[SF : NU'EST] ความรักหมายเลข 9 (YAOI)

ตอนที่ 3 : at 9 P.M. (BaekRen)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

at 9 P.M.

 

…Ain’t I seen you before?

I think I can remember those eyes

 When You set the roof for fire

Baby, Tonight I’m falling in love again…

 

 

            ...ตอนนี้เป็นค่ำคืนวันศุกร์...

            ...วันที่ เขาคนนั้นจะมา...

 

            วิสกี้ออนเดอะร็อคร่างหนาของชายหนุ่มวัยเพิ่งเข้ามหาลัยใหม่ๆ หันไปมองผู้ที่สั่งออเดอร์ด้วยเสียงทุ้มติดหวาน อีกฝ่ายยืนคลี่ยิ้มอยู่อีกฝั่งของบาร์

 

วันนี้ เขา ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวแต่พับขึ้นจนถึงข้อศอกกับกางเกงสีเข้ม คงเพราะว่าแสงสีเสียงที่เริ่มจะเปิดของที่นี่ทำให้ร่างหนามองเห็นไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเป็นสีอะไร อีกฝ่ายปล่อยผมสีไวน์แดงที่รับกับใบหน้าหวานให้คลอเคลียลำคอ ดูเหมือนจะไม่ได้เซตอะไรมากเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังทำให้ เขา ดูดีอยู่เช่นเดิม

 

ครับ คัง ดงโฮพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่ารับรู้ พอเห็นเช่นนั้นผู้สั่งออเดอร์ก็พยักหน้าและนั่งลงตรงเก้าอี้ที่จัดไว้บริเวณบาร์ซึ่งร่างหนาดูแลอยู่

 

ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มน้อยๆ วันศุกร์สักที

 

ครับ วันศุกร์แล้ว บาเทนเดอร์หนุ่มรับคำอย่างสุภาพ

 

ไม่นานเมนูที่สั่งก็ได้ มือบางเลื่อนมารับแก้วสีใสอย่างอ่อยอิง ช้อนตามองอีกคน ไม่ดีใจเหรอที่จะไม่ต้องเรียนแล้ว

 

ร่างหนาอยากจะเค้นหัวเราะอยู่หรอก แต่เขากลับทำเพียงคลี่ยิ้มพอเป็นมารยาทกับอีกฝ่ายและเลื่อนมือเขาสัมผัสมือบางอย่างแนบเนียน

 

ไม่ไปเต้นเหรอครับ

 

อย่าตอบคำถามด้วยคำตอบน่า คนหน้าหวานไม่ยอมปล่อยมือเขาสักนิด แถมยังกุมแน่นเสียด้วยซ้ำ

 

ดงโฮไม่เอ่ยปากอะไร เขาเลิกคิ้วเป็นเชิงยืนยันในคำถามของตัวเอง ไม่นานก็ได้แค่ตอบเมื่อร่างบางยกแก้วสีใสดื่มลงคออย่างไม่ลังเลและลุกขึ้นไปที่ฟลอร์เต้นซึ่งพอมีผู้คน ปกติเวลาแบบนี้จะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ยกเว้นวันศุกร์ที่หนุ่มสาวน้อยใหญ่มาปลดปล่อยหลังจากเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์เช่นนี้

 

ร่างหนาเหลือบตามองนาฬิกาบนข้อมือของตนเองก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย

 

เข็มสั้นชี้เลขเก้า เข็มยาวชี้เลขสิบสอง ไม่เคยพลาดสักวินาทีเลยจริงๆ

 

...เวลาสามทุ่มของวันศุกร์ทุกสัปดาห์...

 

...เป็นเวลาประจำของ เขาที่ดึงดูดทุกสายตา...

...แน่นอน มันรวมถึงสายตาของบาเทนเดอร์หนุ่มด้วย...

 

 

 

เวลาประมาณตีสองคือช่วงเวลาเปลี่ยนกะกับบาเทนเดอร์อีกคน คัง ดงโฮค่อยๆ เดินออกมาจากคลับด้วยทางด้านหลังได้อย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้ลูกค้าสังเกตเห็น เขาไม่อยากให้คนเดินตาม เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนตอนที่เขาทำงานใหม่ๆ และมีลูกค้าสาวเดินตามมาประมาณสองสามคน

 

ปกติแล้วคัง ดงโฮ เป็นนักศึกษามหา ลัย ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามประสา ไม่ได้ขาดแคลนหรือยากจนอะไร เขาเพียงมีเงินแบบพอกินพอใช้ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากจะได้เงินเก็บเพิ่มก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำงานพิเศษ

 

ไง

 

อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลัง เขาสะดุ้งอย่างตกใจก่อนที่จะหันไปเมื่อได้สติ คุณ!”

 

อีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไร เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจในปฏิกิริยาของอีกฝ่าย รอยยิ้มซุกซนแต่งแต้มบนริมฝีปากบางเล็กน้อย

 

เป็นปฏิกิริยาที่น่าแปลกใจไม่เลว เจ้าของผมสีบลอนด์สว่างเอ่ย

 

ร่างหนาขมวดคิ้ว ตามผมมาทำไม จ่ายเงินรึยังน่ะ

 

หยาบคายจริงๆ คนตัวบางกว่าย่นจมูก เขามองว่าทีท่านั่นมันน่ารักอยู่หรอก เพียงแต่ดูไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย

 

ดงโฮมองไม่เห็นสาเหตุว่าทำไมอีกฝ่ายถึงตามเขามา ถ้าเป็นสาวๆ ก็ว่าไปอย่าง เพียงแต่นี่ดันเป็นผู้ชายวัยยี่สิบต้นๆ ถึงหน้าหวาน เสียงหวาน ตัวบาง ผิวขาว... มองไปมองมาก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายดูเป็นสาวหรอกนะ

 

สรุปคุณตามผมมาทำไมเนี่ย เขาไม่หยุดที่จะคาดคั้นคำตอบ

 

อยากถามอะไรนิดหน่อย ร่างบางเอ่ยปากเสียงเรียบ ไม่ติดเล่นเช่นประโยคก่อนๆ ถามหน่อยสิว่ามหา ลัยว่านายรึเปล่า... คัง ดงโฮ

 

เจ้าของชื่อเงียบกริบ ตอบอะไรไม่ออก

 

การทำงานในไนต์คลับเสี่ยงต่อการที่ผิดกฎของมหาวิทยาลัยก็จริงอยู่ แต่ถึงกระนั้นมันก็ได้เงินดีกว่าหลายๆ งาน นั่นเป็นสาเหตุที่เขายอมเสี่ยง

 

ว่าสินะ พอไม่ได้รับคำตอบอะไรเจ้าของผมสีอ่อนก็สรุปเอาตามนั้น แล้วทำทำไมล่ะ?

 

ผมต้องการเงิน อีกฝ่ายพึมพำเบาๆ อย่างตกใจเมื่อร่างหนาตอบอย่างไม่คิดจะปิดบัง ผมไม่ได้มีชีวิตดราม่าเหมือนพระเอกละครหรอก แค่อยากเก็บเงินเท่านั้น เขาว่าก่อนที่จะหันหลัง สาวเท้าเดินหนีแทบจะในทันที

 

ผมชื่อชเว มินกิ

 

ร่างหนาหันกลับมามองคนที่เอ่ยปากบอกชื่อตัวเอง คุณบอกผมทำไม

 

เราเจอกันสามสี่ครั้ง... อยากให้รู้ไว้ ริมฝีปากของร่างบางคลี่ยิ้มเล็กน้อย มันเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์มากเสียจนสะกดทุกคนได้อยู่หมัด แน่นอนว่ารวมถึงเขาด้วย วันพุธตอนบ่ายสอง เสียงหวานเอ่ยต่อ แล้วจะรู้ว่าชื่อผมมีประโยชน์ยังไง ก่อนจะเดินหันหลังออกไปอีกด้านหนึ่งของถนน

 

ดงโฮขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดที่จะตามไป มีเพียงสิ่งหนึ่งที่คิดไม่ตกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

...คนๆ นั้นรู้ได้ไงว่าเขาชื่อคัง ดงโฮ?

 

 

 

วันเวลาผ่านไปเกือบอาทิตย์แล้ว เขาเกือบลืมเรื่องของอีกฝ่ายไปหมดสิ้นด้วยความวุ่นวายประสานักศึกษาที่กำลังมีงานสุมหัว เขาไปเรียนบ้าง ไม่ไปเรียนบ้าง ถ้าว่ากันตามจริงแล้วส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยไปเรียนเท่าไหร่หรอก ถ้าหากไม่มีควิซหรือว่าอาจารย์ในวิชานั้นเคร่งจริงๆ อย่าหวังเลยว่าเขาจะโผล่หัวไปให้เห็นในคลาสเลยเถอะ

 

            ดูเหมือนเขาจะใช้ชีวิตอย่างสบายเกินไปหน่อย เมื่อวันนี้จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามา

 

[ ฟิสิกส์มีเช็กชื่อ! ]

 

“อะไรนะ!” ดงโฮร้องออกมาอย่างตกใจ “แล้วทำไมเพิ่งมาบอก เดี๋ยวสิ มีตอนไหน วันนี้?”

 

[ วันนี้น่ะสิ ] คนปลายสายตอบกลับมาเสียงอ่อย [ ไม่ได้ตั้งใจลืมนะ แต่มันลืมจริงๆ ขอโทษด้วยนะ ฮือ... ]

 

“ฮยอง!” เขากัดฟันกรอด “บอกแบบนี้ไม่บอกดีกว่ามั้ย!” เอ่ยอย่างหงุดหงิดพลางคว้ากางเกงยีนส์เน่าๆ มาสวมทับบ็อกเซอร์

 

ตอนนี้เขายังนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงและไม่คิดจะฝืนกายลุกขึ้นมาไปไหนเลยแม้แต่น้อย เมื่อคืนเขากลับมาที่ห้องประมาณตีสองเศษๆ เขามีทำงานตั้งแต่วันศุกร์จนถึงวันอังคาร ยกเว้นคืนวันจันทร์ที่ร้านปิด

 

ดงโฮเอ่ยคาดโทษกับ ควัก อารอน ที่ตอนนี้ทำหน้าผวาอยู่ปลายสาย ว่ากันตามจริงแล้วเขากับอีกฝ่ายอยู่ชั้นปีเดียวกันแต่ว่ารายนั้นไปเรียนเมืองนอกมาหนึ่งปี และกลับมาเที่ยวเล่นอีกปีจนเรียนช้ากว่าคนวัยเดียวกันถึงสองปีการศึกษา

 

เขากดตัดสายอย่างหงุดหงิด คว้าชีทและเดินออกมาจากห้องพักโกโรโกโส... เขาพยายามจะประหยัดเงินแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ยากจน อันนี้อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นพวกติดของหรูๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ราคามันไม่น้อยเลย ครอบครัวของเขาไม่ชอบให้เขาใช้เงินพร่ำเพื่อเท่าไหร่ นั่นเป็นสาเหตุที่เขาทำงานพิเศษเสี่ยงๆ อย่างน้อยที่ทำก็เป็นสิ่งที่ถูกกฏหมายก็แล้วกัน

 

ร่างหนามาถึงมหา ลัยราวบ่ายสองเศษๆ มันเลยเวลาเข้าคลาสฟิสิกส์ซึ่งเป็นวิชาสำคัญของคณะเขาไปแล้ว เขาไม่เคยโผล่มาให้อาจารย์เห็นหน้าสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องอยู่ไหน

 

เขาเลือกที่จะกดโทรศัพท์หาอารอนอีกที “ฮยอง!”

 

[ ห้อง 2401 ] ปลายสายว่าเสียงค่อยแล้วตัดสายแทบจะในทันที

 

ดงโฮแอบสบถออกมาเบาๆ ถ้าหากฝ่ายนั้นพูดเบาขนาดนี้คงแปลว่าอาจารย์เข้าคลาสแล้วแหงๆ  สองเท้ารีบพาตัวเองไปที่อาคารสอง ชั้นสี่ ห้องหนึ่งนับจากด้านขวาของตึกตามรหัสห้องที่เพื่อนร่วมชั้นต่างวัยบอกมา

 

“ขออนุญาตครับ!” ดงโฮหายใจหอบถี่ เปิดประตูออกมาเสียงดัง ดูเหมือนจะดังไปหน่อยเพราะคนทั้งคลาสซึ่งมีเป็นร้อยหันมามองเขาเป็นตาเดียว ร่างหนาเหลือบเห็นอารอนส่ายหัวอย่างระอาด้วย ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย!

 

รหัสประจำตัวนักศึกษา” คนทื่ยืนอยู่หน้าชั้นเอ่ยปากออกมา

 

คัง ดงโฮอ้ำอึ้ง ไม่อยากจะสารภาพเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เรียนในรั้วมหา ลัยแห่งนี้มาถึงสองปีเขายังจำรหัสประจำตัวนักศึกษาที่มีตั้งเก้าหลักไม่ได้สักนิด!

 

ดูเหมือนคุณจะไม่เคยมาเรียนเลยสินะ”

 

อาจารย์ยังเอ่ยปากต่อ เขามองไม่ค่อยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเนื่องจากคนๆ นั้นยังก้มหน้าอยู่ รู้แต่รูปร่างสูงและค่อนข้างจะผอมบาง ผมแพลตินั่มบลอนด์ยาวประบ่าที่ถูกรวบไว้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างพูดไม่ถูก

 

และเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาคลี่ยิ้ม มันทำให้เขารู้ว่าเขา คุ้นเคย เพราะอะไร

 

“ไหนลองบอกชื่อผมที่ต้องสอนคุณหน่อยสิ” เสียงหวานของอาจารย์ประจำวิชาเอ่ยออกมา ใบหน้าเคลือบด้วยรอยยิ้มหวานที่แสนจะคุ้นเคย ซึ่งตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกตัวชาวาบ

 

“บ้าเอ๊ย” เขาพึมพำออกมาเบาๆ “...ชเว มินกิ...”

 

 

 

เขาสับสนมากๆ และกำลังภาวนาให้คนที่ยืนอยู่หน้าห้องโสตเอ่ยปากเลิกคลาสเสียที

 

“อาทิตย์หน้ามีควิซ” ร่างบางเอ่ยพลางเก็บของต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะแต่ยังเปิดสไลด์ไว้อยู่เนื่องจากมีนักศึกษาส่วนหนึ่งยังจดไม่เสร็จ “ผมเน้นวิเคราะห์ พวกคุณจะทำได้แน่นอนถ้าหากทำโจทย์ตามหนังสือที่ผมเคยให้ไป” ดงโฮเผลอกัดฟันกรอด คิดว่าอารอนคงจะลืมบอกเขาและนั่นอาจจะทำให้เขาไม่รอด “โดยเฉพาะถ้าพวกคุณไม่เคยเข้าเรียนเลย... เห็นทีจะต้องลำบากหน่อย”

 

...เขามั่นใจว่ามองไม่ผิด...

...คนหน้าห้องนั่นอุตส่าห์เหลือบตามามองเขาทั้งที่อยู่ห่างกันตั้งเยอะ!...

 

อาจารย์ไม่ใช่แค่มองหากแต่ระบายยิ้มยั่วโมโหบนริมฝีปากสีสดนั่นอีกต่างหาก มันทำให้เขาเดือดอย่างไร้สาเหตุ และเขาก็กำลังกังวลอยู่ด้วย

 

“ขอให้ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือมากๆ โชคดี”

 

สุดท้ายมือบางก็เลื่อนไปปิดโปรเจกเตอร์เมื่อสิ้นประโยคนั้น นักศึกษาเริ่มลุกออกเมื่อเห็นว่าอาจารย์ประจำวิชาเอ่ยให้อนุญาตแล้ว เขาได้ยินเสียงเด็กเรียนบางคนโอดครวญว่ายังจดไม่เสร็จ บอกตรงๆ ว่าเขามองว่าการจดไปมันไร้ค่ามาก ในเมื่อเขาไม่สามารถเข้าใจมันได้ในตอนนี้ อาจจะต้องกลับไปอ่านทวนอีกที แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ

 

“ไม่ไปเหรอ” อารอนเอ่ยปากถามพลางหยิบเทซบุ๊กเล่มหนาขึ้นมาถือ “จะทำหน้าแบบนั้นอีกนานแค่ไหนกัน?”

 

“ฮยองไปก่อนก็ได้” ร่างหนาเอ่ยปากออกมาเสียงเรียบ “ว่าจะคุยกับ อาจารย์สักหน่อย”

 

คนอายุมากกว่าขมวดคิ้วนิดหน่อย คิดว่าคัง ดงโฮคงจะพยายามไปคุยกับอาจารย์เผื่อหาข้อแก้ตัวไม่ให้ติด F ในวิชานี้เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาทราบแล้วเรื่องที่อีกฝ่ายโดดบ่อยๆ จะว่าไปคนๆ นี้เพิ่งจะมาสอนมหาวิทยาลัยนี้เมื่อเทอมที่แล้ว แต่ทำให้นักศึกษาโอดครวญกันไม่ใช่น้อย

 

สุดท้ายอารอนก็พยักหน้า “ไว้เจอกัน”

 

“อือ” ร่างหนาตอบรับเสียงเนือยๆ

 

เพื่อนที่นั่งเรียนด้วยกันคนเดียวในคลาสเดินออกไป ยังมีนักศึกษาบางคนกำลังเก็บของ ดงโฮเลือกที่จะแสร้งทำเป็นเก็บของอย่างอ่อยอิงเพื่อชะลอเวลาให้ทุกคนออกไปสักที ในขณะที่เหลือบตามองคนซึ่งเก็บของอยู่บนโต๊ะหน้าห้องไปด้วย

 

...เขาคิดว่าตัวเองมองเห็นอะไรบางอย่าง...

...รู้สึกว่าตัวเองสบตากับแววตาซุกซนของคนๆ นั้น...

 

ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำนักศึกษาก็ออกจากห้องไปหมด เหลือเพียงความเงียบและเขากับร่างบางเท่านั้น เขาแสร้งเดินไปเผื่อจะออกจากห้องโดยประตูเดียวซึ่งก็คือทางหน้าห้อง พอเห็นว่านักศึกษาคนสุดท้ายเดินออกไปเขาก็เอื้อมมือ...

 

...กริ๊ก

 

ล็อกประตูเสีย

 

“บางทีผมจะต้องกลับบ้านนะครับ... คัง ดงโฮ”

 

เจ้าของชื่อเลิกคิ้วนิดหน่อย เขามองไม่เห็นท่าทีทุกข์ร้อนของอีกฝ่ายสักนิด ดูริมฝีปากเป็นกระจับนั่นสิ ยังสามารถคลี่ยิ้มได้ราวกับไม่มีเรื่องใดๆ

 

“คุณไม่เคยบอกผม” ร่างหนาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ทั้งที่เราเจอกัน... บ่อย”

 

“บ่อย?” ร่างบางทวนคำ “มันแค่สาม... สี่ หรืออาจจะห้าเท่านั้น” ว่าพลางค่อยๆ หย่อนกายนั่งที่เดิมซึ่งเพิ่งลุกขึ้นยืนมา มันเป็นทีท่าราวกับจะบอกว่าเขายังต้องคุยกับอีกฝ่ายนานพอควร “และว่ากันตามจริงเราควรจะเจอกันบ่อยกว่านี้”

 

“ไม่ใช่สักหน่อย” ดงโฮเอ่ยแย้งเสียงขุ่น

 

...รอยยิ้มของอีกฝ่ายมีเสน่ห์เหลือร้าย...

...นั่นสินะ... มันคือรอยยิ้มที่สะกดทุกสายตาได้อยู่หมัดแต่แรกแล้ว...

 

“ไม่ใช่ตรงไหนกัน” บางทีอาจจะไม่ใช่แค่รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองโดนสะกด อาจจะเป็นเพราะวิธีการพูด ใบหน้า และแววตาของอีกฝ่าย ทั้งที่ดูอายุมากกว่าเขาไม่ถึงสามปีแท้ๆ แต่ไม่คิดว่าจะเจอกันในสถานการณ์แบบนี้เลย “คุณไม่เคยโผล่มาในคลาสของผมสักครั้ง เปิดเทอมมาตั้งเดือนกว่าแล้วด้วย” ร่างบางแสร้งถอนหายใจเบาๆ “น่าเสียดาย... ไม่อย่างงั้นคุณคงจำผมได้ตั้งนานแล้ว”

 

“มันคงยากในเมื่อคุณเปลี่ยนสีผม”

 

ร่างหนาเดินเข้ามาใกล้ ดึงยางรัดผมของอีกฝ่ายลงเบาๆ เขารู้สึกว่าผมสีสว่างของอีกคนนุ่มอย่างกับขนแมว และแน่นอนว่าเขาค่อนข้างจะเอ็นดูสัตว์ประเภทนั้น มือบางไม่ปัดป่ายอีกฝ่ายออกและปล่อยให้ผมของตนลงมาคลอเคลียใบหน้าติดหวาน

 

“ไม่เอาน่า” อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ คลี่ยิ้มยั่วเหมือนกับตอนที่เจอกันในบาร์ “ผมชอบสเปรย์เปลี่ยนสีผม มันสวยดี... และคงจะเหมาะกับผมดีด้วย” ร่างบางว่าอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก “อ๋อ... เผื่อคุณจะลืมว่าผมเป็นอาจารย์”

 

“ผมไม่เคยรู้เลยต่างหาก”

 

ชเว มินกิไม่ได้ทำอะไรนอกจากทำหน้าเสียดาย “น่าเสียใจนะ นี่ผมไม่ควรค่าแก่การจดจำเลยเหรอ”

 

“ผมไม่เคยเจอคุณ... ในฐานะนี้”

 

“อันที่จริงเราคงจะเคยเจอกันบ้างแต่คุณจำไม่ได้เอง”

 

“นั่นเป็นความผิดผม?” ดงโฮเลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณคงจะไม่บอกคณบดีใช่มั้ย?”

 

“คิดว่าไงล่ะ”

 

ร่างหนาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เวลาที่อีกฝ่ายทำท่าเหมือนตัวเองเหนือกว่า ซึ่งอันที่จริงอีกฝ่ายก็เหนือกว่าเขาอยู่ เพียงแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถข่มขู่ได้ง่ายๆ ทำไมร่างบางถึงไม่กลัวว่ามันจะเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นเลย?

 

“ผมถามคุณดีๆ นะ”

 

“ผมก็ถามคุณดีๆ เหมือนกัน”

 

“อย่าตอบคำถามด้วยคำถามสิ” เขาเอ่ยปากออกมาเบาๆ ดูเหมือนอีกคนจะจำได้ว่ามันเป็นคำพูดที่หลุดออกจากปากเจ้าตัวเลยหัวเราะออกมานิดหน่อย “สรุปว่ายังไง”

 

“ขอคิดดูก่อนจะได้มั้ยนะ?”

 

“ถ้าผมตอบว่าไม่...”

 

“ก็ลองดูสิ” อีกฝ่ายยกยิ้มราวกับเหนือกว่า

 

ดงโฮรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน เขาเหมือนโดนกุมความลับ จริงๆ การทำงานพิเศษเช่นนี้คงจะไม่ได้ทำอะไรให้เข้าลำบากมาก อาจจะโดนลดหน่วยกิตและสั่งให้ลาออกจากงาน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาเท่าไหร่ เขาไม่ใช่คนเรียนดีนัก การลดหน่วยกิตอาจจะทำให้เขาเรียนจบช้าไปเป็นเทอมๆ เลยก็ได้ แน่นอนว่าเขาไม่อยากจะเสียเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยมากเกินจำเป็น

 

“โอเค... ก็ได้...” สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแพ้ “ต้องการอะไร”

 

“ขอผมคิดก่อนได้มั้ย”

 

มินกิค่อยๆ ดันร่างบางของตัวเองให้ลุกขึ้น มันทำให้เขาตกใจนิดหน่อยเมื่ออีกฝ่ายยืนแล้วใบหน้าของทั้งสองคนใกล้กันมากเกินกว่าที่คิด จมูกโด่งๆ ของอาจารย์เฉียดหน้าเขาไปนิดหน่อยเท่านั้น

 

“คุณจะไม่ไปบอกคณบดีแน่ใช่มั้ย?” เขาไม่ถอยห่าง และไม่มีความคิดว่าจะทำด้วย “ผมเชื่อคุณได้รึเปล่า”

 

“คิดเอาเองสิ” คนหน้าหวานว่าและเอามือบางดันไหล่อีกฝ่ายเบาๆ พลางหยิบกระเป๋าใส่อุปกรณ์การสอนขึ้นมาสะพายไหล่ “อยากจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ”

 

มินกิทิ้งทวนแบบนั้นก่อนที่จะเดินมาที่ประตูและปลดล็อกออก คลี่ยิ้มหวานๆ ตบท้ายหนึ่งที ไม่วายหันมามองกันด้วยแววตาที่ทำให้นักศึกษาอย่างเขาหยุดชะงัก

 

“อ๋อใช่” อาจารย์ทำหน้าเหมือนเพิ่งคิดออก “วันหลังอย่าดึงยางรัดผมแบบนี้ได้มั้ย ผมโดนฝ่ายบุคคลว่าอยู่บ่อยๆ... คุณเป็นสาเหตุให้ผมโดนว่าอีกแล้ว” ทั้งที่ปากพูดเหมือนจะเป็นเรื่องเครียดแต่อีกคนกลับยกยิ้มอยู่ได้

 

“นั่นไม่ใช่ความผิดผมนี่”

 

“เหรอ” มินกิทำหน้าคิดไปชั่วครู่ “ก็แล้วแต่จะคิด”  พยักหน้าเหมือนเข้าอกเข้าใจก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก

 

ทั้งที่ว่ากันตามจริงแล้วเขาอาจจะข่มขู่อีกฝ่าย หรือถ้าสถานการณ์พลิกโผอาจจะทำให้เขาโดนบีบให้ไล่ออก หรืออะไรก็ตามแต่... ที่จริงแล้วมันไม่ควรเป็นแบบนี้ อาจารย์หน้าหวานของเขาไม่ควรจะทำท่าทีไม่ยี่หระ ไม่ทุกข์ร้อน ซ้ำยังดูเหมือนจะสนุก

 

มหาวิทยาลัยนี้ต้องบ้าไปแล้วแหงๆ ที่เลือกคนแบบนี้มาเป็นอาจารย์ หรือไม่ก็อาจจะโดนหลอกทั้งแผนกบุคคลนั่นแหละ

 

...ชเว มินกิไม่ใช่ลูกแมวแบบภายนอก...

...ดีไม่ดีอาจจะเป็นเสือตัวหนึ่งเลยทีเดียวล่ะ...

 

“อาจารย์มินกิเหรอ” ร่างหนาพึมพำ ทวนชื่อคนๆ นั้นเบาๆ “แสบไม่เบา”

 

...แล้วคอยดูเถอะ ใครจะ แสบได้มากกว่ากัน!

 

 

 

ดงโฮเดินมามหา ลัยอย่างสบายอารมณ์จนอารอนยังนึกแปลกใจ อันที่จริงเขามีเรียนฟิสิกส์อีกทีตอนวันศุกร์เช้า บางทีเขาอาจจะต้องทำตัวตั้งใจอ่านหนังสือให้มากกว่านี้เพราะว่าเขาไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรมาก แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ

 

...พอดีแน่ใจว่าไม่ได้สอบแน่ๆ...

 

“อ่านแล้วเหรอ”

 

“เปล่า” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ

 

เพื่อนวัยเดียวกันแต่ต่างอายุทำหน้าตกใจ “นี่บ้าเหรอ! ข้อสอบอาจารย์มินกิไม่ใช่หมูๆ นะ” เข้ามาสอนแค่ไม่นานทำให้เด็กติดเอฟหนึ่งในสี่ของทั้งคลาสซึ่งมีกว่าร้อยคน แถมที่ผ่านมาก็ไม่ได้คะแนนดูดีเท่าไหร่เลย สูงสุดมีคนได้แค่เอลบเท่านั้น แถมยังมีคนเดียวด้วยซ้ำ! แล้วคัง ดงโฮคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงจะไม่อ่านหนังสือเพื่อสอบควิซนี่ได้!

 

ร่างหนายักไหล่ “มีเซ้นส์”

 

“ถ้าเซ้นส์นั่นทำให้สอบผ่านได้แกคงไม่ต้องมายืมโน้ตฉันหรอก” อารอนบ่นพึมพำก่อนที่จะก้มลงทำโจทย์ต่อโดยไม่สนใจว่าอีกคนจะทำอย่างไร

 

ดงโฮไม่สนใจ เขาหยิบเฮดโฟนขึ้นมาฟังอย่างสบายอารมณ์ มองนาฬิกาพบว่าอีกไม่นานจะถึงเวลาเข้าคลาส แต่อาจารย์คงจะมาไม่ได้หรอก... เมื่อวานเขาอุตส่าห์บากหน้ามามหาลัยเพื่อที่จะจัดการอะไรนิดหน่อย ถึงมาก็คงจะไม่มีข้อสอบในมืออยู่ดี

 

พอเข็มสั้นของนาฬิกาที่แขวนอยู่หน้าห้องชี้มาที่เลขสิบสองเขาก็ยกยิ้ม นี่มันเก้าโมงแล้ว... อีกคนยังไม่เข้าคลาส สงสัยเป็นเพราะออกข้อสอบไม่ทันแหงๆ

 

ครืด

 

“สวัสดีทุกคน... ข้อสอบอยู่ในมือผมแล้ว”

 

...เชี่ยไรวะเนี่ย!

 

            ร่างหนาสบถในใจเสียงดัง บ้าเอ๊ย! ทำไมอาจารย์คนนั้นถึงเดินยิ้มหน้าระรื่นเข้ามาในคลาสได้ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ แค่เข้ามาน่ะไม่เท่าไหร่หรอก... ทำไมในมือนั้นถึงมีข้อสอบเป็นปึกอยู่ได้! เมื่อวานเขาทิ้งมันไปแล้วแท้ๆ!

 

            ใช่ เมื่อวานเขาทิ้งมัน เขาไปแถวๆ ห้องพักอาจารย์และรอช่วงเวลาที่มินกิเดินออกไปซื้อกาแฟข้างนอกตอนเย็น เพราะปกติแล้วการที่จะแอบเข้าไปในห้องพักอาจารย์ซึ่งเป็นห้องเดี่ยวอยู่แล้วเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย ถึงมหาลัยจะมีกล้องวงจรปิดแต่ก็ไม่ได้มีทุกจุด อีกอย่างเขาจัดการทุกอย่างรวดเร็วจะตาย ทำเหมือนเข้าไปพบอาจารย์แล้วไม่เจอใครเลยรีบเดินออกมาก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียหน่อย

 

            จะว่าดงโฮเด็กก็เด็กนั่นแหละ... เขาเอาน้ำราดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของอีกคนจนมันพัง และหยิบอุปกรณ์เก็บข้อมูลของอีกคนไปทิ้งถังขยะนอกมหาลัย

 

            ...เป็นการขู่นิดหน่อยว่าคนอย่างคนๆ นั้นข่มขู่อะไรเขาไม่ได้...

            ...ทั้งที่เป็นแบบนั้นแท้ๆ... ทำไมอีกคนถึงอยู่เหนือเขาไปได้ล่ะเนี่ย!...

           

            “นี่ครับ... คัง ดงโฮ” เขาไม่รู้ตัวเลยว่าอาจารย์เดินเข้ามาแจกกระดาษให้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

เขามองอีกคนตาขวาง แต่ร่างบางกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย เอามือบางปัดกระดาษข้อสอบนั่นลงไปอีกทาง เสแสร้งทำเป็นตกใจและก้มลงเก็บ ขณะที่ก้มลงนั้นริมฝีปากสีสดก็เลื่อนเข้าใกล้กกหูของเขาก่อนที่จะกระซิบอะไรแสนแผ่วเบา

 

“จบคลาสแล้วไปเจอผมที่ห้องหน่อยนะครับ”

 

ก่อนที่จะเดินไปแจกกระดาษข้อสอบให้คนถัดไปอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด ตอนนี้ทุกคนคงจะสังเกตไม่เห็นด้วยซ้ำไป

 

“เฮอะ” ร่างหนาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

 

มินกิจัดการจัดกระดาษข้อสอบให้คนทั้งคลาสเสียก่อนที่จะมายืนอยู่ที่หน้าห้อง ปล่อยให้ดงโฮกัดฟันกรอดอย่างเหลืออด เขาพยายามจะข่มอารมณ์ไม่ให้ปะทุยามที่อีกฝ่ายมองมาเหมือนจะติดสนุก มันทำให้เขาหงุดหงิดมากจริงๆ นะ

 

            “ให้เวลาสอบจนหมดคาบ” เสียงหวานเอ่ยออกมาราวกับเป็นคนใจดีเต็มแก่ “เริ่มครับ”

 

          ...คัง ดงโฮสาบานกับตัวเองว่าจะเล่นงานชเว มินกิให้ได้ คอยดูเถอะ!...

 

 

 

            “มีอะไร” ร่างหนาถามเสียงห้วน เขาสอบเสร็จก็มารออีกคนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักอาจารย์ พอเห็นอีกฝ่ายเดินยิ้มหวานเข้ามาเขาก็รีบเดินเข้ามาถาม “คุณออกข้อสอบทันได้ยังไง”

 

            “บางทีคุณก็คิดอะไรโง่ๆ” อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาตอบ “คิดว่าการที่ทำลายแมคบุ๊กผม เอาแฟลชไดร์ฟไปทิ้งจะทำให้ผมออกข้อสอบใหม่ไม่ได้เลยเหรอ”

 

            “คุณรู้?”

 

            “ใครบ้างจะไม่รู้” ร่างบางยักไหล่”เข้าห้องก่อนมั้ยคัง ดงโฮ” เอื้อมมือของตนไปเปิดประตูบานเลื่อนก่อนที่จะผายมือเข้าไปข้างใน

 

            “ผมไม่เล่นนะ!”

 

            “ผมดูเหมือนเล่นหรือ”

 

            เหมือนกับสงครามประสาทอย่างไรอย่างงั้น ดงโฮไม่ถนัดอะไรแบบนี้เสียเท่าไหร่ด้วย เขาไม่ใช่คนใจเย็น ทำใจให้เล่นอะไรแบบนี้มันลำบากเหลือเกิน แต่ดูเหมือนมันเป็นสิ่งที่คนตรงหน้าแสนถนัด ดูใบหน้าระบายยิ้มนั่นก็รู้แล้ว

 

            ร่างหนานิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าห้องพักอาจารย์อย่างไร้มารยาท เห็นเช่นนั้นมินกิก็ยกยิ้มน้อยๆ ก่อนที่จะเดินตามเข้ามา

 

            “ต้องการอะไรกันแน่อาจารย์” ดงโฮชิงเอ่ยปากถามเสียงขุ่นเสียก่อน

 

            คนถูกถามเลิกคิ้วเล็กน้อย “ผมต่างหากที่ต้องถามว่าคุณต้องการอะไร”

           

            “ชเว มินกิ!”

 

            “ผมเป็นอาจารย์นะ.. ถึงจะอายุมากกว่าคุณไม่กี่ปีก็เถอะ”

 

            “โอ๊ย เลิกเล่นลิ้นสักทีได้มั้ย!” เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังประสาทเสียอย่างไรอย่างงั้น “คุณต้องการอะไรกันแน่ กุมความลับผมได้แล้วนี่” สบถออกมาอย่างเหลืออด

 

            เห็นทีท่าแบบนั้นคนที่อยู่เหนือกว่าก็อมยิ้ม ร่างหนาตรงหน้าดูเป็นเหมือนกับเด็กวัยรุ่นธรรมดาที่อารมณ์ร้อน ใจเร็วด่วนได้ เขาไม่ได้รังเกียจนิสัยแบบนี้หรอกนะเพราะสมัยเขาวัยเท่าคนตรงหน้าก็เป็นเหมือนกัน

 

            “ผมเป็นแค่อาจารย์พิเศษ” ร่างบางยกยิ้มแพรวพราว “ไม่ต้องเครียดหรอก... ผมไม่ได้เคารพกฎปานนั้น”

 

            “...” ดงโฮหรี่ตา มองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจ

 

เขาอาจจะเชื่ออยู่ถ้าหากคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่ปลอมตัวไปผับใกล้โรงเรียนทุกวันศุกร์ตอนสามทุ่ม ไม่ได้ยกยิ้มมีเสน่ห์แต่มีเลศนัยและใบหน้าของอีกคนไม่ใช่พวกที่ดูเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้

 

“อย่ามองอย่างนั้นสิ” คนหน้าหวานหัวเราะเล็กน้อย “ไม่เชื่อใจกันหรือ”

 

“ไม่” ดงโฮเอ่ยปากตอบทันควัน

 

มินกิชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะระบายยิ้ม “ก็แล้วแต่” ร่างบางลุกขึ้นไปหยิบแก้วกาแฟใกล้ๆ กับตู้เย็นเล็กๆ ที่ตัวเองเอามาใส่ไว้ในให้นี้เองก่อนที่จะรินน้ำให้สักแก้ว “นั่งก่อนสิ แล้วจะเอาน้ำหน่อยมั้ย”

 

“ไม่” ดงโฮปฏิเสธไม่คิดรักษาน้ำใจ

 

“ใจร้ายจริงๆ เลย...” มินกิพึมพำเบาๆ อย่างไม่นึกจริงจังนัก “รอแป๊บนะ ขอผมตรวจควิซของคุณหน่อย”

 

“จะมาตรวจของผมทำไม!” ร่างหนาโวยวาย “คุณก็ตรวจของคนอื่นไปสิ ว่างนักเหรอ!”

 

ผมบอกว่าผมไม่ใช่คนเคร่งกฎระเบียบ...” เจ้าของใบหน้าหวานเอ่ยปากออกมาเบาๆ โดยไม่สบตาอีกคน เขาวางแก้วน้ำไว้ให้บนโต๊ะเล็กๆ ซึ่งอยู่หน้าดงโฮที่หย่อนกายนั่งอย่างเสียอารมณ์ ก่อนที่จะเดินไปหยิบปึกกระดาษคำตอบจากคลาสเมื่อกี้มาค้นหาเจ้าของชื่อคัง ดงโฮ “อ๊ะ เจอแล้ว” ริมฝีปากบางระบายยิ้มนิดหน่อย

 

“นี่คุณต้องการอะไรกันแน่เนี่ย!”

 

ผมไม่สนเรื่องที่คุณทำงานในผับก็จริง... แต่ไม่รวมเรื่องที่คุณทำกับผมเมื่อวานหรอกนะ”

 

พอมาถึงประโยคนี้เล่นเอาคัง ดงโฮเงียบกริบ เขาเถียงอะไรต่อไม่ออกเลยทีเดียว

 

“แต่ก็ใช่ว่าผมยกโทษให้ไม่ได้” คนเป็นอาจารย์คลี่ยิ้มที่เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น มือบางหยิบปากกาสีแดงขึ้นมาก่อนจะไล่สายตามองที่กระดาษคำตอบ เอ่ยปากออกมาโดยไม่ได้เงยหน้ามองอีกคน “เดี๋ยวดูคะแนนควิซคุณก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

 

ร่างหนากัดริมฝีปากอย่างนึกเจ็บใจ สบถออกมาเบาๆ อย่างลืมตัวแต่อีกคนไม่ได้นึกใส่ใจอะไร เขาก้มลงมองอ่านกระดาษคำตอบที่แทบจะว่างเปล่าของร่างหนา ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมา

 

“คิดว่าได้เท่าไหร่”

 

“ไม่รู้” ดงโฮตอบเสียงห้วน

 

“ได้สาม...” อีกคนตอบเสียงระรื่น แต่ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่คลี่ยิ้มเสียแล้ว “ได้สามข้อจากสิบห้า”

 

นั่นห่วยแตกมาก... แต่ดงโฮไม่คิดมากอะไร ตัวเองไม่ได้อ่านหนังสือมาจริงๆ จะให้คะแนนดีก็คงจะไม่ใช่แล้วกระมัง

 

“ค่ามีนของครั้งนี้น่าจะประมาณห้าถึงหก... คุณรู้ตัวมั้ยว่ามันต่ำกว่าค่ามีนเสียอีก” รอบนี้มินกิเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูจะฉุนเฉียวเล็กน้อย

 

“แล้วไง” ดงโฮเลิกคิ้วอย่างไม่ใส่ใจอะไร เขาไม่ใช่คนเรียนเก่งอยู่แล้ว

 

“ให้ตายสิ” ร่างบางบ่นพึมพำออกมาเบาๆ “มันแย่มากเลย อย่างน้อยช่วยทำให้อยู่ในระดับค่ามีนไม่ได้หรืออย่างไรกัน... อ๋อ จริงสิ คุณไม่เคยเข้าคลาสผมเลย” ริมฝีปากบางเค้นยิ้มเมื่อนึกขึ้นมาได้ “แล้วก็ไม่ได้อ่านหนังสือด้วยสินะ คิดว่าผมจะออกข้อสอบใหม่ทั้งหมดไม่ทันงั้นสิ?”

 

ไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิเสธในเมื่อทุกสิ่งที่คนตรงหน้าพูดออกมามันถูกต้องเสียหมด

 

มินกิถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“ตอนแรกผมคิดว่าถ้าควิซรอบนี้คุณคะแนนดีจะปล่อยไปเสียหน่อย”

 

“...แล้วจะเอายังไง” ร่างหนาเอ่ยปากถาม กัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ ตอนนี้โดนทั้งกุมความลับเรื่องงานการที่ทำ แล้วยังมีเรื่องที่เขาทำร้ายอุปกรณ์การทำงานของอีกคนเสียด้วย

 

“ผมให้ข้อเสนอ” มินกิเอ่ยปากออกมายิ้มๆ “จะรับไว้มั้ย”

 

“ข้อเสนออะไรล่ะ?”

 

“ตอบมาก่อน จะรับหรือไม่รับ” ร่างบางมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเหนือกว่า “อย่าคิดนานนะ”

 

ดงโฮมองคนตรงหน้าอย่างนึกหงุดหงิดก่อนที่จะตอบเสียงห้วนเมื่อต้องยอมจำนน “เออ”

 

“เข้าเรียนทุกคลาสและทำคะแนนให้เกินค่ามีนให้ได้”

 

ร่างหนามองอีกคน “จะบ้าหรือไง!”

 

เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้าเมื่อโดนยื่นข้อเสนองี่เง่าแบบนี้มาให้ บอกแล้วว่าเขาแทบไม่เข้าเรียนในวิชานี้มาก่อนทั้งที่เปิดภาคเรียนมาเป็นเดือน อาศัยโน๊ตของควัก อารอนมาตลอด แล้วตอนนี้จะให้เขาทำมันให้เกินค่ามีน... ตลกเถอะ

 

“คุณทำตัวเองเองนะ” มินกิคลี่ยิ้ม

 

“แล้วผมก็ได้แค่คุณปิดเรื่องที่ผมทำกับคุณน่ะนะ?” ดงโฮเค้นลมหายใจออกมา “มันคุ้มค่ากันสักที่ไหน”

 

“งั้น...” อาจารย์ร่างบางทำหน้ากรุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะยกยิ้มแพรวพราวและทำสายตามองช้อนเขาขึ้นมา “ถ้าคุณทำได้ผมจะให้คุณจูบ... ดีมั้ย?”

 

คนอายุน้อยกว่าพูดอะไรไม่ถูกและเผลอจับจ้องไปที่ริมฝีปากของอีกคนอย่างลืมตัว

 

ริมฝีปากสีสดเป็นกระจับ...ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าได้ลิ้มรสจะหวานแค่ไหน

 

“อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมล้อเล่นน่ะ” มินกิเอ่ยออกมายิ้มๆ ก่อนที่จะยกมือแตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ “หรือคุณอยากเอาจริง”

 

“บ้าไปแล้ว!” ดงโฮเถียงเสียงดัง เขานึกโมโหตัวเองที่เผลอไปรู้สึกว่าริมฝีปากนั้นน่าจูบแรงๆ ให้ช้ำเสียทีสองที มันงี่เง่าและดูโรคจิตมาก ที่สำคัญคือทำไมเขาต้องรู้สึกเช่นนี้กับคนตรงหน้านี้ด้วย!

 

“งั้นก็ดี” มินกิยิ้มบางๆ “คุณออกไปจากห้องได้แล้ว ผมจะทำงาน”

 

“ไม่อยากอยู่หรอก” ร่างหนาลุกออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เดินไปที่ประตูแต่ไม่ทันที่จะเปิดมันออกอีกคนก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน

 

“วันนี้วันศุกร์”

 

“...”

 

“เจอกันตอนสามทุ่มนะครับ”

 

...ชเว มินกิ ผู้ชายที่เขาเจอในผับเวลาสามทุ่มทุกวันศุกร์...

...มีเสน่ห์เหลือร้าย... และแสบเหลือทนจริงๆ ด้วย...

 

 

 

“ผมขอเปลี่ยนกะ”

 

คนฟังหันมามองร่าหนาของเด็กหนุ่มวัยมหา ลัยอย่างแปลกใจ “ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้ วันนี้กะของเราไม่ใช่เหรอ”

 

“ผมจริงจังนะนูนา” ดงโฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนนิดหน่อยอย่างไม่นึกถือตัว

 

“เกิดอะไรขึ้นที่มหาลัยรึเปล่า” ซน ดัมบิทำหน้าลำบากใจ หล่อนเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้และเธอดูแลลูกจ้างทุกคนเหมือนพี่น้อง “คงไม่ได้โดนทางนั้นจับได้หรอกนะ”

 

ร่างหนาทำหน้าลำบากใจ “ก็ไม่เชิง...” พอคิดถึงหน้าอาจารย์ตัวแสบแล้วริมฝีปากก็เผลอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความหงุดหงิดเนื่องจากนิสัยยียวนกวนอารมณ์ที่ไม่น่าพิสมัยผิดกับใบหน้านั่นทำให้เขาไม่สบอารมณ์จริงๆ ให้ตายสิ

 

“ก็อยากให้พักอยู่หรอกนะ แต่วันนี้มีคนลากะนายไปแล้วคนหนึ่งน่ะสิ” เจ้าของร้านเอ่ยอย่างลำบากใจ “ทำวันนี้ก่อนได้มั้ย แล้วสัปดาห์หน้าค่อยเปลี่ยน” เธอร้องขอเสียงอ่อน

 

คัง ดงโฮไม่สามารถปฏิเสธหญิงสาวที่เอ็นดูเขาเหมือนน้อง และเขาเคารพเหมือนพี่ได้ ลงท้ายด้วยการที่เขาทำงานในเวลาเดิมแต่เปลี่ยนตำแหน่งกับเพื่อนร่วมงานอีกคนแทน ด้วยความที่ผับนี้มีสองชั้น เดิมทีเขาประจำที่ชั้นหนึ่งมาตลอด เขาเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นชั้นสองแทน

 

“ทำไมถึงจะเปลี่ยนวะ” คนที่เขาขอแลกตำแหน่งด้วยเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ตรงนี้ไม่มีคนหน้าหวานๆ ที่มาตอนสามทุ่มนะเว้ย”

 

“ไม่อยากเจอ!” ร่างหนาตอบกลับแทบไม่ทัน

 

“อ้าว ตอนนั้นใครมาถามเรื่องเขา...”

 

“ไม่ใช่ฉันเว้ยยยย!”

 

ดงโฮปฏิเสธอย่างลนลานจนเผลอกัดริมฝีปากของตัวเองอย่างลืมตัว จังหวะเดียวกันกับที่ดัมบิมาเรียกทั้งคู่ให้ไปทำงานได้แล้วเขาจึงนึกขอบคุณเจ้าของร้านในใจที่มาช่วยเขาได้ถูกจังหวะ

 

ก็จริงอยู่ที่ดงโฮเคยไปถามเพื่อนร่วมงานว่าเคยเห็น เขาคนนั้นหรือไม่

 

...แต่ใครจะคิดว่า เขาคนนั้นเป็น อาจารย์สอนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยกัน!

 

เขานึกเจ็บใจที่ตอนนั้นเผลอมองอยู่ตั้งนานสองนานทุกครั้งที่อีกฝ่ายเข้ามา คำว่ามีเสน่ห์คงจะใช้จำกัดความคนๆ นั้นได้ไม่พอ มันมากกว่าเสน่ห์ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างดึงดูดให้เขามองเหมือนกับคนในร้าน

 

ความทรงจำตอนอีกคนเดินเข้ามาที่บาร์ครั้งแรกยังชัดเจนอยู่เลย วันนั้นร่างบางติดสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแลคสีเข้ม ผมสีไวน์แดงที่ถูกรวบไว้ คนๆ นั้นเดินเข้ามา ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าใจคำพูดที่บอกกันว่า ความเซ็กซี่ทำให้เวลาช้าลงเพราะเขารู้สึกเหมือนอาจารย์คนนั้นเดินเข้ามาแบบสโลว์โมชั่นเลยทีเดียว อีกฝ่ายไม่ได้แต่งตัวเซ็กซี่อะไรหรอกนะ แต่อะไรบางอย่างที่อยู่ในท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นการพูด ท่าเดิน วิธีการชำเลืองตา

 

...ทุกอย่าง... สะกดทุกคนได้อยู่หมัด

 

“วิสกี้ออนเดอะร็อคหนึ่งครับ”

 

เสียงหวานติดแหบนิดหน่อยทำให้เขารับรู้ได้ว่าอีกคนเป็นผู้ชาย จำได้ว่าตอนนั้นดงโฮถึงกับอึ้งจนเผลอร้องเสียงหลงออกมาให้คนๆ นั้นยกยิ้มเลยด้วยซ้ำ

 

“วิสกี้ออนเดอะร็อค”

 

“ฮะ?” บาร์เทนเดอร์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะเบิกตากว้างอย่างตกใจ “คุณขึ้นมา...!”

 

อย่าเสียงดังสิ” อีกฝ่ายยกยิ้มยั่วและเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นเชิงว่าให้ลดเสียงลง “ทำไมถึงมาทำที่นี่ล่ะคัง ดงโฮ? เอ๊ะ หรือว่าหนี...”

 

“ผมไม่ได้หนี” ร่างหนาเอ่ยปากพูดเสียงต่ำลอดไรฟัน “คุณเถอะ มาทำอะไรที่นี่”

 

ผมสีบลอนด์สว่างถูกเปลี่ยนเป็นสีไวน์แดงอีกครั้งตามที่อีกคนบอกว่าต้องปลอมตัว ถือขืนมีคนใหญ่คนโตของมหาลัยมาเจออาจารย์ที่นี่คงไม่สนุกเท่าไหร่แม้ว่าเขาอยากจะให้เป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่ถ้าขืนเป็นแบบนั้นเขาเองก็คงโดนไปด้วยแหงๆ

 

“ผมเอาวิสกี้ออนเดอะร็อค”

 

“ผมถามคุณแล้วนะ” ดงโฮรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ในกำมืออีกฝ่ายทุกครั้งเลย นี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ

 

ชเว มินกิไม่ตอบอะไร เขาคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยและเลิกคิ้วนิดหน่อย “ผมสั่งดีๆ นะครับ”

 

            คำพูดด้วยน้ำเสียงยียวนและใบหน้ายกยิ้มยั่วแบบนั้นไม่น่าสบอารมณ์เลย ดงโฮมองซ้ายขวาเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครที่เขาต้องให้บริการ และไม่มีใครที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอยู่แถวนี้

 

            ร่างหนายื่นใบหน้าเขาใกล้ใบหน้าหวานของอีกคน แต่มินกิไม่หลบตาสักนิด ไม่แม้แต่จะถอยห่างด้วยซ้ำ

 

            “คุณชักจะเกินไปรึเปล่า... อาจารย์” ย้ำสองพยางค์หลังให้ชัดๆ ไปเลย

 

            “เกินไป?” เสียงหวานทวนคำอย่างเสแสร้งงุนงง “เกินไปอะไรเหรอครับ” แล้วยังพูดสุภาพแถมยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีก

 

            น้ำหอมกลิ่นสดชื่นเหมือนกับกลิ่นหญ้าเข้ามาปะทะจมูกของร่างหนา เขาเผลอคิดว่ามันมีเสน่ห์ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็ใช้กัน อาจจะเป็นเพราะมีกลิ่นแอลกอฮอล์ปะปนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วย มันเลยทำให้กลิ่นที่แสนธรรมดาดู ฮอตขึ้นมาได้

 

            ...ให้ตายเถอะ... ใครคนนี้ชักมากเกินไปแล้วจริงๆ...

            ...คิดจะทำให้หมดความอดทนหรือไรกันนะ...

 

            นัยน์ตาคมพิจารณาใบหน้าสวยหวานที่งดงามราวกับประติมากรรมที่พระเจ้าตั้งใจสร้าง แววตาซุกซนที่มองไม่ออกว่าอีกคนคิดอะไร จมูกโด่งได้รูป ผิวขาวเนียน และที่สำคัญคือริมฝีปากที่กำลังระบายยิ้มอยู่ต่างหาก

 

            “ก็ทำสิ...” เสียงหวานกระซิบแผ่วเบา “เอาเลย”

 

            บาเทนเดอร์หนุ่มเค้นหัวเราะเบาๆ “ทำอะไรล่ะ” ถามเพราะไม่เข้าใจพลางไล้มือหนาไปที่พวงแก้มเนียน

 

            นัยน์ตาคู่หวานช้อนมองเขานิดหน่อย เอามือบางของตนมาสัมผัสที่มือของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนกับจะยั่วกันจนเสียสติเสียนี่กระไร ก่อนหน้านี้เขาอดทนไม่ทำอะไรมาตลอดเพราะอีกฝ่ายแค่แง้มประตูเชิญชวน และเขาไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกจากมองผ่านตาแมว แต่พอรู้ว่าอีกคนเป็นใคร ดงโฮกลับพร้อมที่จะให้อีกคนเปิดประตูออกมาแล้ว

 

            “ไม่รู้รึไงกัน” มินกิหัวเราะออกมาเบาๆ “...สายตานายมันกำลัง จูบฉันอยู่น่ะสิ”

 

            ร่างหนากัดฟันกรอดอย่างนึกเจ็บใจ เขาไม่อยากเห็นหน้าตัวเองเลยว่าตอนนี้จะทำยังไง พอๆ กับที่ไม่อยากเห็นหน้าของอาจารย์ตรงหน้าเสียด้วย ใบหน้าที่เหมือนกับจงใจยั่วอารมณ์เขาแบบนี้มันชวนหงุดหงิดจริงๆ

 

            ...แต่ที่น่าหงุดหงิดว่าคือเขาคิดว่ากำลัง จูบอีกคนจริงๆ นี่สิ

 

            “อนุญาตรึยังไง” คนอายุน้อยกว่าถามอย่างหยั่งเชิง

 

เขาเลื่อนหน้าคมของตนเข้าไปใกล้อีก ด้วยความที่ชั้นสองเป็นชั้นที่รองรับลูกค้าวีไอพีเสียส่วนใหญ่ ไม่มีใครที่เขาต้องเกรงใจ เดิมที่ที่นี่ก็ไม่ได้มีกฎว่าห้ามทำ อะไรกับลูกค้าอยู่แล้ว

 

ริมฝีปากหยักสวยนั้นคลี่ยิ้มออกมาก่อนที่จะเอ่ยออกมาเบาๆ

 

“ไม่ห้ามอยู่แล้ว”

 

สิ้นคำนั้นเขารู้สึกถึงความหวานชวนเผ็ดร้อนที่ริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน อย่าให้เขาต้องบรรยายเลยว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง

 

...รู้แค่จูบตอนสามทุ่มเป็นจูบที่เขารู้สึก ตกหลุมเข้าเต็มเปา...

...โดยไม่รู้เลยว่ามันเป็น หลุมรักหรือ หลุมพราง’…

 

 

 

 

มันเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนเกินไป

 

ดงโฮยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้าง แต่ดูเหมือนเขาจะทำอะไรแบบนั้นไม่ได้แล้วกับวิชาที่มีอาจารย์เป็นผู้ชายที่เจอกันทุกสามทุ่มของวันศุกร์ คนๆ นั้นทำเหมือนไม่รู้จักเขาที่มหาลัย ไม่เคยทำอะไรตอนเดินสวนกันมากกว่ายกยิ้มบางๆ และเดินผ่านไปราวกับแกล้งมองไม่เห็นกันทั้งที่เขามั่นใจว่าได้สบตา

 

...นั่นมันชวนหงุดหงิดเป็นบ้า

 

ร่างหนามักเผลอกัดริมฝีปากอย่างลืมตัวด้วยความหงุดหงิดทุกครั้งเวลาได้เจอกับอีกฝ่ายที่มหา ลัย ไม่มีคำพูดคำจาระหว่างพวกเขาทั้งสองนอกจากการถูกเรียกถามนู่นนี่ในคลาสเพื่อเป็นการเช็กว่าเขายังใส่ใจอยู่รึเปล่า อาจารย์ถามเขามากเกินไปจนน่าสงสัย ขนาดอารอนยังรู้สึกได้

 

“สงสัยวันนี้อาจารย์เรียกนายอีกแน่ๆ เลย” เพื่อนเพียงคนเดียวในคลาสเอ่ยออกมาเบาๆ ในขณะที่สายตาจับจ้องไปที่อาจารย์ผมสีสว่างที่เดินเข้ามาในคลาส

 

ดงโฮไม่ได้ตอบอะไรนอกจากจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

 

เขาไม่ได้นั่งที่นั่งที่ใกล้กับหน้าห้องเท่าไหร่ ซ้ำยังค่อนมาด้านหลัง แต่อีกคนมักจะเหลือบตามาแล้วสบตากับเขาร่ำไป

 

“อาจารย์สวยเนอะ”

 

“เฮอะ!” ร่างหนาไอค่อกแค่กทันทีที่อารอนเอ่ยปากออกมาแบบนั้น “นั่นผู้ชายนะเว้ย!”

 

คนที่ชอบอาจารย์ส่วนใหญ่ก็ผู้ชายทั้งนั้น” อีกคนเอ่ยปากออกมาอย่างไม่นึกอะไรจริงจัง “ดูหน้าสวยๆ นั่นสิ... ไหนจะหุ่นอีก...” พูดออกมาอย่างนึกล้อเลียน อารอนไม่ได้พิศวาสอาจารย์สอนฟิสิกส์คนนี้แต่อย่างใด หากแต่ดูเหมือนอาจารย์จะโปรดคนข้างกายเขานัก “แล้วดูปากอาจารย์ เป็นกระจับน่าจูบแค่ไหน”

 

“ก็ทำสิ... เอาเลย”

 

“คัง ดงโฮ!”

 

เอาแล้ว...” เพื่อนสนิทเจ้าของชื่อเอ่ยพึมพำเบาๆ

 

เจ้าของชื่อที่เพิ่งถูกตะโกนเมื่อกี้เงยหน้าขึ้นอย่างหงุดหงิด อีกคนยังไม่ทันเริ่มสอนด้วยซ้ำกลับเรียกเขาตั้งแต่ต้นคลาส เพราะแบบนี้แหละถึงมีคนพูดว่าเขาเป็นคนโปรดของอาจารย์มินกิ

 

“อะไรครับ” ร่างหนาเงยหน้าขึ้น เลิกคิ้วถามอย่างไร้มารยาท

 

คนที่อยู่หน้าห้องทำหน้านิ่งใส่หากแต่แววตานั่นไม่ได้เนียนไปด้วยเลย กับคนอื่นอาจจะกลมเกลื่อนได้ แต่กับคนที่เจอกันบ่อยๆ ในสถานที่เริงรมย์ก็ยังมองออกอยู่ดี

 

...มองกันแบบนี้... เหมือนกับจะยั่วกันให้ขาดใจ...

 

“คิดอะไรอยู่” มินกิเอ่ยถามเสียงเข้ม “ไม่ใช่เรื่องดีใช่มั้ย”

 

“แล้วแต่คุณจะคิด” ร่างหนาเหยียดยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่อยากบอกหรอกว่าตัวเองกำลังคิดถึงอะไร ขืนพูดไปตอนนี้ทั้งเขา ทั้งตัวอาจารย์เองก็คงลำบากไม่ใช่น้อย

 

...ก็เล่นคิดถึง จูบตอนสามทุ่มอยู่นี่นา

 

“งั้นเหรอ...” อีกคนวางกระเป๋าของตัวเองไว้บนโต๊ะแทบจะในทันที ก่อนที่จะเดินเข้ามาใกล้ เล่นเอาคนทั้งคลาสหันมามองเป็นตาเดียว

 

หลายครั้งที่ดงโฮไม่ชอบแบบนี้... บางทีคนๆ นี้รู้จักการควบคุมคนอื่นมากเกินไปจนน่ากลัว

 

“ผมรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่เลย”

 

ร่างบางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขากับอารอน จนเจ้าคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขา คิด อะไรจนเป็นปัญหาแบบนี้อ้าปากค้างไปแล้ว อีกทั้งยังเอามือสองข้างมาเท้าโต๊ะของเขาไว้

 

“ตั้งใจเรียนด้วยแล้วกัน” ว่าเช่นนั้นก่อนที่จะเดินกลับไป แน่นอนว่ามีสายตาของคนทั้งคลาสมองตามเช่นเคย

 

“ฮึ...” ร่างหนาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

 

เมื่อกี้ตอนที่เท้าโต๊ะอีกคนเอามือหนึ่งมาเขี่ยปลายนิ้วเขาเบาๆ จนเขารู้สึกจั๊กจี้ ส่วนอีกมือกำและวางไว้บนโต๊ะ กว่าจะปล่อยก็ตอนที่เดินออก แต่ที่หนักกว่านั้นคือพออีกฝ่ายปล่อยมือกลับมีอะไรบางอย่างมาวางบนโต๊ะเพิ่มเสียนี่

 

มือหนาเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่งอาจารย์สอนฟิสิกส์เอามาวางให้อย่างแนบเนียนก่อนที่จะค่อยๆ คลี่มันออกเมื่ออารอนไม่สังเกต

 

หลังคลาสเจอกันที่ห้องผม

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างบางที่กำลังจัดอุปกรณ์ในการสอนอยู่ข้างหน้า อีกฝ่ายกำลังมองเขาอยู่ ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเบาๆ

 

...คิดจะทำอะไรกันแน่นะ อาจารย์...

 

 

 

“มีอะไรครับ อาจารย์” อดไม่ได้ที่จะเน้นคำสุดท้ายอย่างนึกประชดประชันเมื่อเดินเข้ามาในห้องพักสำหรับคนสอนแคบๆ

 

คนโดนเรียกหันหน้ามาคลี่ยิ้ม “เข้ามาสิ”

 

“คุณเรียกผมด้วยวิธีนี้ทุกครั้งเลยนะ...”

 

ร่างหนาไม่ได้ทำตามที่อีกคนบอก เขายกมือขึ้นมากอดอก มองร่างบางตรงหน้าที่กำลังยกยิ้มเหมือนกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร... ว่ากันตามจริงแล้วก็คงไม่รู้สึกอะไรจริงๆ นั่นแหละ

 

“ทำไมล่ะ หรืออยากให้คนสงสัย?” มินกิเอ่ยปากออกมาด้วยใบหน้ายียวน “สงสัยว่า เอ๋... ทำไมคัง ดงโฮถึงโดนอาจารย์ชเว มินกิเรียกบ่อยจังเลยนะ” ทำเสียงยียวนอีกต่างหาก “ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ดีเท่าไหร่หรอกมั้ง”

 

“ผมก็สงสัยว่าทำไมคุณต้องเรียกผมบ่อยๆ” ดงโฮเดินเข้ามาใกล้อีกคนที่วางอุปกรณ์การสอนที่เพิ่งแบกกลับมาไว้บนโต๊ะ “ติดใจอะไรผมเข้าหรือยังไงกัน”

 

มินกิแอบกลอกตาเล็กน้อยกับนักศึกษาที่เริ่มจะปีนเกลียวเขามากขึ้นทุกวัน รอบนี้ขยับเข้ามาใกล้แล้วยังเอามือสองข้างมาเท้าไว้ที่โต๊ะ มันคงจะดีถ้าไม่ได้เท้าโดยคร่อมเขาแบบนี้ ร่างบางรีบพลิกตัวเองให้หันหน้าประจันกับอีกคนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะสบตากับอีกคน

 

“...หลงตัวเองไปรึเปล่า”

 

“อือฮึ” ร่างหนาส่งเสียงยียวนในลำคอ “ผมหลงตัวเอง... หรือคุณหลงผมกันแน่นะ”

 

“เยี่ยมไปเลย” คนหน้าหวานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยประชดประชันออกมาเบาๆ “แล้วก็ช่วยถอยหน่อยได้มั้ย ที่นี่คือมหาวิทยาลัย”

 

“ก็ได้” ร่างหนาถอยออกมาหนึ่งก้าว “แล้วสรุปคุณเรียกผมมาทำไม”

 

“อีกสามครั้งผมจะไม่ได้เจอคุณแล้ว...” เสียงหวานเอ่ยออกมาในขณะที่เจ้าของเสียงก็นั่งจัดของต่างๆ นานาไปด้วย “ยังไม่ลืมข้อตกลงของเราใช่มั้ย”

 

“ผมไม่ขาดแน่นอน เรื่องต้องไม่ไปถึงใครทั้งนั้น” น้ำเสียงของร่างหนาจริงจังขึ้นมาทันที

 

ร่างบางเลิกคิ้วนิดหน่อยก่อนที่จะส่ายหน้าออกมา “ผมหมายถึงที่ผมจะให้คุณจูบถ้าคุณได้คะแนนเกินมีน”

 

“อ๋อ...” ดงโฮพึมพำออกมาเบาๆ

 

เขาไล่สายตามองคนที่อยู่ใต้ร่างของเขา ถึงไม่สมควรจะเรียกว่า ใต้ร่างก็เถอะ ก่อนที่จะมาจับจ้องอยู่ที่บริเวณริมฝีปาก ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดยียวนกวนโมโหจะหลุดออกมาจากปากสีสดที่น่าจูบของคนตรงนี้

 

“นี่ใช่สิ่งที่อาจารย์ควรพูดรึยังไงกัน...” เขาพึมพำออกมาเบาๆ

 

คนเป็นอาจารย์ไม่ได้พูดอะไร แค่ช้อนตามองอีกคนและกระตุกยิ้มเบาๆ เลื่อนมือบางของตัวเองมาวางซ้อนมือหนาของคนอายุน้อยกว่า

 

“อยากได้มัดจำไว้ก่อนมั้ย...”

 

เขาไม่ได้รับคำตอบจากดงโฮ เมื่อริมฝีปากของอีกคนบดเบียดลงมาที่ตำแหน่งเดียวกันของเขาเบาๆ ไม่รุกคืบมากเหมือนกับจะยั่วยวนให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน มือบางเคลื่อนมาโอบรอบคอร่างหนาเบาๆ อย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่ยอมเริ่ม แต่อีกคนก็ไม่ยอมเริ่มเช่นกัน

 

...ราวกับจะแกล้งกันให้ขาดใจ...

...แต่ไม่รู้ว่าแกล้งอีกฝ่าย... หรือแกล้งตัวเอง..

 

คนที่เป็นฝ่ายผละจากอีกคนได้ก่อนคือร่างบาง เสียงหวานกระซิบเบาๆ  “...แค่มัดจำ” แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ฟังอะไรเท่าไหร่แล้ว

 

            อีกครั้ง... อีกครั้ง... และอีกครั้ง...

           

            ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ขยี้จูบกับอีกฝ่าย มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ เขายังจำได้ว่านี่เป็นมหาลัย และอาจจะมีกล้องวงจรปิดไปทั่วไม่เว้นแม้แต่ห้องพักของอาจารย์เอง แต่เขาเลือกที่จะปัดความสนใจในสิ่งเล่านั้นทิ้งไป

 

            ...ถ้า มัดจำยังทำให้คลั่งขนาดนี้...

            ...ไม่อยากจะจินตนาการว่าของจริงจะขนาดไหน...

 

           

 

            ดงโฮไม่ได้ไปทำงานที่ผับในสัปดาห์นี้จนทำให้เจ้าของร้านอย่างดัมบิอดสงสัยไม่ได้ ปกติแล้วไม่ว่าจะติดสอบหรือติดเหตุการณ์อะไรก็ตาม ดงโฮไม่เคยลาหยุดแม้แต่ครั้งเดียว อาจจะมีเปลี่ยนกะในคราวนั้น แต่หลังจากเขาไปเจอกับลูกค้า บางคนเขาก็กลับมาบอกว่าไม่เปลี่ยนกะแล้ว ทำกะเดิมก็ได้ เอากับมันสิ!

 

            ร่างหนาไม่ได้ใส่ใจวิชาอื่นนอกจากฟิสิกส์ มีสองสาเหตุที่ทำให้เขาต้องสนใจมัน หนึ่งคืออาจารย์กำลังหมายหัวเขาเพราะข้อหาที่เอาน้ำไปราดแมกบุ๊ค ส่วนสองคืออาจารย์วิชานี้โคตรฮอตและมีรางวัลที่ล่อตาล่อใจเป็นบ้า

 

            ...รู้สึกเหมือนตัวเองเต้นตามคนๆ นั้นอย่างไรไม่รู้...

 

            ถ้าเป็นปกติแล้วดงโฮจะไม่ชอบกับการมาเต้นตามใคร หากแต่เมื่อคนที่ควบคุมเขาเป็นอาจารย์คนนั้น... เขาเผลอคิดจริงๆ ว่ายอมก็ได้

 

            อย่าให้บอกเลยว่าวันสอบเป็นยังไง มินกิสามารถออกข้อสอบที่อยู่ในเนื้อหาแต่ประยุกต์จนทำให้นักศึกษาตายได้เกินสามในสี่ของทั้งหมด ส่วนอีกคนกลับยืนยิ้มคุมสอบอยู่หน้าคลาสราวกับสนุกที่ทำให้เด็กร้องไห้ในห้องสอบได้

 

            ดงโฮไม่ได้ร้องไห้ แต่ถึงขั้นว่า ตาย ได้เลย

           

            ฟิสิกส์สอบเป็นตัวสุดท้าย ก่อนหน้านั้นเขาจัดการตัวอื่นๆ ที่ดูเป็นปัญหาไปหมดแล้ว บางทีการปิดท้ายด้วยวิชานี้คงจะไม่สวยนัก เขารู้แค่ว่ากลับมาเขาตายอยู่ในหอพัก ก่อนที่จะต้องลุกขึ้นและไปทำงานที่ผับต่อ

 

            “สอบเสร็จแล้วเหรอ?” ทันทีที่เห็นร่างหนาเดินเข้ามาในร้านก็เอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม

 

            “ครับ...” เขาตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

 

            “เหนื่อยล่ะสิ รบกวนด้วยนะวันนี้”

 

            “ได้ครับ” ดงโฮพยักหน้ารับกับคำที่บ่งบอกถึงความไว้วางใจจากเจ้าของร้านคนสวยก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านหลังร้านเพื่อจัดการอะไรให้เรียบร้อย

 

            ไม่นานเขาก็มาประจำตัวอยู่ที่บาร์แห่งเดิม ไม่ใช่ชั้นสองเหมือนตอนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนกะ ด้วยความที่เขาเป็นกะแรกทำให้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่แม้ว่าใกล้กับมหาลัยก็ตามที อาจจะเป็นเพราะผับนี้เป็นผับที่หรู ทำให้หลายๆ อย่างราคาแพง ลูกค้ามักจะเป็นวัยทำงานมากกว่าเด็กนักศึกษา

 

            เขารับลูกค้าไปเรื่อยตามที่ควรทำ ในขณะที่ตัวเองเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือตัวเองทุกๆ ห้านาที

           

            ...จะสามทุ่มแล้ว...

 

            “คงไม่ได้รอกันอยู่หรอกนะ?”

 

            ร่างหนาเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ กับเจ้าของเสียงหวานที่อยู่ตรงหน้า “หลงตัวเองไปรึเปล่า อาจารย์”

 

            “อย่าเรียกอาจารย์ในที่แบบนี้สิ” คนหน้าหวานที่จัดการเปลี่ยนสีผมตัวเองเป็นสีไวน์แดงอีกครั้งเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้ายู่อย่างไม่จริงจังอะไรมาก “สอบวันนี้เป็นยังไงบ้าง” เขาไม่ได้รับคำตอบ ดงโฮเบ้หน้าจนอีกฝ่ายคลี่ยิ้มออกมา “ทำไม่ได้เหรอ”

 

            “แล้วแต่คุณจะคิด...”

 

            “อือ... ถ้าทำไม่ได้ก็อด รางวัลสินะ?” ดงโฮพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ และไม่ได้พูดอะไรตอบแต่พิจารณาใบหน้าของอีกคน สุดท้ายร่างบางก็จัดการสั่งรายการเครื่องดื่มมึนเมาเดิมๆ มาอีกครั้ง “คิดอะไรอยู่” คนหน้าหวานเอ่ยปากขึ้นขณะอีกคนกำลังทำหน้าที่บริการเขาอยู่

 

            “ไม่รู้สิ” ดงโฮตอบเสียงเรียบ “คิดว่าคุณจะเป็นแบบนี้ถึงเมื่อไหร่ล่ะมั้ง”

 

            “แบบนี้?” เสียงหวานทวนก่อนที่จะหัวเราะในลำคอเบาๆ “แบบไหนกันนะ... แบบนี้ที่ว่า” เอ่ยคล้ายสงสัยหากแต่ช้อนตามองอีกคนที่เอาแก้วเครื่องดื่มมาให้ มือบางลูบมือหนาของอีกคนเบาๆ เหมือนกับไม่อยากให้ไปไหน “หมายถึง แบบนี้ รึเปล่า”

 

            เจ้าของใบหน้าคมเข้มมองนัยน์ตาหวานของอีกคนก่อนที่จะตอบเสียงแข็ง “ใช่”

 

            “แล้วแบบนี้มันไม่ดีตรงไหนกัน”

 

            “เอาจริง?” ร่างหนาเบ้หน้ากับคำถามของอีกคน “คุณปั่นหัวผมเล่นขนาดนี้ ถามว่าดีตรงไหนยังดูเข้าท่ากว่าเสียอีก”

 

             ...ใบหน้าระบายยิ้ม... นัยน์ตาชวนมอง... ท่าทีมีเสน่ห์ชวนหลงใหล...

          …ทุกอย่างของคนตรงหน้ากำลังทำให้เขาบ้าคลั่งจริงๆ...

 

            “ผมขอวิสกี้ออนเดอะร็อคอีกช็อตล่ะกัน”

 

            บาร์เทนเดอร์หนุ่มเลิกคิ้วนิดหน่อยกับคำพูดเปลี่ยนประเด็นของอีกคน “คุณยังไม่ทันดื่มมันสักหน่อย” เขาหมายถึงช็อตแรกที่คนหน้าหวานสั่งไป

 

            “เอามาเถอะน่า” เสียงหวานเอ่ยอย่างหงุดหงิดนิดหน่อย

 

            คนอายุน้อยกว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากกลอกตาอย่างนึกหงุดหงิดในใจและจัดการเตรียมเครื่องดื่มอีกหนึ่งช็อตให้กับอาจารย์ของเขา “ผมอยากรู้จริงๆ ว่าอะไรทำให้คุณชอบวิสกี้ออนเดอะร็อคนัก” เขาบ่นพึมพำเบาๆ

 

            “ก็แค่ชอบ... ไม่คิดเหรอว่ามันมีเสน่ห์”

           

            “ไม่ล่ะ” เขาตอบเสียงเรียบพลางยื่นแก้วใหม่ให้อีกคน

 

            “ดื่มสิ”

 

            “ผม?”

 

            “ใช่... ดื่มสิ” มินกิย้ำ “ทำไมทำหน้าแบบนั้น ผมแค่อยากเลี้ยงเท่านั้นเอง อีกอย่างนายก็เป็นคนทำเองไม่ใช่เหรอ”

 

            เขาไม่ปิดบังถึงความเคลือบแคลงใจที่มีต่อคนตรงหน้าเลยสักนิด แต่คนหน้าหวานก็ยังส่งสายตาคะยั้นคะยอแกมบังคับมาด้วย

 

ดงโฮอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วถาม “ในโอกาสอะไรล่ะ”

 

“ไม่รู้สิ...” คนหน้าหวานทำท่ากรุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “ส่งท้ายให้ฐานะอาจารย์อย่างผมมั้ง”

 

“คุณจะไปไหน” น้ำเสียงของร่างหนาแข็งขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากเป็นกระจับนั่น

 

ท่าทีของคนตรงหน้าทำให้มินกิอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “คิดว่าไปไหนล่ะ”

 

ดงโฮไม่ตอบอะไรเขาแต่จ้องด้วยสายตาที่ไม่ปิดบังความหงุดหงิดแม้แต่นิดเดียว สายตาที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุข... อา พูดแบบนี้มันทำให้เขาดูโรคจิตหน่อยๆ แต่เขาก็ชอบมันจริงๆ นั่นแหละ

 

“ไม่ดื่มให้ผมหน่อยเหรอ?”

 

“...คุณจะไปไหน” ร่างหนาย้ำคำถามเดิมอีกที “คุณตั้งใจจะทำอะไร จะมาก็มา จะไปก็...!” เอ่ยไม่ทันจบประโยคก็มีอะไรบางอย่างมาบดเบียดทำให้เขาพูดต่อไม่ได้เสียก่อน

 

ริมฝีปากเป็นกระจับที่คอยพูดยั่วยุชวนโมโหบดเบียดลงมาบนอวัยวะเดียวกันของเขา เพียงสองสามวินาทีก่อนที่จะผละออกไป คนตรงหน้าคลี่ยิ้มออกมาบางๆ กับใบหน้าที่ดูหงุดหงิดไม่หายของอีกคน

 

“อย่าโกรธสิ...” ร่างบางกระซิบเบาๆ “แค่จะบอกว่าผมไม่ได้สอนคุณแล้วเท่านั้นเอง”

 

“หมายความว่า?”

 

“ผมสอนที่มหาลัยต่อ แต่จะไม่มีการซ่อมของคุณ โอเคมั้ย”

 

คนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ รู้สึกเหมือนโดนอะไรหนักๆ ทุบที่บ้องหูเขาให้กับคำพูดที่กระซิบเบาๆ ที่ข้างหู บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าสถานที่บันเทิงเช่นนี้มีแต่เสียงเพลงดังลั่นอยู่ก็ได้

 

ชเว มินกิอมยิ้มขำๆ กับท่าทีเหมือนไม่เชื่อใจเขาของอีกคน “ผมตรวจของคุณแล้ว... มันห่วย แต่มันก็ห่วยเหมือนกันหมดทั้งคลาสนั่นแหละ”

 

“คุณจะไม่บอกเรื่องที่ผมทำงานที่นี่ใช่มั้ย?”

 

“...ไม่” อีกฝ่ายพูดชัดเจน “แต่ผมไม่ค่อยอยากให้คุณทำที่นี่เท่าไหร่” ร่างบางว่าพลางคว้าวิสกี้ออนเดอะร็อคขึ้นมาชูเหมือนจะบอกให้อีกคนทำเช่นเดียวกัน แต่ดงโฮยังไม่ค่อยไว้ใจอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

 

“ทำไม” เขาอดถามอย่างนึกสงสัยไม่ได้จริงๆ

 

            “ดื่มสิ... แล้วผมจะบอก”

 

            คนอายุน้อยกว่ารู้สึกลังเลนิดหน่อย... เขาอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้คนพรรค์นี้ไม่อยากให้เขาทำงานที่นี่ต้อง ถ้าหากมีเหตุผลดีๆ อาจจะทำให้เขาลาออกจากที่นี่จริงๆ ก็ได้

 

            ...เขาอย่างกับลูกไก่ในกำมือ...

         

            สุดท้ายดงโฮก็เลือกที่จะคว้าน้ำมึนเมาขึ้นมาชนกับอีกฝ่ายเบาๆ พอเห็นการกระทำนั้นทำให้คนหน้าหวานคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะค่อยๆ ยกวิสกี้ออนเดอะร็อคขึ้นมาดื่มให้ความร้อนวูบผ่านลำคอของตน โดยที่ยังไม่ละสายตาจากอีกฝ่าย

 

            “บอกผมได้รึยัง”

 

            มือบางไม่ตอบอะไรแต่ค่อยๆ ใช้นิ้วเรียวไล้ไปตามหลังมือของอีกคน ลามไปถึงช่วงแขน “ลองคิดดูเองดีมั้ย...”

 

            “ไม่” เขาปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดเลยทีเดียว

 

            “งั้นเอาหูมานี่”

 

            คนอายุน้อยกว่าทำตามอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย เอียงหูเพื่อที่จะฟังเหตุผลนั้นชัดๆ แต่มันไร้ค่าเมื่อมือบางที่อีกคนใช้จับให้ใบหน้านั้นหันมาและบดจูบอีกครั้งบนริมฝีปากของร่างหนา มันไม่มีการเร่งเร้าหรือรุกคืบแต่อย่างใด หากแต่เป็นการที่เหมือนกับหยั่งเชิง... คอยดูว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไรต่อไป

 

            “รางวัลที่นายอยากได้”

 

            “...ฮึ” บาร์เทนเดอร์เค้นหัวเราะออกมาเบาๆ “แบบนี้ก็ไม่แตกต่างจากมัดจำเลยสิ”

 

            “อยากได้มากกว่านี้ก็รอคราวหน้า”

 

            “นั่นมันผิดกติกา”

 

            “...กติกาของเรา หมายถึง ฉันเป็นคนตั้งกฎ” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างไม่ยี่หระอะไรแม้แต่น้อย คำพูดนั้นทำให้ดงโฮเค้นยิ้มออกมานิดหน่อย เขารู้สึกหงุดหงิด หัวเสีย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอารมณ์ดี

 

นัยน์ตาสองคู่มองสบกัน ก่อนที่ใบหน้าทั้งสองจะเลื่อนเข้าหากันและทำเหมือนเดิมอีกครั้งทั้งคู่บดเบียดริมฝีปากลงบนอีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ามีสายตาใครจับจ้องบ้าง ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวกำลังเป็นอย่างไรหากแต่ไม่มีใครคิดจะใส่ใจพวกนั้นแม้แต่นิดเดียว

 

...ไม่มีอีกแล้วนักศึกษาของอาจารย์ เขาเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือของอีกคนเท่านั้น...

 

...เป็นลูกไก่ที่ถ้าอีกฝ่ายบีบเขาก็จะ ร้าย...

...แต่ถ้าอีกฝ่ายคลาย... เขาก็จะ รัก’…

19 ความคิดเห็น

  1. #18 ทาสรักชเวมินกิ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 11:02

    แม่เจ้า เราจะสามารถทำยังไงให้หยุดจุดยิ้มมุมปากเวลาอ่าน แม่คะะะะ น้องเร็นดีงามมาก แงงง ยั่วเย้า ดึงดูด มากเล่ห์ ร้ายกาจ ไปสุดทางมากแม่ ไม่ไหวแล้ว แง๊ !!!!!

    สมควรที่แบคจะเป็นลูกไก่มนกำมืออ่ะ. ใครจะไปต้านทานได้ เสน่ห์ล้นเหลือมากๆ รู้สึกตามแบคโฮมากๆ ใครไหวไปก่อนเลยพี่ไม่ไหวแล้วลูกก ยัยมินกิแบบนี้คือรักจริงๆนะ555

    #18
    0