที่ดูอ่อนแอ ขี้โรค ปัจจุบันเขาก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่แต่ไม่น่าเชื่อว่าภาพลักษณ์เช่นนี้จะมีสุขภาพได้ดีเยี่ยม

 

            ประเด็นอยู่ที่... ไม่นานมานี้เขาเห็นคนเดิม นั่งที่เดิม ทำอะไรแบบเดิม ในเวลาเดิม

 

            มินฮยอนคือนักศึกษาสัตวแพทย์ปีสาม เป็นเรื่องปกติที่เขาจะเป็นห่วงสิ่งมีชีวิต เพียงแต่ปกติแล้วสิ่งที่เขาห่วงมักจะเป็นสัตว์มากกว่าคน แต่ตอนนี้ไม่ใช่

 

            ...เป็นอะไรไป ทำไมมานั่งคนเดียว...

            ...นี่เธอเสียใจอะไรมารึเปล่า...

 

            เขาไม่เคยได้เอ่ยถามไปสักที แต่มองอยู่ห่างๆ ไม่กี่นาทีเพราะเอาแต่ทำตัวแนบเนียน ชะลอฝีเท้า อีกไม่นานก็ต้องเริ่มวิ่งใหม่ อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายไม่เคยหันมามองจนเขานึกหงุดหงิดใจว่าเขาจะพยายามแกล้งทำตัวเนียนไปเพื่ออะไรในเมื่ออีกคนก็ยังไม่สนใจกันอยู่ดี

 

            ร่างเล็กนั่นเป็นผู้ชายหน้าตาดี ผิวสีเข้มกว่าคนขาวจัดเช่นเขาเล็กน้อย มองจากใบหน้า ท่าทาง ไปจนถึงการแต่งตัวแล้วคิดว่าคงอยู่ในช่วงชั้นมัธยมปลาย หรืออย่างมากก็คงเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง

 

            นัยน์ตาของร่างเล็กทอดยาวมองไปที่ริมแม่น้ำ ไม่ได้ขยับหรือเคลื่อนตัวไปไหน เขาไม่รู้ว่าอีกคนมานั่งอยู่ที่พื้นริมแม่น้ำฮันเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าอีกคนไปตอนไหน แค่บางครั้งเขามองและได้แต่คิดว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมา นั่งเหงาคนเดียวเช่นนี้

 

            ...นานวันยิ่งสะกดสายตา...

            ...หลายคำถามเข้ามาในหัว...

 

            มองยังไงๆ อีกฝ่ายก็อายุน้อยกว่าเขา บอกตรงๆ ว่าส่วนหนึ่งเขาเองก็นึกเป็นห่วง ไม่รู้ว่าทำไมอีกคนถึงมาทำอะไรเช่นนี้ ถ้าหากเป็นผู้หญิงเขาคงคิดออกเพียงคำว่าอกหัก แต่นี่ผู้ชาย ปกติแล้วถ้าอกหักไม่น่าจะมานั่งริมแม่น้ำเช่นนี้ ดื่มเหล้าเคล้านารีสิคือสิ่งที่ผู้ชายส่วนใหญ่ทำ

 

            หากแต่วันนี้มีอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากอีกคน

 

            ...น้ำตา...

 

            ร่างหนาเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีกนิดหน่อย อีกฝ่ายไม่ส่งเสียงสะอื้น ร่างเล็กๆ ไม่ได้สั่นแบบที่เขาเคยเห็นใครต่อใครร้องไห้ หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ สุดท้ายมันก็ไหลลงมา มือเล็กนั่นไม่ได้ยกขึ้นมาปาดมันออกเนื่องจากไหลลงมาแค่หยดสองหยดก็หยุด

 

            มินฮยอนก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดหน่อยแต่ดูเหมือนอีกคนยังไม่รู้สึกตัว

 

            “...!”

 

            ร่างสูงชะงักเมื่อจู่ๆ ร่างเล็กที่เขาจับจ้องอยู่กลับลุกพรวดขึ้นมาก่อนที่จะเดินออกมาที่ถนนและวิ่งเหยาะๆ ออกไปโดยไม่เหลือบตามองมาทางนี้แม้แต่น้อย

 

            ...เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเวลาที่อีกคนเดินออกจากที่แห่งนี้

           

            มินฮยอนก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง ตัวเลขดิจิตอลแสดงเวลา 9.00 a.m. ได้อย่างเที่ยงตรงจนเขานึกแปลกใจ

 

            ...เด็กหนุ่มริมแม่น้ำฮัน...

            ...แล้วผมจะมาเจอคุณก่อนเก้าโมงในวันพรุ่งนี้...

 

            หวังว่าพรุ่งนี้เขาจะได้เอ่ยถามคำถามที่อยากรู้คำตอบมานานแต่กลับไม่ได้พูดอะไรสักคำ

 

            ...เป็นอะไรไปรึเปล่า...

 

 

 

            ร่างสูงโปร่งของฮวัง มินฮยอนเดินกลับเข้ามาในบ้านของตนเอง จริงอยู่ว่าเขาเป็นคนปูซานโดยกำเนิด แต่ปัจจุบันเขามาเรียนที่โซล ประจวบเหมาะกับพี่สาวของเขาได้งานทำที่จังหวัดเดียวกัน พ่อแม่เลยซื้อคอนโดให้เลย นานๆ ครั้งจึงจะมาเยี่ยมเสียที

           

            “จะไปแล้วเหรอครับ” เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวตัวเองแต่งตัวเสร็จ สะพานกระเป๋าถือด้วยทีท่ารีบร้อน “ปกติยังไม่ออกนี่นา?”

 

            “วันนี้ไม่มีเรียนเช้าใช่มั้ย ก่อนออกดูแลบ้านให้ดีๆ นะ”

 

            “พี่มีอะไรเหรอ คลินิกยังไม่เปิดเลยนะ”

 

            เห็นท่าทีรีบร้อนผิดปกติของพี่สาวตนเองแล้วก็ได้แต่ถามอย่างแปลกใจ ด้วยความที่คลินิกซึ่งอยู่ห่างจากนี่ไปเพียงสองช่วงถนน  ปกติแล้วคลินิกกว่าจะเปิดก็เป็นเวลาราวสิบโมงครึ่ง เจ้าหล่อนมักจะออกจากบ้านก่อนเวลาเข้างานเพียงสิบห้านาที

 

เขาไม่เคยเห็นพี่สาวตัวเองรีบร้อนเช่นนี้มาก่อน ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของเธอ

 

“เอ่อ มีเคสพิเศษให้พี่ดูแลน่ะ”

 

พอได้รับคำตอบเขาก็พยักหน้า “อย่าเครียดมากนะครับ” เอ่ยเตือนพี่สาวตนเองด้วยความเป็นห่วง

 

อาชีพของซูจินคือนักจิตวิทยา หล่อนเรียนจบมาจากสาขาจิตวิทยาคลินิกแต่ปัจจุบันก็เป็นเพียงลูกจ้างเขา หล่อนเคยเปรยเรื่องเรียนโทต่อแต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตกลงเธอจะเอายังไงกันแน่ ส่วนใหญ่เธอมักจะให้คำปรึกษาเด็กจนถึงวัยรุ่น อาจจะเป็นเพราะปัจจุบันมีคนที่มีความเครียดเพิ่มมากขึ้น วันดีคืนดีเขาก็เห็นพี่สาวมานั่งเครียดเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง สิ่งนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

 

“ไม่เครียดหรอกน่า” คนเป็นพี่คลี่ยิ้ม “พี่สงสารน้องเขา... จริงๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรขนาดนั้นหรอก แต่จะปล่อยไว้ก็ไม่ได้”

 

“อ๋อ... แล้ววันนี้จะเอายังไงก็บอกด้วยนะ” เขาหมายถึงเรื่องอาหารการกิน และมั่นใจว่าพี่สาวจะเข้าใจดี

 

“จ้า” หล่อนยิ้มให้น้องก่อนที่จะเดินหยิบรองเท้าเดินออกไป

 

มินฮยอนโบกมือลาพี่สาวตัวเองก่อนที่จะเดินเข้าไปในคอนโด จัดการอาบน้ำและอาหารเช้าที่พี่สาวเตรียมไว้ให้

 

เขามีบางวันที่ไม่เรียนช่วงเช้า เพิ่งจะได้มามีมันตอนปีสามนี่เนื่องจากช่วงสองปีแรกงานของเขาเต็มไปหมด วันๆ เขาทำอะไรบ้างนะ ออกไปวิ่งพอที่จะสามารถสู้รบกับสัตว์นานาชนิดได้ เรียน กลับมากินข้าว ดูแลพี่สาวและพูดคุยกับพ่อแม่ มินฮยอนจะโทรหาพ่อแม่ทุกๆ สองวัน ยกเว้นช่วงที่ยุ่งจริงๆ เนื่องจากโดนคนเป็นพี่บังคับ จะว่าไป... ปัจจุบันที่บ้านก็บ่นเขาบ่อยๆ ว่ามีลูกสองคนก็เดินสายอาชีพแพทย์ทั้งนั้น ถึงซูจินจะไม่ได้เดินเต็มตัวก็เถอะ แต่หนักกว่านั้นคือไม่มีใครเป็นหมอชนิดฝากผีฝากไข้ได้เลย

 

            แน่นอนว่าลูกชายก็ได้แต่พูดเอาอกเอาใจ บอกว่าจะดูแลอย่างดีในฐานะลูก ไม่ต้องรอให้ดูแลในฐานะหมอหรอก

 

            ...ครอบครัว... คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้วจริงๆ

 

 

 

            วันนี้มินฮยอนโผล่มาวิ่งเร็วกว่าปกติ อาจจะเป็นเพราะสัญญาที่ให้กับตัวเองว่าจะมาเจอ คนๆ นั้น

 

            เขาวิ่งวนรอบแม่น้ำรอบหนึ่ง พอวกมาถึงสถานที่ซึ่งเจอคนๆ นั้นเขากลับทำได้เพียงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะไม่เห็นแม้แต่วี่แววของอีกคน พอหยิบมือถือตนเองมาดูเวลาก็ได้แต่ถอนหายใจ ดูเหมือนเขาจะเร่งรีบมากไปหน่อย

 

            ถ้าหากจะวิ่งต่อก็คงคลาดกัน... งั้นนั่งรอเลยดีมั้ยนะ?

 

            เขาไม่เสียเวลาตัดสินใจมากมาย ฮวัง มินฮยอนหยิบเครื่องดื่มเกลือแร่ที่พกมาเอง (แน่นอนว่าพี่สาวทำให้) และหย่อนกายนั่งบนพื้นหญ้าแถวๆ นั้นอย่างไม่กลัวเปื้อน ว่าตามจริงแล้วมินฮยอนเป็นคนมีเงิน แต่ไม่ค่อยติดหรู อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่ของเขาไม่ได้มีเงินเป็นถุงเป็นถังตอนเขาเด็กๆ ก็ได้ นอกจากของที่จำเป็นจริงๆ เขาก็ไม่ใช้ของมีค่าอะไรนักหรอก

 

            นัยน์ตาเหลือบมองที่ริมฝั่งแม่น้ำปล่อยให้ลมพัดผ่านร่างของตัวเองอย่างแผ่วเบา

 

            ...สงบนิ่งเกินไป...

            ...คนๆ นั้นคิดอะไรอยู่ตอนมองวิวแบบนี้กันนะ?...

 

            มินฮยอนได้แต่สงสัย เขาหวังว่าเขาจะได้ถาม คนๆ นั้นในวันนี้

 

            แซ่ก!

 

            เท้าของใครบางคนเหยียบใบหญ้าจนได้ยินเสียงทำให้คนที่นั่งอยู่หันไปดูต้นเสียง ก่อนที่จะพบกับร่างของใครบางคนที่วา จนต้องไล่สายตามองขึ้นไป

 

            คนๆ นั้นของเขานั่นเอง

 

            อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะชายตามองเขา เพียงแต่หย่อนกายนั่งในบริเวณที่ถัดจากเขาไปประมาณสองสามเมตรเห็นจะได้ วันนี้เขาเห็นอีกคนใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังสำหรับคุณหนูแบบที่ไม่เคยเห็น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัย

 

            ...ลูกคนรวย? ก็น่าจะใช่อยู่หรอก มองดีๆ แล้วผิวพรรณก็ดูเหมือนกับคนที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี เพียงแต่ทำไมลูกคนรวยถึงมานั่งอยู่ที่นี่ในเวลาที่น่าจะเป็นเวลาเข้าเรียนเช่นนี้ได้

 

            โดดเรียนงั้นเหรอ... หรือจะเป็นพวกเด็กมีปัญหานะ?

 

            เขาได้แต่คิดอะไรต่างๆ นานาเกี่ยวกับตัวเองจ้องมอง ไม่รู้นานเท่าไหร่ที่อีกคนสะกดสายตาเขาได้อยู่หมัด ทั้งที่ทำตัวเหมือนเดิม เอาแต่มองแม่น้ำแล้วไม่พูดอะไร เพียงแต่ภาพใบหน้าอีกคนที่มีร่องรอยของความเจ็บปวดยังคงติดอยู่ในใจของมินฮยอน

 

            ร่างสูงค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้

 

            ลึกๆ ในใจเขายังหวังว่าอีกฝ่ายจะหันมามอง

            ...แต่อีกคนก็ไม่ทำ...

 

          มินฮยอนสูดลมหายใจลึก พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวสมองก่อนที่จะค่อยๆ คลำหาเสียงตัวเองและเอ่ยปากออกไป

 

          “ขอนั่งด้วย... ได้มั้ย?”

 

            ทำไมมันถึงกลายเป็นคำถามนี้ซะได้!

 

            อีกคนหันมาเลิกคิ้วมองเขาอย่างแปลกใจ แววตาคู่นั้นไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่จะไล่ขึ้นบนใหม่ สุดท้ายก็หันไปมองแม่น้ำโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

 

            ร่างสูงรู้สึกหน้าแตกจนพูดอะไรไม่ถูก แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามอยู่ “ไม่ไปเรียนเหรอ?”

 

            “...” อีกคนก็ยังเงียบ ไม่แม้แต่จะหันมอง

 

            “คุณชื่ออะไร บอกผมได้มั้ย?”

 

มินฮยอนเริ่มรู้สึกท้อ เขารู้สึกเหมือนตัวเองคุยกับสายลมที่ไม่มีวันตอบคำถาม หรือว่าอีกคนจะพูดไม่ได้... แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าจะมีทีท่าตอบสนองบ้างไม่ใช่เหรอ

 

“จะเก้าโมงแล้วนะ” เขาก็ยังเอ่ยปากพูดต่อ “ไม่เข้าเรียน... หรือโรงเรียนจะหยุด?”

 

“ยุ่งอะไรด้วย”

 

น้ำเสียงห้วนเอ่ยออกมาพร้อมกับดวงหน้าที่มองมาบ่งบอกว่าหงุดหงิดใจมากแค่ไหน

 

มินฮยอนชะงักเพียงเพราะคำพูดคำเดียวของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่จะคลี่ยิ้มบาง “ผมเห็นคุณมาสักพักที่เดิมๆ...” เขาเอ่ยปากบอกไปตามจริง “เมื่อวานคุณร้องไห้ด้วย”

 

เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไร ส่งเสียงในลำคออย่างหงุดหงิดและค้อนวงใหญ่มาให้เท่านั้น

 

“ผมขอถามหน่อยนะครับ”

 

“...”

 

“เสียใจ... อะไรมารึเปล่า?”

 

เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบออกมาแม้แต่นิดเดียว มีเพียงแววตาวูบไหวของใครอีกคน เป็นการแสดงออกที่ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึก สงสารขึ้นมาจับใจ

 

            ...ถ้าหากดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ...

            ...การที่ดวงตาเศร้าขนาดนั้น... มันแปลว่าอีกคนเจ็บมามากขนาดไหนกัน...

 

            ร่างสูงได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดผ่านร่างของพวกเขาทั้งสองคน หากแต่คนตรงหน้าไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ มองเขาด้วยแววตาโกรธเคืองระคนเสียใจ เพียงแต่อาการอย่างหลังมีมากกว่าจึงทำให้มินฮยอนเผลอตัว ยกมือขึ้นคล้ายจะลูบไหล่ปลอบ

 

            “อย่ามาจับนะ!” แต่ยังไม่ทันที่จะสัมผัสไหล่เล็กนั้น เจ้าของก็ตวาดและลุกขึ้นยืนเสียก่อน “เข้ามายุ่งทำไม ฉันน่าสมเพชมากรึยังไงกัน!”

 

            “ไม่ใช่อย่าง...”

 

            ไม่ทันที่จะปฏิเสธก็โดนเด็กหนุ่มตวาดต่อ “แค่นี้คนๆ นี้ยังน่าสมเพชไม่พอใช่มั้ย ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเห็นใจทั้งนั้น!” ก่อนที่จะเดินไปอีกทาง

 

            “เดี๋ยว! ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!” มินฮยอนพยายามแก้ความเข้าใจผิด แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ฟังกันเลย พอเป็นเช่นนั้นมินฮยอนจึงรีบคว้าเครื่องดื่มและกระเป๋าสตางค์ของตัวเองที่เผลอวางไว้ตั้งแต่ต้นเดินตามอีกคนมา “คุณ! คุณครับ! ผมเปล่า...”

 

            “อย่าตามมานะ!” คนข้างหน้าหันขวับกลับมาตวาดเขาเสียงดัง “อย่าตามมา!”

 

            ร่างสูงลังเลใจนิดหน่อยว่าจะก้าวขาต่อไปดีหรือจะหยุดอยู่ตามคำสั่งของอีกคนดี แต่พอเห็นอะไรบางอย่างเขาก็หยุดฝีเท้าตัวเองลงแทบจะในทันที

 

            น้ำตาไหลผ่านแก้มเนียนเพียงหนึ่งหยด ก่อนที่อีกคนจะหันกลับไป และเดินจนลับสายตา

 

            ...สุดท้ายวันนี้เขาก็ยังไม่ได้คำตอบ...

          ...คุณ... เสียใจกับอะไรมา...

 

 

 

            “มินฮยอนจ๊ะ”

 

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองคนเรียกในเวลาบนโต๊ะอาหาร “ครับ?”

 

“สมมุตินะ... แค่สมมุติ” ซูจินย้ำคำว่าสมมุติจำนึกสงสัย มีคนเคยบอกว่าเกินร้อยละเก้าสิบของคำว่า สมมุติเป็นเรื่องจริง “ถ้าหากเรารู้ว่าพ่อหรือแม่เรามีชู้ เราจะทำยังไงดีนะ”

 

ตะเกียบในมือแทบร่วงเมื่อเจอคำถามเช่นนั้น “ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

 

คนเป็นพี่ทำหน้าลังเลใจนิดหน่อย “จะเล่าให้ฟังก็ผิดจรรยาบรรณแฮะ...” สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาและเอ่ยปากบอกไปตามจริง “พอดีพี่ดูแลเด็กอยู่น่ะ ไม่ถึงขั้นเด็กมีปัญหาหรอก แต่พี่ว่าถ้าปล่อยไปเขาอาจจะ... ลำบาก...”

 

“อือ” มินฮยอนพยักหน้ารับรู้ “คนที่ทำให้รีบไปตอนเช้าน่ะเหรอ”

 

หล่อนถอนหายใจ “ใช่ พี่ก็ไม่รู้จะดูแลเขายังไง โรงเรียนก็ไม่ไป... ตอนแรกที่ผู้ปกครองพามาเพราะนึกว่าลูกเครียดจัด ปกติเป็นเด็กเรียนดีแต่อยู่ๆ ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ” เธอยิ้มเจื่อน “ถึงตอนนี้พี่บอกว่าพี่จะพยายามโน้มน้าวให้ ทางเขาเองก็เชื่อใจพี่นะ แต่พอพี่รู้ว่าทำไมเขาเป็นแบบนี้ก็อดสงสารไม่ได้”

 

“พี่อย่าเครียดมากเลย” คนเป็นน้องเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ที่พี่เป็นคนดีแบบนี้ก็ดีอยู่หรอก แต่นี่แค่คนเดียวเองนะ ถ้าพี่เก็บมาวิตกทุกคนเลยสงสัยพี่คงจะเป็นบ้าก่อนรักษาคนบ้าหายแน่ๆ”

 

“มินฮยอน เขาไม่ใช่คนบ้าสักหน่อย” ซูจินอดไม่ได้ที่จะกล่าวตักเตือน

 

“ผมรู้ๆ” เขาเองก็พูดไปอย่างพล่อยๆ นั่นแหละ ลืมไปว่ามันเป็นเรื่องที่จริงจังสำหรับพี่สาวมากแค่ไหน “ถึงอย่างงั้นก็เถอะ เขาจะทำอย่างไรมันก็อยู่ที่เขาเลือกเองไม่ใช่เหรอ คนที่มีปัญหาครอบครัวแล้วได้ดีก็มีถมไป”

 

หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้ง “มันก็จริงอยู่นะ แต่ถ้าเธอมาเห็นเธอก็ปล่อยเขาไม่ได้เหมือนพี่แหละ”

 

“อย่าเครียดมากนะ”

 

ซูจินได้แต่มองน้องชายตัวเองแล้วยกยิ้มเจื่อนๆ เธอไม่ใช่คนมากประสบการณ์ในอาชีพ จริงอยู่ที่เธอมักจะได้รับการดูแลวัยรุ่น แต่โดยมากมักจะเป็นปัญหาการเรียน ปัญหาเพื่อนฝูง... เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับการดูแลในปัญหาเรื่องครอบครัว ตอนแรกคนที่คลินิกไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอดูแลด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากครั้งแรกดูเหมือนปัญหาการเครียดเพราะการเรียน พอเธอได้รับรู้เรื่องเต็มๆ จากปากเด็กเองแล้วเธอก็ทำอะไรไม่ถูก

 

หล่อนอยู่ในสังคมที่เพียบพร้อม อาจจะไม่ได้เป็นครอบครัวที่มั่งคั่งแต่ก็มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตสบายๆ ได้ ไม่ต้องดิ้นรน พ่อแม่เธอเป็นเจ้าคนนายคนกลุ่มเล็กๆ ถึงจะมีปัญหาหรือยุ่งแค่ไหนก็ยังแบ่งเวลาให้ลูกๆ เสมอและรักกันดี เกิดมาเธอไม่เคยเจอใครที่ทำให้เธอรู้สึกอยากมีชีวิตคู่เท่าพ่อแม่เธออีกแล้ว

 

...ครอบครัวเป็นเหมือนกับรากฐานของจิตใจ...

...ถ้าหากรากฐานนั้นแตกหัก... มันก็คงจะเป็นความทุกข์ที่เธอไม่เคยเจอ...

 

“ลองหาวิธีให้เขาสบายใจดีมั้ย” คนเป็นน้องลองเสนอความคิด “หรือไม่ก็หากิจกรรมอย่างอื่นให้เขาทำ พยายามอย่าให้เขาไปยุ่งกับเรื่องยาหรือเหล้า”

 

“พี่ก็พยายามอยู่นะ” เธอเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า ถึงจะเหนื่อยแต่เธอก็ยังอยากจะช่วยเหลือตามสิ่งต่างๆ ที่เธอเรียนมา แต่การทำงานมันมีแค่สิ่งที่เธอเรียนเสียเมื่อไหร่ “ปกติเขายังไม่โดดเรียนขนาดนี้ แต่หลังๆ เล่นโดดมาหมกตัวอยู่ที่คลินิกทั้งวันเลย พี่พยายามจะคุยกับพ่อแม่เขาอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ขอไว้อีก” หล่อนถอนหายใจ “ลำบากจริงๆ...”

 

“สู้นะครับ” มินฮยอนได้แต่ยิ้ม “ผมรู้ว่าพี่ทำได้”

 

รอยยิ้มบางๆ ถูกแต้มบนใบหน้า “ขอบคุณนะ” เห็นมั้ย... แค่ได้รับคำชมจากครอบครัว เจ้าหล่อนยังมีกำลังใจมากขึ้นขนาดนี้

 

...ครอบครัว... สำคัญมากจริงๆ...

 

 

ตอนเช้ามินฮยอนรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าทุกครั้งเพราะวันนี้เขาไม่เจอคนเดิมที่นั่งอยู่ที่เดิมเวลาเดิมตลอดหลายวันที่ผ่านมา ถึงกระนั้นเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจและบอกว่าตัวเองเป็นคนผิดเอง... บางทีเขาไม่ควรจะเอ่ยทักแบบนั้น มันอาจจะทำให้อีกคนรู้สึกกลัว รำคาญ หงุดหงิด หรือจะรู้สึกอะไรก็แล้วแต่ เขารู้แค่ว่าโอกาสที่เขาจะได้เจอกับอีกคนอีกครั้งนั้นมีน้อยมาก

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... ทำไมเขาถึงยังไม่สามารถลืมใบหน้านั้นได้เลย เจอกันไม่กี่ครั้ง ที่ยิ่งกว่านั้นคือถึงจะเรียกว่า เจอแต่เขาก็มองอีกฝ่ายคนเดียวเท่านั้น อีกคนไม่ได้มองเขาเหมือนกันเสียหน่อย

 

เขาใช้วันทั้งวันเหมือนกับปกติ ตอนเรียนหรือตอนอยู่กับเพื่อนมันก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่บางครั้งเวลาที่อยู่คนเดียวเงียบๆ เขาก็เผลอคิดถึงใบหน้าของเด็กคนนั้น เสียงตะโกนด้วยความหงุดหงิดระคนกับอะไรบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจยังดังก้องอยู่ในหู

 

ฉันน่าสมเพชมากรึยังไงกัน!’

 

...ถ้ามีโอกาสอีกครั้งเขาก็อยากจะเจอ...

...อยากจะแก้ความเข้าใจผิด... เด็กคนนั้นไม่ได้ น่าสมเพชสักหน่อย...

 

อีกครั้งที่คำถามเดิมวนกลับมาในหัว สรุปแล้วคนนั้นเจออะไรมากันแน่นะ? คำว่า น่าสมเพชน่าจะมาจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรืออาจจะโดนใครทิ้งมาอย่างงั้นเหรอ เลิกกับแฟน หรือบางทีอาจจะมีปัญหากับเพื่อนฝูง ครอบครัว

 

มินฮยอนสะบัดหัวเล็กน้อยเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องพัก เขากลับมาเร็วกว่าทุกวัน วันนี้เป็นเวรเขาทำกับข้าว หลังจากเมื่อวานพี่สาวเป็นคนทำอาหาร

 

ร่างสูงคว้ากุญแจมาตั้งใจจะไขเข้าไปในบ้าน แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อประตูไม่ได้ถูกลงกลอนแบบที่ควรเป็น

 

พอเปิดประตูเข้ามาสิ่งแรกที่ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่าคือรองเท้าส้นสูงของพี่สาวที่มันไม่ควรอยู่ที่นี่

 

“พี่ซูจิน?” เขาพึมพำอย่างแปลกใจ เหลือบมองนาฬิกาอีกครั้งว่ามันยังทำงานดีอยู่หรือเปล่า ตามเวลาปกติเธอไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่เวลานี้

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่าคือรองเท้าอีกคู่ซึ่งเขาไม่เคยเห็น มันเป็นรองเท้าสำหรับนักเรียนชาย มินฮยอนมั่นใจว่าเขาไม่มีมันแน่นอน แล้วมันจะมาอยู่นี่ได้อย่างไรกัน? หรือว่าพี่สาวของเขาจะมีแขกกันนะ แถมแขกคนนั้นยังเป็นเด็กนักเรียนอีกด้วย

 

คิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติก่อนที่จะถอดรองเท้าและเดินเข้าไปในห้อง

 

“มีแขกระ...” มินฮยอนพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ พอเขาเดินมาถึงส่วนที่ใช้สำหรับนั่งเล่นแล้วคำพูดต่างๆ ก็ถูกกลืนลงคอไปหมด

 

ยกมือขึ้นมาขยี้ตาอีกทีแต่ดูเหมือนเขาไม่ได้ฝันไป

 

แขก ของพี่สาวนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาว ในมือมีแก้วน้ำแก้วประจำของเขา ใบหน้าเหม่อลอยไปที่นอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ของชั้นสิบหกในสายตาอีกคนดูน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยหรือยังไง แต่ตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขานึกสงสัยแม้แต่อย่างเดียว เขาอยากจะรู้ว่าทำไมอีกคนถึงมาอยู่ที่นี่!

 

เด็กหนุ่มริมแม่น้ำฮันมาอยู่ที่นี่... ในห้องพักของเขา!

 

“กลับมาแล้วเหรอมินฮยอน” เสียงของพี่สาวเรียกให้สติเขากลับคืนมา “มาคุยด้วยกันหน่อยนะ”

 

คนอายุน้อยกว่าเหลือบมองพี่สาวตัวเอง ก่อนที่จะหันไปมอง แขกของเจ้าหล่อน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แขกคนนั้นหันกลับมามองเขาพอดี อีกคนทำท่าเหมือนจะร้องอะไรออกมา แต่กลับไม่มีอะไรที่เขาได้ยินเพราะมือบางๆ ของพี่สาวกระชากเขาให้เข้ามาในห้องครัวเสียก่อน

 

“พี่... คนนั้น?” มินฮยอนเอ่ยถามอย่างงุนงง

 

“คนที่พี่ต้องดูแลน่ะ” หล่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ “พี่ไม่อยากให้เขามาที่นี่หรอกนะ แต่รุ่นพี่เขาบอกว่าน่าจะดีกว่า” รุ่นพี่ในที่นี้อาจจะหมายถึงคนที่ทำงานของเธอ “อย่างน้อยก็ให้เขามาทานข้าวที่นี่เถอะ เขาอยู่ที่คลินิกทั้งวันคงจะเบื่อ”

 

“เอาลูกเขามาแบบนี้เนี่ยนะ”

 

“พี่โทรบอกผู้ปกครองเขาแล้วจ้ะ”

 

คนเป็นน้องกลอกตาไปมา “นี่มันอะไรกัน ทำไมพี่ต้องดูแลเขาขนาดนี้ด้วย เขามีปัญหา...”

 

“ที่พี่เล่าให้ฟังเมื่อวานไง” ซูจินเอ่ยตัดบท “ยังไงก็เถอะ ถ้าเธอไม่อยากคุยพี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่อย่าแสดงท่าทีไม่ดีนะ” เธอเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง

 

มินฮยอนชะงัก ภาพตอนเก้าโมงเช้าที่เขาเห็นทุกวัน ภาพแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กคนนั้นที่เหม่อมองอยู่ริมแม่น้ำ ภาพเด็กคนนั้นร้องไห้และรีบปาดน้ำตา ภาพเด็กคนนั้นเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจว่าทำไมต้องมาทักทายกัน

 

...เด็กมีปัญหาอย่างงั้นเหรอ...

 

มินฮยอนทำหน้าไม่ถูกด้วยซ้ำ ใจหนึ่งก็ดีใจที่รู้ว่าอีกคน เสียใจกับ อะไรมา แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกกระอักกระอ่วน... เขาควรทำหน้ายังไงตอนทักทายอีกฝ่าย

 

“แล้วเขา เอ่อ...” ร่างสูงลังเลนิดหน่อยที่จะถาม “ชื่ออะไรเหรอครับ”

 

พี่สาวคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “เด็กคนนั้นชื่อ คิม จงฮยอน”

 

...จงฮยอนอย่างงั้นหรือ...

...ให้ตายสิ ทำไมชื่อโหลๆ แบบนี้ถึงได้ดูเพราะขึ้นมานะ?...

 

มินฮยอนส่ายหน้าอย่างระอาตัวเองเล็กน้อย “ไม่ต้องเครียดครับพี่ เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะทำอาหารดีๆ ให้เขาทานละกันนะ” พูดไปอย่างงั้นแหละ เขาทำอาหารเก่งเสียเมื่อไหร่ เรียกได้ว่ารสชาติพอทานได้เท่านั้นเอง

 

ซูจินรู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินแบบนั้น บอกตรงๆ ว่าเธอไม่คิดว่าน้องชายเธอจะสร้างปัญหาให้กับเธอหรอก เขาเองก็มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นเหมือนกับเธอ ดีไม่ดีอาจจะมีมากกว่าเธอด้วยซ้ำไป จะว่าไปแล้วคนที่เป็นพี่สาวอย่างหล่อนก็โดนเขาตามใจบ่อยๆ เหมือนกัน

 

หญิงสาวยกยิ้มบางๆ... บอกแล้วว่าครอบครัวเป็น สิ่งสำคัญ

 

พอคิดได้แบบนั้น เพียงชั่วครู่หล่อนก็ถอนหายใจออกมาใหม่ ด้วยความที่ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญนั่นแหละทำให้จงฮยอนมีปัญหาแบบนี้ ถึงจะไม่ใช่ปัญหาที่หนักหน่วงอะไร แต่มันก็เป็นปัญหาอยู่ดี และเธอได้แต่หวังว่าเธอและเด็กคนนั้นจะผ่านปัญหานั้นไปได้ด้วยกัน

 

ร่างโปร่งเดินออกมาจากในครัว ก้าวเท้าเข้าหาอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยรอยยิ้ม “คิม จงฮยอนใช่มั้ย เรียกจงฮยอนได้รึเปล่า”

 

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร มองกันด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย

 

            มินฮยอนรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยจึงเปลี่ยนคำถาม “อยากทานอะไรมั้ย” เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเกินควรจึงเว้นระยะจากโซฟาเล็กน้อย

 

            คนตัวเล็กกว่ามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นการกระทำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ถ้าหากเป็นน้องเป็นนุ่งเขาคงจะจับมาสั่งสอน แต่สำหรับเด็กแบบนี้คงจะลำบากเขาเลยไม่ได้ตักเตือนอะไร แค่มองกลับด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่พอใจกับการกระทำเล็กน้อยเท่านั้น

 

            ดูเหมือนอีกคนจะไม่ใช่คนหน้าด้านหน้าทน พอเจอสายตาแบบนั้นจากเขาก็ชะงักนิดหน่อยก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

 

            “ว่ายังไง อยากทานอะไรรึเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครา

 

            “...ไม่” ในที่สุดก็มีเสียงห้วนๆ เอ่ยออกมาเบาๆ คล้ายกับงึมงำกับตัวเองมากกว่าเป็นการตอบคำถามร่างโปร่ง

 

            มินฮยอนเลิกคิ้ว “ไม่มีเลยเหรอ ชอบอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

 

            คนอายุน้อยกว่าไม่เอ่ยปากตอบเพียงแต่สั่นหัวแทนการปฏิเสธ ใบหน้ายังแสดงความไม่พอใจให้เห็นได้ชัด... มันเป็นการกระทำแบบเด็กเอาแต่ใจทำ ซึ่งมินฮยอนก็พอจะเดาได้ว่าอีกคน ดื้อและ เอาแต่ใจมากแค่ไหน สังเกตได้จากชุดนักเรียนของโรงเรียนลูกคุณหนู ดูท่าคงจะเป็นคนมีเงินพอดูเลยทีเดียว และถ้าหากเป็นอย่างงั้นจริงๆ ก็คงได้รับการเอาใจมาแต่เด็ก

 

            “แล้วมีอะไรที่ไม่ชอบมั้ย” อีกคนส่ายหน้าจนร่างโปร่งต้องถามย้ำ “ไม่มีเลยเหรอ?”

 

            ร่างเล็กทำท่าเหมือนกับจะเอ่ยปากตอบแต่สุดท้ายก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางโดยไม่พูดอะไรสักคำ

 

            “หืม? ไม่ชอบอะไรเหรอ”

 

            “...เทศ”

 

            “เอ๊ะ” มินฮยอนเลิกคิ้วนิดหน่อยเพราะอีกฝ่ายเอ่ยปากเสียงเบาเหลือเกิน เบาจนเขาได้ยินไม่ถนัด ทีตอนเจอกันครั้งแรกยังตะโกนใส่เขาอยู่แท้ๆ

 

            “มะเขือเทศ...” อีกฝ่ายย้ำอีกที “ไม่ชอบ”

 

            “โอเคครับ จะไม่มีมะเขือเทศอยู่ในอาหารมื้อนี้นะ”

 

            จงฮยอนไม่เอ่ยปากตอบอะไรสักคำแต่ยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่ม เขาไม่รู้ว่ามันเป็นการกระทำแก้เก้อรึเปล่า บางทีอีกคนคงจะเกร็งที่มาเจอเขาอยู่ตรงนี้

 

            “ผมชื่อฮวัง มินฮยอน” หนึ่งในเจ้าของห้องเอ่ยปากบอกแนะนำตัว “อายุมากกว่า เรียกพี่ก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากเรียก จะเรียกมินฮยอนเฉยๆ ก็ได้” ถึงจะเป็นคนเคร่งครัดแค่ไหนแต่บางเรื่องเขาเองก็ปล่อยปละละเลยเหมือนกัน “ยินดีที่ได้รู้จักนะ จงฮยอน”

 

มือหนาของร่างโปร่งถูกยืนออกมา แต่มันก็เป็นการกระทำที่เก้อมากเพราะอีกคนไม่ตอบรับ ปล่อยให้มือถูกจ่ออยู่ตรงหน้า แถมเขายังยิ้มค้างอยู่เสียอีก

 

มินฮยอนชักมือกลับ แต่จู่ๆ อีกฝ่ายก็ออกเสียงอะไรสักอย่างในลำคอ “...จัก”

 

“ครับ?”

 

“ยินดีที่... รู้จัก...”

 

รอยยิ้มบางๆ ถูกแต่งแต้มที่ริมฝีปากของมินฮยอนโดยอัตโนมัติเพียงเพราะคำพูดคำนั้น จริงอยู่ที่เจ้าเด็กนี่มารยาทไม่ค่อยดี กำลังมีปัญหาที่ทำให้พี่สาวเขาต้องเป็นคนดูแล และที่สำคัญคือดูเป็นลูกคนรวยจอมเอาแต่ใจ

 

...ถ้าอีกคนเอาแต่ใจ... เขาเองก็เป็นคนช่างเอาใจ...

 

...ในที่สุดก็ได้รู้เสียทีว่า เสียใจกับอะไรมา...

...ทีนี้เขาจะได้รักษาดูแลหัวใจอีกฝ่ายได้อย่างทันท่วงที...

 

 

 

หลังมื้ออาหารมินฮยอนปลีกตัวเข้ามาจัดการงานต่างๆ ของตัวเองในห้อง ปล่อยให้พี่สาวของตัวเองกับแขกอยู่บริเวณห้องนั่งเล่น อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกอึดอัดที่แขกของพี่สาวปล่อยออกมาทำให้เขาไม่อยากจะอยู่ตรงหน้าอีกคนมากนัก

 

จงฮยอนแทบไม่ยอมเปิดปากกับเขาเลย ที่ยอมตอบก็มีแค่เรื่องทั่วๆ ไปอย่างเช่นอายุ ชั้นการเรียน ถ้าหากคนเอ่ยถามอะไรไม่ใช่ซูจินอีกฝ่ายก็แทบไม่อยากพูดออกมา นั่นทำให้เขารู้อะไรบางอย่าง

 

หนึ่ง... จงฮยอนคงจะเชื่อใจพี่สาวเขามาก

สอง... จงฮยอนคงเข้ากับคนยากพอดู

 

และสาม... เขาคงไม่สามารถ ดูแลจงฮยอนแบบที่ปรารถนาได้แน่ๆ

 

ว่าแล้วร่างโปร่งก็ได้แค่ถอนหายใจเบาๆ เขาจัดการอาบน้ำหลังจากนั่งเคลียร์งานส่วนหนึ่งเสร็จ พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน

 

ก๊อกๆ...

 

แต่จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ ก่อนที่พี่สาวของเขาจะเปิดประตูเข้ามา “เดี๋ยวพี่จะไปส่งน้องเขาที่บ้านนะ”

 

“ไปยังไง” คำพูดนั้นทำให้คิ้วขมวดกันโดยอัตโนมัติ

 

“นั่งแท็กซี่ล่ะมั้ง”

 

“ผมไปส่งเองดีกว่า”

 

คนเป็นน้องเอ่ยออกมาทันทีเมื่อประมวลผลเสร็จ ตอนขาไปเขาไม่ห่วงหรอก แต่ตอนขากลับนี่เขาก็อดเป็นห่วงพี่สาวตัวเองไม่ได้ มันแปลว่าเธอจะต้องเดินทางคนเดียวในเวลาเกือบจะสี่ทุ่ม ถึงประเทศเกาหลีจะมีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำแค่ไหนก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

 

“เอ๊ะ จะดีเหรอ” ซูจินทำหน้าลำบากใจ “เธอยังมีงานต้องทำอีกนี่”

 

“พี่ดูแลเขามาทั้งวันแล้ว ให้ผมช่วยบ้างก็ได้”

 

ร่างโปร่งตอบพลางดันกายลุกขึ้นมาจากเตียง เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อคว้าเสื้อโค้ตมาใส่ และหยิบกางเกงมาเปลี่ยนหลังจากใส่กางเกงบอลเพียงไม่นาน

 

การกระทำของคนอายุน้อยกว่าทำให้หญิงสาวได้แต่อมยิ้ม “เธอนี่เลิกนิสัยขี้กังวลไม่ได้เนอะ” ดูเหมือนนิสัยนี้จะเป็นนิสัยประจำตัวของชายหนุ่มไปเสียแล้ว

 

มินฮยอนเบ้หน้า “ไม่ใช่ขนาดนั้นสักหน่อย” ถึงจะรู้ดีว่าเถียงไปก็เท่านั้น และถ้าว่ากันตามจริง

 

เขาเองก็เป็นคนที่ขี้กังวลเกินเหตุ จนบางทีเขายังนึกว่าตัวเองเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำด้วยซ้ำไป ดีที่เขาไม่ได้อาการหนักขนาดนั้น

 

“จ้ะๆ ไม่ว่าแล้ว” ซูจินอมยิ้ม “แล้วก็ยังไม่เลิกนิสัยขี้เป็นห่วงด้วยนะ เป็นห่วงเขาไปทั่ว” หล่อนว่าอย่างเอ็นดู “แพ้ทางเด็กแบบนี้ล่ะสิ”

 

“พี่พูดอะไรเนี่ย”

 

ร่างโปร่งได้แค่เอ่ยกลบเกลือนก่อนที่จะบอกว่าเขาจะเปลี่ยนกางเกง รบกวนพี่สาวออกไปด้วย หญิงสาวจึงได้แต่หัวเราะเบาๆ และเดินออกไปด้วยรอยยิ้มเท่านั้น

 

ก็จริงอยู่หรอก เขาแพ้ทางเรื่องอะไรแบบนี้... รวมถึงคนประเภทนี้ด้วย มินฮยอนเป็นคนใจอ่อนและขี้สงสารมาก ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นพันธุกรรม พ่อแม่พี่น้องของเขาเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด คงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมแบบนี้ด้วยทำให้มินฮยอนเป็นคนที่มักจะชอบดูแลคนอื่นโดยเฉพาะคนอายุน้อยกว่า เป็นคนให้มากกว่าที่เป็นคนได้รับ อันที่จริงเขาเองเคยคิดว่าอยากเป็นหมอคนเหมือนกัน เพียงแต่เจอนิสัยขี้กังวลของตัวเองแล้วก็ยอมแพ้ เขาเอาแต่นั่งคิดว่าถึงจะช่วยคนได้ก็ทำให้คนตายได้เหมือนกัน ขนาดมาเรียนสัตวแพทย์เขายังรู้สึกเป็นกังวลเลย

 

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน จริงๆ ปล่อยให้มันเป็นภาระของพี่ซูจินตามหน้าที่ของหล่อนก็ได้ แต่เขาเองก็ไม่อยากทำ คงเป็นเพราะเด็กหนุ่มคนที่มีปัญหาคนนั้น คือ เด็กหนุ่มริมแม่น้ำฮันของเขาล่ะมั้ง

 

ร่างโปร่งสะบัดหัวเรียกสติสองสามทีก่อนที่จะเดินออกจากห้อง “มาแล้วครับ”

 

            “รีบไปรีบกลับนะ” พี่สาวหันมาเอ่ยเตือนเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย “จงฮยอนด้วยนะจ๊ะ ถึงบ้านแล้วโทรบอกพี่ด้วยนะ”

 

            เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรเพียงพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้แล้วเท่านั้น

           

            พอเห็นแบบนั้นซูจินจึงนิ่วหน้า “จงฮยอน” เอ่ยเรียกชื่อเสียงเข้ม ทำตาดุจนมินฮยอนแอบหวนนึกถึงตอนเด็กๆ ที่เขาโดนพี่สาวดุแบบนี้

 

            “...ครับ” สุดท้ายเสียงแหบๆ ก็ถูกเอ่ยออกมาจนได้

 

            ทีท่าแบบนั้นทำให้ร่างโปร่งคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่จะเดินเข้าหาร่างเล็กกว่า “ไปเถอะครับ เดี๋ยวไปส่งนะ”

 

เขายิ้มให้นิดหน่อย หากแต่อีกคนยังไม่ยิ้มเหมือนเคย ซึ่งมินฮยอนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาได้แต่หันไปกำชับพี่สาวว่าให้ลงกลอนให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินออกมาจากคอนโด

 

ตั้งแต่เดินลงมาจากห้อง ลงลิฟต์ จวบจนเดินออกมาอยู่ที่บริเวณสำหรับเรียกแท็กซี่หน้าคอนโดเขายังไม่เห็นเด็กหนุ่มเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ อีกฝ่ายปิดปากเงียบราวกับว่าเสียงที่ออกมาจะเปลี่ยนกลายเป็นทองได้อย่างไรอย่างงั้น

 

“จงฮยอนบ้านอยู่แถวไหนเหรอ”

 

“...”

 

“อา” เขาพึมพำเบาๆ กระทั่งถามอะไรเช่นนี้ยังไม่ตอบเขาอย่างงั้นหรือ

 

ดูเหมือนจงฮยอนจะรู้ว่าเขาเริ่มรู้สึกเก้อมากเกินไป อีกฝ่ายเหลือบตามองเขาเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงแผ่วเช่นที่ทำมาตลอดวัน “อยู่ที่กังนัม”

 

...นั่นสินะ คนรวยนี่นา

 

“อ๋อ ก็ไม่ไกลนี่” มินฮยอนพึมพำเบาๆ “ปกติกลับดึกแบบนี้ตลอดเลยเหรอ” อีกคนพยักหน้าแทนคำตอบ “แล้วกลับคนเดียว?” ร่างเล็กพยักหน้าอีกที

 

คำตอบนั้นทำให้คนที่มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นเหมือนคุณแม่รู้สึกไม่ดีเสียจนต้องเอ่ยปากตักเตือน

 

“วันหลังอย่าอยู่ดึกแบบนี้อีกนะ”

 

“...”

 

“คิม จงฮยอน”

 

เจ้าของชื่อนิ่วหน้าอย่างขัดใจ “ไม่ต้องมายุ่ง”

 

คำพูดที่ก้าวร้าวของอีกคนทำให้มินฮยอนอยากจะเอามือกุมขมับ ตอนที่อยู่ต่อหน้าพี่ซูจินจนถึงเมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่แท้ๆ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปเสียได้

 

จังหวะนั้นเป็นจังหวะเดียวกันที่แท็กซี่มาพอดีทำให้มินฮยอนเปิดประตูให้อีกฝ่ายเขานั่งก่อน ที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่ารู้สึกต้องดูแล แต่มันเลยไปถึงการรู้สึกว่าต้องอบรมให้จงฮยอนเข้าไปนั่งก่อนจะได้หนีไม่ได้

 

“กังนัมครับ” คนอายุน้อยกว่าเป็นคนเอ่ยปากพูดกับคนขับรถ

 

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองอยู่ระยะหนึ่ง จงฮยอนเหลือบมองไปที่นอกหน้าต่างและไม่หันมามองที่อีกคนซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันแม้แต่นิดเดียว ส่วนมินฮยอนได้แต่จับจ้องใบหน้าที่มองไปข้างนอก

 

...ไม่น่าเลย...

 

มองพฤติกรรมตอนอีกฝ่ายอยู่กับพี่สาวเขาก็ไม่ได้แย่ ไม่น่าจะแย่โดยกมลสันดาน แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมมากกว่า และด้วยความที่ยังอยู่ในวัยรุ่น ถ้าหากมีเรื่องกระทบจิตใจย่อมทำมีผลต่อพฤติกรรมต่างๆ นานาอยู่แล้ว

 

“จงฮยอน” คนอายุมากกว่าเอ่ยปากขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ “ที่พูดเพราะเป็นห่วง”

 

“...ไม่จำเป็น” เจ้าของชื่อเอ่ยปัดโดยไม่ได้หันมามองหน้าเขาด้วยซ้ำ

 

ได้ยินคำตอบแบบนั้นมินฮยอนก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “ไม่เห็นแก่พี่ ก็เห็นแก่พี่ซูจินหน่อยเถอะ คุณอาจจะไม่เชื่อว่าผมเป็นห่วง... แต่คุณคงจะเชื่อพี่ซูจิน”

 

จงฮยอนหันมามองเขาด้วยสีหน้าหงุดหงิดใจ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างสกัดกั้นอารมณ์

 

“ถ้ากลับบ้านดึกแบบนี้ใครๆ ก็เป็นห่วง ถึงเราจะเป็นผู้ชาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเสียเมื่อไหร่” เขาเอ่ยตักเตือนต่อ “สัญญานะว่าจะไม่กลับบ้านดึกอีก” อีกคนสะบัดหน้าหนีจนได้ยินเสียงถอนหายใจอีกหนึ่งที “งั้นสัญญาได้มั้ย... ว่าถ้าหากจะกลับบ้านดึก ให้มาหาผมหรือพี่ซูจิน”

 

ร่างเล็กทำท่าฮึดฮัดนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้างอๆ นั่นลงอย่างเสียไม่ได้ เห็นแบบนั้นมินฮยอนก็ทำได้แค่คลี่ยิ้มหวาน

 

“เด็กดี...”

 

“นี่!” จงฮยอนหันขวับมาถลึงตาใส่เขาโดยอัตโนมัติ จนร่างโปร่งยกมือสองข้างขึ้นมาทำท่าเหมือนยอมแพ้ ส่ายหัวนิดๆ เป็นเชิงว่าจะไม่พูดอีกแล้ว

 

ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง ราวๆ ยี่สิบนาทีเห็นจะได้กว่าจะมาถึงย่านกังนัมที่อีกฝ่ายบอก สุดท้ายจงฮยอนก็บอกให้จอดรถเมื่อมาถึงรั้วหน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านที่ใหญ่จนสมควรจะเรียกว่าคฤหาสน์ ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของบริเวณแถวนี้อยู่แล้ว

 

“นี่เงิน”

 

“ไม่ต้องครับ” คนอายุมากกว่าได้แต่ปฏิเสธ ดันมือเล็กๆ ที่ยืนเงินมากลับไป “กลับบ้านเถอะ ไปนอนซะนะ”

 

“...แต่” อีกฝ่ายทำท่าจะแย้ง เพียงแต่โดนมินฮยอนพูดแทรกขึ้นมาก่อน

 

“ถ้าจะหาเรื่องตอบแทน ผมว่าพี่ซูจินคงอยากให้จงฮยอนมีความสุขมากกว่านี้” ร่างโปร่งระบายยิ้ม มองอีกฝ่ายที่มีแววตาวาววับ ริมฝีปากเบ้อยู่ หากแต่เริ่มมีความอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ถ้ามีอะไรเครียดก็พูดออกมาบ้าง เงียบขนาดนี้ไม่ดีหรอกนะ ถ้าวันไหนมันระเบิดขึ้นมาทำยังไง”

 

เขาถือวิสาสะเวลาตอนที่จงฮยอนฟังเขาอย่างตั้งใจไล่นิ้วมือลงบนมืออีกฝ่าย มือเล็กนิ่มกว่ามือของเขาเยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคุณหนูเลยไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้

 

...บอบบางเสียจนน่าหวาดกลัว...

...ถ้าหากดูแลไม่ดี... คงจะแตกสลาย...

 

“ไปโรงเรียนบ่อยๆ นะ ถ้ามีอะไรก็แวะมาหาพวกเราก็ได้ ทั้งผมและพี่ซูจินยินดีจะช่วยเหลือ” มินฮยอนเอ่ยปากพูดอย่างอ่อนโยน “ถึงผมไม่รู้ว่าคุณเจอกับอะไรมา ผมอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่คุณเจอ... และคุณอาจจะคิดว่าไม่มีใครบนโลกเข้าใจคุณ”

 

“...”

 

“ไอ้ ปัจจุบันมันแป๊บเดียวเองนะ แค่กะพริบตา... มันก็กลายเป็น อดีตแล้ว” แววตาที่จ้องลึกเข้ามาในอีกฝ่ายอ่อนลง เพราะตอนนี้ค่อนข้างมืด นอกจากแสงไฟจากบ้านเรือนนอกรถมินฮยอนก็มองไม่เห็นเท่าไหร่ แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายจะร้องไห้ได้ก็ไม่รู้ “เก็บอดีตไว้เป็นบทเรียนให้เตือนเรา แต่อย่าเอามันมากำหนดอนาคตตัวเองเลย”

 

“...”

 

“นะครับ...” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา

 

จงฮยอนไม่ตอบอะไรแค่มองเขาด้วยแววตาที่เขาอ่านไม่ค่อยออก มันมีแววตาเศร้าระคน... ดีใจ?

 

แต่จู่ๆ ร่างเล็กที่ก้าวเท้าออกไปข้างนอกรถแล้วก็กลับเข้ามาหย่อนกายนั่งใหม่จนมินฮยอนงุนงงอย่างที่สุด เขาเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ยังไม่ทันถามอะไรจงฮยอนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

 

“ขับต่อไปเลยครับ” คนตัวเล็กเอ่ยออกมาเสียงสั่น

 

            ร่างโปร่งยิ่งขมวดคิ้วมากกว่าเก่าเมื่อจงฮยอนเอ่ยปากบอกที่อยู่ใหม่อีกที่หนึ่งให้คนขับแท็กซี่ ก่อนที่จะหันมาเอ่ยกับเขาเบาๆ

 

            “ผมขอโทษ... ที่โกหก...”

 

            มินฮยอนไม่ได้ตอบอะไร จริงอยู่ที่ตกใจกับการกระทำนั้นแต่พอสมองประมวลผลได้ว่าก่อนหน้านี้จงฮยอนหลอกเขาว่าอยู่ที่ย่านกังนัม เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้าหากจงฮยอนไม่เปลี่ยนใจขึ้นรถอีกฝ่ายจะไปทำอะไรต่อ ถึงอยากจะดุด่าว่ากล่าว ตักเตือนด้วยความเป็นห่วงมากแค่ไหนก็ตาม มินฮยอนไม่ได้ทำอะไรนอกจากเอื้อมมือไปลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

 

            มือเล็กเลื่อนมากุมเสื้อของเขาไว้แน่น บีบอย่างแรงจนมันยับยู่ยี่ ก่อนที่จะค่อยๆ เอนศีรษะลงมาบนบ่าของเขา ส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร

 

            “ดีมากครับ ดีมาก... วันหลังอย่าโกหกกันแบบนี้อีกนะ”

 

          ...เด็กดี...

 

 

 

            หลังจากนั้นมินฮยอนก็ไม่ได้เจอเด็กหนุ่มริมแม่น้ำฮันของเขาอีกเลย

 

            คนที่เขาได้เจอคือ คิม จงฮยอนแทน

 

          วันเวลาที่ผ่านมาร่วมเดือนทำให้เขารู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น แม้อีกคนยังไม่เปิดใจแต่ก็ได้เจอกันเป็นครั้งคราว มักจะเป็นตอนเย็นของวันศุกร์ หรือไม่ก็ตอนกลางวันของวันเสาร์ที่จงฮยอนจะโผล่หน้ามาที่คอนโด ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคุยกับพี่ซูจิน มีบ้างที่จะมีเขาเข้าร่วมบทสนทนาด้วย

 

            “ช่วงนี้จงฮยอนไม่ค่อยมาเลยเนอะ” มีวันหนึ่งที่เขาเอ่ยพูดลอยๆ ขณะกินข้าวกับพี่สาว

 

            ผลที่ได้คือซูจินยิ้มกริ่ม “พี่ดีใจมากกว่าที่เป็นแบบนั้น” เจ้าหล่อนพูดด้วยน้ำเสียงสบายอกสบายใจ “ไม่ใช่ว่ารำคาญหรอกนะ การที่เขามาหาเราบ่อยๆ แปลว่าเขาเริ่มจะสบายใจขึ้นแล้ว”

 

            “อือ ผมรู้” มินฮยอนได้แต่พยักหน้าเล็กน้อย

 

            ได้ยินว่าหลังๆ มานี้ผู้ปกครองของจงฮยอนโทรมาบอกพี่สาวเขาถึงพฤติกรรมที่ดีขึ้นของลูกชาย ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มกลับไปเรียนมากขึ้นแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ได้ยินว่ามีการโดดอยู่บ้าง ถึงอย่างงั้นก็ตาม ถ้าหากเทียบกับเมื่อเดือนก่อนถือว่าน้อยลงเยอะมากแล้ว อีกไม่นานคงจะกลับมาเป็นนักเรียนระดับท็อปของชั้นได้เหมือนเดิม

 

            “ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีหรอก...” ซูจินพึมพำออกมาเบาๆ “คุณนายคิมก็ดูมีปัญหาซะด้วยสิ”

 

            “มีปัญหา?” คนเป็นน้องทวนคำเสียงงุนงง “หมายถึง?”

 

            หญิงสาวทำหน้าลำบากใจนิดหน่อย “เอ่อ พี่ได้ยินคนที่ทำงานพูดกันว่าเขาอาจจะหย่าน่ะ แต่พี่เองก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน”

 

          ...จงฮยอนจะเป็นอย่างไรบ้าง?

 

            เป็นคำถามแรกที่ผุดเข้ามาในหัวเมื่อสมองประมวลผลจากคำพูดของคนเป็นพี่สาวเสร็จ จนปัจจุบันเขาก็ยังไม่รู้เรื่องราวของจงฮยอนเลยแม้แต่น้อย เขารู้เพียงคร่าวๆ ว่าจงฮยอนทราบว่าผู้ปกครองของตนมีชู้เลยเกิดความรู้สึกต่อต้านก็เท่านั้น

 

            ชายหนุ่มสูดหายใจลึก “พี่เล่าเรื่องครอบครัวของเขาให้ฟังหน่อยได้มั้ย” แม้จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องในครอบครัว การสู่รู้เป็นการกระทำไม่สมควรเลยแต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย มินฮยอนจึงรีบอธิบายต่อ “หมายถึง เอ่อ ทำไมถึงจะหย่า แล้วทำไมจงฮยอนถึงกลายเป็น... แบบนี้น่ะ”

 

            ซูจินถอนหายใจ ทำหน้าลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็เอ่ยปากเล่าออกมา

 

            หล่อนไม่ได้เล่ารายละเอียดให้มากความเพราะจรรยาบรรณของอาชีพตนเอง เธอเล่าเพียงว่าจงฮยอนเป็นเด็กที่มีความเครียดสูง พ่อแม่ทำงานหนักเลยทำให้มีเวลาไม่มากเท่าที่ควร และเป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มค่อนข้างเสี่ยง เพื่อนน้อย วันๆ เอาแต่เรียนเพียงอย่างเดียว แล้วพอมาทราบโดยบังเอิญว่ามารดาของตนเองนอกใจสามีเลยทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ... ประมาณนั้น

 

            มินฮยอนอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายน่าสงสาร น่าเห็นใจ... มองการกระทำต่างๆ ก็รู้ดีว่าจงฮยอนไม่ใช่เด็กเลวร้าย ติดจะเป็นคนนิสัยอ่อนโยนเสียด้วยซ้ำไป แต่การมาเจออะไรแบบนี้ย่อมทำลายหัวใจดวงนั้นให้แตกสลายโดยไม่ยาก

 

            “เราโชคดีแล้ว” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงอ่อน เธอรู้ดีว่าน้องชายกำลังรู้สึกอย่างไร “มองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด... ถ้ามองเรื่องเงินทองเราอาจจะขาด แต่ถ้ามองเรื่องความอบอุ่น เราโชคดีกว่าเขาเยอะนะ มินฮยอน”

           

            ชายหนุ่มคลี่ยิ้มให้พี่สาวบางๆ

 

          ...ถ้ามองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด...

            ...ชีวิตจะเป็นอย่างไร... อยู่ที่มุมมองของเรา...

 

 

 

            ไม่กี่วันหลังจากนั้นมินฮยอนเจอเด็กหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกในเวลาเย็น ด้วยความที่ช่วงนี้มีรายงานกองโตรอเขาอยู่ แล้วยังมีการเรียนวิชาภาคปฏิบัติทำให้เขาเหนื่อยล้าไปหมด กว่าจะได้กลับบ้านก็ตอนที่ตะวันลาขอบฟ้าไปแล้วทุกครั้ง

 

            “อ้าว มาหาพี่ซูจินด้วยเหรอวันนี้” ร่างโปร่งเอ่ยปากทักทายคนตัวเล็ก อีกฝ่ายได้แต่หันมามองแล้วพยักหน้าให้นิดหน่อยแต่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา “กินอะไรรึยัง”

 

            “ยัง...” จงฮยอนยังคงติดนิสัยพูดจางึมงำอยู่ บางทีมันอาจจะเป็นนิสัยเสียไปแล้วก็ได้

 

            คนอายุมากกว่าพยักหน้า “ถ้าหิวก็ขนมรองท้องก่อนได้นะ แล้วนี่พี่ซูจินไปไหนล่ะ” เขาเอ่ยถามเมื่อยังไม่เห็นพี่สาวตัวเองในห้องเลย

 

            “ลงไปซื้อของ”

 

            “อ๋อ...” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างรับรู้แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

 

            เขาจัดการเดินไปหยิบน้ำมารินทานแก้กระหาย ถ้าหากพี่สาวลงไปซื้อของก็คงจะเป็นซื้ออาหารเย็นวันนี้นั่นแหละ จริงสินะ ได้ยินว่าหล่อนมีทำโอทีในวันนี้ เธออาจจะไม่มีเวลาทำอาหารเย็น

 

            มินฮยอนดื่มน้ำเสร็จก็เดินออกจากครัว หากแต่เจอร่างเล็กยืนขวางทางอยู่

 

            “ครับ?” เขาได้แต่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “มีอะไรรึเปล่า หิว...”

 

            “ไม่ใช่!” คนตัวเล็กนิ่วหน้า “เอ่อ แบบ... คือ ว่ายังไงดีล่ะ” คำสุดท้ายเหมือนกับพึมพำกับตัวเองตามนิสัย ท่าทีอึกอักได้แต่ทำให้คนมองงุนงงมากกว่าเสียอีก

 

            “มีอะไรเหรอ”

 

            “คือ... มันจะเป็นวันจบแล้ว...” สุดท้ายร่างเล็กก็เอ่ยปากเสียงแผ่ว ไม่ยอมเงยหน้ามองอีกคนเลยแม้แต่น้อย “พ่อกับแม่ก็ไปไม่ได้ ผมก็เลย... มาชวน เอ่อ พวกคุณ”

           

            ...น่าแปลกใจไม่ใช่น้อย

 

          คำพูดของอีกฝ่ายทำให้คนฟังยิ้มจนต้องเลื่อนมือตนเองมาปิดริมฝีปากเพราะกลัวคนพูดจะเก้อเขิน เขาอธิบายไม่ถูกเลยว่ามันเป็นอย่างไร คิดออกแต่คำว่าดีใจ ดีใจ ดีใจ... คำนั้นวิ่งทั่วสมองเขาเลยตอนนี้ มินฮยอนกำลังได้รับคำชวนไปงานวันจบของอีกฝ่ายอย่างงั้นหรือ

 

            ให้ตายสิ... เด็กคนนี้

 

            “ยะ อย่ายิ้มนะ!” ดูเหมือนคนตัวเล็กกว่าจะรู้ตัวเสียแล้วว่าที่มินฮยอนเอามือมาปิดปากแบบนี้เพราะกลั้นยิ้มอยู่ “ย๊า บอกว่าอย่า!”

 

            “ขอโทษครับ...” ร่างโปร่งได้แต่เอ่ยพลางกลั้วหัวเราะนิดๆ “ดีใจจังที่จงฮยอนชวนผม”

 

            “ไม่ได้ชวน!” คนอายุน้อยกว่าแก้ตัวจนลิ้นแทบพันกัน อย่าหาว่าโรคจิตเลย... แต่บางทีมินฮยอนก็ชอบตอนที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้

 

            “อ้าว แล้วเมื่อกี้...”

 

            “มาชวนพี่ซูจินต่างหาก!” อีกฝ่ายยังไม่หยุดเถียง “อย่างนายก็ชวนเป็นมารยาทเฉยๆ ไปเดินถือกระเป๋าให้พี่สาวเถอะ... โอ๊ย หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้นะฮวัง มินฮยอน!”

 

            ถึงจะโดนตวาดแบบนั้นร่างโปร่งก็กลั้นยิ้มไม่ได้จริงๆ เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แค่ระบายยิ้มกริ่มบนใบหน้าของตัวเองแล้วเดินออกมาจากครัว ได้ยินเสียงคนอายุน้อยกว่าที่โวยวายดังออกมาตามด้านหลัง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะโมโหมากทีเดียว

 

            ...เด็กแบบนี้มันน่าหมั่นเขี้ยวนัก...

            ...อยากจะแกล้งจนร้องไห้แล้วค่อยปลอบจริงๆ...

 

            มินฮยอนส่ายหัวเล็กน้อยกับความคิดของตัวเอง ถ้าหากเล่าให้พี่สาวฟังอีกฝ่ายต้องบอกว่าเขาเป็นโรคจิตแล้วแหงๆ

 

            “นี่! มานี่สิ บอกว่าไม่ได้...!”

 

ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเสียงตวาดที่ดังไล่หลังก็ดังขึ้นในระยะใกล้พร้อมกับแรงกระชากจากมือเล็กๆ ให้หันไปเผชิญหน้าแต่พอเห็นเจ้าของแรงกระชากนั้นเห็นเขาหันหน้าไปก็ผงะเล็กน้อย กลืนคำตวาดต่างๆ นานาลงคอไปหมด

 

“ครับ?” มินฮยอนเลิกคิ้วอย่างงุนงง

 

“เลิกพูดจาสุภาพสักที...” อีกฝ่ายพึมพำเบาๆ “บอกแล้วนะว่าไม่ได้ชวน” ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิดนิดหน่อย

 

เห็นใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอีกคน ร่างโปร่งก็ถอนหายใจเบาๆ ออกมาหนึ่งที ยกมือขึ้นขยี้หัวคนที่ตัวเล็กกว่าโดยไม่สนใจเสียงโวยวายจากคนโดนประทุษร้ายแม้แต่น้อย ซ้ำยังเอ่ยปากออกมาเสียงแผ่วจนทำให้อีกคนต้องเงียบ

 

“ผมดีใจนะที่จงฮยอนมาชวนให้ผมไปในวันสำคัญ...”

 

“...ไม่ได้ชวน” ถึงอีกฝ่ายจะบ่นงึมงำแบบนั้นแต่มินฮยอนก็ยังคงทำหูทวนลมและเอ่ยปากต่อ

 

“มันแปลว่าผมเริ่มจะ สำคัญแล้วใช่รึเปล่า”

 

...

 

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองอยู่ระยะหนึ่ง มันอาจจะเป็นเวลานานหลายนาที หรือมันอาจจะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่คนพูดรู้สึกว่ามันนานเหลือเกิน นานจนเขาเห็นใบหน้าของคนตรงหน้าเริ่มจะขึ้นสีนิดหน่อยเป็นภาพช้าไปหมด

 

            “อะ เอ่อ” มินฮยอนลิ้นแทบพันกัน “ลืมไปเถอะนะว่าผมพูดอะไร...”

 

            “...” เห็นใบหน้าซับสีเลือดของอีกฝ่ายก็ทำให้เขารู้สึกดีไม่ใช่น้อย ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่ในใจลึกๆ ก็ยังแอบหวังอะไรอยู่นิดหน่อย

 

สุดท้ายก็ขยับริมฝีปากตนเองพูดต่อ “แต่ถ้าจงฮยอนอยากตอบ... ก็ตอบได้นะครับ”

 

            มินฮยอนไม่ได้รับคำตอบที่เป็นเสียง

          ...แต่เขารับรู้ถึงแรงบีบบริเวณแขนที่แรงขึ้นนิดหน่อยจากมือของอีกคน...

 

            ...ซึ่งเขาขออนุญาตโมเมว่ามันคือ คำตอบของคนตรงหน้า...

 

 

 

            “ถึงขั้นยื่นใบลาเลยเหรอ...” เสียงหวานกลั้วหัวเราะนิดหน่อย “ให้ตายสิ อะไรทำให้เด็กเนิร์ดอย่างเธอยอมขนาดนี้กันนะ”

 

ร่างโปร่งพยายามทำหูทวนลมกับคำพูดของพี่สาวตัวเอง เขาไม่ชอบเวลาเจ้าหล่อนรู้ อะไรหลายๆ เกี่ยวกับเขาเลย ไม่ได้อยากจะปิดบังหรอก เพียงแต่บางทีเจ้าหล่อนก็รู้เยอะไปหน่อยหรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขาปิดความลับไม่เก่งเองก็ไม่รู้

 

“ดีจังนะที่เป็นมินฮยอน” ซูจินมองน้องชายตัวเองอย่างเอ็นดูก่อนที่จะคลี่ยิ้มบางๆ เอ่ยพึมพำเบาๆ กับตัวเอง

 

เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว “หมายถึงอะไร ดีตรงไหนกัน” อดถามไม่ได้อย่างสงสัย

 

            “ดีใจที่จงฮยอนเจอคนแบบมินฮยอน” หล่อนตอบด้วยรอยยิ้ม ขยี้หัวน้องชายตัวดีที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างนึกหมั่นไส้ “พี่รู้จักเธอมาทั้งชีวิต รู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีวันทำจงฮยอนเสียใจ”

 

            “...เหอ” เจอคำชมแบบนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขิน “ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยอยากเจอผมเท่าไหร่”

 

            “อืมมม ก็อาจจะเป็นอย่างงั้นนะ”

 

            “พี่ซูจิน”

 

ทั้งที่เป็นคนพูดเองแท้ๆ แต่พอได้รับคำยืนยันจากพี่สาว มินฮยอนก็มุ่ยหน้านิดหน่อยจนโดนคนเป็นพี่เอาสันมือฟาดหน้าผากด้วยความหมั่นไส้

 

“รู้จักกันแค่แป๊บเดียวแล้วเขายอมให้เธอไปงานจบของเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว” หล่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถึงเด็กคนนั้นสร้างกำแพงขึ้นมาก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะข้ามไปไม่ได้หรอกนะ เพียงแต่ต้องรอเวลาที่เขาทุบกำแพงนั้นเอง ไม่ใช่เธอไปทุบมัน เข้าใจมั้ย”

 

“ครับๆ” มินฮยอนพยักหน้าไปตามเรื่อง

 

จริงอย่างที่ซูจินว่า กำแพงของเด็กคนนั้นหนาและสูงมาก อีกคนไม่ค่อยเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาได้ฟัง เขาเคยนึกถามพี่สาวเหมือนกัน แต่เขาก็ได้รับคำตอบว่าแม้แต่เจ้าหล่อนเอง จงฮยอนก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องราวให้ฟังเช่นกัน ที่จะเอ่ยปากพูดถึงมักจะเป็นเรื่องของปัญหาที่ต้องการคำปรึกษา และเรื่องราวที่ดูพิเศษสุดๆ เท่านั้น

 

จะว่าไปแล้วตอนนี้ซูจินก็ไม่ค่อยได้ดูแลจงฮยอนในฐานะนักจิตวิทยาแล้ว เริ่มจะเป็นการดูแลในฐานะ พี่สาวหรือ คุณแม่มากกว่า เธอบอกว่าจงฮยอนเครียดน้อยลงเยอะ เพียงแต่ยังโหยหาความอบอุ่นแบบครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าการมาที่ซึ่งมีพี่น้องตระกูลฮวังจะช่วยจงฮยอนได้มากเลยทีเดียว

 

ครืด...

 

ทั้งสองหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่น คนเป็นน้องคว้ามือถือที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาส่งให้พี่สาวทันที เพียงแต่เมื่อกี้เขารู้สึกใจกระตุกอย่างแปลกประหลาด

 

...เมื่อกี้... หน้าจอขึ้นว่า คุณนายคิมรึเปล่านะ?

 

“สวัสดีค่ะ”

 

มินฮยอนเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบน้ำขึ้นมากิน ปล่อยให้พี่สาวคุยกับปลายสาย ดูน้ำเสียงเจ้าหล่อนจะตกใจแปลกๆ และที่สำคัญคือเขากำลังรู้สึกไม่ดีเสียเลย เขาพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร คนสกุลคิมมีเยอะไปในเกาหลี ขนาดเจ้าของคลินิกที่พี่สาวทำงานอยู่ยังสกุลคิมเลย

 

“มินฮยอน!” พอเดินออกมาจากห้องครัวเขาเห็นพี่สาวตัวเองกำลังหยิบกระเป๋าถือและเสื้อโค้ทตัวหนาเดินมาหาเขาหน้าตาตื่น

 

ครับ”

 

...พระเจ้า... เขารู้สึกไม่ดีจริงๆ

 

“จงฮยอนหายตัวไป!” คนฟังรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบแรงๆ ที่หัวกับคำพูดนั้น เสี้ยววินาทีถัดมาที่เขาตั้งสติได้เขาถึงกับสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด ขณะที่สาวเอ่ยพูดด้วยความรีบร้อน “พี่จะไปช่วยพ่อแม่จงฮยอนตามหาตัว... เธอ...”

 

“ผมไปด้วย!”

 

ความกังวลสุมอยู่ในอกไปหมด มินฮยอนรีบหยิบเสื้อโค้ทของตนเองมาสวม คว้ากุญแจบ้าน กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือด้วยความรวดเร็ว ทั้งเขาและพี่ซูจินต่างเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่แพ้กัน กว่าจะออกจากคอนโดและมาถึงสถานที่ซึ่งซูจินบอกว่าเป็นบ้านของเด็กหนุ่มก็เป็นเวลาเกือบสี่สิบนาที

 

มินฮยอนไม่เคยหงุดหงิดขนาดนี้มาก่อน มันเป็นอะไรที่มากกว่า หงุดหงิดเขาเป็นห่วงจนแทบบ้า คนอย่างเขาเป็นคนใจเย็นแค่ไหน... คราวนี้ความใจเย็นของเขาแทบไม่มีด้วยซ้ำ

 

พอเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ตามแบบฉบับคนรวยก็มีคนเดินเข้ามาเปิดประตูให้เข้า ทุกอย่างดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด ร่างโปร่งพยายามสูดลมหายใจลึก มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอึดอัดไม่ใช่น้อย

 

...นี่น่ะหรือบ้านของคิม จงฮยอน...

...ใหญ่และหรูหรา... แต่ปราศจากกลิ่นไอ ครอบครัว’…

 

วินาทีแรกที่เขาก้าวเท้าเข้ามา มินฮยอนคิดถึงบ้านที่ปูซานซึ่งช่วงนี้เขาไม่ได้กลับไป ที่นู่นไม่ได้ใหญ่โตอลังการเช่นที่นี่ แต่เขารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเวลาได้ไปอยู่ มีแต่กลิ่นไอของความรักอยู่ในบ้าน ทั้งสวนที่พ่อของเขาชอบดูแลบอนไซ ครัวของเขาที่มีแม่คอยทำอาหาร ห้องนั่งเล่นที่มีพี่ซูจิน

 

...เขารู้แล้วว่าจงฮยอนตามหาอะไรกันแน่...

 

“คุณคิม สวัสดีค่ะ” ซูจินเป็นคนเอ่ยปากทักทายคนตรงหน้าก่อน

 

ร่างโปร่งชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะได้สติแล้วเอ่ยปากทักทายทั้งสองตรงหน้าด้วยความนอบน้อมเช่นเดียวกัน

 

เขาคิดว่านี่คงจะเป็นพ่อและแม่ของจงฮยอน ทั้งสองดูอายุใกล้เคียงกับพ่อแม่ของเขาแต่ดูมีภูมิฐานมากกว่า หญิงวัยกลางคนไว้ผมซอยสั้นสีดำขลับเหมือนกับจงฮยอน รูปร่างค่อนข้างสันทัด ใส่สูทสีแดงดูมีระดับ ส่วนฝ่ายสามีเป็นผู้ชายรูปร่างใกล้เคียงกับตัวจงฮยอน สวมแว่น ไรผมมีผมสีอ่อนแซมเล็กน้อยบ่งบอกถึงอายุที่ค่อนข้างมากแล้ว

 

“นี่น้องชายดิฉัน มินฮยอนค่ะ” หญิงสาวเอ่ยแนะนำน้องชายตัวเองทันที “รบกวนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยนะคะ”

 

เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งสองสามีภรรยามีทีท่าอึกอัก นั่นทำให้มินฮยอนรู้สึกใจคอไม่ดีกว่าเก่าเสียอีก

 

ได้โปรด... เธอเจออะไรมา...

...ตอนนี้ไปอยู่ไหนกันคนดี...

 

“คุณคิมคะ” คนเป็นพี่เอ่ยปากขึ้นมา เสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “ฉันแค่อยากจะช่วย จงฮยอนเป็นลูกของคุณนะคะ ถ้าคุณไม่บอกพวกฉันจะช่วยได้ยังไง!”

 

น้อยครั้งที่มินฮยอนจะเห็นพี่สาวตัวเองเป็นอย่างนี้ เธอเป็นคนใจเย็น บางทีอาจจะเย็นกว่าเขาด้วยซ้ำไป การที่เธอร้อนรนและพูดจาสุภาพแต่เสียงเข้มเช่นนี้กับคนอายุมากกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเลยด้วยซ้ำไป

 

เพียงแต่สองสามีภรรยายังคงมีทีท่าอึกอักเหมือนกับไม่อยากพูด ทั้งสองมองหน้าอีกฝ่ายก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองซูจินกับมินฮยอน เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการที่จะเล่าเรื่องราวอะไรทั้งนั้น การกระทำนั้นทำให้ร่างโปร่งหมดความอดทน เขาสบถออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที

 

บ้านหลังนี้คิดอะไรอยู่... ลูกของตนเองหายตัวไป อยากให้คนช่วย แต่ไม่ปรารถนาให้เรื่องฉาวๆ ของตนเองออกมาให้คนอื่นรับรู้!

           

          …นี่ไงสิ่งที่จงฮยอนปรารถนา...

            ...ความรักและความห่วงใย ...สิ่งที่เรียกว่า ครอบครัว’…

 

 

 

เขาเกือบลืมไปแล้วว่ายังไง... จงฮยอนก็ยังเป็น เด็กหนุ่มริมแม่น้ำฮัน

           

            มินฮยอนตามหาจงฮยอนจากที่ต่างๆ ตั้งแต่แถวบ้าน ในห้างใกล้ๆ ถามคนที่น่าจะได้พบเจอแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไร บอกตรงๆ ว่าใจเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่เมื่อเขาฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างได้เขาจึงเดินมาในสถานที่แห่งนี้

 

            ...แม่น้ำฮัน...

 

            มันไม่ได้ไกลจากบ้านของจงฮยอนเท่าไหร่ ห่างกันเพียงสองป้ายรถเมล์เท่านั้นเอง บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเจออีกฝ่ายตอนเก้าโมงเช้าบ่อยๆ

 

            เจ้าของแผ่นหลังเล็กๆ ที่เขาเคยมองนั่งอยู่ตรงนั้น ที่เดิม ริมแม่น้ำฮัน เพียงแต่ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะห้าทุ่ม ไม่ใช่เวลาเก้าโมงเช้าเหมือนกับที่เขาเคยเห็น

 

            ร่างโปร่งเดินเข้าไปใกล้ขึ้น... ใกล้ขึ้น... จนหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลังของอีกคน

 

            “ขอโทษ” เสียงอู้อี้ดังขึ้นมาเบาๆ “ขอโทษ...” เอ่ยคำเดิมซ้ำไปมาจนมินฮยอนต้องเลิกคิ้ว

 

            ร่างโปร่งค่อยๆ หย่อนกายนั่งข้างๆ คนตัวเล็กที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา อีกฝ่ายนั่งก้มหน้าลงมองพื้น นี่ไงอีกสิ่งที่แตกต่าง... เดิมทีจงฮยอนเอาแต่มองไปที่ริมแม่น้ำ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เสียงอู้อี้นิดๆ นั้นทำให้เขากำลังคิดว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้

 

            ...อย่าร้องเลย... อย่า...

            ...ไม่อยากเห็นน้ำตาเธอแม้แต่นิดเดียว...

 

            “ขอโทษอะไรครับ” ชายหนุ่มเอ่ยปากถามเสียงเรียบ

 

            “ที่... อยู่ดึกๆ แล้วไม่บอก... สักคน...”

 

            สิ้นคำพูดนั้นวงแขนก็ค่อยๆ โอบลงบนไหล่ของคนตัวเล็กกว่าอย่างแผ่วเบา เขาสัมผัสได้ว่าร่างในอ้อมแขนกำลังสั่นเทิ้มเล็กน้อย

 

          “ไม่เป็นไรแล้ว...”

 

          เพียงเท่านั้นเหมือนความอดทนของอีกฝ่ายสิ้นสุดลง จงฮยอนโถมตัวใส่เขา สะอื้นอย่างไม่อายใครแตกต่างจากเวลาที่ผ่านมา มือของเขาทำได้แค่ลูบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เป็นการปลอบโยน อีกคนไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว นานหลายสิบนาทีกว่าคนในอ้อมกอดจะสงบสติอารมณ์ได้ จงฮยอนไม่พูดและเขาไม่คิดที่จะขอให้อีกฝ่ายเล่าว่าเจออะไรมา

 

            “เดี๋ยวผมบอกพี่ซูจินก่อนว่าเจอจงฮยอนแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ กำลังจะปล่อยมือจากอีกคนเพื่อที่จะหยิบเครื่องมือสื่อสาร

 

            “นี่...”

 

            “ครับ?”

 

            “ยังไม่ต้องบอกได้มั้ย...” จงฮยอนเอ่ยเสียงแผ่ว “อย่าเพิ่ง... ปล่อยมือเลย”

 

            เพียงคำพูดแค่นั้นมินฮยอนก็ยกเลิกความคิดที่จะโทรหาพี่สาวตนเองในตอนนี้อย่างง่ายดาย

 

            …ถ้าอีกฝ่ายอยากให้จับเขาก็จะจับ...

            ...จะประคับประคองดูแล... จนกว่าอีกคนไม่ต้องการ...

 

            “ฉันทำไม่ดีตรงไหน ทำไม...” เสียงสั่นเครือถูกเปล่งออกมาจากคนตัวเล็กกว่าเบาๆ “เรียนก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เป็นเด็กดีตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมล่ะ ทำไมพ่อแม่ถึงไม่สนใจฉันบ้าง ทำไมไม่ดูแลฉันบ้าง ทำไมฉันถึงไม่มีครอบครัวที่ดีเหมือนคนอื่น...”

 

            “จงฮยอน...”

           

            อีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่ซบใบหน้าลงบนไหล่ของเขา น้ำตาเริ่มไหลอีกครั้งอย่างน่าสงสาร สุดท้ายก็พึมพำคำว่าทำไมซ้ำไปมา

 

            “จงฮยอนครับ” คนอายุมากกว่าเอามือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้สบตาตรงๆ “ที่พูดมาทั้งหมด... ก็แปลว่าอยากให้คนมารักไม่ใช่เหรอ”

 

            “...”

 

            “การที่ครอบครัวของจงฮยอนแบบนี้มันไม่ใช่ความผิดของจงฮยอน ไม่ใช่เลย...” เขารู้ว่าการพูดแบบนี้อาจจะทำให้คนตัวเล็กกว่าเสียใจแต่เขาอยากจะอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง “ถ้าอย่างนั้นมองว่าผมกับพี่ซูจินเป็น ครอบครัวของจงฮยอนได้มั้ย” เอ่ยเสียงเรียบ มองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง

 

            “...แต่” คนตัวเล็กกว่าทำท่าจะแย้ง แต่มินฮยอนเอ่ยปากออกมาก่อน

 

            “ผมอาจจะเป็นคนนอกก็จริง ไม่ได้เจอกับจงฮยอนมาตั้งแต่เด็กก็จริง...” เขามองลึกไปในแววตาสีเข้มของอีกคน แววตาของคนที่เปราะบาง อยากหลีกหนีความจริง แววตาของคนที่อ่อนแอและกำลังจะพังทลายในเวลาไม่ช้า “พ่อแม่ของผมเขาก็เป็นคนนอกกันมาก่อน... เขายังเป็น ครอบครัว ให้กันได้เลย”

 

            “...”

 

            “...นะครับ”

 

            จงฮยอนไม่ได้ตอบอะไรสักคำ น้ำตายังคงไหลจากดวงตาคู่สวยแต่สุดท้ายแล้วอีกคนก็ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองก่อนที่จะพยักหน้าขึ้นลงเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยเสียงอู้อี้

 

            “ขอบคุณ...” เสียงสั่นเครือเอ่ยออกมาราวกับจะขาดใจ “ขอบคุณ...”

 

            มินฮยอนไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เขาเพียงกอดคนตัวเล็กให้แน่นที่สุดจนแวบหนึ่งในความคิดของเขายังหวาดกลัวว่าอีกคนจะแตกสลาย... ไม่... เขาไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้ อยากจะดูแล อยากจะห่วงใย อยากจะเห็นอีกคนเลิกร้องไห้และยิ้มออกมาให้เขา

 

            ...อยากจะเป็นครอบครัว...

 

...อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าอีกคนจะยืนขึ้นได้...

            ...แต่ถ้าจะให้ดี... ก็อยากจะดูแลอีกคนต่อไปทั้งชีวิต...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #15 Blahpara (@parapuii) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 12:58
    ฮืออออ จงฮยอนเจออะไรมาบ้างเนี่ย มินฮยอนดูแลดีๆ นะ T T
    #15
    0
  2. #12 mmarche (@fea-pikassa) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 08:27
    ฮื้อ น้องดูผ่านอะไรโค่ดเยอะอ่ะ ดูต้องทนอะไรเยอะมาก ทั้งๆที่อายุแค่นั้นเอง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก้ต้องอยากมีครองพรัวที่อบอุ่นอ่ะเนอะ T--T

    ดีใจที่ยัยมาเจอสองพี่น้อง ดีใจที่ยัยได้เจอคุณมิน มันแบบ ฮื้อ แสงสว่างท่ามกลางความมืดอ่ะ มัน มัน ฮือ.อบอุ่นจริงๆนะ
    #12
    0
  3. #8 Kimzoyong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 23:23
    ไรท์ชอบแต่งสั้น ๆอ่ะ

    เราชอบยาว ๆ

    มินเป็นคนดีอ่อนโยนมาก

    เจก็แสนจะเปราะบาง

    เขาจะรักกันได้ไหม

    เปนกลจให้ไรทนะคะ
    #8
    0
  4. #5 rikear_lope (@bill-lion) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 13:08
    คุณหมอสัตว์สายละมุนมากๆเลยค่ะ ดีใจที่จงฮยอนเจอคนแบบนี้ในชีวิตอ่ะ จงฮยอนต้องเจ็บมาขนาดไหนอ่ะกับครอบครัว อยากกอดปลอบน้องมากๆเลย ฮือออออ
    #5
    0