[SF : NU'EST] ความรักหมายเลข 9 (YAOI)

ตอนที่ 1 : เมียรักเก้าภพ (BaekRen)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 เม.ย. 57

เมียรัก ๙ ภพ

 

คำสัญญา ที่เอ่ย ในครานั้น

พาผูกพัน ดวงใจ ของสองเรา

ขอสาบาน ด้วยสัตย์ กับรักเจ้า

ร่วมสุขเศร้า กับน้อง ทุกชาติไป

 

 

            “จะไปจริงๆ เหรอ…”

 

เสียงหวานเอ่ยขึ้นเบาๆ มองคนตรงหน้าอย่างออดอ้อน

 

            ร่างเล็กมองเพื่อนแล้วขมวดคิ้ว นายบ้าไปแล้ว ก็คุยตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไป

 

คิม จงฮยอนยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อนเจ้าของใบหน้าหวานๆ รับกับผมสีบลอนด์สว่างตา ก่อนจะดีดหน้าผากจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย

 

มารั้งทำไมตอนนี้ ไหนบอกนอนคนเดียวได้ จองตั๋วแล้ว จะไปแล้วด้วย!

           

กะ ก็... พายุจะเข้านา คนหน้าหวานพยายามหาเหตุผลที่ดูฟังขึ้น

           

นายเป็นห่วงฉัน... เนี่ยนะ? จงฮยอนน้ำเสียงฟังดูไม่เชื่ออย่างแรงแต่คนตรงหน้าก็พยักหน้ารัวๆ แบบแถจนสีข้างถลอก เห็นแล้วน่าดีดหน้าผากอีกเสียที แกกลัวผี! อย่ามาตอแหลบอกว่าเป็นห่วงฉันเลยชเว เร็น!

           

จงฮยอนครับเสียงทุ้มดังขึ้นจากข้างหลังคนถูกเรียกชื่อพร้อมๆ กับร่างสูงที่เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน จะไปกันเลยมั้ย

           

ร่างเล็กยิ้มร่าก่อนที่จะหันกลับมาหาเพื่อนสนิทที่ดูโคตรจะเป็นห่วงเขา (ตอแหลชัดๆ มันกลัวผี!) และโบกมือลา ฉันไปปูซานแล้วนะเพื่อน

 

            พะ พายุเข้านะเว้ย!

 

ชเว เร็นไม่หยุดความพยายาม แต่เพื่อนและคนรักไม่ฟังเขา เล่นหันหลังขวับเดินออกไปเลย ยังดีที่ฮวัง มินฮยอนหันมาบอกลาบ้างก่อนที่จะทำตัวเป็นคนรักที่ดีช่วยยกกระเป๋าเดินทางขนาดไม่ใหญ่มากให้เพื่อนรักร่างเล็กผิวเข้ม

 

ไม่... ตอนนี้เขาขอบัญญัติให้มันดำไปเลยเพราะมันไม่อยู่เป็นเพื่อนเขา!

 

เจ้าของใบหน้าหวานยืนหายใจฟึดฟัดอย่างหงุดหงิดอยู่กับที่ อะไรวะ! คนอุตส่าห์เป็นห่วง หยุด อย่ามองเข้าแบบนั้น อ่านใหม่อีกครั้ง เขาเป็นห่วง! เป็นห่วงเพื่อนซี้และแฟนมัน กลัวว่ามันนั่งรถทัวร์กลับบ้านเกิดเพื่อนซี้วันที่พายุเข้าแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น

 

เห็นมั้ยล่ะเขาเป็นเพื่อนที่แสนดี แล้วทำมันไม่เห็นความแสนดีของเขา!

 

ทำไมถึงปล่อยให้เพื่อนที่แสนดีอย่างเขาอยู่คนเดียวในวันที่ฟ้าหม่นเหมือนพายุฝนจะเข้าแบบนี้!

 

ครืด... เปรี้ยง!

 

แย๊กกกก!

 

ร่างบางตะโกนด้วยความตกใจสุดเสียงเมื่อฟ้าร้องดังลั่นแถมตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าดังซะจนเขาต้องยกมือขึ้นมาปิดหู

 

...สามวันสามคืน...

...เขาต้องอยู่คนเดียวอีกสามวันสามคืน!...

 

ครืด...

 

ไอ้บ้า ไอ้พายุ ไอ้...ไอ้ๆๆ! มาเข้าอะไรวันนี้ ฮืออ!” เร็นทำได้เพียงก่นด่าโทษฟ้าดินปกปิดความกลัวที่คืบคลานเข้ามาหาเข้าพร้อมๆ กับเสียงฟ้าร้องซึ่งดังขึ้นเรื่อยๆ

 

ร่างบางรีบพาตัวเองเข้าห้องพักที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ไม่นาน ปิดประตูดังปัง ไม่ลืมที่จะลงกลอนเพื่อความปลอดภัยของตนเองอย่างเรียบร้อย เขาเดินไปเปิดทีวี เปิดวิทยุ เปิดคอมพิวเตอร์ เปิดมันทุกอย่างเพื่อหลอกตัวเองว่าเขาไม่ได้กลัวอะไรเลย

 

เขาไม่ได้กลัวที่ตัวเองจะอยู่คนเดียว ไม่ได้กลัวที่ต้องนอนโดยไม่มีเพื่อนที่อยู่ร่วมกันมาสองสามเดือน ไม่ได้กลัวที่จะต้องทนฟังเสียงฟ้าร้อง

 

เปรี้ยง!

 

อ๊ากกก!”

 

ไม่ได้กลัว... ไม่กลั๊วไม่กลัวจริงๆ เถอะ...

...แต่น้ำตาเล็ดแถมฉี่จะราดแล้วเท่านั้นเองจ้า!...

 

 

 

เร็นรีบเข้าไปอาบน้ำ ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นครั้งแรกที่เขาอาบน้ำได้เร็วขนาดนี้ เสียงฟ้าร้องและฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆ ทำให้เขาผวาจนอยากจะออกมาตั้งแต่ล้างสบู่ไม่เสร็จด้วยซ้ำ และไม่อยากจะสารภาพเลยว่าเขากลัวมากจนต้องเปิดทีวีเสียงดังขั้นสูงสุดและเปิดประตูห้องน้ำไว้เพื่อข่มความกลัวนั้น

 

            ได้ออกมาจากห้องน้ำก็ล่อไปเกือบสองทุ่ม เร็นนั่งดูทีวีไปพลาง เล่นคอมไปพลาง ยิ่งฝนตกหนักเท่าไหร่เขายิ่งเปิดเสียงทีวีให้มันดังขึ้นจนกลบเสียงฝนไปเสียหมด ตอนนี้เจ้าเพื่อนทรยศนั่นคงนั่งรถไปเรียบร้อยแล้ว

 

จงฮยอนต้องบ้าไปแน่ๆ เขาก็รู้หรอกว่าตอนนี้ครอบครัวฮวังของมินฮยอนได้ยอมรับเรื่องที่ลูกชายมีแฟนเป็นผู้ชายแล้ว แถมยังบอกว่าอยากเจอลูกเขยอีกต่างหาก (เขยมากครับ เตี้ยกว่าเกือบสิบเซนติเมตรน่ะ แถมยังโดนลูกชายคุณน้าจิ้มอีกต่างหาก เขาอยากบอกไปแบบนี้จริงๆ) แต่ไม่เห็นต้องรีบไปเลยนี่น

           

อันที่จริงเพื่อนสนิทได้บอกเขาแล้วว่าจะไปเยี่ยมพ่อแม่เสียหน่อย แต่ประเด็นคือมันมาบอกเขาตอนเขาครึ่งหลับครึ่งตื่นเมื่อวาน คิดว่าเขาจะมีสติมั้ยล่ะ

           

...ฮึ่ม! แค้นใจจริงๆ จงฮยอนรู้ว่าเขาไม่ถูกกับการอยู่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน มันเลยจัดการบอกด้วยวิธีการแบบนี้เสียมากกว่าเพราะถ้ามันบอกตอนสติเขาอยู่ครบเขาคงไม่มีทางที่จะยอมอยู่คนเดียว

 

            ไอ้แสบ... ไอ้... ไอ้คนรักแฟนมากกว่าเพื่อน!

 

            เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจงฮยอนจะให้เขาเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่คนเดียวแบบนี้ หยุด.. อย่าบอกว่ามันเป็นแค่กลางคืนที่ฝนตกและอยู่คนเดียว

 

มันไม่ใช่ แค่สักหน่อย!

 

          เปรี้ยง!

 

            “...แง้! เร็นร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ เสียงฟ้าก็ดังขึ้นอีกหนจนเขาเผลอกดเปลี่ยนช่องทีวีที่ดูอยู่เสียอย่างงั้น

 

            (“ค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมาก”)

 

            (“มันเกิดอะไรขึ้นบ้างคะคุณแทยอน”)

 

            (“คืนนั้นเป็นคืนที่ฝนตกหนักค่ะ ฉันอยู่ในห้องคนเดียวเพราะเพื่อนกลับต่างจังหวัด”)

 

            …อ๊ากกก เขาเปิดอะไร นี่มันช่องอะไรวะ! ทำไมมันตรงกับชีวิตเขา ณ จุดนี้เสียเหลือเกิน!

 

            ร่างบางรีบคว้ารีโมทกดเปลี่ยนช่อง แต่มันโชคร้ายหรืออย่างไรก็ไม่รู้เพราะมันไม่ยอมเปลี่ยนตามที่เขาต้องการ มือเล็กทุบตัวรีโมทสองสามครั้ง ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่เปลี่ยนช่องไปไหน ยังฉายผู้หญิงสองคนคุยกันแบบเงียบๆ เช่นเคย

 

            (แล้วจู่ๆ ลมก็แรงขึ้น...)

 

            กึกๆๆๆ

 

            เร็นหันขวับไปที่ประตูห้องน้ำ ตอนนี้มันสั่นกึกๆ เสียงดังซะจนเขาเผลอสะดุ้ง คงเป็นเพราะหน้าต่างที่เขาไม่ได้ปิดในห้องน้ำเลยทำให้ประตูห้องน้ำสั่นเสียเสียงดัง แต่ที่สำคัญคือมันเป็นเพราะลมแรงขึ้น

 

            (“ฟ้าผ่าเสียงดังมาก...)

 

          เปรี้ยง!

 

          คนหน้าหวานสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ฟ้าก็ผ่าเสียเสียงดังลั่น

 

            (“และเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา...)

 

            กริ๊งงงง!

 

            ม่ายยย!

 

เขาร้องออกมาเสียงดังเมื่อเรื่องมันเป็นไปตามที่ผู้หญิงในทีวีเล่าซะหมด ตอนนี้มือเขาสั่นด้วยความกลัวก่อนที่จะค่อยๆ ก้าวเท้าที่สั่นระริกของตัวเองไปคว้าโทรศัพท์มา แต่เจ้าตัวก็ต้องชะงักเพื่อรอฟังว่าผู้หญิงในทีวีจะพูดอะไรต่อมา

 

            (“เพื่อนฉันโทรมาหา)

 

...พอได้ยินแบบนั้นก็โล่งอก มือบางรีบคว้าโทรศัพท์มาทันที

           

[ นายโอเคมั้ยเร็น ]

           

จงฮยอน! ร่างบางร้องเรียกปลายสายออกมาอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าเป็นใคร นาย.. นายทิ้งฉัน ตอนกลับมาฉันเอานายตายแน่ ฮือ!

           

[ ขอโทษๆ ฉันมาโทรเตือน อย่าลืมปิดแก๊สนะ ประตูลงกลอนด้วย หน้าต่างปิดให้หมดล่ะ อ๋อ... เปิดไฟทิ้งไว้ก็ได้นะ ฉันชักรู้สึกผิดนิดๆ ซะแล้วสิ ]

           

นี่เพิ่งรู้สึกผิดเหรอวะ! คนหน้าหวานตะคอกใส่ปลายสายเสียงดัง

           

[ ก็เออน่ะสิ ] อีกฝ่ายตอบมาอย่างนั้น [ งั้นแค่นี้ก่อนนะ อย่าลืมปิดประตูล่ะ เดี๋ยวโจรเข้ามาจะทำยังไง ]

           

แถวนี้ไม่มีโจร

           

[ ระวังไว้เถอะน่าไอ้บ้า ] จงฮยอนด่าเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะตัดสายไป

 

            เร็นมองโทรศัพท์แล้วส่งเสียงฮึดฮัดอย่างหงุดหงิด ก่อนที่จะเดินไปเช็กความเรียบร้อยตามที่จงฮยอนโทรมาบอก ประตูลงกลอนแล้ว แก๊สปิดเรียบร้อยแล้ว พอเห็นเช่นนั้นก็วางใจกลับมานั่งที่โซฟาต่อ แต่...

 

            (“ไม่นะ ฉันอยู่ไม่ได้โดยไม่มีคุณ!)

 

            ...เอ๊ะ ตอนแรกมันเป็นผู้หญิงสองคนคุยกัน...

            ...แล้วทำไมตอนนี้มันเป็นละครน้ำเน่าไปซะแล้ว...

 

            ไม่ๆ มันคงตัดเข้าโฆษณา เร็นพยายามบอกตัวเองแบบนั้น ก่อนที่จะนั่งดูทีวีที่โซฟาต่ออย่างโดยดี เขาพยายามข่มความรู้สึกแปลกๆ ที่ก่อตัว

 

ไม่... มันคงไม่ใช่...

 

          เอ๊ะ? อะ... เอ๊ะ?

 

            คนหน้าหวานขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ระเบียงมากกว่าเก่า เหมือนเขาจะเห็นร่างสูงยืนนิ่งๆ อยู่ที่ระเบียง เขามองไม่ผิดหรอก แล้วหมอนั่นไม่ยืนตรงนั้นฝนไม่สาดรึยังไงกัน

 

            เขาเดินไปเปิดประตู ร่างหนาเจ้าของผมสีอ่อน แต่งตัวแปลกๆ แถมยังมีอะไรอยู่ที่ข้างเอวอีกต่างหาก ส่วนสูงประมาณเขายืนอยู่ อีกฝ่ายยืนมองมาทางเขา เห็นแบบนั้นเร็นเลยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกไป

 

            เอ่อ... คุณหนาวมั้ย?

 

            “ฮะ? ร่างหนาหันมามองเขาด้วยแววตาฉงน

 

            คุณ... หนาวมั้ย? คนหน้าหวานย้ำอีกครั้ง

 

            เจ้าถามข้ารึ?

 

            อะ เอ่อ... ใช่ เร็นขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ มาใช้คำอะไรข้าๆ เจ้าๆ นี่เขามาขัดการถ่ายละครย้อนยุคอยู่หรือไร

 

...เอ๊ะ จะว่าไปแล้วชุดมันก็คล้ายๆ กับการแต่งตัวในสมัยเก่าอยู่ด้วย

 

            เจ้าถามข้าจริงๆ น่ะหรือ! ร่างหนาเดินเข้ามาปะทะตัวเขาจนเขาตกใจผงะ มินกิ เจ้าเห็นข้าแล้ว!

 

            เดี๋ยว ยะ อย่าเข้ามานะ!

 

คนหน้าหวานร้องอย่างตกใจเมื่อร่างหนาเดินเข้ามาปะทะตัวเขาแถมยังหมายจะเอื้อมมือมาจับ แต่เหมือนจะมีการผิดพลาดเล็กน้อยเมื่อตัวเขาสะดุดพื้นต่างระดับเข้าให้จนล้มลงไปกองที่พื้น ร้องโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด

 

จะ เจ้าเป็นอะไรมั้ย อีกฝ่ายเอื้อมมือมาจะช่วยเขา สีหน้ากังวลนั่นทำให้คนหน้าหวานเผลอตัวเอื้อมมือบางไปจับ

 

แต่...

 

ตุบ!

 

เขาจับไม่ได้แล้วหน้าคะมำเสียตรงนั้นเลย!

 

เร็นเงยหน้ามองอย่างงุนงงก่อนที่จะมองซ้ายมองขวาเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

 

เดี๋ยวนะ... ประตูห้องมันทางนู้น และที่เขาเปิดประตูนี่มันประตูระเบียงฝั่งที่เอาไว้ใช้ตากผ้า

 

ละ แล้วเมื่อกี้เขาจับมือร่างหนารูปหล่อตรงหน้าได้มั้ยนะ?

 

ให้ข้าช่วยเจ้าเถอะ ร่างหนาเดินเข้ามาใกล้เขา เร็นเอื้อมมือให้อีกฝ่ายอีกรอบ

 

แต่... มันชัดเจน!

มือของเขาทะลุมือหนานั่นได้!

 

เดี๋ยวสิ ร่างหนานี่ไปยืนอยู่ตรงระเบียงได้ยังไง ถ้าเขาจำไม่ผิดเขาอยู่ในหอพักที่ไม่ให้ใครเข้ามาข้างในง่ายๆ เขามั่นใจว่าก่อนหน้านี้ไม่มีใครอยู่ในห้องเสียด้วยเพราะเขาเป็นคนปิดประตูตรงระเบียงเอง

 

และ... และ... หมอนี่... เข้ามา?

 

คะ คุณเข้ามายังไง

 

ข้าน่ะหรือ ก็อยู่กับเจ้าตลอดไง

 

ยะ อยู่... เสียงหวานสั่น เริ่มพูดไม่เป็นภาษา

 

ไม่อย่างงั้นก็... ร่างหนายกยิ้มเล็กน้อย ลอยเข้ามาละมั้ง

 

ก่อนที่เจ้าของใบหน้าคมเข้มนั้นจะกระโดดเล็กน้อย ตามปกติแล้วเขาควรจะกระโดดเบาๆ แล้วเท้าแตะพื้นใหม่ แต่... กลับยกขานั่งขัดสมาธิได้กลางอากาศแถมยังไม่ตกลงมาที่พื้นสักที

 

นัยน์ตาสวยเบิกกว้าง อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกสักคำ คุณเป็น ผะ ผะ...

 

ผี

 

ม่ายยยยย... ผี! คร่อก!” สติสัมปัชชัญญะของเขาสลายตรงนั้นเมื่อเจ้าของใบหน้าคมเข้มยกยิ้มเอ่ยปากคำที่เขาไม่อยากพูดที่สุดออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่ความมืดมิด

 

สิ่งที่เห็นเป็นสิ่งสุดท้ายของชเวเร็นคือใบหน้าของคนที่บอกว่าตัวเองเป็น ผียิ้มร่านั่นเอง

 

 

 

เร็นรู้สึกว่าเปลือกตาของตนเองหนักมาก ร่างบางค่อยๆ ฝืนลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา เพดานหอพักที่เขาเห็นทุกวันจนเริ่มจะชินตาปรากฏขึ้นมาเป็นสิ่งแรก ก่อนที่จะพยายามดันกายตนเองขึ้นมาในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน เอาหลังพิงหมอนใบใหญ่ที่เมื่อกี้ใช้หนุนหัว

 

เขาฝัน... ใช่ เขาต้องฝัน...

...ให้ตาย ความฝันว่าเจอผีเป็นอะไรที่น่าพิสมัยสุดๆ...

 

น้องตื่นแล้ว!

 

แย๊กกกกกก! เร็นหวีดร้องหลับตาปี๋เมื่อจู่ๆ ได้ยินเสียงปริศนาตะโกนขึ้นมาอย่างเริ่งร่าในห้องที่ไม่มีใครสักคน ย้ำว่าไม่มีสักคน!

 

น้อง ลืมตาเสียเถิด เสียงทุ้มนั่นยังพูดต่อ ลืมตาเถอะนะ... ข้าอยากเห็นเจ้า นัยน์ตาเจ้ายังสวยงามเฉกเช่นเมื่อก่อนอยู่เลย

 

เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร...

 

สวดไปก็ไร้ผล เจ้าก็รู้ว่าข้ามิได้นับถือศาสนา

 

ม่าย!” รอบนี้เร็นกรีดร้องแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเสียเลย อะไรวะ... มีผีไม่กลัวพระเจ้าด้วย ฮือ ไปที่ชอบๆ เถอะนะครับ ผมไม่ขออะไรแล้ว เดี๋ยวทำบุญให้ด้วย ได้โปรด ปากเล็กพูดรัวด้วยความหวาดกลัวที่เกาะกุมทั่วหัวใจ

 

ร่างบางจำไม่ได้ว่าตัวเองสวดมนต์ไปกี่ครั้ง บอกว่าจะทำบุญให้อีกฝ่ายกี่คำ เขาสัญญาว่าถ้าเขารอดไปเขาจะหาของกินดีๆ ไปเซ่นไหว้เจ้าที่ของห้องนี้เลย

 

จงฮยอน... เพราะจงฮยอนแน่ๆ เขาบอกจงฮยอนแล้วว่าที่นี่มันไม่ดีถึงมันจะถูกก็ตาม นี่ไงเห็นมั้ย ไอ้คนเลือกห้องมันไม่เจออะไร ไอ้คนมาอยู่ด้วยเจอเลย เขาจะฆ่ามัน เขาจะฆ่ามัน!

 

สักพักในห้องก็เต็มไปด้วยความเงียบ พอเห็นแบบนั้นเร็นจึงค่อยๆ โผล่หน้าพ้นผ้าห่มออกมา สงสัยคุณผีคนนั้นคงไปแล้ว ว้ากกก!”

 

ตึง!

 

เจ้าเป็นอะไรมั้ย!”

 

หยุด! คนหน้าหวานตะโกนเสียงดัง หะ ห้ามเข้ามานะ! น้ำตาเขาแทบจะไหลแล้ว ทั้งเจ็บทั้งกลัว ปะปนกันมั่วไปหมด

 

มือบางตะปบที่สะโพกของตัวเอง มันเจ็บจนพูดไม่ออก เมื่อกี้ตอนเขาโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มก็เห็นใบหน้าหล่อๆ นั่นอยู่ใกล้จนเขาผงะหนี แต่เหมือนปฏิกิริยาของร่างกายเขาจะตอบสนองดีไปเสียหน่อยเพราะเขาเล่นกลิ้งตกเตียงอย่างแรง ในใจอยากวิ่งหนีไปไกลๆ กับโอกาสนี้เลย ติดแต่ว่าขาเขาขยับไม่ได้เนื่องจากความกลัว

 

ผะ ผมขอล่ะนะ ปล่อยผมไปเถอะ... ผะ ผมจะหาของไปเซ่นไหว้เลยนะ ฮือ เขาพยายามหาข้อตกลงกับผีหน้าตาดีตนนี้

 

คุณผีหน้าตาดีส่ายหน้าช้าๆเจ้าก็รู้ว่าข้าได้สิ่งที่ปรารถนาที่สุดแล้ว

 

และ แล้ว... แล้วคุณไม่อยากได้อะไร... อีกเหรอ...

 

ไม่ อีกฝ่ายตอบหนักแน่น เพราะตอนนี้เจ้าเห็นข้าแล้ว

 

...กรูไม่ได้อยากเห็นเลยเหอะ!...

 

ตอนนี้พี่ไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดมากกว่านี้อีกแล้ว

 

อยากจะบอกดังๆ ว่าเขาไม่มีพี่ชายสักหน่อย หมายถึง... มี แต่พี่ชายเขาไม่ใช่ผี! พี่ชายเขายังอยู่ที่ปูซานดีอยู่เลย และพี่ชายเขาหน้าตาดีไม่เท่านี้เว้ย!

 

ผะ ผมไม่เข้าใจ... คะ คุณต้องการอะไรบอกผมสิ แต่อย่าหลอกหลอนผมเลย ร่างบางวอนขอถ้าผมทำอะไรให้คุณ มะ ไม่...ไม่พอใจ... ยะ อย่าทำอะไรผมเลยนะน้ำตาเริ่มคลอหน่วยจะไหลมิไหลแหล่

 

ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้เขา เร็นกลัวจนหลับตาปี๋ จนเห็นว่าไม่มีเสียงใดดังขึ้นมาเขาจึงลืมตาขึ้นมาใหม่อย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

ภาพที่เห็นคืออีกฝ่ายมองมือตัวเองนิ่งๆ ก่อนที่จะพึมพำออกมาเบาๆ

 

ตอนนี้พี่ปรารถนาอีกเพียงสิ่ง... ขอให้พี่สัมผัสตัวน้องได้ร่างตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมายิ้มเจื่อนๆ ให้กับเขาขอให้พี่เช็ดน้ำตาให้น้องได้เฉกเช่นที่เคยเถิด

 

ใบหน้าของอีกฝ่าย... เศร้าจนเขาเกือบลืมไป...

...ลืมไปว่าคนตรงหน้านี่ไม่ใช่คนอีกแล้ว...

 

ร่างบางนิ่งค้าง เกือบลืมความเจ็บปวดที่สะโพกซึ่งเพิ่งกระแทกพื้นมาหมาดๆ เขากัดริมฝีปากอย่างลืมตัวก่อนที่จะกลั้นใจเอ่ยถามออกไป

 

คุณ... เป็นใคร...

 

น้องจำพี่ไม่ได้หรือ?

 

ผะ ผม... ไม่เคยมีคนรู้จักแบบคุณ เขาเอ่ยตอบเสียงแผ่ว

 

ใช่สิ น้องคงจำพี่ไม่ได้แล้ว ร่างหนาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันคล้ายกับช้ำใจ มันก็ต้องหลายพันปีแล้วนี่นา

 

...เร็นนิ่งค้างกับคำพูดนั้น หลายพันปีอย่างงั้นเหรอ?

 

พี่ชื่อแบคโฮ อีกฝ่ายเอ่ยคำเฉลยออกมา เรารู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่น้องยังเป็นมินกิ

 

มินกิ... ไม่ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ชื่อนี้ไม่เคยอยู่ในหัวสมองเขาเลยด้วยซ้ำ คนรู้จักชื่อเช่นนี้ก็ไม่มี ใครกัน? มินกิคือใครกัน?

 

เราเป็นผัวเมียกัน

 

ห๊ะ! ร่างบางตะโกนเสียงดัง

 

บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้ว... ผัวเมีย? ทั้งที่เขาและคนตรงหน้าเป็นผู้ชายเนี่ยนะ ถึงหน้าเขามันจะหวานกว่าคนเดินตลาดทั่วไปเขาก็ยังมั่นใจว่าตัวเองไม่ปรารถนาใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายเลยแม้แต่น้อย!

 

มันนานมาแล้ว... ตั้งแต่น้องยังเป็นอิสตรี และพี่เป็นพญาเสือขาว ...นี่เขาได้ผัวเป็นเสือ ตาย... ผัวเป็นเสือเนี่ยนะ! เรื่องบ้าอะไรกัน! “นี่เป็นภพที่เก้าของน้องนับตั้งแต่เราได้ตายจากกัน อีกฝ่ายยังพูดต่อในขณะที่ปากของเขาอ้าค้างจนจะติดพื้นอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก พี่ไม่ไปผุดไปเกิดเพราะพี่รักน้องสุดดวงใจจนตัดใจลืมไม่ได้ พี่เฝ้ามองน้องมาตั้งเก้าภพ! น้องลืมพี่ไปเสียหมด ซ้ำยังได้พบกันยามที่น้องกลายเป็นผู้ชาย

 

ผะ ผม ...ก็รู้นี่ว่าเป็นผู้ชาย ก็คิดสิเว้ยว่ากรูไม่ใช่เมียเอ็งแล้ว!ผมเป็นผู้ชาย ร่างบางพูดออกมา อีกฝ่ายมองเขาเหมือนใจสลาย ผมไม่ใช่เมียของคุณหรอก... ปล่อยผมไปเถอะ...เร็นพยายามหาหนทางรอดให้ตัวเองเต็มที

 

ไม่ พี่ตามติดน้องมาถึงเก้าภพ เหตุใดพี่จะไม่รู้ว่าน้องเป็นดวงใจของพี่!

 

ผมเป็นผู้ชาย! เร็นเถียงเสียงแข็ง

 

เรื่องการที่ยมทูตส่งน้องมาเกิดด้วยการเตะวิญญาณเข้าร่างเหมือนเล่นกีฬาแล้วมันผิดพลาดเล็กน้อยพี่ไม่ถือหรอก อีกฝ่ายพูดเช่นเดิม แม้พี่ไม่มีชีวิตและน้องเป็นผู้ชายเราก็รักกันได้เช่นเคย

 

คนหน้าหวานอ้าปากค้างกับคำพูดของคนที่บอกว่าตนเป็นผีเสือขาวเสียเหลือเกิน

 

...นี่เข้าใจที่กรูพูดบ้างมั้ยฮะไอ้ผีหล่อ!...

 

           

 

ต้องถามด้วยเหรอว่าชเว เร็นทำอย่างไรต่อจากนั้น

 

ง่ายๆ... นอน! เขาสวดมนต์แล้วล้มตัวลงนอนคลุมโปง นานหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะหลับไป แรกๆ ไอ้คนที่บอกว่าเป็นผัวเขาก็พูดบ้าพูดบออะไรไม่รู้ นานเขาอีกฝ่ายก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เขาคิดว่าคงเมื่อยปาก (มันเมื่อยได้มั้ย... แต่นั่นแหละ มันเมื่อย!) จากนั้นเขาก็หลับไป

 

ฝัน... ทันทีที่ลืมตามา สิ่งที่เห็นคือความเงียบสงบ ร่างบางพึมพำออกมาเช่นนั้นเบาๆนั่นสิ จะมีจริงๆ ได้ยังไง คนบ้าอะไรรอกันตั้งเก้าภพ บ้า! ก่อนจะตามด้วยการบ่นยาวเสียอย่างงั้น

 

...คนอะไรรักเดียวใจเดียวขนาดนั้น...

...รอกันตั้งเก้าภพ... ไม่มีทางมีจริงหรอก...

 

เจ้าของใบหน้าหวานค่อยๆ ดันกายขึ้นมา มองไปที่หน้าต่างเล็กๆ ข้างเตียงนอนซึ่งตอนนี้ว่างเปล่าเพราะเพื่อนที่พักด้วยกันของเขาไปแนะนำตัวกับครอบครัวของคนรัก

 

แดดเริ่มแยงตาเข้ามาแล้ว ก่อนที่ร่างบางจะเหลือบตามองไปที่นาฬิกา พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบสิบโมงเข้าให้ เขาคงหลับนานไปจริงๆ นั่นแหละ

 

ร่างบางลุกขึ้นมาข้างนอกพร้อมกับอ้าปากหาว เริ่มรู้สึกหิวเล็กน้อยเข้าเสียแล้ว

 

เมื่อวานเขาต้องอ่านนิยายมากไปแน่ๆ ถึงได้ฝันอะไรพิลึกกึกกือแบบนั้น ให้ตายสิเร็น หรือในใจนายปรารถนาจะคบกับผู้ชายถึงฝันอะไรเพี้ยนๆ แบบนั้นออกมาได้!

 

น้องตื่นแล้วเหรอ

 

พ่อคุณแม่คุณ!

           

ตึง!

           

...นะ นี่มันเดจาวู!?

 

น้องเจ็บมากมั้ย เมื่อไหร่น้องจะเลิกตกใจพี่เสียที... เห็นแบบนี้พี่อดน้อยเนื้อต่ำใจเสียไม่ได้ ต้นเหตุที่ทำให้เขาก้นกระแทกพื้นพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายแอบประชดประชันเล็กน้อย

 

ร่างบางกระพริบตาปริบๆ ก่อนที่จะหันขวับไปมองข้างนอก มันยังสว่างอยู่เลย! นี่เขาโดนผีหลอกทั้งๆ ที่ยังสว่างอย่างงั้นเหรอ ใบหน้าหวานเหยเกเหมือนจะร้องไห้แต่น้ำตากลับไม่ไหลออกมาสักหยดทั้งๆ ที่ตอนนี้กลัวอีกฝ่ายจับใจ

 

คะ คุณยังไม่ไปอีกเหรอ ร่างบางเอ่ยออกมาหวาดๆ

 

พี่... ร่างหนาทำท่าเหมือนจะเคลื่อนกายเข้ามาใกล้

 

อย่าเข้ามานะ! เร็นแผดเสียงร้องลั่น คว้าสิ่งของใกล้ตัวมาเป็นเครื่องป้องกันตัวทันที ถะ ถ้าเข้ามาผมฟาดนะเฮ้ย! เขาขู่เสียงเข้ม

 

อุ๊บ... ฮ่ะๆ แต่คนที่ใช้มโนเป็นสำคัญ บอกว่าเป็นสามีของเขาเมื่อเก้าภพก่อนกลับคลี่ยิ้มกว้าง หัวเราะออกมาเบาๆ จะฟาดพี่ด้วยสิ่งนั้นหรือ

 

อะ เออ! เขาถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างโมโห เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าหน่อยๆ หยุดหัวเราะเลยนะไอ้บ้า! มันฟาดนายได้ แล้วก็เจ็บด้วยนะเว้ย!อยากจะเดินไปกระชากคอมันมาต่อยจริงๆ เลย กล้าดียังไงมาหัวเราะเขาขนาดนี้

 

แค่เขาเอาหมอนมาขู่เอง ไม่เห็นต้องหัวเราะขนาดนั้นเลย!

 

ชายหนุ่มร่างหนาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับภาพชายหนุ่มร่างบางถลึงตาโตๆ คู่นั่นออกมาพร้อมกำหมอนข้างในมือแน่นประมาณว่าถ้าเขาเข้าใกล้มากกว่านี้จะฟาดแน่ๆ ทำท่าเหมือนแมวที่โก่งตัวขู่ฟ่อ แต่ถึงอย่างงั้นชเว เร็นก็เป็นได้แค่ลูกแมวตัวน้อยๆ เท่านั้นแหละ

 

...แทนที่จะกลัวกลับทำให้น่ารักกว่าเดิมเป็นสิบเท่า

 

น้องมินกิ...

 

ผมไม่ใช่น้องมินกินะ!”

 

โธ่ น้องของพี่ ชายหนุ่มโอดครวญเบาๆ น้อยเนื้อต่ำใจ เหตุใดน้องจึงไม่ไยดีพี่เหมือนเก่า น้องลืมไปแล้วหรือว่าพี่ตายไปแล้ว น้องฟาดมาพี่ก็ไม่เจ็บหรอกนะ เขากล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ

 

เร็นนิ่งค้าง มองหมอนข้างในมือ เงยหน้ามองชายหนุ่ม ก่อนที่จะเขวี้ยงหมอนข้างออกโดยจงใจให้โดนชายหนุ่มเต็มๆ คล้ายว่าจะทดสอบ

 

เพล้ง!

 

แว๊กกกกก ของจงฮยอน!”

 

สุดท้ายเป็นร่างบางเองที่ต้องกรีดร้องออกมาดังลั่นเมื่อหมอนที่ขว้างออกไปทะลุผ่านร่างหนาแล้วไปกระแทกกับแก้วน้ำที่เอาไว้ใส่ดินสอปากกาอย่างแรง กลายเป็นแก้วน้ำใบนั้นร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วง แตกกระจายในที่สุด

 

เอาแล้ว... โดนของเขายังดีกว่านี้ ทำไมไปโดนของจงฮยอน!

 

ฮือ... โดนฆ่าแน่ เสียงหวานโอดครวญเบาๆ

           

พี่ช่วยมั้ย อีกคน... หมายถึงอีกผีชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ระวังบาด...

           

โอ๊ย! ...ว่าไม่ทันขาดคำ

 

เร็นที่ถลาเข้าไปจะเก็บกวาดแก้วน้ำของจงฮยอนก็โดนเศษแก้วบาดนิ้วเต็มๆ เขารีบปล่อยเศษแก้วในมือออกทันที ยกนิ้วตัวเองขึ้นมาดูดอย่างลืมตัวตามนิสัยประจำ

           

เดี๋ยวติดเชื้อ ร่างหนารีบเอ่ยปากปรามเสียงเข้ม เดี๋ยวพี่ทำให้ น้องนั่งนี่ดีกว่า เขาว่าพลางชี้ไปที่เก้าอี้ใกล้ๆ

           

ร่างบางมองอีกฝ่ายอย่างหวาดกลัวไม่หาย แต่เริ่มไม่โวยวายเหมือนแต่ก่อน บางทีถ้าผีนี่โผล่มาให้เห็นตอนกลางวันคงจะดีกว่า เล่นโผล่มาตอนพายุเข้าเมื่อคืน ใครสั่งให้โผล่มากันเล่า!

           

ไปนั่งสิน้อง เดี๋ยวพี่ทำแผลให้

 

            เร็นลังเลเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็ย้ายร่างไปนั่งตรงเก้าอี้นั่น คุณจะทำแผล...

 

            เอ่ยปากไม่จบประโยคดงโฮก็ดีดนิ้วดังเปาะ เสี้ยววินาทียาสามัญประจำบ้านที่อยู่ในซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ในห้องก็ลอยมา เร็นอยากจะปรบมือ หมายถึงถ้าที่นี่ไม่ใช่ห้องของเขาแต่เป็นเวทีการแสดงมายากล ให้ตายเถอะ ถึงตอนนี้จะสว่างอยู่แต่เขาก็ไม่ลืมหรอกนะว่าร่างหนาตรงหน้าเป็นผีไม่ใช่คน!

 

            สมัยก่อนเป็นน้องมากกว่าที่ต้องดูแลเรื่องแบบนี้ให้พี่... สงสัยพี่คงเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่อง

 

แบคโฮพูดไปเรื่อยเปื่อย เขาไม่ได้เคลื่อนมือมาสัมผัสร่างบางโดยตรง หากแต่กล่องยาสามัญนั้นเปิดเอง และลอยไปลอยมามาทำแผลให้เขาเอง ไม่นานพลาสเตอร์ก็ลอยขึ้นและค่อยๆ มาวางลงบนแผลที่ถูกทายาแล้วอย่างแผ่วเบา

 

เร็นไม่ได้พูดอะไร แต่รู้สึกอึดอัดไม่ใช่น้อย สุดท้ายก็ต้องเอ่ยปากแผ่วๆ ขะ... ขอบคุณ

 

ร่างหนาเงยหน้ายิ้มให้อีกคน เป็นคำขอบคุณตามมารยาที่เขาคิดถึงเป็นบ้า อยากจะสัมผัสน้องอีกสักหนจัง... เขาพึมพำเบาๆ

 

ผะ ผม…” ร่างบางอึกอัก ถึงเขารู้สึกกลัวน้อยลงไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึกกลัวสักหน่อย ยังไงๆ นี่มันก็ผีไม่ใช่เหรอ!

 

พี่อยู่ที่นี่ได้มั้ย คำพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเหมือนกับเคยคุ้นมาแต่กลับคิดไม่ออก

 

เร็นเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร สักพักร่างหนาก็เป็นฝ่ายถอนหายใจแล้วทำท่าจะหันหน้า

         

อะไรก็เอา

         

แต่เสียงหวานทำให้เขาหันขวับมา มะ เมื่อกี้น้องว่าอะไรนะ!”

           

ผม... เร็นสูดหายใจลึก เอาก็เอาวะ ถือว่าประสบการณ์ใหม่ในการใช้ชีวิต เผื่อว่าตอนอายุหกสิบต้องใช้ประสบการณ์แบบนี้ คุณอยู่ได้

           

ยอดรักของพี่!

           

หยุด!” ร่างของแบคโฮหยุดชะงักทันทีที่โดนตวาดเสียงดัง แต่ห้ามเข้าใกล้ผมในระยะสองเมตร ห้ามโผล่มาแบบน่ากลัว ห้ามลอย!” ร่างบางเอ่ยเสียงเข้ม ถลึงตามองเหมือนลูกแมวขู่ ยังไงๆ มันก็ไม่น่ากลัวอยู่ดี ห้ามบอกว่าผมเป็นเมียคุณด้วย!”

           

ชายหนุ่มมองอีกคนตาค้างกับประโยคสุดท้าย ก่อนที่จะทรุดกายลงพื้นทำไมน้องทำกับพี่แบบนี้ พี่ทำผิดพลาดไปตรงไหน... ไฉนน้องถึงไม่เหมือนเดิม! โอดครวญออกมาเสียงดัง น้ำเสียงเจ็บปวด ถ้าไม่ติดว่าคำพูดมันดูลิเก๊...ลิเก เร็นคงเผลอสงสารเข้าให้แล้ว

 

            ผมไม่ใช่เมียคุณ เสียงหวานว่าอย่างขุ่นเคือง ผมเป็นผู้ชายด้วย

 

            “ไม่ว่าน้องจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหัวใจพี่ก็มองแต่เจ้าเช่นเดิม แบคโฮเอ่ยถ้อยคำหวานเลี่ยนพร้อมกับขยับกายเข้ามาใกล้หมายจะกุมมือ

 

แต่ร่างบางไหวตัวทัน แผดเสียงร้องลั่น สองเมตร!”

 

...โอ๊ย แบคโฮแอบคิดถึงยอดดวงใจคนเก่า...

...เก้าชาติก่อนไม่เห็นขู่ฟ่อขนาดนี้เลยวุ้ย!...

 

 

 

ชเว เร็นเป็นมนุษย์ที่ทุกคนที่รู้จักรู้ดีกว่าเขากลัวผีมากแค่ไหน ตอนเด็กๆ เคยโดนพี่ชายเล่นพิเรนทร์ ปิดไฟแล้วมาหลอกในห้องน้ำหลังจากที่คืนก่อนหน้านั้นดูหนังผีติดกันถึงสามเรื่อง เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ติดตราตรึงใจ (?) เสียจนลืมมันไม่ได้สักที ยิ่งพี่ชายก็ชอบหาเรื่องมาแกล้งเขาบ่อยๆ ถึงตอนโตขึ้นมาจะเลิกแล้วก็เถอะ เขาไม่สามารถทำใจลืมมันได้จริงๆ

 

นั่นเป็นสาเหตุให้ผู้ชายอกสามศอก (ที่พลาดไปกัดสีผมตัวเองเพราะคำยุของเพื่อน แถมยังไม่สามารถกลั้นใจตัดผมตัวเองได้เลยเหมือนผู้หญิง) อย่างชเว เร็นเกลียดและกลัวผีมาก

 

...เชื่อเถอะ... ตอนนี้เขากำลังอาศัยอยู่กับผี...

...แถมผีนี้อ้างตัวว่าเป็นสามีเขาอีกต่างหาก ฮ่วย!...

 

น้องอาบน้ำนานจัง คำกล่าวของผีหนุ่มทำให้เร็นหันขวับ มองตาขวาง

 

เขาเรียกว่ารักความสะอาดต่างหาก ร่างบางเถียงเสียงขุ่น คุณเถอะ บอกว่าเป็นผี แต่จะติดใจอะไรกับผมนักหนา ทำไมไม่ไปเกิดเสียที แต่เขาได้รู้ตัวหลังพูดจบว่าพลาดไปแล้ว

 

ก็พี่รักน้อง อีกฝ่ายเอ่ยปากชัดถ้อยชัดคำ

 

ถ้าหากตัดเรื่องภาษาโบราณและเรื่องที่บุคคลตรงหน้าเป็นผู้ชาย (แถมยังเป็นเสือขาว...) เร็นคงขอแต่งงานด้วยเลยแท้ๆ ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจ

 

พี่ทำใจไม่ได้ พวกเราจากกันเร็วเกินไป พี่ยังไม่พร้อมตอนที่น้องจากไป

 

คนหน้าหวานไม่เอ่ยปากพูดอะไร เงียบกริบ ฟังคนตรงหน้าเพ้อเจ้อถึงรักครั้งเก่า ที่ดูเหมือนจะเป็นเก้าชาติที่แล้วของเขา

 

เราไม่มีทายาทกันด้วยซ้ำ น้องจากไปพี่ก็ได้แต่บำเพ็ญเพียร กลายเป็นว่าหลุดจากวัฎจักรเวียนว่ายตายเกิด แต่ใจพี่ยังผูกกับน้อง ทำให้ไปไหนไม่ได้เสียที เสียงทุ้มเอ่ยและยิ้มเศร้าๆ ทั้งที่พี่รักน้องเพียงนี้ แต่น้องกลับจำพี่ไม่ได้เลย น่าเศร้าใจเสียเหลือเกิน

 

ผมหิว เร็นเอ่ยตัดบท ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ครัวเล็กๆ ในห้องพัก ถึงจะเรียกว่าครัวแต่มันก็มีแค่เตาสำหรับปิกนิกและตู้เย็นเท่านั้น

 

มือบางคว้าซองจาจังมยอนที่วางไว้หลังตู้เย็นมาเป็นอาหารเย็น เขากับจงฮยอนมีอาหารสำเร็จรูปอยู่ในห้องเกือบสองโหล แถวนี้ไม่มีอะไรให้ไปซื้อกินเท่าไหร่ แถมทั้งสองคนก็เป็นผู้ชาย ถึงจงฮยอนจะได้แฟนเป็นผู้ชายก็เถอะ เรียกได้ว่าทำจาจังมยอนโดยที่หอไม่ไฟไหม้ก็ถือว่าเป็นบุญหนักหนาแล้ว

 

ร่างหนายังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน สายตาจับจ้องที่อีกคนในห้อง จู่ๆ ก็โดนตัดบทแบบนั้นทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ชอบที่ว่าเป็นเมียรักของเขาเมื่อเก้าภพก่อน

           

แต่ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายนั่นแหละ... ถึงลืมกันไปหมดแล้ว แต่เขาไม่ไปไหนก็เพราะคนๆ นี้

           

คุณหิวมั้ย อา... หิวไม่ได้สินะ

 

เร็นชะโงกหน้ามาเอ่ยถาม แต่สุดท้ายก็ตอบเอง

           

จริงอย่างที่ร่างบางบอก แบคโฮไม่รู้สึกหิวอะไรมาตั้งนานแล้ว เขาลืมไปแล้วว่าความรู้สึกนั้นเป็นยังไง แต่เขาก็รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกินคืออะไรเลยเอ่ยเตือนเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง

 

น้องกินอันนั้นมันไม่ดีนะ

           

เร็นทำหน้าแปลกใจ คุณรู้ด้วยเหรอ

           

จาจังมยอน ผีหนุ่มตอบ พี่อยู่กับน้องมาตั้งนาน เหตุใดจึงจะไม่รู้

           

คุณพลาดแล้วที่ไม่ได้กินมันร่างบางว่าพลางหยิบหม้อที่ใช้ต้มมาวางไว้บนโต๊ะกินข้าวเล็กๆ พร้อมกับตะเกียบคู่หนึ่ง

 

            พี่ไม่อยากกินหรอก อาหารรสมือน้องอร่อยกว่าเยอะ

 

            คิ้วบนใบหน้าหวานขมวดกัน แอบนึกสงสัย ถ้าหากเขาเคยทำอาหารอร่อยทำไมมันไม่มีมาถึงชาตินี้บ้าง นี่มันไม่ยุติธรรมเลย วิญญาณดวงเดียวกันแท้ๆ

 

            เอ๊ะ... นี่เขาเชื่อว่าเขาเป็นเมียรักอีกคนแล้วเหรอ...

          ...นี่เขายอมรับว่าอีกคนเป็นสามีเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!

 

            นี่ กลิ่นหอมขนาดนี้คุณยังไม่รู้สึกหิวอีกเหรอ เร็นเอ่ยถามเพราะต้องการเปลี่ยนเรื่อง

 

            ก็หอมหรอก... แต่ไม่รู้สึกหิวเลย แบคโฮตอบอย่างงุนงงเล็กน้อย ลืมไปแล้วว่ารู้สึกหิวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

 

            เหรอ ดีนะ ไม่โลภดี เขาพยักหน้า

 

            แต่พี่ยังรู้สึกอิ่มได้นะ

 

คำพูดต่อมาทำให้ร่างบางขมวดคิ้วอีกรอบ อะไรของมัน... ไม่รู้จักหิวแล้วทำไมมีการอิ่ม แต่เขาไม่ทันได้ถามอะไรออกมาอีกคนก็จัดการชิงพูดเสียก่อน

 

อย่างตอนเห็นน้องยิ้มแบบนี้... ก็ อิ่มแล้ว

         

...เดี๋ยวปั๊ดทุ่มโต๊ะกับหม้อใส่เลย...

          ...ไหนว่าเป็นพญาเสือขาว ทำไมมันหยอดเก่งจังวะ!...

           

 

 

            “คุณจะอยู่นี่ไปอีกนานแค่ไหน ร่างบางเอ่ยปากถามคนที่นั่งอยู่ข้างกายเบาๆ ขณะที่กดรีโมทเปลี่ยนรายการทีวีไปเรื่อยๆ

 

            วันหยุดยาวกำลังจะหมดลงในอีกไม่ถึงสามสิบชั่วโมงข้างหน้า เร็นเริ่มเคยชินกับเวลาสามวันนี้ แรกๆ ก็ไม่พูด ไม่คุย ปล่อยให้อีกคนพูดกับลม ไม่นานก็เริ่มโวยวาย สักพักก็เริ่มเอ่ยปากคุยบ้างแต่ก็ยังเว้นระยะห่าง

 

...บางทีระยะห่างนั้น...

          ...อาจจะเป็นคำว่า มีชีวิต ก็ได้...

 

            “น้องอยากให้พี่ไปมากหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

 

            เร็นขมวดคิ้ว “ไปได้ก็ดีนะ”

 

เขายังไม่ลืมว่าอีกฝ่ายตอนนี้อยู่ในสถานะอะไร ตำแหน่งเจ้าที่ ไม่สิ... หมายถึงตำแหน่งไม่ใช่มนุษย์ อันที่จริงเขายังกลัวผีอยู่ดีนั่นแหละ

           

“โธ่ น้อง” อีกฝ่ายคร่ำครวญเสียงอ่อย “จำไว้นะ

           

เร็นไม่กล่าวอะไร กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยใจ บางทีเขาอาจจะกำลังสับสนว่าตัวเองเลี้ยงเด็กหรือเลี้ยงผี

 

เอ๊ะ แบบนั้นควรจะใช้คำว่า กุมารทอง แต่อย่างไรก็ตาม... แบคโฮยืนยันอยู่ตลอดว่าเขาไม่ใช่ผีถึงจะใกล้เคียง เขาเป็น พญาเสือขาวต่างหาก

           

แบคโฮเลิกพูดเรื่องผัวเมียไปบ้าง มันทำให้ร่างบางดีใจแทบพูดไม่ออก ยอมรับว่าตัวเองจะอยู่กับผีไม่ได้แปลว่ายอมรับว่าตัวเองเป็นเมียผีสักหน่อย!

           

“จงฮยอนจะกลับมาแล้วนะ” คนหน้าหวานเอ่ยปากออกมาเบาๆ คล้ายกับพูดขึ้นมาลอยๆ

            “พี่รู้แล้ว... เห็นทีน้องคงอยากให้พี่ไปจากที่นี่มากใช่มั้ย” ร่างหนาพูดออกมาอย่างประชดประชัน “ใช่สิ พี่รึเริ่มทำตัวเหมือนชายชู้ ยามน้องมีเขาพี่ก็ต้องไป...” ทำท่าโศกเศร้าอีกนิดจนคนฟังหันมาทำหน้าแหยใส่

 

            “จงฮยอนเป็นเพื่อน” มันมีแฟนแล้วแถมเป็นฝ่ายโดนจิ้มด้วย เขาต่อคำพูดนั้นในใจ “และคุณไม่ใช่ชู้ด้วย”

 

            “หมายถึงพี่เป็นตัวจริงน่ะหรือ”

 

            “ผมหมายถึงไม่ได้เป็นอะไรกันเว้ย!” เกลียดนิสัยพูดเองเออเองจริงๆ คนสมัยก่อนมีนิสัยนี้กันหมดเลยรึเปล่า!

 

            ชเว เร็นหันไปถลึงตาใส่อีกคนอย่างหงุดหงิดใจก่อนจะปาหมอนอิงที่ตัวเองถือไว้โยนใส่อีกคน แต่มันก็ไร้ผลเพราะทะลุร่างไปเหมือนเคย

 

            ให้ตายสิ เขาลืมทุกทีว่าหมอนี่แตะต้องอะไรไม่ได้ หงุดหงิดแทบบ้า เขาเป็นพวกปากว่ามือถึง อะไรใกล้ๆ ก็เขวี้ยงเอาเขวี้ยงเอา ยังดีที่ไม่เคยทำให้อะไรเสียหายมาก อย่างมากก็แค่แก้วแตก

 

            แบคโฮยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิดจนอีกฝ่ายแผดร้อง

 

“สองเมตร!”

           

...ทำตัวเหมือนแมวอีกแล้ว

 

ร่างหนาอดคิดแบบนั้นไม่ได้ ชาติก่อนอ่อนหวานเหตุใดชาตินี้ถึงเป็นเช่นนี้ไปได้นะ ได้แค่สงสัยแต่ไม่เอ่ยปากถาม เขาถอยกลับไปนั่งที่เดิม ห่างกันสุดปลายโซฟาที่เอาไว้สำหรับนั่งสามคน

 

            “น้องอยากจากพี่ไปไกลเพียงนั้นเชียวหรือ”

 

            “ใช่” เป็นคำตอบที่ไม่ต้องหยุดคิดแม้เสี้ยววินาที

 

            อีกฝ่ายบุ้ยปาก เร็นมองจากปลายหางตาแล้วอยากหัวเราะ ทำตัวเหมือนเด็กทั้งๆ ที่อยู่มาตั้งเก้าภพแล้วแท้ๆ “แค่นี้พี่ก็ดีใจแล้ว”

           

...ภาษาลิเก... คนผู้เป็นพญาเสือขาว...

          ...แต่อยากทุ่มโต๊ะเพราะเขินแปลกๆ จริงเว้ย!...

         

ไม่ใช่คนขี้อาย ปกติเคยโดนคนมาหยอดเล็กหยอดน้อยบ้างตามประสา ทั้งผู้ชายผู้หญิง ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยรู้สึกเขินอายเลยสักครั้ง หรือว่านี่มันมุกโบราณจนเขาต้องเขิน?

 

นี่เขาชอบผู้ชายแนวพระเอกลิเกหรือเนี่ย! เป็นเรื่องที่น่าเครียดจริงๆ

           

“น้องยื่นมือมาได้มั้ย”

           

“...ฮะ?” คนฟังขมวดคิ้ว “จะ จะทำอะไร” เอ่ยถามเสียงหวาดๆ อีกฝ่ายเป็นผีนะ เขายังไม่ลืมง่ายๆ หรอก

           

“น้องยื่นมือมาหาพี่ไม่ได้หรือ” อีกคนเริ่มทำเสียงเศร้าโศกเสียใจ “ใช่ซี พี่มันแค่ผัวเก่า...”

           

“อ๊ากกกก!” เร็นแผดเสียงร้องลั่นอย่างโมโห สะบัดแขนใส่ “เอ้า ยื่นแล้ว เลิกพูดสักที!”

           

สามวันที่อยู่ (?) ด้วยกันทำให้รู้ว่าวิธีทำให้อีกคนปิดปากไม่ใช่การบ่นหรือการขว้างสิ่งของแต่เป็นการยอมตามต้องการ แม้จะเป็นการทำด้วยความจำยอมก็ทำให้แบคโฮยิ้มจนน่าหมั่นไส้ เหมือนกับตอนนี้ เห็นแล้วอยากจะฟาดฝ่ามือลงแรงๆ

           

“...จะ จับได้เหรอ” ร่างบางเอ่ยถามเสียงแผ่วเมื่อมืออีกคนเคลื่อนที่มาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

 

            ร่างหนาเงยหน้ามายิ้มให้ “ไม่ได้”

 

            “แล้วคุณจะ...”

 

            พูดไม่ทันจบมือหนาก็เคลื่อนเข้ามาประกบกับมือที่ยื่นไปเบาๆ เหมือนกับทำไฮไฟว์

 

            เร็นไม่รู้สึกอะไรสักนิด ไม่เหมือนกับสัมผัสมือคนอื่น ไม่รู้สึกว่าเขาได้จับมือกับใคร ไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิที่มาจากร่างกายมนุษย์แบบทุกครั้ง

 

            เพียงแต่พออีกคนเงยหน้าขึ้นมามองตาเขาและคลี่ยิ้มกว้าง กระซิบถ้อยคำแผ่วๆ

 

          “บางทีได้ใกล้น้องแค่นี้... ก็คงเพียงพอสำหรับพี่”

 

          ...ไม่มีความร้อนจากอุณหภูมิมนุษย์ รู้สึกเหมือนกับได้สัมผัสอากาศ...

          ...หากแต่รู้สึกอบอุ่นมากเสียจนลืม...

           

...ลืมว่าเจ้าของฝ่ามือที่สัมผัสกันไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว...

 

 

 

ชเว เร็นขยับตัว พลิกกายไปมาอย่างอ่อนแรง ก่อนที่นัยน์ตาหวานค่อยๆ ปรือตาขึ้นมอง แสงแดดที่ส่องจากหน้าต่างแยงตาเข้ามาจนมือบางต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาปิด เขาไม่ชอบช่วงเวลาช่วงเช้า... มันรู้สึกเหมือนเวลาที่การ์ตูนสมัยเด็กพูดขึ้นมาว่า หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิอะไรประมาณนั้น

 

พรึ่บ!

 

อะไรเนี่ย! ร่างบางลุกขึ้นมาโวยวายเสียงดัง คุณทำ...

 

ฉันสิต้องถามว่าอะไรของนาย!

 

จะ จงฮยอน...

 

ก็ใช่น่ะสิ จะเป็นใครไปอีกเล่า!” คนตัวเล็กตรงหน้าถลึงตาใส่คนที่เพิ่งลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงนอน นายนี่จริงๆ เลย... ทำไม่ดูแลตัวเองมากกว่านี้ฮะ นายรู้มั้ยว่าฉันตกใจแค่ไหนตอนที่เห็นว่านายลืมล็อกประตู โอ๊ย จะบ้าตาย นึกว่าเปิดประตูเข้ามาจะเห็นนายเป็นศพไปซะแล้ว!”

 

นายกลับมา... ตะ ตอนไหนกัน เร็นเอ่ยปากถาม รู้สึกเหมือนสติยังกลับมาไม่ครบ

 

เพิ่งจะมาถึง จงฮยอนตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย เอาเถอะ นายไม่ตายก็ดีแล้ว

 

แล้วมินฮยอน?

 

เร็นเอ่ยปากถึงคนรักที่หนีตาม... ไม่สิ น่าจะเรียกว่าคนรักที่ตอนนี้พาจงฮยอนเข้าบ้านไปแนะนำต่อครอบครัวแล้ว จะว่าไปเขาก็แอบอิจฉาไม่เบาเหมือนกัน แต่ถ้าต้องมีแฟนเป็นผู้ชายเขาขอคิดสักระยะก็แล้วกัน

 

อยู่ข้างนอก ให้ตาย... นี่ตกใจจริงๆ นะ ขืนเห็นศพนายโดนฆ่าตายจากโจรขึ้นมาฉันคงสยองแหงๆ

 

คนตัวเล็กพูดอย่างไม่จริงจังอะไรนัก ตอนเขาเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นว่าไม่ได้ลงกลอนไว้ ตอนนั้นสมองของเขาเห็นภาพหนังสือพิมพ์ที่มีหัวข้อพาดข่าวไว้ว่า ดับอนาถ นักศึกษาโดนเพื่อนทิ้งในหอพัก หาอาหารกินเองไม่ได้จนอดตายหรือไม่ก็ นักศึกษาลืมล็อกกุญแจ โดนโจรใจบาปบุกฆ่าในหอพักจะเป็นอย่างไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น จะว่าไปตัวเขาก็กลัวผีพอๆ กับอีกฝ่าย ถ้าขืนเกิดเหตุการณ์แบบนั้นแล้วเขาคงย้ายหนีแทบไม่ทัน

 

เดี๋ยวลุกได้แล้ว ฉันซื้อของกินมาฝากด้วย

 

...

 

เร็วๆ สิ!”

 

โอ๊ย รู้แล้วน่า! เร็นกระแทกเสียงใส่เพื่อน แอบหัวเสียเล็กน้อยที่นับวันๆ จงฮยอนยิ่งทำตัวขี้บ่น เพราะมีแฟนเป็นผู้ชายหรือยังไงกัน

 

ร่างบางฝืนลุกตัวเองออกมาจากเตียงนอนนุ่มๆ รู้สึกเหมือนโดนพรากลูกพรากแม่อะไรแบบนั้น เดินสะลึมสะลือเข้าห้องน้ำมาล้างหน้าล้างตา เหลือบมองนาฬิกาพบว่าตอนนี้ก็เป็นเวลาสายพอควร นั่นคงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงรู้สึกหิวเล็กน้อยเช่นนี้

 

ย๊า แบคโฮ นายอยู่ไหนน่ะ อย่าโผล่มาให้เห็นนะ

 

...

 

ความเงียบทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เจอกับผีหนุ่มคนนั้นเขารู้สึกหงุดหงิดเนื่องจากมีเสียงทุ้มๆ มากวนหูตลอดเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่เว้นแม้กระทั่งตอนนอน แต่คราวนี้กลับเงียบกริบ

 

แบคโฮ? นายอยู่ไหนเนี่ย

 

ร่างบางเรียกชื่ออีกฝ่ายอีกครั้ง พยายามจะไม่ส่งเสียงดังมากเดี๋ยวจงฮยอนกับแฟนหนุ่มสงสัย เขาชะโงกหน้าออกมานอกห้องน้ำ

 

นายอยู่รึเปล่า... คิ้วยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้น นอกจากไม่มีเสียงตอบรับแล้วยังไม่มีร่างนั้นปรากฏให้เห็นย๊า ไม่อยู่จริงๆ เหรอ?

 

จากที่เป็นความแปลกใจในตอนแรก ตอนนี้มันเริ่มถูกแทนที่เข้ามาด้วยความรู้สึกใจเสีย

 

เขาเดินออกมาจากห้องนอนแล้วเปิดประตูพรวดเข้าไปในส่วนห้องนั่งเล่นเล็กๆ เห็นมินฮยอนกับเพื่อนของตนนั่งดูทีวีอยู่แต่เขากลับไม่รู้สึกสนใจใดๆ ทั้งสิ้น รีบเดินเข้าไปในแต่ละห้อง เปิดปิดประตูเสียงดังด้วยความร้อนใจ เล่นเอาคนที่อยู่ให้อีกสองคนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

 

หาอะไรน่ะ เสียงจงฮยอนเอ่ยปากถาม

 

แบค...!” เร็นชะงักไปชั่วครู่เมื่อเดินออกมาจากในครัวก็ยังไม่พบกับร่างที่อยากเจอ

 

แบค? แบคอะไร คนตัวเล็กเอ่ยปากถามด้วยความแปลกใจ

 

บะ แบค... แบคโฮ...

 

เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกลังเลที่จะตอบเล็กน้อย เขารู้สึกชาตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าเมื่อจงฮยอนมองเขาอย่างไม่เข้าใจระคนสงสัยว่าสิ่งที่เขาพูดถึงคืออะไร เร็นจึงรีบเอ่ยปากบอกต่อทันที

 

นะ หนูแฮมสเตอร์!”

 

อะไรนะ? เล่นเอาคนได้ยินร้องเสียงหลง นายซื้อหนูมาจากไหน!

 

มันหลงมา...เขาโกหกเสียงอ่อย กะ ก็เลยเลี้ยงไว้ เสริมต่ออีกนิดเพื่อความน่าเชื่อถือ

 

แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น จงฮยอนทำสีหน้าเหลือเชื่อจนเขาคิดว่านี่เขาดูเป็นคนใจบาปมากเลยหรือที่จะไม่เลี้ยงสัตว์เล็กๆ ที่หลงมา

 

อีกฝ่ายยักไหล่ มันคงจะกลับไปหาเจ้าของมันแล้วละมั้ง ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจทีวีต่อ

 

เจ้าของใบหน้าหวานเดินตามหาผีที่อ้างตัวว่าเป็นผัวของเขาตั้งแต่เก้าภพก่อนแถมยังรักเขามากเสียจนบอกว่าไม่กังวลเรื่องเพศ ไม่กังวลกระทั่งเรื่องที่ว่าตัวเองเป็นผีแต่เขาเป็นมนุษย์ที่ยังมีเลือดเนื้อและลมหายใจ

 

เดินหาอยู่ไม่กี่สิบนาทีก็ยอมแพ้ พื้นที่มีอยู่เพียงนิดเดียวแต่กลับหาไม่เจอสักที เขาหันไปมองที่ระเบียงบ่อยๆ เผื่อว่าอีกฝ่ายจะลอยตัวอยู่ตรงนั้น หากแต่เจอเพียงท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

 

...ใครกันบอกว่าใกล้กันเพียงนี้ก็พอใจเมื่อคืน...

...แล้วใครคนนั้น... จะจากกันไปไกลเพื่ออะไร?...

 

ความน้อยใจถาโถมเข้าใส่ในอกอย่างรุนแรง มือบางยกขึ้นมาในนัยน์ตาตนมอง เขาไม่รู้สึกถึงสัมผัสของผีลิเกแม้ว่าจะเห็นเต็มสองตาว่ามือของเขาและอีกฝ่ายแตะกัน

 

เมื่อคืนยังอยู่ดีๆ... เร็นพึมพำเบาๆ เขาพยายามย้อนนึกถึงเมื่อคืน รู้สึกมันเลือนรางทั้งที่ผ่านมาไม่ถึงสิบชั่วโมง

 

จำได้ว่าเขานั่งอยู่ตรงโซฟานั้น โซฟาที่ตอนนี้มินฮยอนกับเพื่อนของเขานั่งอยู่ หากแต่เขานั่งห่างกับร่างหนาเป็นวาๆ จนสักตีสองเขารู้สึกง่วงจึงปลีกตัวมาที่ห้องนอน อีกฝ่ายตามเข้ามาและถามอะไรบางอย่างกับเขา

 

เมื่อนึกได้เช่นนี้คิ้วก็พลันขมวดเข้าหากัน...

 

ถาม? ถามอะไร

 

น้อง กระดาษใบนี้พี่เขาได้รึเปล่า

 

ทำอะไรก็ทำไปเถอะจำได้ว่าตัวเองอ่อนเพลียและโหยหาที่นอนมากจึงตอบแม้ว่าไม่ได้หันไปดู เขียนได้ก็ทำไป

 

มือพี่จับไม่ได้ใช่ว่าไม่มีอิทธิฤทธิ์นะ คำพูดที่ดูงอนง้อของอีกฝ่ายเป็นอย่างสุดท้ายที่ชเว เร็นจำได้ ตอนนั้นเขาง่วงมากจริงๆ เลยไม่ได้สนใจอะไรสักอย่าง

 

แล้วตอนที่เขามีสติครบถ้วนดีตอนนี้เขาควรทำอะไร...

 

ถามตัวเองแล้วรีบเดินไปหากระดาษใบที่ว่า เร็นเห็นกระดาษใบเล็กๆ วางอยู่ข้างหัวนอน มือบางรีบคว้ามันขึ้นมาไล่สายตาอ่าน ทันทีที่อ่านจบก็ขยำมันด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เหมือนทุกอย่างตีกันมั่วไปหมด

 

...เขากลัวผี

หากแต่ตอนนี้เขาอยากให้ผีตนนั้นอยู่ข้างๆ

 

...เขาไม่เคยมีความปรารถนาให้มีผู้ชายมาบอกว่าเขาเป็นเมีย

หากแต่ตอนนี้ก็อยากได้ยิน

 

...เขาไม่เคยพอใจที่มีถ้อยคำลิเกหยอดทุกเช้าเย็น

หากแต่ตอนนี้เริ่มนึกถึง

 

...ไอ้เลว เร็นเอ่ยปากพูดเสียงเข้ม เออ อยากไปก็ไปเลย ไปไกลๆ เลย อย่ากลับมาให้เห็นอีกนะ!” พูดเสียงต่ำลอดไรฟันอย่างคับแค้นใจสุดซึ้ง มือกำกระดาษที่บรรจงเขียนด้วยวิธีใดไม่รู้จากผีตนนั้น ไม่อยากอ่านอีกครากลัวว่าจะรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม ...อย่ากลับมา

 

ยามรัก แสนรัก ปักในทรวง

ยามห่วง แสนห่วง ดวงฤทัย

ยามห่าง แสนห่าง ช่างไกลใจ

...ยามใกล้ แสนใกล้ ต้องจากลา

 

...อาจจะเป็นเพราะเก้าภพที่แล้วเคยพลัดพราก...

...จากกันตอนนี้... ถึงได้ปวดใจขนาดนี้...

 

อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกเลย...

 

 

 

สามสัปดาห์ผ่านไป

 

เร็นกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ เขาคิดและบอกตัวเองเสมอว่านี่คือสิ่งที่ชีวิตเขาเป็นมาตลอดตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เหตุใดถึงปล่อยให้เวลาไม่เต็มสามวันดีมาเป็นสาเหตุให้เขาเปลี่ยนไป

 

...เขาก็ยังเป็น ชเว เร็นคนเดิม...

...ไม่ใช่เมียรักของพญาเสือขาวงี่เง่าคนนั้น...

 

ความวุ่นวายในมหาลัยหลังจากวันหยุดยาวนั่นทำให้เขาลืมเรื่องพิลึกที่เกิดกับเขาในสามวันไปเกือบหมดสิ้น ทุกอย่างทำให้เขาเหนื่อยล้า เรียน... กิจกรรม... เรียน... แล้วก็กิจกรรม มันวนซ้ำไปมาจนเขากลับมาแล้วรีบอาบน้ำและล้มตัวนอนเหมือนตายทุกๆ วัน

 

ยิ่งตอนนี้เริ่มเข้าใกล้ช่วงสอบเลยมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ในคาบบ่อยๆ โดยเฉพาะเทสย่อย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครปรารถนา

 

เขายังดีกว่าจงฮยอนที่อยู่กันคนละภาค ได้ยินว่าวิชาเอกของจงฮยอนแย่กว่าเขาเยอะ อาจารย์เคี่ยวเสียจนมีเอหลุดมาเพียงแค่สองสามคนนั้นภาค เรียกได้ว่าโหดสุดๆ จนร่างเล็กๆ นั่นกลับมาถึงหอแล้วนอนทันที ไม่มีการเดินไปอาบน้ำด้วยซ้ำ จนเขาต้องปลุกอีกฝ่ายให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำทุกๆ วัน ช่วงหลังๆ มานี่เริ่มปล่อยไปแล้ว อย่าเอาเชื้อซกมกมาปล่อยให้โดนตัว เร็นก็พอใจแล้ว

 

ชเว เร็น!

 

ฮือ เจ้าของชื่อส่งเสียงงัวเงีย ขอเวลาอีกแป๊บได้มั้ย...

 

ไม่ได้ นี่เรื่องด่วน!ร่างเล็กเจ้าของผิวสีเข้มกระชากหมอนที่เพื่อนร่วมห้องพักดึงมาปิดหัวทุยๆ ที่ตอนอยู่อย่างเหลืออด นายไปอาบน้ำแต่งตัวเร็ว!

 

อะไรของนายเนี่ยจงฮยอน คนหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ ไม่ตลกนะ... เมื่อคืนฉันนอนตั้ง... กำลังจะเอ่ยปากบอกว่าเคลียร์รายงานถึงตีสองแต่คนตรงหน้าสวนกลับมาเสียงดัง

 

เราต้องไปซื้อของเข้าหอ แต่มีเรื่องด่วน ฉันรีบ!”

 

สุดท้ายเร็นก็ต้องขุดตัวเองออกมาจากเตียงนอนเนื่องจากไม่เคยได้ยินเสียงลนลานดูรีบร้อนจากเพื่อนมาก่อน ปกติอีกฝ่ายเป็นคนใจเย็นมากแท้ๆ

 

เขาไม่ได้เอ่ยถามว่ามีธุระด่วนอะไรเข้ามาเพียงเนื่องจากมือของเพื่อนรีบดันให้เขาเข้าไปในห้องน้ำแถมยังเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าธุระนี้คงเร่งด่วนจริงๆ

 

เขาได้ยินเสียงแว่วๆ ว่าเพื่อนร่างเล็กของตัวเองคุยกับแฟนหนุ่มเท่านั้นเอง

 

มินฮยอน... ฟื้นแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวจะรีบไปนะ

 

...ใครฟื้นกันเหรอ?...

 

แน่นอนว่าเร็นไม่ทันได้เอ่ยถามเพราะโดนคนร่วมห้องเคาะประตูให้รีบออกมาเร็วๆ ทั้งๆ ที่ปกติเขาใช้เวลาอาบน้ำพอควรแท้ๆ รอบนี้ก็ต้องรีบออกมาภายในสิบห้านาที

 

สงสัยจงฮยอนจะรีบมากจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเรื่องอะไรด่วนมากมายเพียงนั้น

 

 

 

เร็นโดนใช้ให้ไปหาซื้อของเข้าหอส่วนเพื่อนร่วมห้องที่นัดกันเสียดิบดีว่าต้องไปซื้อของในการใช้ชีวิตต่างๆ มาเพิ่มกลับบอกว่าต้องไปโรงพยาบาลเนื่องจากเพื่อนที่ภาคคนหนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุอาการดีขึ้นเลยจะไปเยี่ยม

 

พอได้ยินเช่นนั้นเลยไม่ได้ถามต่อ เขาอยู่คณะเดียวกับจงฮยอนหากแต่เป็นคณะใหญ่ ภาคจงฮยอนเป็นภาคเล็กๆ ที่คนสนิทกันหมด ถึงเขาจะรับรู้เรื่องมีเพื่อนร่วมคณะประสบอุบัติเหตุหนักแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เนื่องจากไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว

 

พอได้ของที่ต้องการมาเสร็จเรียบร้อยเขาก็ตกลงตั้งแต่ก่อนแยกกันว่าจะไปหาที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับห้างที่ตอนนี้คนหน้าหวานอยู่ เนื่องจากว่ามินฮยอนอาสาจะไปส่งที่หอเลยให้เอาของต่างๆ ไปวางไว้ที่รถก่อน เหมือนกับจงฮยอนรู้อย่างไรอย่างงั้นว่าของที่ร่างบางถือมันเต็มสองมือแค่ไหน

 

พอเขาข้ามมาฝั่งโรงพยาบาลก็เห็นมินฮยอนรอเขาอยู่ตึกอยู่แล้ว

 

สวัสดี

 

สวัสดีเร็น อีกฝ่ายยกยิ้มให้

 

อา... เร็นรู้สึกหมั่นไส้รอยยิ้มนี้แบบบอกไม่ถูก ไม่รู้สิ มันเป็นรอยยิ้มแบบ เจ้าช๊าย... เจ้าชายอะไรประมาณนั้น แบบโลกสว่างขึ้นมาทันตา

 

ร่างสูงกว่าตรงหน้าเอ่ยปากอาสาช่วยเพื่อนคนรักถือของ แน่นอนว่าร่างบางก็ไม่อิดออด ถือว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำมีคนมาแบ่งเบาภาระ ปกติเวลาเขาซื้อของเข้าหอมันก็จะเยอะมากมายแบบนี้ประจำ เพียงแต่เขาจะไปกับจงฮยอนเสมอๆ เพราะเช่นนั้นวันนี้เร็นเลยรู้สึกว่าของต่างๆ มันเยอะมากกว่าปกติ

 

อ๊ะ ผมลืมกุญแจ

 

อ้าว ร่างบางเอ่ยปากขึ้นมา เดี๋ยวเราไปเอาให้ดีกว่า

 

จะดีเหรอ เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบากนะมินฮยอนไม่อยากรบกวนคนตรงหน้าเท่าไหร่เพราะไม่ได้สนิทกันมาก ไม่ได้รู้จักในฐานะเพื่อน รู้จักกันในฐานะเดียวคือเพื่อนแฟนเดี๋ยวผมโทรให้จงฮยอนเอามาให้ดีกว่า แล้วจะได้ไปกันเลย

 

วันนี้มันลืมเอามือถือมา เร็นถอนหายใจ นึกไปถึงตอนขึ้นรถมาด้วยกันแล้วอีกฝ่ายโวยวายบอกว่ารีบไปหน่อย ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวเราขึ้นไปเอง

 

อ๋อ... ขอบคุณนะ

 

อื้มๆ เขาพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจอะไร ห้องอะไรนะ

 

“303 ขึ้นชั้นสามแล้วเลี้ยวขวาครับ ห้องเกือบริมสุด

 

ร่างบางรับรู้แล้วบอกให้มินฮยอนรออยู่ที่นี่เดี๋ยวจะรีบกลับมา เขาเดินไปขึ้นลิฟต์ที่หน้าตึกแล้วกดชั้นสาม เดินไปตามที่อีกฝ่ายบอก ดูเหมือนชั้นนี้จะมีแต่กลุ่มคนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียส่วนใหญ่

 

ร่างบางพาตัวเองมาหยุดที่ห้องซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า 303  ก่อนจะไล่สายตาที่ชื่อที่เขียนอยู่

 

คัง ดงโฮ? เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป จงฮยอนหยิบกุญแจ...

 

คนที่นอนอยู่บนเตียงหันมาก่อนที่สองนัยน์ตาจะประสานกัน

 

ร่างบางกลืนคำพูดทั้งหมดลงคออย่างลืมตัวเมื่อมองใบหน้าของร่างหนาที่นอนอยู่บนเตียงชัดๆ ในขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็มองมาที่เขาเช่นเดียวกัน

 

...เหมือนโลกหยุดนิ่งไปชั่วครู่...

           

นะ นาย...

 

เร็นพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่จะถลาเข้าไปใกล้เตียง เอื้อมมือมาสัมผัสอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดูเหมือนอีกคนจะตัวชาไปแล้ว ตัวแข็งและมองเขาอย่างตกตะลึง ซึ่งตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรสักอย่าง

 

ผลัวะ!

 

จะ เจ็บมั้ย? ร่างบางเอ่ยถามเบาๆ หลังจากกำหมัดปล่อยใส่หน้าอีกฝ่ายไม่เบาจนหน้าหันไปอีกทาง

 

อูย... เจ็บ!”

 

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น มือบางกำแน่นเข้าหากันอย่างลืมตัว เร็นคว้าคอเสื้ออีกคนเข้ามาหมับด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกซึ่งสุมรวมกันอยู่ในอก

 

มันเหมือนโกรธ โมโห หงุดหงิด แต่ก็ดีใจ และอยากยิ้มออกมากว้างๆ มันเหมือนกับความรู้สึกทั้งหมดถูกหยิบมาใส่ลงหม้อแล้วต้มรวมกัน เร็นถึงได้รู้สึกสับสนถึงเพียงนี้

 

นี่มันหมายความว่าอะไรกัน!”

 

คะ ครับ! คนที่นอนอยู่บนเตียงสะดุ้งเฮือกเอ่ย มะ หมายถึง...

 

นายรู้จักฉันใช่มั้ย!”

 

ระ รู้... อีกฝ่ายตอบกล้าๆ กลัวๆ ชเว เร็น เพื่อนของจงฮยอน... แฟนของ... มินฮยอน... คนตรงหน้าหลบสายตาระ เร็นรู้จักผมเหรอ?

 

ไม่!หน้าของร่างหนาชาไปเล็กน้อยกับถ้อยคำที่ชัดเจน นายเป็นใครกันแน่ ฉันไม่รู้จักนาย แต่ฉันรู้จักนาย!” เสียงหวานตวาดออกมาอย่างเหลืออด จู่ๆ นัยน์ตาก็คลอหน่วย นายรู้จักฉันแค่นั้นหรือ... เอ่ยถามเสียงแผ่วอย่างไม่มั่นใจ

 

...ใบหน้าที่เหมือนกันซึ่งเขาไม่เคยลืม...

...เหมือนกับคนที่อ้างตัวว่ารอเขามาถึงเก้าภพ...

 

...หากแต่ตอนนี้หายไปไหนโดยไม่บอกกล่าวแล้วก็ไม่รู้...

 

เร็นรู้สึกเหมือนความสับสนตีกันอยู่ในตัวเอง ใบหน้าที่เขาไม่มีทางลืม แหงสิใครจะลืมใบหน้าของผีที่อ้างตัวว่าเป็นพญาเสือขาวแถมยังบอกว่าเป็นผัวของเขาเองเมื่อเก้าภพก่อน ใครมันจะไปลืมแบบนั้นได้

 

แม้ว่าตอนนี้เขายังถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาฝันไปหรือว่ามันเป็นเรื่องจริง

 

...ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง...

...ไม่มีแม้แต่สัมผัสให้เขารู้สึกถึงไออุ่นอย่างที่ควรเป็น...

 

ฮึก ไปไหนมา จู่ๆ น้ำตาก็ร่วงเผาะออกมาหยดหนึ่ง หากแต่มันก็ไหลมาเพียงหยดเดียว ไปตายที่ไหนมาฮะไอ้บ้า!

 

ผะ ผม... ร่างหนาอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ถูก ผม...

 

ไปตายซะไปไอ้งี่เง่า ไอ้... ไอ้... เร็นรู้สึกว่าตัวเองสรรหาคำมาด่าคนตรงหน้าไม่ถูก โทสะพุ่งขึ้นแตะเพดานไปพร้อมๆ กับความดีใจ เขาขยำเสื้อโรงพยาบาลที่ร่างหนาใส่อยู่แน่นขึ้น อยู่ๆ หายไป ทำแบบนี้ถูกที่ไหน

 

...

 

แล้วไหนบอกว่าเป็นผี มานอนอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

 

ยามรักแสนรักปักในทรวง... ครานี้เป็นร่างบางเองที่นี่อึ้งเมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าเอ่ยปากท่องกลอนออกมาอย่างแผ่วเบา ยามห่วงแสนห่วงดวงฤทัย... ยามห่างแสนห่างช่างไกลใจ...เงยหน้าสบนัยน์ตาหวานที่แดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะโกรธมากหรืออยากร้องไห้ ยามใกล้... แสนใกล้... ยื่นมือเข้าสัมผัสมือบางที่กำอยู่ที่คอเสื้อของเขาซึ่งสั่นเทาเบาๆ ...ต้องจากลา

 

มันไม่ใช่บทกลอนที่เคยได้ยินเวลาเรียนภาษาเกาหลีพื้นฐาน เขาไม่เคยได้ยินบทกลอนนี้จากไหน มั่นใจว่าผีตนนั้นแต่งขึ้นมา แต่ยามนี้เมื่ออีกฝ่าย... เอ่ยปากท่องกลอนให้เขาฟัง กลับทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก สับสน... ดีใจ... เสียใจ... โมโห... หงุดหงิด และอยากร้องไห้ออกมาพร้อมๆ กับอยากถลาเข้ากอด

 

บางทีตอนนี้เร็นอาจจะกำลังพบเจอสิ่งที่ตามหามาตลอดโดยไม่รู้ตัว

 

...อยากรู้ว่าเขามีตัวตน...

...ไม่อยากหาเหตุผลมาอธิบาย...

 

จะไปอีกมั้ย... เสียงหวานกระซิบถามเบาๆ จะจากไปอีกรึเปล่า?

 

หวาดกลัวกับคำตอบมากกว่าอนาคต

 

ความสับสนเล่นงานเขาได้มากกว่าที่คิด เร็นไม่รู้... หมายถึงไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา สรุปสามวันนั้นเขาเจออีกฝ่ายจริงๆ อย่างงั้นหรือ เจออีกฝ่ายที่ไม่มีกายเนื้อ เจอคนตรงหน้านี้เป็นวิญญาณลอยมาหาเขา บอกว่ารักเขาและเฝ้ามองเข้ามาตลอดเก้าภพโดยไม่ไปผุดไปเกิดนี่เรื่องจริงอย่างงั้นหรือ

 

...ไม่ คัง ดงโฮเอ่ยปากหนักแน่น มือหนาเลื่อนมาสัมผัสใบหน้าหวานเบาๆ ไม่ไปไหน

 

...ยิ่งสัมผัส... ยิ่งเข้าใกล้...

...ยิ่งทำให้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ฝัน...

 

ชเว ระ...

 

สายตาสองคู่หันขวับไปที่ต้นเสียง ร่างเล็กๆ ของจงฮยอนยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่ประตู มือยังจับลูกบิดประตูค้างไว้อยู่เลย นัยน์ตาสามคู่ประสานกันโดยอัตโนมัติหากแต่นิ่งไปสักพักเนื่องจากสมองยังจูนไม่ติด

 

ก่อนที่จะกลายเป็นเสียงแผดร้องลั่นอย่างไม่เกรงใจสถานที่และคนห้องข้างๆ ของร่างเล็กซึ่งเข้ามาใหม่เอง

 

นี่นายจะทำอะไรคนป่วยฮะ! จงฮยอนเดินเข้ามาดึงหูคนที่อยู่ในสภาพเหมือนจะหาเรื่องคนป่วยทันควัน นายรู้จักดงโฮมาก่อนรึไง!”

 

ไม่ แต่... เว้ย!

 

นี่นายจะหาเรื่องดงโฮใช่มั้ย โอ๊ย มันเพิ่งฟื้นขึ้นมา ทำไมถึงทำแบบนี้ฮะ ห้าม! ปากเล็กๆ ของคนตัวเล็กบ่นไม่หยุดก่อนที่จะตวัดตาไปมองร่างหนาบนเตียง คัง ดงโฮ พยาบาลบอกจะเอาข้าวมาให้ อย่าเพิ่งหลับ เข้าใจมั้ย ดูแลตัวเองดีๆ เดี๋ยวมาใหม่ บาย

 

ว่าแล้วก็ลากร่างบางที่ยังพยายามจะโวยวายออกไปหากแต่เหมือนน้ำท่วมปาก สุดท้ายก็พูดอะไรไม่เป็นภาษา

 

ร่างหนาเจ้าของนาม คัง ดงโฮยืนอยู่กับที่ เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพึมพำออกมาเบาๆ กับตัวเอง

 

เร็น... รู้จักเรา?

 

เหมือนสมองยังไม่กลับมา หมายถึง เขารู้สึกเหมือนกับว่าทุกอย่างยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเขาหลับมาหนึ่งเดือน เพื่อนในภาคเขาบอกเช่นนั้น

 

ความทรงจำมันเลือนรางเกินไป เขาทำอะไรอยู่นะ... จำได้แค่ภาพคนที่เพิ่งโดนเพื่อนในภาคของเขาลากออกไปจากห้องพักนี้ จำได้แค่ภาพคนๆ นั้นเท่านั้นเอง แล้วมันก็มีเสียงบีบแตรดังขึ้นมา พร้อมๆ กับแสงไฟสว่างจ้ามาก ต่อจากนั้นก็มืดสนิท

 

แล้วก็อะไรอีก... อ๋อ เขาฝันว่าตัวเองเป็นพญาเสือขาว ตลกเป็นบ้า นอกจากนั้นเขายังฝันว่าเขาตามเร็นมาถึงเก้าภพอีกด้วย ดูงี่เง่าไปใหญ่แล้ว...

 

แต่... ให้ตายสิ เขาคิดอะไรอยู่นะมันถึงกลายเป็นอย่างนั้นไปได้?

 

ที่สำคัญคือทำไมเร็นรู้จักเขา ทำไมเขาถึงรู้จักบทกลอนนั้น... ทำไมกัน?

 

ถ้ากินข้าวแล้วนอนพัก สาเหตุของเรื่องราวในฝันที่น่าตลกนั่นคงชัดเจนขึ้นกว่านี้มั้ยนะ

 

 

 

สามเดือนก่อน

 

จงฮยอน ขอยืมเลกเชอร์คราวที่แล้วหน่อยได้มั้ย

 

อ๋อ... ได้ๆ แป๊บนะเจ้าของร่างเล็กหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาค้นหาสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมา สงสัยเราลืมอ่ะ... เดี๋ยวพรุ่งนี้เอามาให้ได้มั้ย

 

งั้นหรือ ไม่เป็นไรๆคัง ดงโฮเอ่ยปากขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกมานั่งที่ใกล้ๆ กับจงฮยอนหากแต่นั่งกับเพื่อนสนิทเขาเสียเอง

 

อาทิตย์หน้าจะมีสอบย่อยของคลาสที่กำลังจะเริ่มต้น ดงโฮไม่ใช่คนขยันเรียน ว่ากันตามจริงเขาห่างไกลคำนั้นจนอยู่แทบๆ คำว่าเหลวไหลเลยด้วยซ้ำ สิ่งดีๆ ที่มีเหลืออยู่คงเป็นเพื่อนกับนิสัยอ่านก่อนสอบ อย่างคราวนี้เขามีสอบย่อยเขาก็ยืมเลกเชอร์ของเพื่อนในคลาสไปซีรอกซ์มาอ่านสักนิด อย่างจงฮยอนนี่เป็นคนที่เขายืมบ่อยๆ เขาสนิทกับอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง รายนั้นไม่ใช่คนเก่งแต่เป็นคนขยันเสียมากกว่า การเรียนอยู่ในระดับค่อนข้างดี ส่วนตัวเขาเรียกได้ว่าขอแค่ผ่านค่าเฉลี่ยก็พอใจแล้ว

 

ดูเหมือนว่าจะเกิดโชคดีขึ้นมาหน่อยเนื่องจากว่าอาจารย์ติดปัญหาบอกว่าจะมาสายไปสักชั่วโมงหนึ่ง ดงโฮไม่อยากไปไหนเลยนั่งๆ นอนๆ อยู่ในคลาสเสียเอง เขาหยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลงแต่รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างลอดหูฟังเข้ามา

 

จริงๆ เลย... หัดเลิกนิสัยโทรตามฉันตอนนายลืมของซะบ้าง

 

อย่าบ่นมากน่าร่างหนาได้ยินเสียงจงฮยอนพึมพำ คงพูดกับเพื่อนล่ะมั้ง ดงโฮ! มาเอาเลกเชอร์สิ

 

คนถูกเรียกขมวดคิ้ว ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาร่างเล็กที่ตอนนี้ตั้งท่ากัดกับอีกคนอยู่

 

อ้าว ไหนบอกว่าลืม

 

พอดีว่าเพื่อนว่างเลยใช้มันมาเอาให้ จงฮยอนชี้นิ้วไปที่คนด้านหลังของตัวเอง

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไล่สายตาจากการแต่งตัวขึ้นมาจนถึงใบหน้า เป็นผู้ชาย... แม้ว่าใบหน้าจะหวานจ๋าเท่าไหร่ก็ตาม การแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกับการเกงขายาวแต่รัดรูปเล็กน้อยดูดี ถือว่าเป็นผู้ชายที่ร่างบางแต่สูงสมชายชาตรี ผมสีทองสว่างคลอเคลียอยู่ที่ใบหน้ารูปไข่ปล่อยยาวแล้วมัดจุกขึ้นเฉพาะหน้าม้า ดูน่ารักดี

 

ขอบคุณนะไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ดงโฮเอ่ยปากพูดคำนั้นกับเพื่อนของเพื่อนตัวเองอีกที

 

อีกฝ่ายขมวดคิ้วนิดหน่อยก่อนที่จะคลี่ยิ้มให้ ไม่เป็นไรหรอก

 

คัง ดงโฮรู้ตัวทันทีว่าตัวเองโดนแอ็กแท็คเข้าให้เต็มๆ

 

 

 

ใบประวัติ?ร่างหนาทวนคำ นี่ฮยองไปหามาจากไหนเนี่ย

 

ควัก ยองมินยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมาเล็กน้อยพร้อมส่งเสียงจุ๊ๆ

 

ระดับอารอนสักอย่าง

 

ผมชักกลัวฮยองแล้วนะดงโฮตอบเบาๆ

 

เขารู้สึกว่าตัวเองสนใจร่างบางที่เป็นเพื่อนกับจงฮยอนอย่างบอกไม่ถูก ครั้นจะไปคุยกับจงฮยอนเลยก็รู้สึกแปลกๆ สุดท้ายเลยมาถามคนที่เป็นกรรมการนักศึกษาอย่างรุ่นพี่ที่รู้จักคนนี้ ใครจะคิดว่าแค่บรรยายใบหน้า รูปร่าง ชั้นปี และภาคที่เรียนจะมีประวัติให้มาเป็นปึกแบบนี้!

 

โหย ระดับชเว เร็นถึงไม่ต้องหาก็ได้ข้อมูลเยอะ เป็นคนดังพอควร แต่ดังเงียบๆ น่ะรุ่นพี่หนุ่มเอ่ยอธิบาย มีทั้งชายทั้งหญิงชอบเป็นพรวนแต่ไม่เคยคบใคร น่ารักมั้ยก็น่ารัก เคยคุยครั้งหนึ่งตอนรับน้อง ยืนยันว่าน่ารักมาก แต่ตัวจริงเป็นคนฮาๆ ไม่รู้ทำไมคนถึงลือกันว่าเป็นพวกหยิ่ง

 

อ๋อเหรอ...ร่างหนาพึมพำเบาๆ

 

หนึ่งเดือนในการแอบมองบ่อยๆ เขาไม่เคยสังเกตว่าตัวเองเรียนคลาสเดียวกับอีกฝ่ายสองคลาสต่อสัปดาห์ อาจจะเป็นเพราะนิสัยเข้าบ้างไม่เข้าบ้างแบบเขา ดูเหมือนว่าจะเรียนคณะเดียวกันหากแต่เรียนกันคนละภาคเท่านั้นเอง

 

ระวัง!

 

ปึก!

 

โอ๊ย...ดงโฮอวดครวญกับความเจ็บแปลบที่แล่นเข้ามาที่มุมคิ้ว

 

ระหว่างที่คุยกับยองมินอยู่ดีๆ เขาก็ได้ยินเสียงใครสักคนแผดร้องบอกให้ระวัง พอเขาหันไปตามต้นเสียงก็มีอะไรสักอย่างมาชนหน้าเข้าให้อย่างจัง

 

เฮ้ย ขอโทษษษษ

 

เสียงตะโกนขอโทษดังขึ้นลั่น เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายผู้ประทุษร้ายใส่เขาก่อนที่จะเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นเจ้าของใบประวัติที่เพิ่งได้รับมายืนทำสีหน้ากังวลใจอยู่ใกล้ๆ

 

เฮ้ย เลือดออกเลย ขอโทษจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจร่างบางตรงหน้าอ่ยขอโทษขอโพยไม่มีหยุด

 

ดงโฮสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ ไม่เป็นไร

 

เดี๋ยวนะ... มีพลาสเตอร์ หรือไปห้องพยาบาล ไม่ต้องหรอกมั้ง แต่เราขอโทษจริงๆ นะดูเหมือนคนตรงหน้าจะรู้สึกผิดมากจริงๆ เล่นรัวคำพูดมาเสียยาว

 

มือบางค้นกระเป๋าสตางค์ตัวเองก่อนที่จะหยิบพลาสเตอร์มา ดงโฮแบมือหมายจะรับหากแต่อีกฝ่ายกับฉีกแล้วแปะพลาสเตอร์ไว้ที่มุมคิ้วซึ่งได้แผล ดงโฮก้มหน้า ไม่กล้าพูดอะไรเสียเท่าไหร่ ก่อนจะส่งหนังสือให้อีกฝ่ายคืน

 

วะ วันหลังอย่าโยนมาอีกนะ

 

อืมๆ ขอโทษจริงๆอีกฝ่ายย้ำคำว่าขอโทษอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกไป ไม่วายหันมาโค้งขอโทษให้อีกรอบสองรอบ

 

ดงโฮนั่งนิ่ง เหมือนสติหลุดลอยออกไปไกลเสียแล้ว

 

...ชเว เร็น... เพื่อนของจงฮยอน...

...ดูเหมือนจะตกหลุมรักจริงๆ ซะแล้วสิ...

 

 

 

ดงโฮแบกหนังสือที่ควัก มินยองบอกฝากซื้อมาพร้อมๆ กับกระเป๋า เขาเดินอย่างรีบร้อนเมื่อรู้ตัวว่านาฬิกาตาย คลาสต่อไปเป็นหนึ่งในน้อยคลาสที่เข้าประจำเนื่องจากอาจารย์สอนโหดสุดๆ ถ้าหากเข้าสายเกินเจ็ดนาทีจะถือว่าสาย ซึ่งนับๆ แล้วมันเหลือเวลาอีกแค่เพียงสองนาทีเท่านั้น

 

เขามองซ้ายมองขวารีบข้ามถนนอย่างลนลาน ไม่คิดจะรอเวลาเพราะเห็นว่าตอนนี้ถนนโล่งมากแม้ว่าสัญญาณไฟคนข้ามจะเป็นไฟแดงอยู่ก็ตาม

 

แต่แล้วนัยน์ตาก็เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งยืนมองนาฬิกาอยู่ที่ถนนอีกข้าง กำลังเดินอย่างรีบร้อน เขาละสายตาไม่ได้จนลืมดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

 

ปี๊นนนนนนน!

 

ดงโฮหันขวับมาตามเสียงบีบแตร เขารู้สึกว่าขาชาวาบ ภาพที่เห็นคือภาพที่รถคนหนึ่งวิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง สมองสั่งเขาว่าให้หนีเดี๋ยวนี้แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วทั้งๆ ที่เห็นภาพเป็นเสี้ยววินาทีต่อเสี้ยววินาที

 

...ร่างกายไม่ขยับ...

 

โครมมมมมม!

 

ความเจ็บแปลบแล่นริ้วเข้ามาจากปลายนิ้วเท้าก่อนที่ทุกส่วนจะชาไปหมด เขาพยายามลุก พยายามจะหันหน้า แต่รู้สึกเหมือนไร้เรี่ยวแรงจะทำอะไรใดๆ

 

รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงดังแซ่ดขึ้นมาในเสี้ยววินาทีแต่เขาจับไม่ได้ศัพท์เสียเท่าไหร่ แค่รู้สึกเหนื่อยมากทั้งๆ ที่มีเสียงๆ หนึ่งตะโกนออกมาว่าอย่าหลับตาเพราะไม่รู้ว่าจะได้ลืมตาอีกครั้งหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ในที่สุดโลกทั้งใบของคัง ดงโฮก็มืดสนิท

 

สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือหนังสือนวนิยายรักสไตล์จีนโบราณซึ่งรุ่นพี่ฝากเขาซื้อ หน้าปกสีแดงฉานเป็นรูปเสือขาวยอมให้อิสตรีคนหนึ่งพิงกายอย่างอ่อนโยน

 

และมันมีอักษรตัวใหญ่เขียนไว้ว่า...

 

เมียรัก ๗ ภพ (เล่มเดียวจบ)

19 ความคิดเห็น

  1. #17 ทาสรักชเวมินกิ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 10:21

    คือยังไงก่อน สรุปแล้วมัน9ภพจริงหรือแบคโฮแค่วิญญาณหลุดตอนโดนชนแล้วอินนิยายแบบเป็นสิ่งสุดท้ายที่เห็นอ่ะ? มันยังไง๊ 555555ฮื่อสนุกมากอ่ะ. ชอบมากๆจริงๆนะ นี่คือสิ่งที่ตามหาหฃังไม่ได้อ่านฟิคมานานมากๆ ฮื่อ

    #17
    0
  2. #10 mmarche (@fea-pikassa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 15:37
    อห ... ฮือ แฮปปี้เอ็นด์แง โคตรน่ารักเลย ทำไมเราเพิ่งเจอออออ ภาษาสวยด้วย ชอบค่ะ แง
    #10
    0