คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

150

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


150

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : 0
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ก.ย. 61 19:35 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
B
E
R
L
I
N
 
โยโกฮาม่า เมืองท่าน่าเที่ยวอันดับต้นๆของญี่ปุ่น ไม่ว่าใครก็อดหลงรักเมืองนี้กันไม่ได้ จริงไหมครับ? 
ที่ที่ผืนน้ำกับผืนฟ้าบรรจบกันพร้อมเงาสะท้อนของเมืองแห่งสีสันราวกับว่ามีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์
สถานที่ท่องเที่ยวนับสิบรอมัดใจนักท่องเที่ยวหลักล้านอยู่!




วันศุกร์นี้แหละ--ที่ผมจะพา'เธอคนนั้น'ออกเดทด้วยกันในเมืองนี้!





ผมชื่อทาจิฮะระ มิจิโซ (立原 道造) ถ้าดูจากภายนอกก็คงจะเป็นวัยรุ่นอันธพาลชายวัย 18 เลือดร้อนไม่เอาไหนคนหนึ่ง
..แต่ขอโทษนะครับคุณ เงินเดือนของผมอาจจะมากกว่ามนุษย์เงินเดือนวัยสี่สิบที่บวกรายได้ทั้งชีวิตรวมกันเชียวนะ 


เพราะว่าผมเป็นมาเฟียยังไงล่ะ!! ผมทำงานสกปรกให้กับพอร์ตมาเฟีย,องค์กรใต้ดินอันดับหนึ่งของโยโกฮาม่า

เหมือนกับที่เธอคนนี้ทำนั่นแหละ 




เธอคนนี้ชื่อว่า กิง () ทำงานหน่วยเดียวกับผม ดวงตาของเจ้านี่คมซะยิ่งกว่าเหยี่ยว ชอบแต่งตัวหม่นหมอง
พิลึกพิลั่นเสียจนแยกเพศไม่ออก  แต่ถ้าให้มองที่ฝีมือแล้ว.. การเชือดคอของกิงไม่เคยเป็นสองรองใครเลยแม้แต่น้อย ประมาณว่าไม่เคยทำให้เหยื่อตกใจด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นทีมงานคุณภาพที่ผมคู่ควรเชียวล่ะครับ! 



..ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกิงมากนัก ล่าสุดที่รู้คือเจ้าตัวเป็นผู้หญิง 


แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่จะขอเจ้าหล่อนคบได้แล้วล่ะ!   

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Talk with Writer

          อะจ๊าาา เจอกันอีกแล้วค่า! ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ นี่เป็นฟิคสั้นเรื่องแรกที่เราลองแต่ง แล้วก็เป็นเรื่องที่สองของชิพ Tachihara x Gin ของเรานะคะ -///- อยู่ดีๆก็อยากแต่งฟิคสั้นเบาๆเอาไว้เล่นๆซะงั้นค่ะ5555 (ทั้งๆที่เรื่องยาวก็ยังไม่จบ) เราเห็นชาวต่างชาติชิพคู่นี้กันค่อนข้างหนักกันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคู่นี้ก็ยังคงผีมากในไทยสำหรับเรานะ.. ให้ความรู้สึกที่ว่า"ต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อกระพือไฟมอเตอร์เรือให้ลุกโชติช่วง!" 
         

 แปะลิ้งค์เรื่องยาวจ้า - https://my.dek-d.com/nnrdee/writer/view.php?id=1810728 
         

           ถ้าถามว่าอะไรทำให้ไรต์มีความสุขที่สุด ไรต์คงจะตอบว่ากำลังใจจากคนอ่านนี่แหละค่ะ ! จะไม่มีคำว่านักเขียนถ้าไม่มีนักอ่านอย่างคุณๆที่สนับสนุนนะคะ ต้องขอบคุณจริงๆนะ ถ้ามีอะไรอยากฝากถึงไรต์ เขียนไว้ที่คอมเม้นท์ ไม่ก็ทักทวิตไปเลยก็ได้จ้า (@risasasa0118) 

ขอให้ทุกคนเอนจอยนะคะะ
          




- วันศุกร์ ภาษาญี่ปุ่นออกเสียว่า คินโยบิ 金曜日 (ตัวนี้แปลว่า ทอง) เลยตั้งชื่อเรื่องว่า กินโยบิ 銀曜日 ที่สื่อความหมายว่าวันสีเงิน (ชื่อนางเอกใช้ตัว ที่แปลว่าสีเงิน/เงิน) ค่ะ
- ชื่อนางเอก ขออนุญาตเขียนว่ากิงนะคะ ถ้าท่านไหนสะดวกสำเนียงคันไซก็อ่านว่ากินก็ได้ไม่ว่ากันค่ะ55555

    

 


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 27 ก.ย. 61 / 19:35

บันทึกเป็น Favorite


B
E
R
L
I
N
 

พอร์ตมาเฟีย องค์กรมืดอันดับหนึ่งของโยโกฮาม่า ขึ้นชื่อเรื่องการค้าขายเถื่อนผิดกฎหมายในตลาดมืด ทั้งในประเทศและกับต่างชาติจนมีรายได้มหาศาลผนวกกับหุ้นส่วนอีกมากมาย อาจเรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจในเมืองท่าแห่งนี้ถูกองค์กรนี้ครอบครองไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดนักที่กล้าต่อกรกับพอร์ตมาเฟีย เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่มาขวางหรือทรยศ ก็จะพบกับจุดจบที่แม้แต่ฝันร้ายที่สุดในชีวิตมนุษย์ก็ไม่อาจเทียบได้


ผม ทาจิฮาระ มิจิโซ, หัวหน้าหน่วยกิ้งก่าดำ หน่วยปะทะอันดับ1ของพอร์ตมาเฟีย เพราะความจำเป็นบางอย่างในหน้าที่ทำให้ผมมาลงเอยในตรอกแคบๆหลังตึกสำนักงานมาเฟียใหญ่ บนพื้นคอนกรีตสีหม่นมีร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนหายใจรวยรินพร้อมรูกระสุนเจาะที่ปอดซ้ายใกล้หัวใจ เลือดสีแดงข้นไหลออกมานองพื้นน่าขยะแขยง พร้อมกับควันกรุ่นที่ลอยออกมาจากระบอกปืนพกของผม ลูกน้องในสูทสีดำสวมแว่นกันแดดของผมสองสามคนยืนอยู่ข้างหลังไม่ห่าง ผมชายตามองชายที่น่าสมเพชคนนั้นโกยออกซิเจนเฮือกสุดท้ายเข้าปอดอย่างน่าเวทนา


“ไม่โดนขั้วหัวใจหรอกเหรอ พลาดไปได้ยังไงเนี่ย” ผมได้ยินเสียงแหบห้าวของตัวเองสบถเบาๆก่อนจะเหนี่ยวไกปืนดังกริ๊ก  เกิดเสียงกัมปนาทดังขึ้นสามครั้ง แล้วชายฉกรรจ์จึงแน่นิ่งไปโดยปราศจากคำสั่งเสียใดๆ

เมื่อสักครู่นี้สัญญาณวิทยุซ่าๆส่งมาถึงอุปกรณ์ที่ใส่อยู่ในหูของผมทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากปลายสาย ผมรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นสัญญาณขอกำลงเสริมจากคู่หูของผม กิง คนประหลาดที่ไม่ยอมพูดแม้แต่แอะเดียว- วันนี้เจ้านั่นถูกมอบหมายให้ไปลอบสังหารสมาชิกในองค์กรพอร์ตมาเฟียที่บังอาจทำการลักลอบซื้อขายยาเสพย์ติดที่เป็นของต้องห้ามขององค์กร แต่ปัญหาคือเป้าหมายของบอสมีเยอะเกินไปเนี่ยสิ..  ผมคิดว่ากิงคงจะรับมือกับพวกมันทั้งหมดไม่ได้ เจ้านั่นคงทำเหยื่อรายหนึ่งหนีออกมาเลยต้องขอกำลังจากผมตามจับอีกทีหนึ่ง โชคร้ายของเจ้าหมอนั่นจริงๆที่ดันมาเจอนักแม่นปืนอย่างผมเสียได้


ระหว่างที่ผมกำลังสั่งให้ลูกน้องค้นตัวศพหาเบาะแสต่างๆเพื่อยืนยันว่าเจ้านี่เป็นผู้ค้ายาจริงไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ ร่างๆหนึ่งสวมหน้ากากอนามัยในชุดคลุมสีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆจนคนของผมสะดุ้งไปตามๆกัน - กิงนั่นเอง ผมหันไปสบตาสีเงินคู่เรียวเป็นเชิงดูแคลน ก่อนเอ่ยทักทาย

“ฝีมือตกรึไงฮะ เจ้าบื้อ, ปล่อยเหยื่อให้หนีแบบนี้มันน่าขายหน้าชะมัด”

จริงๆแล้วผมแค่กะจะแซวเล่น แต่หน้าผมดูอันธพาลเกินไป กิงเลยอาจจะเข้าใจผิดว่าผมต่อว่าจริงๆ เนตรเรียวดุดันคู่นั่นจึงมีไฟโทสะเดือดพล่านจนแทบจะเผาผมให้ไหม้เป็นจุลอยู่แล้ว

มีดสีเงินคมปลาบของกิงเจียนจะเฉือนลูกกระเดือกของผมอยู่มะรอมมะร่อใกล้เสียจนผมผมสามารถสังเกตเห็นหยดเลือดที่กิงเช็ดไม่สะอาดอยู่บนอาวุธมรณะชิ้นนั้น แต่กิงทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ - กระบอกปืนของผมจี้อยู่ที่อกอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว

“ขอโทษก็ได้วะ -- อย่าเพิ่งมาทะเลาะกันตรงนี้เถอะกิง,” ผมยอมเป็นฝ่ายลดกระบอกปืนลงก่อน ไม่อย่างนั้นงานคงไม่เสร็จเสียที ปกติหัวหน้าของพวกเรา,ตาแก่ฮิโรสึจะเป็นคนห้ามศึกเวลาผมกับกิงกัดกัน แต่คราวนี้พ่อเฒ่านั่นไม่อยู่ เป็นเรื่องที่ช่วยไมได้  “ยังไงฉันก็ไม่ทำอะไรผู้หญิงหรอก--(กระซิบ)”

ครับ, กิงเป็นเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมที่ถูกพวกมาเฟียเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกัน - เธอเป็นผู้หญิงไร้ซึ่งพลังพิเศษใดๆทว่าเก่งกาจจนสามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในระดับหัวหน้าหน่วยได้ และข้อมูลนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้เกี่ยวกับเธอ นอกจากนั้นผมก็ไม่รู้อีกเลยว่าเธอมาจากไหน หรือ ทำไมเธอถึงชอบปล่อยผมยาวมาปรกหน้าข้างหนึ่งแล้วรวบที่เหลือเป็นมวยหนามเหมือนเม่นแบบนั้น


กิงทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่สอดมีดดาบเก็บเข้าฝักก่อนจะก้มลงพินิจพิเคราะห์ศพที่ลูกน้องของผมกำลังสำรวจอยู่อย่างสนอกสนใจ

“คนนี้ใช่มั้ยที่หนีจากการลอบฆ่าของแกมา?” หันไปถามเพื่อนสนิทในชุดสีดำ และเธอก็พยักหน้ากลับมาให้ผมพร้อมยันกายยืนขึ้นเต็มส่วนสูงก่อนคลำหาอะไรซักอย่างในเสื้อคลุมก่อนยื่นมันให้กับผม

..ผงไอซ์สีขาวเหมือนน้ำตาลผงโรยขนมเค้กอยู่ในซองซิปใสหกซอง พร้อมแนบกระดาษข้อความมาด้วยว่า ‘นำไปให้คุณฮิโรสึจัดการต่อที’..

ผมพยักหน้าตอบกิงแล้วรับมันมาสอดไว้ในอกเสื้อกันหนาวสีเขียวตัวสั้น สักพักลูกน้องของผมก็ยื่นซองลักษณะเดียวกันที่ได้จากตัวศพมาให้ผม

“รวมแล้วก็ทั้งหมดเจ็ดซองสินะ ดีล่ะ-- ฝากเก็บกวาดตรงนี้ก่อนที่พวกหมารัฐ(ตำรวจ)จะดมกลิ่นเจอ” ผมออกคำสั่งก่อนจะเดินออกจากตรอกพร้อมกับกิงตามลำพังสองคน ทิ้งให้บรรดาสมุนจัดการกับงานยุ่งยากไป


รถยนต์แล่นฉิวผ่านไปคันแล้วคันเล่า ขณะที่พวกเราทั้งคู่เร่งก้าวฉับๆไปบนทางเท้าที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ เอาจริงๆก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หากว่าคนที่เดินสวนกับพวกเราจะได้กลิ่นคาวเลือดที่ติดตัวมา ของผมอาจไม่เท่าไหร่ แต่กิงนี่สิ..

ผมก้มลงซุกสันจมูกลงบนไหล่แคบของหญิงสาวข้างๆก่อนสูดกลิ่นคาวอวลความตายที่ติดมากับตัวเธอเบาๆ

“โอ๊ยให้ตายเถอะ ถ้ากลับถึงฐานเมื่อไหร่รีบอาบน้ำเลยนะ”

หน้าขาวๆของกิงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มขณะที่เธอต่อยผมเข้าที่ต้นแขนแรงๆทีหนึ่ง ก่อนคว้าเสื้อกันหนาวของผมมาดมบ้าง แล้วเธอก็ผลักผมออกไปข้างๆอย่างรังเกียจ เป็นเชิงบอกกับผมว่า แกก็ด้วย

ให้ตายเถอะ.. ผมว่าผมหลงผู้หญิงคนนี้แล้วล่ะ ได้ยังไงก็ไม่รู้

.

.

.

.

.

.


ฐานลับย่อยที่หน่วยกิ้งก่าดำเป็นผู้ดูแลเป็นตึกเล็กๆฉาบสีขาวสะอาดแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางโยโกฮาม่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกเบื้องต้นคอยบริการอยู่ ไม่ต่างอะไรจากบ้านหลังหนึ่งและเป็นสำนักงานด้วยในคราวเดียวกัน ใช้สำหรับทำงานเอกสารยิบย่อย ไม่ก็รองรับมาเฟียที่ต้องเข้าเวรกะดึก และเป็นที่พักค้างคืนหากใครบางคนยังทำงานไม่เสร็จ ผมเองก็มีความจำเป็นที่ต้องค้างที่นี่อยู่บ่อยๆเหมือนกัน แต่ถ้าเลือกได้ ผมขอกลับไปนอนที่อะพาร์ทเม้นท์ของผมดีกว่า

กิงกับผมมาถึงที่นี่เอาช่วงเที่ยงเสียแล้ว แต่ภารกิจเมื่อครู่ก็ทำให้เราทานมื้อกลางวันไม่ลงอยู่ดี ต่างคนก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องอาบน้ำไปเงียบๆ ก่อนออกมาทำธุระส่วนตัวตามอัธยาศัยของแต่ละคน

อย่างที่บอกไป วันนี้คุณฮิโรสึไม่ว่าง นั่นทำให้ผมได้อยู่กับกิงแค่สองคนเท่านั้น อย่างน้อยๆมันก็เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ใช้เวลานี้อยู่กับเธอให้เต็มที่ ติดแค่ผมไม่กล้านี่สิ..

ห้องรับรองสี่เหลี่ยมเพดานเตี้ยขนาด 4 x 3 เมตร มีเก้าอี้นวมยาวรับรองสองตัวคั่นด้วยโต๊ะรับแขกอยู่ตรงกลางห้องสำหรับต้อนรับคนสำคัญที่มาเยือนอย่างระดับผู้บริหาร ตรงมุมห้องเป็นโทรทัศน์แบนกว้างติดผนัง ข้างๆกันเป็นตู้หนังสือนวนิยายสำหรับฆ่าเวลา มีโซฟาหุ้มกำมะหยี่ตัวเล็กตัวใหญ่อย่างละตัววางอยู่ใกล้ๆกัน  อีกฟากหนึ่งเป็นครัวแคบๆ มีเพียงเคานท์เตอร์ขนาดไม่ถึงสองเมตรสำหรับชงชาและวางไมโครเวฟ และตู้เย็นอีกหนึ่งตู้ที่เป็นแหล่งเสบียงสำคัญของพวกเรา

ผมถอดเสื้อกันหนาวสีเขียวแก่ตัวเก่งออกพาดไว้บนพนักพิงโซฟาตัวยาวหน้าทีวี เหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวแขนยาวตัวบาง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกดรีโมทคอนโทรลโทรทัศน์หารายการที่ถูกใจ ขณะเดียวกันผมก็แอบลอบมองว่ากิงจะทำอะไรต่อ

..เธอนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวเล็กใกล้ๆผม หยิบมีดดาบออกมาเช็ดคราบเลือดที่หลงเหลืออยู่อย่างละเอียดบรรจง.. นิ้วเรียวน่าสัมผัสใต้ถุงมือตาข่ายสีเลือดหมูจางนั่นสัมผัสกับผ้าสีขาวสะอาดผืนบางพลางรูดไล่ไปตามคมใบมีด ก่อนจะใช้น้ำมันไล้โลมอย่างพิถีพิถัน หากเธอว่างกว่านี้ ผมอาจเห็นเธอนำมันไปลับคมในครัวด้วย.. ผมแสร้งทำเป็นกดรีโมทไปอย่างนั้นแหละ อันที่จริงแล้วผมนั่งดูกิงอยู่ต่างหาก

จังหวะที่กิงจะลุกไปเก็บอาวุธนั่นเอง ผมสัมผัสได้ถึงแววตาสีเงินคู่คมของเธอกำลังเอ่ยถามผมว่า จะกดอีกนานมั้ย

ผมจึงต้องหยุดมือลงเพียงแค่นั้น ทั้งๆที่มันเป็นรายการที่ผมไม่อยากจะดูมันด้วยซ้ำ.. ถ้าผมจำไม่ผิด ผมกำลังดูหนังของค่ายยักษ์ใหญ่มาร์เวลของอเมริกาสินะ รู้สึกว่าจะชื่อเรื่อง.. เอ่อ.. เดดโดะ พูรุ.. อะไรซักอย่างนี่แหละ ผมได้ยินมาเยอะเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เป็นสาวกของค่ายนี้ มาร์เวลคงจะเป็นสตูดิโอที่เก่งกาจมากจริงๆนั่นแหละ ผมดูไม่ถึงห้านาทีก็ติดเสียแล้วล่ะ

กิงหายเข้าไปในครัวแล้วกลับมานั่งบนโซฟาเบาะเดียวกับผมพร้อมกับชาเขียวบรรจุกระป๋องเย็นเจี๊ยบและวุ้นถั่วแดงของโปรดผม ก่อนยื่นมาให้ อีกทั้งยังใช้นิ้วรีดพลาสเตอร์ที่เผยออยู่บนจมูกของผมให้เรียบอีกด้วย

    

      เพราะความรู้ใจนี้ละมั้ง ที่ทำให้ผมหลงรักเธอคนนี้น่ะ

      “อ๊ะ ขอบใจนะ--” ผมรับมา โดยที่สายตาไม่ได้ละจากจอทีวี ผมเลยไม่รู้ว่ากิงถอดเสื้อคลุมสีดำนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอสวมเพียงเสื้อยืดสีเทาแขนสั้นคอกว้างสบายๆ เผยให้เห็นนวลเนื้อขาวผ่องชวมสัมผัส

ผมนั่งอย่กับกิงตรงนั้นนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ หนังจบลงด้วยดี ตัวเอกที่ชื่อว่าวิลสันได้กลับมารักกับแฟนสาวของเขา ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชอบตัวเอกสวมชุดแดงรัดรูปคนนี้มากทีเดียว คงเป็นเพราะจริตตรงกันล่ะมั้ง..

“การที่ผู้หญิงซักคนจะชอบผู้ชายแบบนั้นได้นี่ต้องอาศัยคำว่ารักแท้ใช่มั้ยเนี่ย..” ผมเอ่ยเออๆออๆชวนคุยไปตามน้ำพลางไล่สายตาดูเครดิตที่วิ่งอบู่บนจอ คนสวมผ้าปิดปากยักไหล่ใส่ผม อาจแปลว่า ’ก็ไม่รู้เหมือนกัน’ ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงไปตอบข้อความในโทรศัพท์มือถือของเธอ


เดี๋ยวนะ--ตอบข้อความเหรอ ?!!?!


แสดงว่ามีคนที่เธอยอมเปิดใจคุยด้วยงั้นสิ??!!


ผมอดไม่ได้จริงๆที่จะชะโงกหน้าชำเลืองตาดูว่าเธอคุยอยู่กับใคร..


‘จะให้ฉันไปรับที่ไหน’ คนแปลกหน้าทักมาหากิง


‘ที่เดิมค่ะ ตอนหกโมงเย็น’เธอรัวแป้นพิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว แต่เร็วแค่ไหนก็ไม่รัวเท่าจังหวะหัวใจผมหรอก…


สนิทกันขนาดมารับเลยเหรอ.. แถมรู้ด้วยว่าไอ้ที่เดิมนี่มันที่ไหน แล้วจะรับไปที่ไหนต่อ????


แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องยุ่งนี่เนอะ เธอจะไปไหนกับใครก็เป็นเรื่องของเธอ คิดแบบนี้แล้วมันแสบเหลือเกิน..


ผมต้องรีบลงมือทำอะไรซักอย่างแล้วครับ..


“กิง—“ ผมเอ่ยชื่อเธอเบาๆพลางสะกิดหัวไหล่นวลนุ่มเรียกหล่อน “ศุกร์นี้.. ไปเที่ยวกันมั้ย?”


หญิงสาวสบตากับผมช้าๆ เนตรสีเทาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจราวกับอยากจะฟังคำชวนอีกครั้งเพราะไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่นัก สงสัยผมคงพูดเบาไปสินะ ช่วยไม่ได้..


“วันศุกร์นี้ไปเที่ยวกับฉันนะ กิง,”  รู้ตัวอีกที ผมก็โน้มมากระซิบขอที่ข้างหูของเธอเสียแล้ว


ทาจิฮาระ, ไอ้เบื๊อกเอ๊ย.. ทำอะไรลงไปเนี่ย…

.

.

.

.

.

.


นี่ก็สามวันผ่านมาแล้วสินะ..


เท่าที่ผมจำได้ เธอตอบตกลง ที่ผ่านมาเราก็สื่อสารกันผ่านกระดาษไม่ก็โน้ตในโทรศัพท์ แต่การมาเที่ยวในครั้งนี้เธอสัญญากับผมว่าเธอจะยอมคุยด้วย และนั่นทำให้ผมดีใจจนแทบจะเก็บฟอร์มไว้ไม่อยู่เลยล่ะ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นคำอธิบายด้วยว่าทำไมผมถึงต้องมานั่งอยู่ตรงม้านั่งกลางสถานีรถไฟที่มีคนพลุกพล่านไปหมด ผมกับกิงนัดเจอกันตรงชั้นหนึ่งของสถานีรถไฟมินาตะมิราอิ เวลา10โมงเช้า แล้วค่อยตกลงกันว่าเราจะไปไหนเป็นที่แรก


วันนี้ผมสวมแจ็กเก็ตสั้นสีเขียวตัวเก่งมาด้วยเพื่อเสริมความมั่นใจ พลาสเตอร์บนสันจมูกก็เปลี่ยนใหม่เรียบร้อย ผมสีน้ำตาลแดงถูกหวีเรียบร้อยเป็นพิเศษถึงแม้ว่ามันจะกลับมาฟูเหมือนเดิมก็เถอะ ผมยังไม่ลืมใส่โคโลญจางๆมาด้วย เงินในกระเป๋ารึก็เหลือเฟือพอที่จะเปย์ให้เธอทั้งวันได้แบบไม่สะดุด ผมสาบานได้ว่านี่เป็นเดทครั้งแรกของผมจริงๆ  


มีคนกล่าวไว้ว่าการเตรียมตัวไปเดทที่ดีที่สุด “คือเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ดีที่สุด (Be the best you)”  


มือแกร่งผอมเกร็งของผมมือชุ่มเหงื่อไปหมดแล้ว ปอดทั้งคู่ของผมก็กระพือไปมาแข่งกับหัวใจตุ้มๆต่อมๆ จนผมสามารถรู้ถึงการสั่นสะเทือนที่กระทบโครงแต่ละซี่ของผม

ให้ตายเถอะ.. ผมตื่นเต้นเป็นบ้าเลย เมื่อคืนผมก็รีบเข้านอนแต่หัวค่ำเพราะกลัวว่าถ้าเกิดกิงเห็นถุงใต้ตาของผมแล้วเธออาจไม่ประทับใจ จนผมต้องตื่นตอนตีสี่ครึ่งเพราะนอนต่อไม่ไหว แล้วรีบรุดออกมาจากอะพาร์ทเม้นท์เพื่อมาคอยเธอตั้งแต่แปดโมงครึ่ง แต่การมานั่งรอตั้งชั่วโมงครึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมหายประหม่าหรอกนะ

เข็มนาฬิกาข้อมือของผมประสานพอดีกันกับนาฬิกาดิจิตัลภายในสถานีมินาตะมิราอิที่ฉายเวลา 10:00 AM ..สายตาของผมเริ่มร้อนรนเสียแล้ว พอๆกับหัวไม่รักดีที่เอาแต่หมุนซ้ายหันขวาเป็นพัลวัน


ไหนล่ะ? กิงอยู่ไหน? ปกติเธอเป็นคนตรงเวลานี่นา--


ไม่มีแม้แต่วี่แววของกิงแม้สักนิด.. ผมรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองพลางมองหากิงไปด้วย

บางทีรถอาจจะติด--ไม่สิๆ กิงคงไม่ใช้รถ หรือเธอจะมาแท็กซี่กันนะ? หรือว่าบ้านเธอจะอยู่แถวนี้เลยเลือกที่จะเดินมา?? หรือว่าเธอจะตื่นสาย??


ผมทอดสายตามองเข้าไปในเหล่าฝูงชนคนในเมืองบ้างนักท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่มีใครเลยที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา.. หากเป็นผู้หญิง ผมคงร้องไห้ไปแล้วแน่ๆ.. ผมหย่อนคอลงอย่างท้อแท้ ลำคอของผมตืบตันไปหมดจนแทบจะหายใจไม่ออก ปกติผมไม่ใช่คนคิดมาขนาดนี้แท้ๆ


หญิงสาวคนหนึ่งที่เดินปะปนอยู่ในหมู่ฝูงชนคงจะนึกสมเพชผมแน่ๆเลย หล่อนเลยมองผมด้วยสายตาแบบนั้น

แต่เดี๋ยว -- หล่อนเปลี่ยนเส้นทางตรงมาหาผม !! ยิ่งหล่อนเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมก็ยิ่งสังเกตเห็นรูปลักษณ์ของหล่อนถนัดขึ้น

ผมสีดำสนิทดุจรัตติกาลของหล่อนถูกปล่อยพลิ้วสลวยราวกับผืนผ้าแพรชั้นเยี่ยม ชุดเดรสสีข่วบางคลุมเข่าเรียบร้อยที่หล่อนสวมใส่ ขับเน้นให้ผิวนวลขาวประหนึ่งไข่มุกเลอค่าดูอ่อนโยนขึ้นไปอีก ประกอบกับผ้าไหมคลุมไหล่และกระเป๋าถือใบเล็กที่เข้าชุดกันบ่งบอกว่าหล่อนเป็นคนเรียบร้อย หากพูดถึงเรียวหน้า ผมคงบอกได้ว่าเนียนยิ่งกว่าไข่ปอก กลีบปากบางชวนลิ้มรสของหล่อนส่งสีหวานระเรื่อเหมือนแชมเปญราคาแพง รับกันดีกับสันจมูกที่ไม่โด่งหรือแบนจนเกินไป.. มันไม่โอเว่อร์หรอกนะครับหากผมจะพูดว่า พระเจ้าทุ่มเทมากกับการปั้นหญิงสาวคนนี้ขึ้นมา เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่ทั้งชีวิตของผมเคยเจอมาเลย


ผมกำลังยุ่งอยู่กับการหันรีหันขวางหากิงอยู่  รู้ตัวอีกทีหญิงสาวคนดังกล่าวก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว แถมยังมองผมด้วยสายตาที่ฉงนออกแบบนั้นใส่ผมด้วยแหละ--


“มิจิโซ, มองหาใครอยู่เหรอ?” หญิงสาวเอ่ยขึ้น

พระเจ้าครับ หล่อนเสียงหวานน่าฟังเป็นบ้า.. แถมเรียกชื่อผมอยู่ด้วย!!!


“ขอโทษนะ เอ่อ.. คือ.. เรารู้จักกันด้วยเหรอ?” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมอ้ำอึ้งแล้วตอบหล่อนออกไปแบบนั้น  แต่สาบานกับฟ้าฝนและท่าเรือเลยว่าผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนในชีวิต

ผมเงยหน้ามองหญิงสาว และสบตากับแววเนตรเรียวสีเงินที่กำลังขุนเคืองของหล่อนเข้าจังๆ จนผมรู้สึกเหมือนกับว่ากระดูกสันหลังของผมจะกระเด้งออกมาให้ได้  

“ฉันเอง” หญิงสาวยังคงจ้องผม แต่เปลี่ยนเป็นสายตาอ่อนใจแทน “นี่กิงไง, เธอเป็นคนนัดฉันเองไม่ใช่เหรอมิจิโซ ”


“กิงเหรือเนี่ย??!!!” ผมร้องเสียงหลง แทบไม่เชื่อหู ไม่เชื่อสายตา ไม่เชื่อตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังหลับหรือตื่นอยู่ด้วยซ้ำ แม้จะตบหน้าตัวเองซ้ำๆจนหน้าชาแล้วก็ตาม


จู่ๆคนแลกประหลาดแสนจะมืดมนที่เป็นเพื่อนร่วมงานของผมก็กลายเป็นหญิงสาวแสนสวยไปซะได้..


“ธะ..เธอน่ะ ใช่กิงจริงๆเหรอ.??”

“จะมีสักกี่คนเชียวที่เรียกชื่อจริงๆของเธอล่ะมิจิโซ,” เธอตัดพ้อ “เธอชวนฉันออกมาเอง เมื่อสามวันก่อนตอนที่เราอยู่ที่ฐานเล็กไง”

ผมเถียงเธอต่อไม่ได้.. วันนั้นผมอยู่กับกิงแค่สองคนที่ฐานเล็กจริงๆเสียด้วย

“ไม่มีใครเรียกฉันว่ามิจิโซหรอกเฟ้ย-- เพิ่งได้ยินก็วันนี้นี่แหละ” ตามที่ผมตอบเธอไปนั่นแหละครับ ไม่มีใครเรียกผมว่ามิจิโซมานานแล้ว นานจนผมแทบจะลืมชื่อตัวเองไปเลย

“งั้นฉันก็จะเรียกเธอแบบนั้นแหละ เธอยังเรียกชื่อฉันเปล่าๆเลยนี่นา”

“ใครจะไปรู้นามสกุลแก--” ให้ตายเถอะ ผมหลุดคำว่าแกใส่เธอไปซะได้.. แย่ที่สุดเลย


.

.
.

.

.

.

ผมพากิงขึ้นรถไฟสายมินาตะมิราอิไลน์จากสถานีมินาตะมิราอิ ไม่กี่นาทีพวกเราก็มาถึงสถานีนิฮงโอโดริก่อนจะเดินเท้าต่อราวๆ10นาทีกว่าจะถึงสถานที่แรกที่เราตัดสินใจมาด้วยกัน โดยที่ไม่ไดเปิดปากคุยกันสักแอะเดียว - อาคารโกดังอิฐแดง  ที่ผมตัดสินใจพาเธอมาที่นี่เพราะว่ามันคือสถานที่เที่ยวที่เลื่องชื่อของโยโกฮาม่า และพวกเราไม่เคยมาเลยสักครั้ง น่าขันใช่ไหมล่ะ คนโยโกฮาม่าแต่ไม่เคยเที่ยวโยโกฮาม่าจริงจังเสียที




อาคารอิฐแดงสองหลังทอดยาวขนาบกันอยู่ริมอ่าวโยโกฮาม่า หลังหนึ่งใช้จัดแสดงภาพยนต์และงานศิลปะต่างๆ ส่วนอีกหลังเป็นสถานที่สำหรับช็อปปิ้งและร้านอาหารมาย เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ ที่นี่จึงเปิดทำการตั้งแต่สิบโมงเช้า ผมกะจะพากิงมาทานอาหารกลางวันที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าสิบโมงครึ่งยังคงเร็วไปสำหรับมื้อเที่ยง

หญิงสาวกับผมเดินรักษาระยะห่างระหว่างกันและกันอย่างน้อยสามสิบเซนติเมตร จนผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จะว่าเธอรังเกียจผมรึก็คงไม่เชิง แต่ถ้าจะบอกว่าเธอกำลังเขินผมก็คงจะเป็นการเข้าข้างตัวเองอย่างร้ายแรง แต่ที่แน่ๆ ผมกำลังเขินเธออยู่ล่ะ ก็แหม.. แต่ละคนที่เดินผ่านหรือสวนกับเราไปก็พากันมองกิงจนเหลียวหลังกันทั้งนั้น แล้วจะไม่ให้ผมที่เป็นคนใกล้ชิดรู้สึกได้ยังไงกัน


กิงไม่ยอมเข้าไปสำรวจภายในอาคารทันที เธอเดินนำผมไปเรื่อยๆจนถึงท่าริมอ่าว ลมทะเลแรงพัดเส้นผมสลวยของเธอจนพลิ้วลู่ไปข้างหลังเบาๆ ดวงตาสีเงินของกิงจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าสีครามที่จรดกับผืนน้ำอย่างอ้อยอิ่ง แต่ในมุมมองของผมแล้ว เหมือนได้มองรูปภาพที่ถูกบรรจงวาดขึ้นอย่างไร้ที่ติ..

“กิง.. ชอบทะเลเหรอ?” ผมเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่ไม่ได้คุยกันมาครึ่งชั่วโมง

กิงไม่ตอบว่าชอบหรือไม่ เธอแค่มองมันอยู่อย่างนั้น

“หลายปีมานี้ ฉันจดจ่ออยู่แต่กับงานไม่มีเวลามาหยุดพัก จนแทบลืมไปแล้วว่าโลกนี้สวยขนาดไหน..”


จริงของเธอครับ ผมเองก็ไม่ต่างอะไรจากกิงเลยแม้แต่น้อย ทำงานเสร็จก็หมดวัน กลับบ้านไปเจอแต่ความว่างเปล่า อาศัยความเพลียกล่อมจนหลับไปแต่ละวัน เวลาได้ออกมาเที่ยวแบบนี้เหมือนได้เติมพลังกลับมาเลย ไม่สิ..ได้ออกมาเที่ยวกับเธอคนนี้แล้วก็มีกำลังใจขึ้นเยอะเลย


เรายืนดูผืนทะเลสีครามอยู่นานทีเดียว


“มิจิโซ, ตอนแรกเธอดูไม่ออกจริงๆเหรอว่าเป็นฉันน่ะ” จู่ๆกิงก็ทำลายเดดแอร์ด้วยเสียงหวานๆของเธอ

“หืม-- ใครจะไปจำได้กันเล่า.. เล่นคลุมร่างแมว*ซะขนาดนั้นน่ะ*”

“ฉันจำเป็นจะต้องปกปิดนี่ ถ้าพวกลูกน้องรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิง ใครเขาจะเชื่อฟังกันล่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงอ่อย “แล้วเธอโอเคกับฉันแบบนี้รึเปล่าล่ะ?”


“ยิ่งกว่าโอเคอีก..”เสียงห้าวๆของผมอ่อยลงเหมือนโดนสะกดเมื่อผมละสายตาจากเกลียวคลื่นมามองสาวน้อยข้างๆ แน่นอนว่าผมยัดความหมายเอาไว้ในแววตาสีทองคู่นี้ด้วย แต่เธอจะอ่านออกหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง

“อย่างนั้นเอง.. ค่อยโล่งอกไป ตอนแรกฉันนึกว่าเธอจะไม่ชอบเสียอีก”


ทุกคนครับ ถ้าจะบอกว่าเธอที่อยู่ข้างๆผมตอนนี้เป็นนักฆ่ามือพระกาฬล่ะก็..ผมไม่เชื่อครับ!หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เชื่อครับ! นางฟ้าแสนอ่อนหวานอย่างนี้รึจะทำร้ายคนได้ลงคอ ผมชอบเวลาเธอเรียกแทนตัวผมว่า เธอ  ความรู้สึกมันละมุนๆยังไงบอกไม่ถูกสิ..


“กิง,เกือบ 11โมงแล้ว อยากทานอะไรเป็นพิเศษมั้ย” ผมก้มมองดูนาฬิกาข้อมือตัวเองก่อนจะเอ่ยชวนหญิงสาวในชุดสีขาวพิสุทธิ์ พลางบุ้ยหน้าไปทางทิวแถวร้านอาหาร

“ยังไม่เที่ยงเลยนี่ จะรีบไปทำไมกันน่ะ..”

“เดี๋ยวคนเยอะน่า แถมอาหารพวกนี้ทำนานด้วย”

ตอนแรกผมกะจะพากิงเข้าร้าน Bill แต่เธอปฏิเสธไปเพราะไม่ค่อยถูกกับอาหารต่างชาติ เลยเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นและสั่งอะไรง่ายๆอย่างราเมงคนละถ้วย โดยที่ผมเสนอว่าจะเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้เอง

ช่วงเวลานี้ล้ำค่ายิ่งกว่าทองเสียอีก.. ระหว่างที่คุยกันผมเพิ่งรู้ว่าจริงๆแล้วกิงเป็นเด็กสาวรุ่นที่มีบุคคลิกสุภาพอ่อนหวาน นิยมความเรียบง่าย คำพูดจาที่ใช้กับพนักงานแต่ละคนก็เป๊ะตามมารยาทแบบญี่ปุ่นแท้ๆเลยล่ะ หากเป็นผมคงใช้ไม่ถูกแน่ๆ แค่เรียกกิงว่า เธอ ผมก็กระดากจะแย่อยู่แล้ว สันดานผมมันคงจะทรามเกินไปเสียแล้วล่ะ

ผมชวนเธอคุยหลายๆอย่าง หลายๆเรื่อง หลายๆหัวข้อ แต่พยายามเลี่ยงเรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ เพราะยังไงซะเธอก็เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกมาเฟียเก็บมาเลี้ยงเหมือนผม ไม่มีครอบครัวให้พูดถึง แต่เรื่องความสัมพันธ์.. ถ้าเธอมีคนในใจอยู่แล้วก็คงไม่มาเที่ยวกับผมหรอกจริงมั้ย? หรือถ้าใช่ เธอก็คงจะเลวสุดๆสำหรับผมเลยล่ะ


จู่ๆเครื่องรับสัญญาณในหูของผมก็ทำงานขึ้นมากระทันหัน เลยต้องเบรคการสนทนากับกิงไว้แค่นี้ก่อน เพราะขนาดผมลางานเรียบร้อยแล้วยังมีคนโทรมาตามแบบนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่แล้วล่ะ.. เมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใคร ผมก็ลุกขึ้นเช็คบิลค่าอาหารทันที

“สวัสดีครับ นี่ทาจิฮาระพูดอยู๋”

“อ้อ--ทาจิฮาระคุง ต้องขอโทษด้วยที่ต้องขัดจังหวะการเดทของเธอกับกิงคุงนะ” เสียงเยือกเย็นเปี่ยมอำนาจแสนคุ้นเคยดังอยู่ในสาย เสียงของโมริ โอไก บอสใหญ่แห่งพอร์ตมาเฟียนั่นเอง (และไม่มีอะไรที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับองค์กร)  “ตอนนี้เธออยู่ตรงไหนกัน?”

“ตอนนี้อยู่ที่อาคารโกดังอิฐแดงครับบอส--มีเรื่องด่วนหรือครับ”

     ผมฟังรายละเอียดคำสั่งของบอสสลับกับตอบรับ ครับๆๆ พลางสาวเท้าฉับๆ กิงคงเห็นสีหน้าผมไม่ดี เธอเลยนิ่วหน้ากังวลตามไปด้วย

สายวางไปแล้ว


“มิจิโซ บอสว่ายังไง?” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงหวานด้วยความเป็นห่วง ดวงตาสีเงินของเธอมองผมอย่างวิตก เล่นเอาผมหายใจไม่เป็นจังหวะเลยทีเดียว  

“มีคนในพอร์ตมาเฟียทรยศขายข้อมูลให้กับองค์กรคู่แข่ง การเจรจาอยู่แถวๆนี้แหละ สายสืบของบอสเพิ่งสาวตัวได้สดๆร้อนๆเลยล่ะ เราต้องไปตามเก็บก่อนที่มันจะหนีไปได้”  


“เข้าใจแล้ว” กิงพยักหน้าอย่างรู้งาน


พวกเราเดินตัดลัดลานโล่งจากตึกการค้าไปยังตึกศิลปะอย่างรวดเร็ว และเข้าไปด้านในทันที มีผู้คนจำนวนหนึ่งชมงานศิลปะอยู่อย่างสบายอารมณ์ และในจำนวนนั้นก็เป็นมาเฟียหน่วยเก็บกวาดที่รอจัดการกับซากที่เหลือจากผม

โลเคชั่นของการเจรจาถูกวางเอาไว้อย่างมิดชิดรอบคอบภายในห้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ ดังนั้นคนธรรมดาจึงเข้าไปไม่ได้ สายสืบคอยของบอสคอยโทรมาบอกตำแหน่งเป็นระยะๆ แน่นอนว่าพวกเราหาห้องที่ว่านั่นเจอ แต่ทว่าประตูมันล็อคจากด้านในเนี่ยสิ..

ผมกะจะใช้ปืนยิงกลอนประตูให้พังแล้วค่อยบุกเข้าไป แต่กิงห้ามเอาไว้--เธอบอกว่ามันอาจเสียงดังเกินไป และคนข้างนอกอาจจะจับได้ พวกเราเองก็ไม่ใช่ตำรวจ ถ้าเกิดว่าทำอะไรอุกอาจเข้าก็อาจจะโดนยัดตารางก็เป็นได้ งานนี้ผมไว้ใจมือลอบสังหารมืออาชีพอย่างเธอจะดีกว่า.. กิงดึงเสื้อกันฝนพกพาออกมาจากกระเป๋าถือใบเล็ก แล้วสวมมันเสียมิดชิด ผมว่าเธอคงจะเตรียมมาป้องกันเรื่องเลือดเปื้อนชุดแน่ ระหว่างนี้ผมเองก็เตรียมบรรจุกระสุนรอ เตรียมพร้อมไว้เสมอ จากนั้นหญิงสาวจึงดึงกิ๊บดำติดผมอันจ้อยออกมาจากเรือนผมสีดำสนิทของหล่อน

“สะเดาะกลอนประตูเหรอ มุขเก่าใช้ได้นี่กิง”ผมเอ่ยทักเมื่อเห็นหล่อนก้มไปจัดการกับกลอน

“ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยต่างหาก” เธอพูดยังไม่ทันจบประโยคดี ประตูก็แง้มออกต้อนรับพวกเราอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นคนทรยศกับลูกค้าของมัน ไม่มีผู้คุ้มกันเสียด้วย.. แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันแบบสุดๆ แบบนี้ก็หวานผมล่ะ


พวกผมสอดตัวเข้ามาด้านในห้องท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ทรยศผู้โชคร้าย และอีกครั้งที่การทำงานแสนรวดเร็วราวบลิทซ์ครีก**อันเลื่องชื่อของหน่วยกิ้งก่าดำเป็นที่ประจักษ์แก่พอร์ตมาเฟีย เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เสี้ยนหนามขององค์กรก็หายไปเสียสิ้น


ผมจำได้แค่ว่าพวกเราเผ่นออกมาจากห้องก่อนที่เลือดของพวกเขาจะไหลเสียอีก ไม่งั้นโคโลญที่ใส่มาตั้งแต่เช้าจะถูกกลิ่นคาวกลบเสียหมด กิงเองก็ถอดเสื้อกันฝนเปื้อนเลือดทิ้งไว้ให้มาเฟียลูกกระจ๊อกเก็บกวาดพร้อมร่างพวกนั้นให้เรียบร้อย


ถึงเวลาออกจากที่นี่เสียที..


.
.
.
.
.
.

“ขอโทษนะกิง, เพราะงานเมื่อกี้แท้ๆ เลยไม่สนุกเลย” ผมเอ่ยเสียงแผ่วกับหญิงสาวในชุดขาวระหว่างเดินไปเรื่อยๆ ผมเองก็แทบจะไม่เชื่อว่า เพราะเธอคนนี้ทำให้ผมพูดคำว่าขอโทษได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวเหรอ.. ใช่แหละครับ

“แต่ว่านะมิจิโซ, ราเมงเมื่อกี้อร่อยมากนะ” เสียงหวานๆของเธอตอบกลับมา ทำให้คนฟังอย่างผมกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเป็นกอง

“อย่างนั้นเหรอ.. ถ้าเธอชอบ วันหลังมากันอีกนะ” ผมเผลอตัวพูดออกไปอีกแล้วล่ะ แล้วเพราะแบบนี้รึเปล่าเธอถึงได้เบือนหน้าหนีผมไปทางอื่น

..พระเจ้าครับ ลูกอยากตบปากตัวเอง …


“กิง, อยากไปสวนสนุกมั้ย?”

“สวนสนุกเหรอ.? “เธอเอียงหน้าหวานๆมาทางผมเป็นเชิงทวนคำถาม “คอสโมเวิรล์ดใกล้ๆกันนี้น่ะเหรอ?”

“ใช่ๆ เธอสนใจมั้ย ที่นั่นได้ยินมาว่าไม่เสียค่าเข้านะ แค่เสียเงินค่าเครื่องเล่นที่เล่นเท่านั้นเอง ถ้าเธอแค่อยากไปเดินเล่นที่นั่นก็ได้นะ--” ผมพยายามจะชักจูงเธอ ทั้งๆที่รู้ว่าบุคคลิกของเธอไม่เข้ากับสวนสนุกเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าจะให้เดทของเราจบลงแค่นี้น่ะเหรอ ผมไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้แน่ ผมแค่อยากให้เธอรู้สึกสนุก แล้วก็.. ผมแค่อยากอยู่ใกล้ๆเธอให้นานกว่านี้ แค่นั้นแหละครับ  

“ฉันยังไม่เคยเข้าสวนสนุกเลย ลองไปก็ดีนะ”

     จากจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้คืออาคารอิฐแดง มีทางเดินประมาณสามทางที่สามารถเชื่อมไปยังคอสโมเวิรล์ดได้ แต่เพราะแสงแดดยามบ่ายบวกกับบนท้องฟ้าสีครามสดไม่มีเมฆสักก้อนเดียว อากาศวันนี้จึงจัดว่าร้อนครับ.. ร้อนอบอ้าว แบบในหน้าร้อนน่ะ ผมกับกิงจึงเลือกที่จะเดินทางเท้าริมอ่าวไปเรื่อยๆ หวังว่าลมทะเลอาจจะช่วยให้คลายร้อนลงได้บ้าง

“เธอเคยไปที่ไหนอีกมั้ย นอกจากต้องไปทำงาน -- แบบว่าไปพักผ่อนวันหยุดน่ะ” ผมพยายามชวนเธอคุย เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันน่าเบื่อเกินไป เชื่อไหมว่ากว่าผมจะหลุดประโยคนี้ออกมาได้ ต้องใช้มวลพลังงานความกล้ามหาศาลเลยทีเดียวครับ.. ผมมั่นใจเลยว่าทั้งชีวิตของผมไม่เคยมีครั้งไหนประหม่าขนาดนี้มาก่อน

“เอ่อ.. คงจะเป็นซุปเปอร์ล่ะมั้ง..” กิงลังเลก่อนตอบนิดหน่อยพลางใช้นิ้วเรียวๆเกาแก้ม “ โดยเฉพาะช่วงลดราคาน่ะ ฮะฮะ”

พระเจ้า เธอหัวเราะน่ารักเป็นบ้าเลยครับ หัวใจผมแทบจะเต้นไปดวงจันทร์อยู่แล้ว..

“พวกผู้หญิงนี่.. ชอบเรื่องลดราคาตลอดเลยนะ ทั้งๆที่เงินเดือนเธอก็แพงหูฉีกซะขนาดนั้น”

“ก็ต้องประหยัดกันบ้างนี่นะ เงินแต่ละเยนไม่ได้หากันได้ง่ายๆเสียหน่อย” เธอเสริมเข็มทิศชีวิตเศรษฐีไว้ในตอนท้ายประโยค เล่นเอาซะผมไปไม่เป็นเลย..

“ไม่ใช่ว่าเธอประหยัดเรื่องการกินอยู่แล้วไปทุ่มกับเรื่องเสื้อผ้าหรอกนะ” ผมพูดเหน็บพลางลูบผ้าไหมคลุมไหล่สีขาวบางของเธอ นี่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่น่าจะแพงเอาเรื่อง

“ปะ..เปล่าซักหน่อย--” กิงบอกปัดเสียงแผ่ว

“กระเป๋านี่ก็ด้วย ระดับท่านผู้หญิงหิ้วเลยนะเนี่ย--แล้วน้ำหอมนี่อีก รุ่นใหม่ล่าสุดจากบริษัทxxxที่โฆษณาในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่” ผมโน้มตัวเล็กๆน้อยบริเวณหัวไหล่ของคนข้างๆก่อนจะสูดโกยกลิ่นกายหอมอ่อนๆเหมือนดอกไม้แรกแย้ม

      “อะ..อ๋า!” เด็กสาวสะดุ้งเฮือก ใบหน้านวลขาวพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเหมือนพระอาทิตย์ตกดิน

“หยอกหรอกน่าๆ รีบไปกันเถอะกิง, ฉันร้อนจะแย่อยู่แล้ว” ผมว่าพลางฉวยมือนิ่มๆของเธอแล้วรีบสาวเท้าเดินนำฉับๆทันที




     คอสโมเวิรล์ด สวนสนุกขนาดเล็กในเขต Minata Mirai 21  พวกผมจากอาคารอิฐแดงเลาะริมอ่าวเพลินๆมาเรื่อยๆ ผ่านศูนย์การค้ามารีนแอนด์วอล์ค โยโกฮาม่า หากเดินต่ออีกหน่อยจะพบกับสวนติดริมทะเล ก่อนจะหักเลี้ยวซ้ายเข้าทางเท้าที่ฝั่งอาคารมันโยคลับ ที่อยู่ตรงข้ามกับตึกพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยี  แล้วก้เจอกับสวนสนุกทันทีเลย



เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ เวลา เอ่อ.. ตีสักบ่ายสองนิดๆก็แล้วกัน คนจึงไม่ค่อยเยอะมากเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่มีพวกนักเรียนวัยรุ่นมีเดทกันให้เพ่นพ่านเหมือนอย่างวันเสาร์อาทิตย์ ตอนนี้ก็คงจะมีแต่พวกนักท่องเที่ยวจากต่างที่ทั้งในและต่างประเทศ จะว่าไป ที่นี่ก็เล็กอย่างที่ในรีวิวตามอินเตอร์เน็ตเขาว่าเอาไว้จริงๆด้วยแฮะ แค่ผมกวาดตามองก็ทั่วเสียแล้วล่ะ

“มิจิโซ--อยากเล่นอะไรมั้ย??” เสียงหวานๆดังขึ้นข้างๆผม

ผมได้แค่ยิ้มบางๆตอบเธอไปเท่านั้น


.

.

.

.


“เอาจริงดิ กิง?! เธอกลัวผีทั้งๆที่เป็นนักฆ่าเนี่ยนะ” ผมหัวเราะก๊ากยามนึกถึงตอนที่เข้าไปในบ้านผีสิงเมื่อครู่กับกิง

ตอนแรกๆเธอก็ดูปกติดี แต่หลังจากนั้นเธอก็ยึดแขนผมเอาไว้จนไหล่แทบหลุด ยิ่งตอนที่คุณเจ้าหน้าที่แต่งผีพุ่งออกมาแล้วเธอก็กรีดเสียงร้องน่าสงสารเชียวล่ะ

“อย่าย้ำจะได้มั้ยเล่า--” กิงเบ้หน้าแดงๆของเธอราวกับจะร้องไห้ ก่อนย้อนผมเอาเจ็บๆเมื่อตอนที่เราเล่นเครื่องไดรฟวิ่งโคสเตอร์ “แล้วใครกันที่ร้องกรี๊ดตอนอยู่บนรถไฟเหาะน่ะ”

“ไม่มีใครเขาเงียบกันบนรถไฟเหาะแบบเธอหรอกเฟ้ย.. ใครจะไปชินกับการผาดโผนกันล่ะ”


ผมกับเธอต่างจ้องหน้ากันและกันพลางปล่อยเดดแอร์อยู่พักหนึ่ง ดวงตาสีเงินคู่เรียวนั้นมองผมเบาๆโดยที่ผมเองก็ดูไม่ออกว่าเธอมองผมในอารมณ์แบบไหน ผมรู้แค่ว่ามันอ่อนโยนเหลือเกิน..  สุดท้ายก็เป็นผมเองที่ต้องถอนสายตาออกมาก่อน ผมทนให้เธอเห็นหน้าแดงร้องผ่าวของผมต่อไปไม่ได้


“เล่นแข่งยิงปืนกันมั้ย?”  ผมหมายถึงเจ้าเครื่องชู้ตติ้งไกล์ด 3Dตอนที่เอ่ยชวนเธออีกครั้ง คิดว่าหลังจากนี้จะเล่นแต่อะไรนิ่มๆแล้วล่ะ “ใครแพ้ต้องทำตามที่อีกคนบอกต่อไปจนจบวัน ตกลงนะ”

“เธอก็ท้าได้สิ มิจิโซ,ถ้าแข่งกันเธอก็ชนะอยู่ดีไม่ใช่รึไง” กิงเอ่ยโอดอย่างแสนงอน เล่นเอาผมรู้สึกผิดไปเลย..

“อ่า.. ฉันปิดตาข้างหนึ่งยิงก็ได้”

เธอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่เชื่อใจ

“สัญญาเลยว่าจะไม่ตุกติก ไม่งั้นยอมเป็นทาสเธอ1วันเต็มๆเลย”

“เธอก็รู้ว่าฉันยิงปืนห่วยขนาดไหนน่ะ มิจิโซ”

พวกเราเถียงกันตลอดทางจนเธอใจอ่อนยอมเล่นเดิมพันด้วย แต่ผมก็ต้องจำกัดสิทธิ์ตัวเองต่างๆนาๆเพื่อหว่านล้อมเธอให้ได้ เท่าที่ผมทำได้ก็มีแค่ ลืมตาซ้ายได้ข้างเดียว ใช้มือซ้ายยิงได้เท่านั้น และต้องเป็นนิ้วก้อยที่สามารถเหนี่ยวไกปืนได้

จนรู้ตัวอีกทีก็มาหยุดที่หน้าเครื่องเล่นเสียแล้ว


ผมแลกเหรียญกับพนักงานแล้วเตรียมตัวประจำที่ โดยที่กิงอยู่ทางด้านซ้ายของผม เพื่อที่จะให้เธอแน่ใจว่าผมไม่ได้เล่นสกปรกกับเธอ

พอเกมเริ่มขึ้น ปากกระบอกปืนของผมก็มีลำแสงเลเซอร์สีแดงพุ่งออกมา น่าตื่นตาตรึงใจจริงๆ แต่การใช้นิ้วก้อยซ้ายในการยิงมันทรมานจริงๆนะ แถมนี่ก็ใหญ่กว่าปืนพกปกติที่ผมถนัดด้วยซ้ำ ทำซะกระดูกนิ้วผมแทบหักแน่ะ.. น่าประหลาดที่ผมยังทำคะแนนตีตื้นเธอได้อย่างน่าตกใจ ผมคิดไว้ล่วงหน้าเชียวล่ะว่าผมจะให้เธอทำอะไรบ้าง ขอเธอกอดดีมั้ยนะ หรือขอไปส่งเธอที่บ้าน หรือจะขอค้างคืนที่บ้านเธอดี-- แค่นี้ผมก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว


แต่คือ--


“อ๊ะ ฉันชนะแหละ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นนิ่งๆขณะที่กิงวางปืนลงกับที่ ดวงหน้าพิลาสของเธอหันมายิ้มบางๆให้ผม “ทำตามที่สัญญาด้วยนะ”

ใช่ครับ เธอกำลังเยาะผมอยู่


ผมจ้องมองแต้มในจอเขม็งอย่างหมดอาลัยตายอยาก.. ห่างกันแค่คะแนนเดียวเองแท้ๆ ถ้าผมเป็นเธอผมจะปรับให้เสมอสิคอยดู ใช่สิ ผมใช้ได้แค่นิ้วก้อยกับตาข้างซ้าย จะแพ้มือใหม่อย่างเธอก็ไม่แปลกหรอก--


ผมไม่ได้แพ้แล้วพาลนะ


“จริงสิ มิจิโซ ยังไม่ได้ขึ้นคอสโมคล็อกเลย ไปกันเถอะ” กิงทักขึ้นเมื่อพวกเราเดินออกมาจากตัวอาคารใหญ่สำหรับเครื่องเล่นในร่ม แล้วเธอเหลือบไปเห็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ ไฮไลต์เด็ดของคอสโมเวิรล์ด บอกเวลาสี่โมงเอาไว้ตรงกลางวงล้อด้วย อาจจะเรียกได้ว่าถ้าใครมาที่นี่แล้วไม่ขึ้น นับว่ายังมาไม่ถึงโยโกฮาม่าเลยล่ะ

“นั่นเป็นคำสั่งรึเปล่า..” ผมย้อนถามหญิงสาวในชุดขาวสะอาด

“เปล่า-- แค่ชวนเฉยๆน่ะ ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไร”


ผมไม่ค่อยชอบประโยคแนวนี้เท่าไหร่เลย.. ยังไงซะหน้าที่หลักของผมวันนี้คือทำให้กิงมีความสุขเท่าที่จะทำได้

ผมพบว่าตัวเองกำลังควานกระเป๋าเงินเพื่อจ่ายค่าเข้าเครื่องเล่นเป็นพัลวัน รู้สึกตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในกระเช้ากับกิงสองคนเสียแล้ว

ในกระเช้าทรงกลมคือห้องแคบๆขนาด4คนนั่งได้เท่านั้น รอบด้านเป็นกระจกใสแวววาว สามารถมองเห็นตั้งแต่คุณพนักงานสวนสนุก เห็นรถไฟเหาะสุดสยองเมื่อครู่ที่ผมขยาดนักหนา  เห็นอ่าวโยโกฮาม่า เรื่อยยาวไปจนเห็นอ่าวโตเกียวได้สบายๆ หากหันหลังมองอีกฝั่งจะเห็นตึกสำนักงานมาเฟียใหญ่สี่ตึกตั้งตระหง่านน่าเกรงขามอยู่ คนข้างล่างก็ค่อยๆตัวเล็กลงจนแทบจะมองพวกเขาไม่ถนัด

นับเป็นเวลา7นาทีได้ ถ้านับตังแต่ขึ้นมา ตอนนี้กระเช้าของเราคงเหมือนโปเกบอลใสๆที่อยู่บนยอดสุดของวงล้ออะไรซักอย่าง ผมยืนทอดสายตาออกไปด้านนอกเรื่อยเปื่อย รู้สึกประหม่าจนไม่ได้เปิดบทสนทนาอะไรกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งฝั่งหนึ่งของกระเช้าเลยตั้งแต่ขึ้นมา และผมคิดว่าเธอน่าจะกำลังประหม่าเหมือนผม -- แต่ตรงกันข้าม

ดวงตาเรียวสีเงินของกิงจับจ้องไปยังผืนน้ำสีครามเข้มที่สะท้อนรัศมีสีทองเรืองรองของตะวันราวกับถูกมนต์สะกด แสงแดดยามบ่ายแก่ๆต้องเส้นผมสำดำจนเกิดประกาย อาบไล้ผิวนวลละออของเธออย่างอ่อนโยน

     “สวยจังเลย..” กิงพึมพำเสียงเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ

“ในมุมของฉันน่ะ สวยกว่านี้หลายเท่าเลยล่ะ” ผมหันเหลือบมองเธอเบาๆอย่างมีความหมาย


สวยยิ่งกว่าใครทั้งหมดที่เคยเห็นมาเลยต่างหากล่ะ..


กิงคงเข้าใจคนละความหมายกับผม เธอจึงลุกจากที่นั่งมายืนข้างๆผมแทน

“ยืนดูแบบนี้แล้วสวยกว่าจริงๆด้วย” เธอว่าพลางถอนใจเบาๆ


เธอไม่รู้จริงๆด้วยครับ..  ผมแปลกใจกับผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน ทั้งๆที่เป็นนักฆ่ามือฉมังจากองค์กรผิดกฎหมาย ซ่อนกายในรูปลักษณ์ที่หม่นหมองดูลึกลับเพื่อปกปิดตัวตนจริงๆจากโลกมืดของมาเฟีย แต่จริงๆแล้วก็เป็นเด็กสาวใสซื่อธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่อยากมีอิสระจากวันที่แสนเหน็ดเหนื่อยทั้งหลาย ผมรู้สึกเป็นเกียรติเหลือเกินที่ได้พาเธอออกมาจากวันทำงานแสนเลวร้ายได้


“วันนี้เธอสนุกมั้ยกิง?” ผมแค่อยากแน่ใจ ว่าผู้ชายห่วยๆอย่างผมก็ทำให้เธอมีความสุขได้  

กิงหลุบตาลงหนีผมพลางเม้มปากบางเล็กน้อย

     “สนุกสิ ขอบคุณนะที่พาออกมาเที่ยว”

     “เรื่องแค่นี้เอง, ไม่ต้องขอบคุณหรอก” ผมเองก็หลบตาเธอเหมือนกันนั่นแหละ.. นิ่งๆแบบนี้ไม่สมกับที่เป็นผมเลยแม้แต่น้อย “ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอที่ยอมออกมาด้วยกันน่ะ”

     “หมายความว่าไงน่ะ มิจิโซ?” ดวงหน้าสวยเอียงมองผมด้วยความฉงน

     “ตอนที่ฉันตัดสินใจขอเธอให้มาเที่ยวด้วยน่ะ.. คือ ฉัน เอ่อ.. กลัวว่าเธอจะปฏิเสธฉันไป”

แย่แล้ว.. เสียงของผมเริ่มสะดุดเห็นห้วงๆ  ไม่ต้องพูดถึงหัวใจหรอกครับ มันเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเสียแล้วล่ะ  

     “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะปฏิเสธเธอล่ะ.?” กิงคั้นผมด้วยเสียงหวานๆของเธอ ราวกับเป็นคำสั่งของเกมเดิมพันเมื่อตะกี้

     “เพราะฉัน -- ทำไม่ดีกับเธอไว้เยอะ ฉันเลยคิดว่าเธออาจปฏิเสธเพราะเธอไม่ได้ชอบฉัน”  ทุกคนครับ ตอนนี้ผมกำลังลากตัวเองเข้าไปสู่หายนะแห่งการสารภาพรักแล้วล่ะครับ.. “เธอคงเป็นคนเดียวที่ยอมรับว่าฉันคือฉันได้ กิง, ถ้ามีเธออยู่ข้างๆไปตลอดก็คงจะวิเศษมาก ฉันเลยขอให้เธอมาเที่ยวด้วยกัน สักครั้งก็ยังดี”  

     ดวงเนตรนิ่งสีเทาคู่คมของกิงจับจ้องไปยังที่ว่างเปล่าสักแห่ง

     “ถ้าไม่ใช่คนที่ชอบแล้วล่ะก็ ฉันคงไม่มาด้วยหรอกนะ มิจิโซ” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เธอไม่เคยเห็นหน้าจริงๆของฉัน ไม่เคยได้ยินเสียงฉัน ไม่รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะพาฉันมาเที่ยว ฉัน..ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี..”  


     มือแกร่งข้างหนึ่งของผมเอื้อมขึ้นมาประคองพวงแก้มเนียนขาวแต้มสีเลือดฝาดระเรื่อของกิงเบาๆ อีกข้างหนึ่งกำลังไล้เส้นผมยาวละเอียดดำขลับนั่น ผมโน้มตัวลงมาหาเธอจนหน้าผากของเราสัมผัสกันเบาๆ  สันจมูกของผมอยู่ใกล้กับของเธอมากจนรับรู้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน ก่อนที่ผมและเธอจะค่อยๆหลุบตาลง ผมรู้สึกได้ถึงมือนวลนุ่มของกิงแตะหลังมือผมเบาๆอย่างอ่อนโยนถึง

“งั้นคบกับฉันนะ..”  


คนตรงหน้าผงกหัวช้าๆรับตกลง


ผมเลื่อนใบหน้าต่ำลงมาจนรับรู้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเธอเมื่อผมกดจูบลงบนกลีบปากบางของเธออย่างแผ่วเบา ปลดปล่อยความรู้สึกของผมที่ไม่อาจสามารถบอกเธอเป็นคำพูดได้.. ค่อยๆลิ้มรสหวานละมุนที่กิงส่งมาถึงผมช้าๆอย่างอ้อยอิ่ง.. รับรู้สัมผัสอ่อนโยนของเธอยามหลอมความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับผม


..ผมขอสาบานตรงนี้เลยว่าเธอคนนี้จะเป็นผู้หญิงคนแรก คนเดียวและคนสุดท้ายที่ผมมอบหัวใจทั้งหมดให้..

.
.

.
.

.

     “ขนมเมื่อกี้อร่อยมากๆ ขอบคุณที่เลี้ยงนะ” กิงเอ่ยกับผมเบาๆ หลังจากที่เธอเพิ่งทานขนมไทยากิไส้พาร์เฟต์สตรอวเบอร์รี่คาราเมลจากร้านไทพาร์เฟต์ในศูนย์การค้าโยโกฮาม่าเวิรล์ดพอร์เตอร์ส เธอคงไม่รู้ตัวความมีวิปครีมติดอยู่ที่ขอบปาก

     “ก็เธอเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนออกคำสั่งให้ฉันซื้อให้น่ะ” ผมเกาหัวแกรก ก่อนจะใช้นิ้วปาดครีมที่เปื้อนออกจากริมฝีปากของแฟนสาว

     ผมกับกิงกำลังอยู่ที่สวนเดินเล่นคิชามิจิระหว่างทางข้ามกลับไปยังโยโกฮาม่าแลนด์มาร์คทาวเวอร์ ที่เราตกลงกันว่าจะไปเดินเล่นซื้อของกัน ทานมื้อค่ำที่นั่น แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับ

     ยังไงซะ ตอนนี้พวกเราก็เป็นแฟนกันแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกประหม่าเวลาอยู่กับเธออยู่ดี ยังกับว่าผมยังไม่ชินกับกิงในร่างสาวสวยยังไงยังงั้นนั้นแหละ.. ผมคงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกมากแน่ๆเลยครับ




โยโกฮาม่าแลนด์มาร์คทาวเวอร์ ตึกขนาดใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวเลยล่ะ ไม่ใช่แค่เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สำนักงาน รวมถึงจุดชมวิว ผมเคยตามมาคุ้มกันบอสที่นี่อยู่หลายครั้งอยู่เวลาที่เขาพาเอลิสจังมาเดินเล่น เวลาแบบนั้นกิงจะมาบ้างไม่มาบ้าง แล้วแต่ตารางงานของเธอ แต่สำหรับมือคุ้มกันอย่างผมแล้วต้องติดตามบอสบ่อยกว่าคนอื่นๆหน่อย

ตัวอาคารกว้าง เน้นดีไซน์การออกแบบโดยใช้หินอ่อนสีขาวแลดูหรูหรามีระดับ พื้นที่ส่วนของศูนย์การค้าจะมีอยู่ประมาณ5ชั้นด้วยกัน แต่ละโซนสินค้าจะถูกแบ่งตามชั้น


ตอนที่ผมตกลงกับกิงว่าจะมาที่นี่ จู่ๆไอเดียเซอร์ไพรสสุดบรรเจิดก็แล่นฉิวเข้ามาในหัวผมทันที  มันไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แค่มีเงิน และเวลาหกโมงเย็น

นาฬิกาของผมบอกเวลาสี่โมงนิดๆ คงอีกนานกว่าจะถึงเวลาเล่นตามแผนของผม

แต่เดี๋ยว--  ตอนขึ้นชิงช้าสวรรค์ก็ประมาณสี่โมงแล้วนี่ ถ้ารวมเวลาตั้งแต่ลงจากชิงช้าสวรรค์ แวะซื้อขนม แวะชมวิว และกว่าจะเดินมาถึงนี่ก็คงประมาณชั่วโมงนึงได้แล้ว

เมื่อวันก่อนก็เพิ่งเปลี่ยนถ่านไปเองนี่.. อย่าบอกนะว่านาฬิกาคู่บุญของผมมันพังแล้วน่ะ!!

เอาแล้วไง.. ถ้าผมซื้อนาฬิกาใหม่ตอนนี้ ผมก็จะไม่มีเงินสำหรับแผนเซอร์ไพรส์ที่ว่า แถมผมใช้แค่อุปกรณ์สื่อสารขององค์กรก็เลยไม่ได้เอาโทรศัพท์มือถือมาจากบ้านซะด้วยสิ..  



ผมคิดแผนสองเงียบๆอยู่ในหัว ขณะที่กำลังเดินอยู่ในแผนกเสื้อผ้าสตรีกับกิง เธอหยิบชุดแล้วชุดเล่ามาเทียบให้ผมดู ทั้งเดรสยาวเสื้อ กระโปรงยาวดีไซน์คล้ายๆกันหมดเลย จนบางทีผมก็ต้องบอกเธอว่าเธอใส่ตัวไหนก็ดูดีหมดนั่นแหละ ถ้าชอบก็แค่หยิบๆมาจ่ายเงินเท่านั้นเอง

ผมเสนอกิงว่าเธอควรจะเปลี่ยนโช้คเกอร์ที่สวมทำงานได้แล้วนะ เพราะว่าอันเก่าของเธอเส้นหนาเกินไป พอห้อยกับไม้กางเขนของเธอแล้วมันเลยดูเทอะทะ ซึ่งเธอก็เก็บข้อเสนอของผมไปพิจารณาอีกทีหนึ่ง  


ระหว่างที่กิงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับเลือกซื้อเครื่องแต่งกายของเธออยู่นั่นเอง ผมก็ฉวยโอกาสตอนนี้ทำตามแผนของตัวเอง

“คือว่าฉันขอไปเข้าห้องน้ำแปปนะ-- รออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันกลับมา” ว่าแล้วผมก็รีบเผ่นออกจากจุดนั้นทันที


เย็นวันศุกร์ เหล่าผู้คนที่เหนื่อยล้าจากการเรียนและการทำงานเริ่มทะยอยมาพักผ่อนกันหนาตามากขึ้น ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่พากันเดินทางมาสรรหาวามสำราญใส่ตัวในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ผู้คนมากมาย หลากหลายอาชีพ หลากสถานะ  ผมเดินผ่านพวกเขาไปพลางมองหาจุดหมายต่อไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมแอบหวาดเล็กน้อยเมื่อเดินชนกับนายฝรั่งตัวใหญ่น่าเกรงขามที่ใส่แค่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น

ในที่สุดผมรุดมาจนถึงหน้าร้านแห่งหนึ่งในโซนเครื่องประดับ หลังจากที่รีบตัดสินใจและจ่ายเงินให้กับทางร้านค้าเรียบร้อยแล้ว ผมก็ได้มันมาไว้ในครอบครองเสียที สิ่งสำคัญที่ผมจะมอบให้กิงค่ำนี้.. ผมไม่อยากจะฟันธงว่าเธอจะชอบมันหรือเปล่า แต่ผมมั่นใจและหวังว่าเธอจะรู้ว่าเธอเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของผม - ในโลกนี้มีคนอยู่มากมายครับ แต่ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มเทหลายๆอย่างเพื่อคนที่พวกเขารักเหมือนกับผม ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม


ผมรีบจ้ำกลับมายังแผนกเสื้อผ้าสตรีโซนแบรนด์เนมจุดเดิมพร้อมของสำคัญในอกเสื้อกันหนาว และรู้สึกโล่งอกเมื่อเห็นกิงกำลังจะจ่ายตังค์ค่าเสื้อผ้าอยู่ตรงแคชเชียร์ เราต้องทำงานด้วยความรัดกุมรอบคอบ ทำให้เธอเป็นคนที่ทำตามคำสั่งหรือคำร้องขออย่างเคร่งครัด ไม่เถลไถลไปไหนไกลให้ผมปวดหัว

     “ทำไมหายไปนานจัง” กิงถามผมตอนที่ผมเข้าไปช่วยเธอรับของจากพนักงาน

     “คนเยอะสุดๆไปเลยล่ะ.. เมื่อกี้ฉันชนตาฝรั่งตัวอย่างงี้ด้วยแน่ะ” ผมเล่าถึงนายฝรั่งตัวใหญ่ในเสื้อกล้ามให้เธอฟังคร่าวๆพร้อมทำท่าโง่ๆประกอบคำบรรยาย

     “อ่อ.. เข้าใจแล้ว”

     “แล้วนี่ซื้ออะไรมาเยอะแยะเนี่ย?” ผมกวาดตามองบรรดาเสื้อผ้าที่นอนซ้อนกันอยู่ในถุงกระดาษกับกล่องหลายใบที่ผมกำลังถืออยู่

     “ถุงนี้เป็นเสื้อผ้าใส่ออกนอกบ้าน ส่วนนี่ก็เสื้อผ้าอยูบ้าน ในกล่องนี่เสื้อผ้าที่จะเอาไปใส่สลับกับชุดทำงาน ส่วนถุงนี้เป็นเสื้อผ้าใส่ตอนค้างที่ฐาน” กิงอธิบายให้ผมฟังเป็นฉากๆ จนผมปวดหัว -- ผมที่ใส่แต่เสือยืดแขนยาวสีขาวกับเสื้อกันหนาวสีเขียวไม่เข้าใจโลกของหญิงสาวชีวิตคู่ขนานคนนี้เลยแม้แต่น้อย..  

     “ผู้หญิงนี่ยุ่งยากจังน้า.. แล้วจะซักไหวมั้ยเนี่ย” ผมบ่นอุบอิบ

     “ปกติฉันให้ที่ร้านซักรีดทำให้น่ะ เพราะไม่ค่อยมีเวลาน่ะ..”

“อ้อเหรอ--” ผมตอบรับ ก่อนจะแสร้งทำเหมือนว่านึกอะไรขึ้นมาได้ ตามแผนที่ผมวางเอาไว้ “นี่กิง ขึ้นไปดูวิวชั้น69กันมั้ย?”  

     “ดูวิวงั้นเหรอ??”  หญิงสาวทวนคำถาม

     “ใช่ๆ ถ้าขึ้นไปช้าคนจะเยอะนะ--”


เธอตอบตกลง


หลังจากที่เสร็จขึ้นตอนการฝากของเอาไว้ที่ชั้นล่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็จ่ายเงินค่าเข้าชมจุดชมวิวสกายการ์เด้นสำหรับสองคนเป็นราคาทั้งหมด 2000 เยน ก่อนที่เราจะได้ขึ้นลิฟท์ที่มีความเร็วสูงที่สุดในญี่ปุ่นตรงดิ่งขึ้นไปยังชั้น 69 ทันที



          ด้านบนเป็นโถงทางเดินโล่งกว้างติดกระจกใสบานใหญ่ ทั้ง4ทิศรอบตึกตรงกลางจะเป็นพื้นที่สำหรับคาเฟ่ เพราะฉะนั้นริมหน้าต่างจึงมีเก้าอี้พิเศษสำหรับคู่รักที่มาอุดหนุนด้วย คาเฟ่นี้เป็นที่นิยมมากหากใครอยากจะนั่งเก้าอี้คู่นี้ต้องผ่านการจองมาก่อนเพื่อความชัวร์ น่าเสียดายที่ผมไม่รอบคอบพอ


           เป็นดังที่ผมว่าจริงๆด้วยครับไม่ทันไร ชั้น69ก็มีคนแน่นขนัด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มาออกเดทกับแฟนแบบผม บรรยากาศรอบตัวจึงค่อนข้างอบอวลไปด้วยความหอมหวาน  พวกเราแทรกตัวผ่านกลุ่มผู้คนอย่างลำบากลำบนจนมาถึงมุมทิศตะวันตก เคราะห์ดีที่ยังเหลือที่ริมหน้าต่างไว้ให้เรา

            พระอาทิตย์ลูกโตสีแสดสดที่ลอยอยู่บนฟ้าอย่างเหนื่อยล้ามาทั้งวันกำลังจมดิ่งลงสู่ผืนมหาสมุทรแปซิฟิกช้าๆ ส่องแสงสุดท้ายของวันบอกลาโยโกฮาม่า หากมองจากบนนี้จะเห็นว่าทั้งเมืองถูกย้อมให้เป็นสีส้มแดง ชิงช้าสวรรค์ที่ได้นั่งตั้งแต่ตอนบ่ายแลดูเล็กจ้อย ไม่ต้องพูดถึงอาคารอิฐแดงที่ตอนนี้กลายเป็นจุดเล็กๆอยู่สุดขอบโซน Minata Mirai 21 ตอนนี้พวกเรามองไม่เห็นมันแล้วครับ..


           “สวยเหลือเกิน..” กิงอุทานเบาๆคนเดียว ดวงตาสีเทาของเธอต้องแสงแดดสะท้อนประกายสีส้มวาว ผมไม่แน่ใจว่าที่พวงแก้มของเธอมีสีสดเพราะแสงแดดหรือเพราะเลือดฝาดกันแน่

     

         

            “จริงสิกิง,” ผมหยิบของสำคัญในกระเป๋าเสื้อกันหนาว ก่อนยื่นมันให้กับแฟนสาวคนสวย

           

            กล่องเล็กหุ้มกำมะหยี่สีเข้ม เซอร์ไพรสจากผมเองครับ  

               ในตอนแรก เธอไม่แน่ใจว่าควรจะจัดการกับมันยังไง แต่สุดท้ายเธอก็ยอมเปิดมันออกดูของที่อยู่ช้างใน - เป็นจี้ห้อยสร้อยไข่มุกน้ำงาม ล้อมโครงเงินบางๆประดับเพชรเม็ดจ้อย ส่วนตัวสายสร้อยก็ทำจากเงินแท้เส้นบางเฉียบเพื่อขับเน้นให้ตัวจี้เด่นขึ้นไปอีก ถ้าดูเผินๆคงคิดว่าเป็นสร้อยธรมมดาๆ แต่ผมคิดว่าผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นอย่างเธอต้องตีราคาของมันออกแน่นอน


             “ชอบแบบนี้มั้ย.?” ผมเอ่ยถามเธอเสียงแผ่วพร้อมฉวยมือแบบบางของเธอมากุมเอาไว้หลวมๆ

     “ ชอบมากเลยล่ะ.. ขอบคุณมากนะ มิจิโซ,” กิงช้อนดวงหน้าชวนหลงใหลของเธอขึ้นมามองผมเบาๆแล้วคลี่ยิ้มบางให้ ก่อนจะอิงศีรษะแนบกับแผงบ่าผอมแห้งของผม..   “ทั้งสร้อยนี่ แล้วก็พระอาทิตย์ตกด้วย..”

แน่นอนว่าถ้ามีหนุ่มโสดมาอยู่แถวนี้ผมคงโดนมองเขม่นแน่ๆ แฟนผมสวยออกขนาดนี้

“แค่เธอชอบ ก็โอเคแล้วล่ะ”  ผมค่อยๆซุกสันจมูกเข้ากับเรือนผมสลวยสีดำสนิทพลางดื่มด่ำกับกลิ่นหอมรัญจวนของเธอ มือผอมเกร็งข้างหนึ่งของผมเผลอโอบไหล่มน กระชับให้ร่างบางของเธอเข้ามาแนบกายผมราวกับกลัวว่าเธอจะหนีผมไปไหน  

“งั้นเหรอ..” เสียงหวานของกิงกระซิบตอบรับ “ แล้วเธอจะชอบของฉันมั้ย?”

     ผมก้มลงไปมองหน้าแฟนสาวด้วยสายตาฉาบความสงสัย พบว่าเธอกำลังหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าถือ.. นั่นมันกล่องนาฬิกาข้อมือยี่ห้อดังรุ่นใหม่เอี่ยมที่ผมเล็งเอาไว้แต่ไม่มีเวลาออกไปซื้อนี่! ราคาของมันก็รู้ๆกันอยู่ว่าแพงขนาดไหน

     “มิจิโซเคยบ่นว่าอยากได้นาฬิกาใหม่เมื่อหลายวันก่อน แถมตอนบ่ายฉันก็เห็นว่านาฬิกาที่เธอใช้อยู่มันพังซะแล้ว ฉันก็เลย--รีบไปซื้อให้ตอนที่เธอไปเข้าห้องน้ำน่ะ” กิงหรี่เสียงพูดลงเรื่อยๆจนผมแทบจะไม่ได้ยิน รู้แค่ว่าตอนนี้ใบหน้าเธอแดงอย่างกับพระอาทิตย์ตกดินข้างนอกแน่ะ

     “เธอ.. รู้ได้ยังไงว่าฉันอยากได้รุ่นนี้น่ะ” ผมรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองกำลังพูดเสียงสั่นเหมือนโดนเขย่าขณะยื่นมือไปรับมันมา

     “ก็เธอเล่นปริ๊นท์รูปมันแล้วแปะหน้าตู้ของเธอที่ฐาน ขนาดฮิโรสึซังยังรู้เลย” เธอตอกผมกลับมา

     ใช่ครับ ผมทำอย่างนั้นจริงๆ แถมแปะโน้ตกำกับด้วยว่า ฆ่าทุกคนที่เห็นซะ*** เพื่อนาฬิกาเรือนนี้   จนโดนพ่อเฒ่าฮิโรสึตำหนิเอาว่า แกมันบ้า

แต่ตอนนี้มันมาอยู่กับผมแล้ว ความรู้สึกบางอย่างในตัวผมหายไป พร้อมมีอารมณ์แปลกใหม่แล่นเข้ามา -- เจ้าของสิ่งนี้มันมีความหมายกับผมมากเหลือเกิน ความกระหายที่จะครอบครองมันเหือดหายไปช้าๆตอนที่ผมสวมนาฬิกาเรือนนั้นแทนเรือนเก่า เจ้าสิ่งนั้นอาจจะมีค่าสำหรับผมถ้าผมซื้อมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ในขณะเดียวกันผมก็ไม่เห็นค่าของมันเลยแม้แต่น้อยเมื่อผมได้มันมาง่ายๆ แต่ผมรู้สึกได้ถึงสิ่งอื่นที่มาพร้อมกับนาฬิกา เหมือนกับว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นแค่ภาชนะใส่ความรู้สึกของเธอส่งผ่านมาถึงผม - ความรักไงครับ ผมขอสรุปสั้นๆด้วยคำๆนี้

“นี่มันแพงมากไม่ใช่รึไงกิง--”

     “ราคาก็พอๆกับไข่มุกที่เธอให้ฉันไม่ใช่หรือไงกัน” ถ้าผมมองไม่ผิด.. เธอกำลังเขินอยู่แน่ๆ  “แค่ได้อยู่กับเธอ ของพรรค์นั้นก็ไม่จำเป็นหรอกจริงมั้ย?”

“อ่า..” ลำคอของผมตืบตันจนหายใจลำบากเหมือนถูกอะไรบางอย่างค้ำไว้ด้านใน ฟีลลิ่งในอกมันเรียบเรียงเป็นคำพูดไม่ถูกจนแทบจะระเบิดออกมาให้ได้ “..เหมือนกัน”


     พวกเรามองพระอาทิตย์สีสดค่อยๆถูกเกลี่ยวคลื่นจมหายไป.. นานราวกับจะเป็นชั่วนิรันดร์


ความรักในโลกนี้มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายความหมาย สุดแล้วแต่คนจะให้คำนิยาม บางคนก็ว่าความรักคือตัณหา ความใคร่ ความลุ่มหลงเพียงเปลือกนอกของสิ่งสวยงาม ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ บ้างก็ว่าความรักคือธุรกิจและการลงทุน บ้างที่เข้าใจก็บอกว่าความรักคือความหวงแหน การทุ่มเท ความรักคือการเสียสละ ความรักคือการมอบความสุขให้กับคนสำคัญ คือการที่เรารู้สึกอยากอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้น บ้างก็ว่าความรักคือความผูกพัน ความรู้ใจ หากขาดไปคงรู้สึกอ้างว้าง หรือความรักคืออารมณ์สีชมพู ความหมายพวกนี้แตกต่างกันออกไปตามความรักที่แต่ละคนเคยเจอ

ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งในชีวิตมาเฟียอันธพาลทรามๆของผมจะมีโอกาสสัมผัสกับอารมณ์พรรค์นี้กับเขาด้วย.. ความรักของผมประกอบด้วยสีดำของความลึกลับชวนค้นหา ผสมกับสีขาวแห่งความอ่อนโยนน่าทะนุดถนอม กลายเป็นความสัมพันธ์รู้ใจใกล้ชิดสีเทาหม่น แล้วจึงเคลือบด้วยความงามแสนแวววาวที่เป็นของแถมให้สีเทานั้นเป็นประกายงดงามมากขึ้น - ความรักของผมเป็นสีเงินครับ

.

.

.

.

.

ดวงตะวันหลุดขอบโลกไปนานแล้ว และคงกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าของดินแดนอีกฟากหนึ่งของโลก


ผมกับกิงกำลังเดินซื้อของเข้าบ้านในซุปเปอร์มาร์เกตตรงโซนอาหาร  ในตะกร้าของผมมีเพียงข้าวกล่องสำเร็จรูป วุ้นถั่วแดง แล้วก็น้ำชากระป๋องอีกสองสามกระป๋อง คืนนี้ผมกะจะค้างที่ฐานเสียหน่อย เพราะที่นั่นใกล้กว่าบ้านผม

ระหว่างลงมาจากชั้นชมวิว กิงก็เล่าให้ผมฟังถึงผู้ชายคนหนึ่งชื่อคาตาอิ เจ้าหน้าที่เก่าของสำนักงานนักสืบบุโซที่เคยตามสารภาพรักกับเธออยู่ช่วงหนึ่ง(*4) แต่เธอปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย เธอให้เหตุผลว่า ผู้ชายที่หลงรักผู้หญิงเพียงเพราะว่าหล่อนสวยเป็นผู้ชายที่ไม่เอาไหน ไม่รู้กระทั่งชื่อ-สกุลของหล่อนด้วยซ้ำ ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกดี แต่เอาตรงๆผมก็ไม่รู้นามสกุลของเธอเหมือนกัน


ผมเห็นของที่กิงหยิบมาตอนที่เราพากันไปชำระเงิน -  โยเกิร์ต ธัญพืช นมอัลม่อนด์ ชาแบบตะวันตก แล้วก็.. มะเดื่อ???

     “เธอกินของแบบนั้นด้วยเหรอ??” ผมเผลอปากถามออกไป เท่าที่ผมรู้มา พวกผู้หญิงไม่ค่อยชอบเจ้าผลไม้พวกนี้เท่าไหร่นัก

     “อ๋อ พวกนี้ไม่ใช่ของฉันซักหน่อย” กิงตอบผม ถึงน้ำเสียงของเธอจะปกติ แต่มันเหมือนเป็นพายุแห่งความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในหัวผมจนแทบคลั่งเลยล่ะ -- ไม่ใช่ของเธอแล้วของใครกันล่ะ???


ผมระงับความอยากรู้เอาไว้เงียบๆ เดินตามเธอไปรับบรรดาถุงเสื้อผ้าที่ฝากเอาไว้แต่โดยดี เพื่อเตรียมตัวที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ระหว่างที่เดินหอบข้าวของตามหลังเธอออกไปนั้นเอง กิงก็ดันสะกิดต่อมหึงหวงของผมขึ้นมาซะได้เนี่ยสิ.. เธอกำลังพิมพ์ข้อความส่งถึงคนคนหนึ่งอีกแล้ว ผมกำลังเดินอยู่ข้างหลังเธอ ผมเห็นหมดนะว่าเธอคุยอะไรกับคนคนนั้น -- เจ้านั้นใช้ชื่อว่า A.R ซะด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อที่เขาตั้งเองหรือกิงเป็นคนตั้งให้ผมไม่อาจรู้ได้


‘กำลังไปรับ อยู่ไหน?’ A.R ถาม

‘รออยู่หน้าแลนด์มาร์คทาวเวอร์ค่ะ’ กิงตอบ

‘อ่อ งั้นรออยู่ด้านหน้าตึก’   

‘แปลกใจจริงๆค่ะ ที่หาเวลามารับได้’

‘เสร็จงานเร็วน่ะ’


ผมว่าผมต้องทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะ -- อย่างน้อยกิงก็เป็นแฟนผมแล้วนี่เนาะ.. ถ้ายังคุยกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผมแบบนี้ ผมก็ไม่ทนนะ..


“กิง คุยกับใครน่ะ” เสียงแหบห้าวของผมพลันแข็งกร้าวขึ้นมา จนคิดว่าผมยังกลัวตัวเองไปเลยล่ะ

แทนที่หล่อนจะแอบโทรศัพท์ หรือ ล็อคหน้าจอหนี เธอกลับเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ก่อนจะหัวเราะคิกๆจนตัวงอ

“อย่าบอกนะว่าเธอหึงน่ะ มิจิโซ” กิงหัวเราะจนน้ำตาไหล “นี่พี่ชายฉันเอง”


เดี๋ยวนะ-- เธอว่าไงนะ พี่ชายงั้นเหรอ??  งั้นก็อธิบายเรื่องผลมะเดื่อที่เธอซื้อมาได้แล้วสิ


“เธอไม่เห็นจะเคยบอกฉันเรื่องนั้นเลยนี่!” ผมกำลังตกอยู่ในอาการสับสนสุดขีด ข้าวของของกิงที่ผมกำลังถืออยู่แทบจะหลุดมือออกไปแล้ว

“ก็เธอไม่เคยถามฉันนี่” กิงตอบ

ก็จริงของเธอ ผมเองก็หลีกเลี่ยงการพูดถึงครอบครัวเพราะคิดว่าเธอคงเป็นเด็กกำพร้าตัวคนเดียวแบบผม.. เป็นการสรุปเหมารวมที่งี่เง่าสิ้นดี

“เขามาแล้ว, ขอบคุณสำหรับวันนี้นะมิจิโซ แล้วเจอกันพรุ่งนี้--โอนี่ซัง ทางนี้ค่ะ!”

หญิงสาวกระวีกระวาดรับของพะรุงพะรังจากผมมาถือไว้ในเรียวแขนบอบบางของเธอแล้วหันไปหาร่างร่างหนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เป็นร่างของคนที่คุ้นตายิ่งกว่าใครๆทั้งหมด คุ้นเสียจนสันหลังผมอยากจะกระโดดออกมาจากร่างเลยล่ะ

     ชายผมสีดำตัดสั้น ร่างผอมโปร่งของเขาถูกเสื้อโค้ตสีดำห่อหุ้มเอาไว้หนึ่งชั้น มีแว่นดาสีดำวางพาดเอาไว้เพื่ออำพรางตัว

ลูกพี่อาคุตะกะวะ.. สมาชิกระดับหัวกะทิของพอร์ตมาเฟีย พลังพิเศษของเขาเป็นที่เกรงขามของบรรดาชาวเมือง รวมถึงพวกมาเฟียกันเองอย่างผมด้วย ไม่น่าเชื่อว่าแฟนสาวของผมจะมีพี่ชายที่ยิ่งใหญ่แบบเขาคนนี้.. A.R ในห้องแชทก็หมายถึงอาคุตะกะวะ เรียวโนสุเกะเองเหรอเนี่ย.. อย่างงี้ก็แปลว่าสองพี่น้องนี้ก็ต้องรวยมากๆแน่ๆเลย


“วันนี้เป็นไง” อาคุตะกะวะถามน้องสาวของเขาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น พลางช่วยเธอถือของจำนวนหนึ่ง (ผมทรุดตัวลงคุกเข่าแสดงความเคารพตามระเบียบของมาเฟีย)

“ก็ดีค่ะ ฉันซื้อชากับมะเดื่อที่พี่ชอบมาด้วย” กิงตอบเสียงใส

“งั้นเหรอ, งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ” เขายื่นแขนข้างหนึ่งให้น้องสาวคนสวยเกาะ ก่อนจะมองต่ำลงมาที่ผมด้วยดวงตากลมสีดำไร้ความปรานีคู่นั้น เหมือนกับราชสีห์จ้องหนูตัวเล็กๆแล้วเอ่ยปากขู่  “ถ้าแกดูแลกิงไม่ดี กระผมจะตามสับแกไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงวันโลกแตก คอยดู”

“พี่นี่ก็--พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้” หญิงสาวในชุดขาวฉุดแขนพี่ชายเป็นสัญญาณว่า อย่ายุ่งกับเขานะ แล้วรีบๆลากเขาออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้


ผมก่อนที่กิงจะลับสายตาผมไป ผมเห็นดวงตาสีเงินของเธอหันกลับมามองผม ไม่รู้ว่าแปลว่าจะไรเหมือนกัน..


.
.
.
.
.
.

เป็นไปตามคาดครับ วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่ฐานจริงๆด้วย

ตอนผมไขกุญแจเข้าไปก็พบแต่บรรยากาศเดิมๆ ห้องรับรองที่เงียบสงัด ห้องครัวจิ๋วที่อยู่ตรงมุมหนึ่ง บันไดที่นำขึ้นไปสู่ชั้นสำหรับห้องนอนชั่วคราวและห้องอาบน้ำ ผมเปิดสวิตช์ไฟ ยัดข้าวของจากซุปเปอร์เข้าตู้เย็น นำข้าวกล่องมื้อเย็นมาอุ่น แล้วนั่งทานเงียบๆหน้าโทรทัศน์ที่ไม่ได้เปิดดูอะไร

จริงสิ เมื่อวันก่อน ผมกับกิงยังนั่งดูหนังด้วยกันตรงนี้อยู่เลยนี่ พร้อมกับชาอัดกระป๋องและวุ้นถั่วแดงแสนอร่อยนั่น


หลังจากเสร็จมื้อค่ำแล้วผมก็หายเข้าไปในห้องอาบน้ำชาย แช่น้ำอุ่นๆในอ่างแคบๆให้สบายตัวพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ส่วนมากก็เป็นโมเม้นท์ดีต่อใจที่เกิดขึ้นในวันนี้นี่แหละ..  ไอหมอกขาวๆที่ลอยเอื่อยอยู่เหนือผิวน้ำทำให้ผมนึกถึงผิวขาวลออของกิง กลิ่นสบู่ที่ลอยอยู่ในอ่างก็หอมไม่เท่ากลิ่นน้ำหอมของเธอ.. เส้นผมสลวยสีดำละเอียดนั่นอีก แล้วไหนจะกลีบปากสีหวาน--

น้ำอุ่นที่ผมกำลังแช่เริ่มมีหยดของเหลวสีแดงเจือปน หยดแล้วหยดเล่า.. ย้อยลงมาจากใบหน้าของผมนี่แหละ

เย้ยย!! เลือดกำเดานี่!! คงแช่น้ำนานไปแล้วมั้ง

ผมกระวีกระวาดขึ้นจากน้ำ เช็ดตัวเช็ดผมพร้อมอุดจมูกไปด้วยอย่างทุลักทุเล ก่อนจะใส่เสื้อผ้าลำลองสบายๆที่เตรียมไว้เปลี่ยนนอนค้างคืน ก่อนจะออกไปจากห้องอาบน้ำชายพร้อมระเบิดไอน้ำที่พวยพุ่งออกไปด้วยเมื่อผมเปิดประตู ขณะนั้นเองที่ผมกำลังซับใบหน้าและหลังหูด้วยผ้า
ขนหนูผืนนุ่ม ผมก็พบว่าผมไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวซะแล้ว..

ร่างผอมบางหุ้มด้วยผ้าเช็ดตัวเกาะอกสีขาวสะอาดกำลังยืนเช็ดผมยาวสีดำสนิทที่กำลังหมาดๆอยู่ที่ทางเดินตรงหน้าผมครับ.. ร่างนั้นหยุดกึกทันทีที่ผมเปิดประตูห้องอาบน้ำออกมา ผมมองไล่ไปตามเรือนร่างของเธอคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งไหล่แคบมน ผิวขาวผ่องเหมือนแสงจันทร์ เรียวแขนขาก็เล็กบอบบางเหมือนลำไผ่  แต่น่าเสียดายที่หน้าอกแบนราบจนเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ! เวลานี้ผมต้องปิดตาต่างหากเล่า

“กิงเหรอ?!?!”

“เห--เธออยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะมิจิโซ ?“ เสียงหวานของเธอร้องถามกลับมาคล้ายจะหวีดร้องอยู่แล้ว

“ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนเซ่!”


ผมนั่งเปิดวิดิโอเกมต่อสู้ในโทรทัศน์รอกิง ขณะที่เธอกลับไปแต่งตัวและเป่าผมให้แห้งในห้องพักของเธอก่อนที่เธอจะกลับมาที่ห้องรับรองพร้อมขนมกรุบกรอบถุงหนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งข้างๆผมตรงกลางโซฟายาวหน้าทีวี ปกติพวกเราจะเล่นวิดิโอเกมกันในคืนที่ต้องค้างที่ฐานเหมือนกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

ผมยื่นจอยอันหนึ่งส่งให้เธอ


“ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?” ผมถามขณะเลือกโหมดต่อสู้ต่างๆ “ไม่ใช่ว่าคิดถึงฉันเหรอ”

“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ--พอดีว่าไม่ได้กลับบ้านบ่อย พี่เลยลืมค่ายเงินค่าน้ำค่าไฟฟ้าน่ะ คืนนี้เลยโดนตัดไปแล้ว” กิงตอบนิ่งๆ คืนนี้เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเทากับกางเกงผ้านิ่มสีเข้มสบายๆ ดูมิดชิด ยกเว้นแต่คอเสื้อมันค่อนข้างกว้างจนเห็นไหล่ลาดมนของเธอ

“งั้นเหรอ-- แล้วคุณอาคุตะกะวะเขาไปค้างไหนละ?”

“คงจะเป็นที่สำนักงานใหญ่ล่ะมั้ง แล้วเธอล่ะมิจิโซ ทำไมถึงมาค้างนี้?”

“ขี้เกียจกลับบ้านน่ะสิ มันไกล”

“งั้นเหรอ”


ตอนนี้ผมไม่ค่อยมีสมาธิกับเกมแล้วครับ -- ผมปล่อยให้เธอชนะผมไปง่ายๆเลยล่ะ


“ เกิดอะไรขึ้นน่ะ ฝีมือตกเหรอ?” กิงเอียงคอถามผม อาจจะเพราะเจตนาอยากจะเยาะเย้ยก็ได้

“ ไม่ค่อยมีอารมณ์เล่นเกมเลยแฮะ..” ผมโอดครวญ แฟนสาวผมได้แต่ทำหน้านิ่งๆใส่

“งั้นเธออยากทำอะไรล่ะ?” เสียงหวานเอ่ย แต่ผมไม่อยากให้คำตอบเธอเป็นคำพูดหรอก



มือแกร่งของผมรวบร่างบางของกิงไว้ในอ้อมแขน พร้อมแนบสันจมูกที่มีพลาสเตอร์คาดอยู่ลงกับไหล่แคบของอีกฝ่าย สลับกับปล่อยลมหายใจร้อนผ่าวรดลำคอระหงของเธอ พลางตักตวงกลิ่นกายหอมละมุนปนกับกลิ่นสบู่อ่อนๆ แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอมที่ใส่ตอนกลางวัน.. แบบนี้ชื่นใจกว่าเยอะเลย  พอใช้ริมฝีปากกดจูบลงไปแบบนี้แล้วจะเกิดรอยจ้ำสีสดบนผิวเนียนขาวเป็นหย่อมๆ -- น่าแปลกใจที่กิงไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอเขินจนตัวเกร็งไปหมดแล้วต่างหาก..

มือของเราทั้งคู่ประสานเข้าด้วยกันขณะที่ผมใช้ใบหน้าไล้ขึ้นมาเรื่อยๆก่อนประกบริมฝีปากเข้ากับกลีบปากบางของเธอเบาๆ อ้อยอิ่ง เนิ่นนาน แลกรสชาติหอมหวานของกันและกัน รู้สึกถึงความชื้นและไออุ่นที่อีกฝ่ายส่งผ่านมาให้ ต่างฝ่ายก็ต่างผ่อนคลายลงจากความเกร็งเมื่อครู่..

นิ้วเรียบของกิงกอบกุมใบหน้าของผมเอาไว้อย่างอ่อนโยน ในขณะที่ผมเคลื่อนไปโอบแผ่นหลังผอมบางเบาๆ -- เสื้อสเวตเตอร์ของเธอนี่ค่อนข้างเกะกะ  ผมเลยถือวิสาสะสอดมือเข้าไปเลยก็แล้วกัน..

“ อือ-- ” กิงเริ่มส่งเสียงแปลกๆออกมาแล้ว กระตุ้นให้ผมอยากได้ยินเสียงหวานๆน่าฟังแบบนี้ขึ้นไปอีก มือซุกซนของผมเริ่มอยู่ไม่สุขเสียแล้วสิ.. โสตประสาทของผมกำลังเรียกร้องหาความหอมหวานจากกายเธอ อยากได้กลิ่น อยากสัมผัส อยากลิ้มรส อยากใกล้ชิดกับเธอมากกว่านี้.. หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธอได้ยิ่งดี..


“ฉันรักเธอนะกิง..” ผมกระซิบเบาๆข้างใบของหูหญิงที่เป็นที่รักของผม ผมไม่ต้องการคำตอบใดๆจากเธอ ตราบใดที่เธอยังคงประสานแขนโอบรอบรอผม พยักหน้าให้ผมเบาๆ  มอบจูบอ่อนโยนให้ผมอีกหน..


หัวสมองผมเริ่มขาวโพลนเพราะหมอกตัณหาบังตาอยู่เต็มไปหมด..  ตามลำคอ หัวไหล่ เนินอกของกิงเริ่มมีตราประทับของผมมากขึ้นเรื่อยๆ ไออุ่นเมื่อครู่กลับเป็นความรู้สึกที่ร้อนระอุในตอนนี้  ลมหายใจของผมกลายเป็นการหอบถี่ๆแทบจะตามจังหวะหัวใจที่กระเด้งอยู่ในอกของผม ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปผมต้องทรมาณจนตายแน่ๆ..

“ฉันจะเริ่มเลยนะ เธอโอเคมั้ย.?” ผมได้ยินเสียงแหบพร่าของตัวเองกระซิบถามแฟนสาว  


ในเมื่อเธอพยักหน้าแดงระเรื่อตอบรับแล้ว ผมก็ขอไม่รอช้าที่จะ--



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราก็ไม่รอช้าที่จะขอจบไว้เพียงเท่านี้นะคะ ก่อนที่ฟิคจะโดนปลิว ปิ้วว


รสนิยมส่วนตัวแล้ว ทั้งเรื่องบุงโกนี่ชอบกิงที่สุดเลยนะคะ555 ไม่รู้เพราะอะไร แต่พอเห็นหน้าน้งแล้วก็ใจเต้นตุบๆๆๆ เลยลองแต่งในมุมมองขิงทาจิฮะระดูบ้าง จะอวยเท่าไหร่ก็ไม่น่าเกลียด แฮ่ๆ

ในความคิดเรา จริงๆแล้วกิงเป็นสาวที่ขี้สำอางค์ แต่งตัวเก่ง แถมรสนิยมสูงมากๆนะ ถ้าใครได้อ่าน Bungou Stray Wan! กับ มังงะบุงโกเล่มที่ 10 แล้วจะรู้ว่านางเป็นผู้หญิงจ๋าขนาดไหน แถมยังสุภาพมากๆด้วย แบบสุภาพเกินไป เคยดูแฟนอาร์ตของคนญี่ปุ่นแล้วเขาให้กิงเรียกทาจิฮระว่า ทาจิฮาระซัง แล้วเติมคะขาลงไปท้ายประโยคด้วยเงี้ยย อ่อนหวานไปอีกก แต่คือส่วนตัวเราคิดว่าอยากจะแสดงความสนิทกันของทั้งคู่น่ะค่ะ ก็เลยให้น้องเรียกทาจิฮะระด้วยชื่อเดิมไปเลย555 (ปกติ ทาจิฮะระจะเรียกกิงว่า แก แต่พอลองให้เจอกับลุคสาวหวานๆดูก็เรียกว่าแกไม่ลงเลยล่ะค่ะ555)

โอเคค่า ตอนนี้เราก็ขอขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจบมาจนถึงตอนนี้นะคะ ขอบคุณจริงๆที่ให้เรือลำนี้ได้มีกำลังใจแล่นต่อไปอย่างภาคภูมิ TvT ถ้าส่วนไหนที่เราดำเนินเรื่องเร็วไป ช้าไป ทุเรศไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ555


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

* คลุมร่างแมว เป็นสำนวนของชาวญี่ปุ่น หมายถึงการเก็บซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้อย่างมิดชิดน่ะค่ะ 
**บลิทซ์ครีก เป็นการโจมตีที่รวดเร็วของทหารชาวเยอรมันช่วงต้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
***ฆ่าทุกคนที่เห็นซะ เป็นคำติดปากของทาจิฮะระตอนทำงานค่ะ
**** ทายามะ คาตาอิ โผล่มาในมังงะเล่มสิบค่ะ เพื่อมาจีบกิงนั่นแหละ













ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ risasasa0118 จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 01:38

    อุ๊ยยยหนัก ใส่ออฟชั่นเปิดขวดยาปรับอากาศไล่กลิ่นความรักแรงมาก


    แง่มๆๆๆๆๆ แกมันจะน่าอิฉาไปแล้วเจ้าหมาโง่ ให้ฟิลเด็ดดอกฟ้ามากโง้ย


    เงินไม่ใช่ดอกไม้เพราะแบบนั้นจึงแข็งแกร่งงดงามกว่าแม้ไม่อ่อนหวานเท่าบุบผาแต่ความงามไม่รองใคร---/เพ้อ เมา แง


    เหม็นความรักจริงจริ๊ง!!!

    #2
    0
  2. วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 09:01
    น่ารักมากเลย ชอบคู่นี้>///<
    #1
    0