[Fic B.A.P] Alcohol #ฟิครักอาชญากร

ตอนที่ 21 : Chapter 20 : Amaretto

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ต.ค. 60




ณ รังใต้ดินของไอ้ยงกุก หนึ่งในบรรดาห้องมากมายที่ไอ้ยงกุกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวจากพวกตำรวจ พวกเราทั้งหกคนยืนล้อมโต๊ะที่มีแผนที่กางเอาไว้ แต่ละคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเรื่องที่คุยกันคือแผนการทำลายล้างศัตรู


“เอาล่ะ เรามาเริ่มประชุมอย่างเป็นทางการกันดีกว่า ก่อนอื่นฉันอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเรามีข้อมูลอะไรของพวกมันบ้าง นอกจากมีตำรวจอยู่ในแก๊งที่เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร”


ไอ้ยองแจยกมือขึ้น ผมพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้พูด


“จากที่ผมกับไอ้แดฮยอนไปสืบมา พบว่าพวกมันมีธุรกิจใหญ่คือผลิตยาเสพติดส่งออกทั้งในและนอกประเทศ อย่างที่เห็นพวกมันมีโรงงานเป็นของตัวเอง แถมยังมีการป้องกันที่แน่นหนา หัวหน้าของมันมีประสบการณ์อยู่ในวงการนี้มาหลายสิบปี แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งน่ากลัวจริงๆไม่ใช่หัวหน้าของพวกมัน แต่คือเครือข่ายของพวกมันต่างหาก"


“เครือข่าย?”


“ใช่ พวกมันเชื่อมแก๊งอื่นเข้าไว้กับแก๊งของตัวเองเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยการเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ส่งให้แก๊งอื่นๆเอาไปขาย และยังลักลอบค่าอาวุธให้กับแก๊งอื่นๆเพื่อเอาไปใช้อีกด้วย งานนี้ไม่ใช่เล่นๆเลย เพราะแก๊งที่อยู่ในเครือข่ายของพวกมันมีอยู่เยอะมาก ทุกแก๊งล้วนเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้” พอไอ้ยองแจเล่าจบทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม จากที่คิดว่าสู้อยู่กับศัตรูเพียงแก๊งเดียว แต่กลายเป็นมากมายกลายแก๊งไปซะได้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามีแก๊งไหนบ้างที่อยู่ในเครือข่ายของมัน


“งั้นเราก็ทำลายโรงงานมันทิ้งสิ” จุนฮงพูดเสนอขึ้นมา ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก็ในเมื่อทุกแก๊งล้วนเกี่ยวข้องกับโรงงานผลิตยานรกนั่น ถ้าทำลายโรงงานทิ้งก็จบแล้วไม่ใช่หรอ แต่แล้วข้อคิดเห็นของจุนฮงก็ต้องตกไป


“ไม่ได้ บอกแล้วไงว่าพวกมันมีเครือข่ายที่ใหญ่มาก ไหนจะพี่ยงฮวาที่เป็นตำรวจอีก พวกมันทุกคนต่างเฝ้าระวังโรงงานเป็นอย่างดีเพราะโรงงานคือหัวใจของพวกมัน เรียกว่าแม้แต่มดตัวเดียวก็ไม่ให้ย่างกรายเข้าไปยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาต การป้องกันที่แน่นหนาแบบนั้นพวกมันไม่มีทางยอมให้พวกเราทำลายทิ้งได้ง่ายๆหรอก”


ไอ้ยองแจสรุปอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าพวกเราทุกคนเปลี่ยนเป็นซีดเซียว แล้วแบบนี้พวกเราจะทำลายพวกมันได้ยังไงถ้าเข้าไปในโรงงานไม่ได้ จะแจ้งตำรวจก็ไม่ได้เพราะป่านนี้ยงฮวาคงจัดการกับพวกตำรวจไปแล้ว


แต่ทว่าจู่ๆเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ทำให้ผมต้องหันไปมองร่างตรงหัวโต๊ะซึ่งก็คือไอ้ยงกุก ในสถานการณ์แบบนี้มันยังจะหัวเราะออกอีกหรอ


“หัวเราะอะไรของมึง เห็นไหมเนี่ยว่าทุกคนเขาเครียดกันอยู่” ผมถามอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ไอ้ยงกุกก็ยังคงหัวเราะไม่เลิกเหมือนมีอะไรน่าขำมาก ดวงตาดุดันของมันเหลือบขึ้นมองผมก่อนจะเอ่ยตอบ


“ก็กูขำนิหว่า มึงคงจะลืมไปแล้วสินะว่ากูเคยเข้าไปในนั่นมาแล้วครั้งนึง”


“จริงสิ! แล้วตอนนั้นมึงเข้าไปในนั้นได้ยังไง แถมยังไม่โดนจับได้อีกด้วย” ผมร้องขึ้นอย่างเพิ่งนึงออก ว่าไอ้ยงกุกเคยเข้าไปในโรงงายยานรกนั่นมาแล้ว


เหตุการณ์นั้นก็คือตอนที่ยงฮวานัดผมไปเจอกันที่โรงงาน เพื่อคาดคั้นเอารายชื่อสมาชิกแก๊งของไอ้ยงกุก ตอนนั้นไอ้ยงกุกที่ตามล่าผมอยู่แอบตามผมเข้าไปด้วย ทำให้มันเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างในและรู้ว่ายงฮวาทรยศต่อองค์กรตำรวจ


เรื่องนี้ยังทำให้ผมโกรธมันไม่หาย ถ้าตอนนั้นมันเห็นว่าผมกำลังจะถูกฆ่าตายทำไมถึงไม่ช่วย แต่เสือกปล่อยให้ผมกับไอ้ยองแจถูกพวกมันไล่ฆ่า แถมมันยังขับรถชนผมกับไอ้ยองแจจนบาดเจ็บสาหัส แบบนี้ถ้าไม่เรียกโรคจิตแล้วจะเรียกว่าอะไร


“ก็ไม่เห็นยากหนิ เรื่องแอบเข้าไปในนั่นให้กูเป็นคนจัดการเองแล้วกัน พอใกล้ถึงวันจะอธิบายให้ฟังอีกที” ไอ้ยงกุกยักไหล่ตอบ


ผมจ้องมองมันอย่างไม่ไว้วางใจ กลัวว่ามันจะวางแผนตลบหลังผมทีหลัง บอกตามตรงผมไม่มั่นใจเลยว่าจะเชื่อใจไอ้ยงกุกได้แค่ไหน แต่ที่ผมยอมตกลงเข้าร่วมแผนการนี้ด้วยเพราะผมเชื่อความโกรธแค้นของมันที่มีต่อยงฮวา ความโกรธแค้นของมันทำให้ผมเชื่อมั่นว่าแผนการนี้จะสำเร็จ


“โอเค ถ้างั้นหน้าที่นี้เป็นของมึง” ผมบอก ไอ้ยงกุกฉีกยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะเป็นจุนฮงที่ยกมือขึ้นบ้าง


“แต่ว่าพวกเรายังไม่มีอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับพวกมันเลยนะ อาวุธที่มีอยู่ตอนนี้ไม่พอที่จะถล่มโรงงานแน่ๆ แถมลูกน้องก็ตายไปเกือบหมดตอนที่ถูกพวกตำรวจถล่ม แล้วในเวลาสั้นๆแบบนี้เราจะหาทั้งคนทั้งอาวุธมาจากที่ไหนใช้สู้กับพวกมันล่ะ”


บรรยากาศมาคุเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างคิดไม่ตก ไม่รู้ว่าจะไปหาทั้งคนทั้งอาวุธมาจากที่ไหนในเวลาที่เร่งรีบแบบนี้ ถ้าเราไม่มีทั้งคนและอาวุธใช้ต่อสู้กับพวกมัน แผนการทลายโรงงานยาเสพติดคงเป็นได้แค่แผนที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง แต่แล้วไอ้ยงกุกกลับยกมือเสนอตัวเองอีกครั้ง


“เดี๋ยวกูจัดการเอง เรื่องหาอาวุธกับคนไม่ใช่เรื่องยาก” ผม ไอ้ยองแจ และไอ้แดฮยอนมองหน้ากัน ดูเหมือนว่าเรื่องเลวๆไอ้ยงกุกจะถนัดนักแหละ ถึงได้อาสาทำเองไปเสียหมดขนาดนี้ แต่ก็ดี... ให้มันทำทั้งหมดเลยจะได้ไม่เปลืองแรงไม่เปลืองสมองผม


“แต่ว่ากูขอผู้ช่วยหนึ่งคนนะ”


“ผู้ช่วย?” ทั้งโต๊ะทวนคำก่อนจะมองหน้ากัน หาผู้โชคดีคนนั้น แต่แล้วจู่ๆทุกสายตากลับหยุดที่ผม รวมทั้งไอ้ยงกุกด้วย


“กูหรอ ทำไมต้องเป็นกูด้วย” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วถามอย่างไม่พอใจ หลังจากแน่ใจแล้วว่าเป็นตัวเองแน่นอน ไอ้ยงกุกพยักหน้าให้


“มึงนั่นแหละเหมาะสมที่สุดแล้ว มีมึงคนเดียวเท่านั้นที่ทำงานนี้สำเร็จ”


“มึงหมายความว่าไง” ไอ้ยงกุกไม่ตอบเอาแต่ฉีกยิ้มโชว์เหงือก รอยยิ้มของมันดูไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด ทำให้ผมหวั่นใจที่จะทำตามแผนของมัน แต่พอจะอ้าปากปฏิเสธก็ถูกสายตาของทุกคนจ้องมองมาอย่างกดดัน แหม...พวกมึงไม่ต้องจ้องกูกันขนาดนี้ก็ได้


“เออๆ กูไปก็ได้ พอใจพวกมึงยัง” ผมตอบอย่างจำใจ ทุกคนฉีกยิ้มกว้างให้ ทำไมต้องเป็นผมที่ไปกับไอ้ยงกุกด้วยว่ะเนี่ย


……….


……………….


…………………………


และแล้วก็ถึงวันที่ผมต้องไปหาอาวุธและคนกับไอ้ยงกุก ข่าวดีคือไอ้ยงกุกสามารถติดต่อกับแก๊งที่จะให้พวกเรายืมคนกับอาวุธได้แล้ว แต่ข่าวร้ายคืองานนี้มีแค่ผมกับไอ้ยงกุกที่ไปด้วยกันสองคน ส่วนลูกน้องของมันอยู่เฝ้ารังทั้งหมด ทำไม!!!


ปืนในมือถูกขัดถูอย่าแรงระบายความหงุดหงิด ขณะเดียวกันจงออบก็กำลังตรวจเช็กสภาพปืนที่เป็นของไอ้ยงกุก ร่างดำๆเดินผ่านหน้าผมไปแล้วหยุดยืนข้างจงออบ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงหวานเลี่ยนชวนอ้วก


“จงออบเหนื่อยไหมจ๊ะ มีอะไรให้พี่ช่วยไหม ให้พี่ช่วยตรวจสอบอาวุธให้ก็ได้นะ” เป็นไอ้แดฮยอนนั่นเอง ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่มันก็เอาแต่เกาะติดจงออบไม่ยอมห่าง แม้ว่าจะถูกไอ้ยงกุกหมายหัวก็ตาม แต่มันก็หาโอกาสมาอยู่กับจงออบจนได้ ผมล่ะนับถือมันเรื่องนี้เลย


แต่แล้วเหตุการณ์หวานเลี่ยนนั้นก็ต้องยุติลงในเวลาอันสั้น เมื่อวัตถุสีดำมันวาวจ่อที่ข้างหัวไอ้แดฮยอน


“มาช่วยกูตรวจสอบปืนในมือดีกว่า จะเอาแบบฝั่งในหัว หรือระเบิดสมองกระจุยดี” ไอ้แดฮยอนค่อยๆหันไปมองด้านข้างตัวเอง พบว่าเป็นไอ้ยงกุกที่ยกปืนจ่อหัวตัวเองอยู่ ปืนในมือไอ้ยงกุกโบกเล็กน้อยเป็นการบอกให้มันถอยห่างจากจงออบ ไอ้แดฮยอนพยักหน้ารับแล้วค่อยๆก้าวถอยหลัง ใบหน้าซีดเผือด


“พี่ยงกุกครับ พบตรวจเช็กสภาพรถกับสภาพอาวุธให้เรียบร้อยแล้วนะครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรรถแค่คันเดียวคงขนอาวุธมาได้หมด แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นระเบิดที่เอาติดไปด้วยคงช่วยให้หนีรอดได้อย่างแน่นอน” จงออบขณะแจ้งรายละเอียดกับพี่ชายก็กลั้นขำไปด้วย ดวงตาเรียวเล็กมองสภาพเวทนาของไอ้แดฮยอน


“ขอบใจมากนะจงออบ นายอยู่ที่นี่ก็ระวังตัวด้วยล่ะ ระวังแมลงมันจะมาตอมเอาได้ แต่ไม่ต้องห่วงนะพี่ได้สั่งให้คนเตรียมยาฆ่าแมลงไว้แล้ว” สายตาดุดันเหลือบมองไอ้แดฮยอนเล็กน้อยตอนที่พูดคำว่าแมลง


ผมหันมองไปที่ประตูเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่เดินเข้ามา ปรากฎว่าเป็นลูกน้องของไอ้ยงกุกนั่นเองที่เดินเรียงแถวเข้ามาคล้ายทหาร แต่ละคนมีปืนแนบกาย ทั้งหมดเดินไปหยุดยืนหลังจงออบแล้วส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายไปที่ไอ้แดฮยอนเป็นตาเดียว ไอ้แดฮยอนพอเห็นแบบนั้นก็มีสีหน้าตกตะลึง


นี่สินะยาฆ่าแมลงที่ไอ้ยงกุกพูดถึง....


“กูไปก่อนนะ” ผมตะโกนบอกแล้วเดินไปขึ้นรถ ขี้เกียจสนใจไอ้พี่ชายหวงน้อง ถ้ามันอยากจะยืนเฝ้าน้องมันจนถึงพรุ่งนี้ก็เชิญเลย แต่พอไอ้ยงกุกเห็นผมเดินไปขึ้นรถมันก็รีบเดินตามมา โดยที่มันนั่งฝั่งคนขับ ผมที่กำลังจะหันไปถามมันเรื่องจุดหมายปลายทางหยุดชะงัก เมื่อเห็นจงออบเดินมาเกาะขอบหน้าต่างรถ


“โชคดีนะครับพี่ยงกุก โชคดีนะครับพี่ฮิมชาน ขอให้พวกพี่กลับมาอย่างปลอดภัยนะครับ” ความห่วงใยที่เผื่อแพร่มายังผม ทำให้ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปดี เพราะตั้งแต่เรื่องคราวนั้นผมก็ไม่ได้คุยกับจงออบอีกเลย เลยได้แต่อ้ำๆอึ้งๆตอบกลับไป


“อะ...อืม...ขอบใจนะจงออบ” อีกฝ่ายฉีกยิ้มรับจนตาหยี ว่าแล้วว่าผมไม่มีทางโกรธไอ้เด็กนี่ได้นาน เฮ้อ...


และแล้วรถก็เคลื่อนตัวออกจากโรงจอดรถบนพื้นดิน โดยมีไอ้ยองแจกับไอ้จุนฮงเป็นคนเปิดประตูให้ ทั้งสองคนโบกมือบ๊ายบายส่งให้พวกเรา





[Daehyun Part]


ผมยืนส่งจนกระทั่งรถของพี่ฮิมชานกับไอ้ยงกุกลับสายตาถึงเดินไปหาร่างเล็ก หมายจะชวนอีกฝ่ายไปทำอะไรตามประสาคนรักกันสักหน่อย ไหนๆก้างขวางคอชิ้นใหญ่อย่างไอ้ยงกุกก็ไม่อยู่แล้ว แต่ทว่า...


“จงออบอ่า...”


แกร๊ก!


ปืนหนึ่งกระบอกยกขึ้นจ่อหัวผมเหมือนที่ไอ้ยงกุกทำ เป็นลูกน้องของไอ้ยงกุกที่ถูกสั่งให้เฝ้าจงออบไว้นั่นเอง นี่พวกมันเอาจริงหรอเนี่ย!


“จ...จงออบ ช่วยพี่ด้วยสิ” ผมขอความช่วยเหลือจากร่างเล็กที่ยืนหัวเราะคิกคัก แต่ดูเหมือนจงออบจะเห็นเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลกซะแล้ว อีกฝ่ายยักไหล่ให้ผมแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผมจัดการกับปัญหานี้เอง


หนอยยย... ไอ้เวรยงกุก ฝากไว้ก่อนเถอะมึง คราวหลังผมจะขัดขวางมันตอนอยู่กับพี่ฮิมชานสองต่อสองบ้าง จะเอาให้หนักกว่าที่ผมโดนเลยคอยดู!


"จงออบ กลับมาช่วยพี่ก่อนนน"



    

……………………………



[Youngjae Part]


ปัง!ๆๆๆ


กลิ่นไหม้ของลูกกระสุนที่ถูกยิงออกจากรังปืนคละคลุ้งในอากาศ ผมถอดแว่นตาออกแล้วสำรวจเป้ายิงของตัวเอง พบว่ายิงเข้าเป้าทุกนัดชนิดที่เรียกว่าจับวางยังได้ รอยยิ้มภูมิใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าก่อนจะหันไปมองคนที่สอนยิงปืนให้ หวังจะได้ยินคำชมจากปากอีกฝ่าย แต่ทว่า...


“ยังดีไม่พอ” 


“ห๊ะ นี่ยังดีไม่พออีกหรอ แต่ฉันยิงเข้าเป้าทุกนัดเลยนะ” ผมตะโกนโวยวาย จุนฮงที่รับหน้าที่เป็นคนสอนยิงปืนให้ผมยกมือกุมหัวตัวเอง ท่าทางดูหนักใจเอามากๆ


“ใช่ครับ พี่ยิงเข้าเป้าแล้วก็จริง แต่ต้องเป้าบนสิครับไม่ใช่เป้าล่าง!” พอได้ยินแบบนั้นสองแก้มของผมก็ขึ้นสีแดง หุ่นที่ผมใช้ฝึกยิงเมื่อสักครู่นี้ตรงเป้ากลายเป็นรูกลวงโบ๋ทุกตัว ดูแล้วน่าเสียวไส้


“ก็ตรงนั้นมันน่ายิงกว่านี่นา แล้วฉันก็ไม่ถนัดยิงเป้าสูงๆด้วย”


“ถ้างั้นผมจะสอนพี่ยิงใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้เล็งที่หัวนะครับ ไม่ใช่....ตรงนั้น” จุนฮงบอกด้วยท่าทางเขินๆแล้วเข้ามายืนซ้อนหลังผม มือใหญ่จับสองมือของผมให้กุมด้ามปืนแล้วยกขึ้นในระดับสายตา แต่ทว่าสายตาของผมกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของร่างสูงแทนที่จะเป็นหุ่นฝึกยิงตรงหน้า


“มองเป้าข้างหน้าสิครับ พี่จ้องผมแบบนี้แล้วจะยิงโดนเป้าได้ยังไง”


“ก็หน้านายมันน่ามองกว่าหุ่นพวกนั้นนี่นา” ผมตอบชัดถ้อยชัดคำ จุนฮงนิ่งงันไป ก่อนทั้งใบหน้าจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงจนเหมือนมะเขือเทศสุก


“พ...พี่พูดอะไรน่ะ หน้าผมจะน่ามองกว่าได้ยังไงกัน มีสมาธิในการซ้อมหน่อยสิครับ” จุนฮงพูดติดๆขัดๆด้วยความเขินอาย ต่างจากทุกทีที่ชอบทำท่าเคร่งขรึมเหมือนพี่ชาย ผมพอเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นก็หัวเราะชอบใจออกมา


“ฮะๆๆ นี่นายกำลังเขินฉันหรอจุนฮง เดี๋ยวนี้แฟนฉันกลายเป็นคนขี้อายไปแล้วหรอ”


“ป...เปล่าสักหน่อย ผมบอกให้หยุดเล่นได้แล้วไงครับ เราต้องจริงจังกับการซ้อมยิงปืนนะ มัวแต่เล่นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่พี่จะยิงปืนเก่งล่ะครับ อ๊ะ” ผมหน้าจ๋อยเมื่อโดนอีกฝ่ายดุ จุนฮงเหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอดุผมเข้าให้ก็รีบขอโทษขอโพยยกใหญ่


“พี่ยองแจ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าพี่...”


“ไม่เป็นไรจุนฮง ฉันเข้าใจ ก็ฝีมือยิงปืนฉันมันห่วยจริงนี่นา แถมฉันยัง...ฆ่าคนไม่ได้ด้วย” ผมบอกเสียงเศร้า 


การจะบุกไปถล่มโรงงานยานรกแน่นอนว่าต้องมีการปะทะเกิดขึ้นแน่ๆ และอีกไม่กี่วันเราก็จะทำการบุกไปที่นั่นกันแล้ว แต่จนป่านนี้ฝีมือยิงปืนผมยังไม่เอาไหน แถมยังทำใจเรื่องต้องฆ่าคนไม่ได้อีกด้วย ก็เลยลำบากจุนฮงต้องมาฝึกซ้อมให้ทุกวัน


จุนฮงเหมือนจะเงียบไปอึดใจนึง มือใหญ่ยกขึ้นกอบกุมใบหน้าผมแล้วบังคับให้เงยขึ้นสบตา


“ไม่เข้าไปไม่ได้หรอ อยู่เฝ้ารถตามที่ผมเสนอไม่ได้รึไง” น้ำเสียงเว้าวอนนั้นฟังแล้วใจสั่นเหลือเกิน สายตาของจุนฮงที่มองผมช่างเต็มไปด้วยความรักใคร่และความห่วงใย แต่ผมก็ต้องปฎิเสธเขาไปอย่างจำใจ


“ฉันบอกนายแล้วไงว่าให้เลิกพูดเรื่องนี้ ฉันจะเห็นแก่ตัวปล่อยให้นายกับคนอื่นๆไปเสี่ยงตายแล้วตัวเองนั่งสบายอยู่ในรถได้ยังไงกัน เลิกขอเรื่องนี้เถอะจุนฮง ยังไงฉันก็ไม่ทำตามเด็ดขาด”


“แต่ถ้าพี่เป็นอะไรไปผมคงเจ็บปวดไม่ต่างจากโดนยิงตาย เผลอๆอาจเจ็บกว่าด้วยซ้ำ”


“เพราะงั้นฉันถึงยิ่งต้องไปกับนายไง ฉันรู้ว่าฉันคงช่วยอะไรนายกับคนอื่นไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยขอให้ฉันได้อยู่เคียงข้างนายก็ยังดี ได้โปรดอย่าขอให้ฉันรออยู่ที่รถอีกเลยนะจุนฮง” สายตาเศร้าๆของเราจ้องมองกัน ผมรู้ตัวดีว่ากำลังทำให้จุนฮงลำบากใจ แต่ผมอยากให้เขาเข้าใจความรู้สึกของผมเช่นกันว่าผมเองก็เป็นห่วงเขา


“จุนฮง เราสัญญากันแล้วไงว่าต่อไปนี้เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่แยกจากกันไปไหนอีก หรือว่านายลืมสัญญาที่ให้กับฉันแล้ว”


“ผมไม่มีทางลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ เฮ้อ... ก็ได้ ผมยอมแพ้แล้วก็ได้ ถ้างั้นผมจะเป็นคนปกป้องพี่เอง พี่จะต้องปลอดภัยจากการบุกถล่มโรงงาน เดี๋ยวตอนประชุมครั้งหน้าผมจะเสนอให้พี่จับคู่ไปกับผม เพื่อผมจะได้ปกป้องพี่”


“ขอบคุณนะจุนฮง” ผมฉีกยิ้มกว้างดีใจแล้วโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น ในที่สุดจุนฮงก็จำนนต่อความดื้อรั้นของผมจนได้ ผมรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายจุนฮงก็ต้องใจอ่อน เพราะเขาไม่เคยขัดใจผมเลยสักครั้งเดียว


ผมดันตัวออกแล้วยกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่ สายตาจ้องมองอย่างสื่อความหมาย พลางคิดในใจว่าจะมีใครทำเพื่อผมได้เท่ากับจุนฮงอีก ตั้งแต่เกิดมานอกจากพี่ฮิมชานกับไอ้แดฮยอนแล้ว ก็มีจุนฮงเนี่ยแหละที่ผมรู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีให้ผม ความรักที่จุนฮงมีให้ผมมันมากจนผมกลัวว่าจะตอบแทนความรู้สึกนั้นได้ไม่หมด แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวอีกแล้ว เพราะผมรู้ว่าการตอบแทนความรักนั้นคือการที่ผมอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายไม่ไปไหนนั่นเอง


“นายคือคนรักที่ดีและมีค่าที่สุดของฉัน นายทำให้ฉันกล้าหาญกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยรู้ไหม ขอบคุณนะจุนฮงที่ทำตามสัญญา ฉันเองก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนายเหมือนกัน ฉันรักนายนะ นายเพียงคนเดียวที่ฉันจะรักตลอดไป” คำบอกรักหวานหูทำจุนฮงนิ่งค้าง ดวงตามีเสน่ห์ของอีกฝ่ายจ้องมองผมไม่กระพริบ ก่อนจะค่อยๆโน้มใบหน้าลงมาทำท่าคล้ายจะจูบ แต่ผมเอียงหน้าหนีแล้วยกมือดันตัวอีกฝ่ายเอาไว้


“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ นายไม่สอนฉันยิงปืนแล้วหรอ” จุนฮงทำหน้าเซ็งเมื่อถูกผมขัดจังหวะ มือแกร่งจับมือผมออกแล้วรวบไว้เหนือหัว ก่อนจะฉีกยิ้มร้ายกาจออกมา สายตาที่จับจ้องผมแพรวพราวกว่าปกติ


“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ไหนๆพี่ก็ไม่มีสมาธิซ้อมแล้วไม่ใช่หรอ งั้นเรามาทำอย่างอื่นกันดีกว่า” ไม่จำเป็นต้องถามต่อว่าอย่างอื่นที่พูดหมายถึงอะไร ผมที่รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วใบหน้าแดงแจ๋


จุนฮงกวาดกระสุนปืนที่ยังไม่ถูกใช้ทิ้งลงพื้นแล้วอุ้มผมขึ้นนั่งบนโต๊ะแทน สองขาของผมถูกจับอ้าออกเพื่อให้กายแกร่งแทรกเข้ามา ผมมองจุนฮงที่จัดแจงท่าทางให้ด้วยความตื่นเต้น พลางคิดว่านานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้ทำแบบนี้กัน


จุนฮงปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกอย่างรีนร้อนแล้วเชยใบหน้าผมขึ้นรับจูบ ริมฝีปากผมถูกบดขยี้รุนแรง เข้าใจว่าเราไม่ได้ทำกันมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่เหมือนจุนฮงจะทำแรงไปหน่อยเพราะตอนนี้ปากของผมเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบๆ


“อะ...อืม...เบาหน่อยสิจุนฮง ฉันเจ็บนะ”


“ผมขอโทษ” จุนฮงบอกโดยที่ยังไม่ผละริมฝีปากออก ฝ่ามือลูบไล้ไปตามร่างกายของผมผ่านเนื้อผ้า จู่ๆผมก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายกลายเป็นสัตว์ป่าที่หิวโซขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นจุนฮงก็ยังมอบความรู้สึกวาบหวามให้ผมไม่ขาด ฝ่ามือใหญ่จากที่ลูบไล้สะเปะสะปะเปลี่ยนมาเป็นเคล้นคลึงที่ยอดอกของผมแทน เล่นซะผมสั่นสะท้านไปทั้งร่างกายด้วยความเสียวซ่าน


“อือ...จุนฮง...”


แต่ในขณะที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มนั่นเอง จู่ๆเสียงร้องโหยหวนของใครบางคนก็ดังขึ้น


“ว้ากกกกกก!!!”


“เสียงร้อง!?” ผมผละจูบออกทันที สายตาตื่นตระหนกมองไปยังที่มาของเสียง แต่จุนฮงกลับจับใบหน้าผมให้หันกลับไปทางเดิม


“อย่าไปสนใจเลย เรามาต่อกันเถอะนะ” ว่าแล้วก็จะยื่นหน้าเข้ามาทำท่าจะจูบต่อ แต่ถูกผมดันหน้าเอาไว้


“เดี๋ยวก่อนจุนฮง ถ้าเกิดเป็นไอ้แดฮยอนกับลูกน้องพี่ชายนายล่ะ ฉันต้องไปดูหน่อย” พูดจบผมก็กระโดดลงจากโต๊ะแล้วเดินออกประตูไป ทิ้งจุนฮงที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลื่อยให้ยืนทำหน้าเหลอหลา


“ด...เดี๋ยวสิ...พี่ยองแจ...” จุนฮงรีบติดกระดุมเสื้อแล้ววิ่งตามผมมา สีหน้าบ่งบอกว่าอารมณ์เสียสุดๆ ผมได้หันไปส่งสายตาขอโทษขอโพยให้อีกฝ่าย


ที่ผมเป็นห่วงไอ้พี่ชายตัวดีขนาดนี้เพราะ เมื่อตอนกลางวันไอ้แดฮยอนกับไอ้ยงกุกมีปัญหากันนิดหน่อย ผมพอจะได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจงออบ เลยกลัวว่าไอ้แดฮยอนจะถูกลูกน้องของไอ้ยงกุกเล่นงานเข้า และพอมาถึงห้องอันเป็นที่มาของเสียงร้องสิ่งที่ผมกลัวก็เป็นจริง เมื่อภาพตรงหน้าของผมกับจุนฮงตอนที่เปิดประตูเข้าไปคือไอ้แดฮยอนที่กำลังถูกปืนจ่อหัวอยู่


“ไอ้แดฮยอน!” ผมตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายแล้วรีบวิ่งเข้าไปหา ตามด้วยจุนฮงที่วิ่งตามหลังผมมาติดๆ


ผมกวาดตามองไปทั่วห้องเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น พบว่าภายในห้องนั่งเล่นประกอบไปด้วยลูกน้องของไอ้ยงกุกห้าคน ทั้งห้าคนจ้องมองมาที่ไอ้แดฮยอนเป็นตาเดียวอย่างโกรธแค้น และอีกร่างนึงที่นอนนิ่งอยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่าหมดสติรึเปล่า พอเพ่งมองดีๆถึงรู้ว่าเป็นจงออบ


“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ผมหันไปถามไอ้แดฮยอนที่หน้าซีดจ้องปากกระบอกปืนที่จ่อหัวตัวเอง มันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะตอบเสียงสั่น


“ก...ก็ไอ้พวกนี้น่ะสิ กูยังไม่ทันทำไรเลยก็เอาปืนมาจ่อหัวกูแล้ว แถมยังชกกูด้วย”


“ชกมึง?” ไอ้แดฮยอนพยักหน้าหงึกหงักให้โดยไม่ละสายตาออกจากปืน ที่มุมปากข้างนึงของมันมีเลือดซึมออกมา พอได้ยินแบบนั้นผมก็หันไปมองร่างที่กำลังยกปืนขึ้นจ่อด้วยสายตาหาเรื่องทันที บังอาจมาทำร้ายไอ้แดฮยอนหรอมึง!


“มึงชกพี่กูทำไม!”


“ก็พี่ชายนายจะข่มขืนคุณจงออบก่อน”


“ห๊ะ!” แต่แล้วผมก็ต้องหันขวับกลับมามองคนข้างกาย ไอ้แดฮยอนส่ายหน้ารัวให้


“ม...ไม่ใช่นะเว้ย กูไม่ได้ทำ ไอ้พวกนี้มันเข้าใจผิด มึงไปอย่าเชื่อพวกมันนะ”


“เข้าใจผิด?” คราวนี้ผมหันมองทั้งสองฝั่งสลับกันไปมาอย่างมึนงง ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ใครพูดความจริงแล้วใครพูดโกหก แล้วจงออบเป็นอะไรทำไมถึงนอนนิ่งแบบนั้น


“จุนฮง นายช่วยบอกให้พวกนี้เอาปืนลงก่อนได้ไหม” ผมหันไปบอกจุนฮงที่ยืนอยู่ฝั่งซ้ายมือของตัวเอง ถ้าต้องการจะรู้ความจริงผมก็ต้องกำจัดสิ่งที่รบกวนก่อน นั่นก็คือปืนที่จ่อหัวไอ้แดฮยอนอยู่ จุนฮงพยักหน้ารับแล้วย้ายตัวเองไปยืนคั่นงกลางระหว่างไอ้แดฮยอนกับกระบอกปืน ก่อนจะเอ่ยสั่งลูกน้องที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังนับถือมันเป็นลูกพี่อยู่รึเปล่า


“พวกมึงเอาปืนลงก่อนเถอะ มีอะไรก็พูดกันดีๆ อย่าลืมสิว่าตอนนี้พวกเราไม่ใช่ศัตรูกันแล้ว”


“แต่ว่าหัวหน้าสั่งเอาไว้ ว่าถ้าหหมอนี้แตะต้องคุณจงออบก็ให้ยิงทิ้งได้เลย” ไอ้แดฮยอนหน้าซีดลงกว่าเดิมเมื่อได้ยินที่ลูกน้องไอ้ยงกุกบอก ผมเองยังตกใจเลย นี่ไอ้ยงกุกสั่งไว้แบบนี้หรอเนี่ย


“แล้วพวกนายมั่นใจได้ยังไงว่าพี่จงออบถูกปล้ำจริงๆ เห็นกับตาตัวเองจริงๆหรอ” จุนฮงถาม ลูกน้องของไอ้ยงกุกอ้ำอึ้งหันมองหน้ากันไปมา ท่าทางดูไม่มั่นใจกับคำตอบก่อนหน้านี้ของตัวเองสักนิด


“ที่จริง...พวกเราแค่ได้ยินเสียงร้องของคุณจงออบ”


“สรุปว่าไม่ได้เห็นกับตาสินะ ถ้างั้นก็เก็บปืนซะ แล้วมาฟังกันว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่” จุนฮงตอนนี้ดูเท่ชะมัดเลย ผมแอบชื่นชมคนเดียวอยู่ในใจ ริมฝีปากอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปถามไอ้แดฮยอนอีกครั้งถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น


“นั่นสิ ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ไหนมึงเล่ามาดิไอ้แดฮยอน” ทุกคนภายในห้องนั่งเล่นยกเว้นจงออบมองไอ้แดฮยอนเป็นตาเดียว รอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะเล่า


“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้.....”



……………………………



[Daehyun Part]


หลังจากพี่ฮิมชานกับไอ้ยงกุกออกจากรังใต้ดินไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็เดินตามหาจงออบไปทั่ว ถึงแม้จะถูกสั่งไว้ว่าห้ามเข้าใกล้จงออบ แต่ในเมื่อหัวใจมันเรียกร้องผมก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ และในขณะที่เดินผ่านห้องนั่งเล่น ผมก็เห็นร่างเล็กนอนขดตัวอยู่บนโซฟากดเกมพกด้วยความเมามัน แต่ทว่าด้านหน้าห้องนั่งเล่นกับมีลูกน้องไอ้ยงกุกยืนเฝ้าเอาไว้


“ที่ร้ากกก...อยู่ตรงนี้นี่เอง” ผมแกล้งทำเป็นลืมคำสั่งของไอ้ยงกุกแล้วจะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ทางเข้า ปืนสีดำมันวาวก็ยกขึ้นจ่อหัวผมก่อน


แกร๊ก!


“ห้ามเข้า!” น้ำเสียงดุดันเอ่ยบอก ผมหน้าเจื่อนยกสองมือขึ้นในท่ายอมแพ้ แต่เพราะว่าหัวใจยังคงเรียกร้องทำให้ผมไม่อาจถอยหลังกลับได้ จึงส่งเสียงเรียกคนที่อยู่ข้างในห้องให้หันมามอง


“เอ่อ...จงออบ...จงออบจ๊ะ” จงออบลดเกมในมือลงแล้วหันมามองตามคาด คราวนี้เขายอมช่วยผม จงออบพอเห็นว่าผมถูกปืนจ่อก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ น้ำเสียงเกรี้ยวกร้าดตะโกนสั่งไอ้คนที่เอาปืนจ่อผมให้เก็บปืนลง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมทำตามแล้วอ้างว่าเป็นคำสั่งของไอ้ยงกุก ทำให้จงออบยิ่งไม่โมโหเข้าไปใหญ่


“ฉันบอกให้เก็บปืนไง แล้วปล่อยให้พี่แดฮยอนเข้ามา”


“แต่หัวหน้าสั่งห้ามหมอนี่เข้าใกล้คุณนะครับ”


“แต่ฉันเป็นน้องของหัวหน้านาย แล้วฉันก็มีฐานะเป็นหัวหน้านายเหมือนกัน หรือว่านายจะขัดคำสั่งฉัน แน่ใจนะที่จะขัดคำสั่งของฉันน่ะ” จงออบพูดขู่พร้อมกับทำสีหน้าน่ากลัว แต่ในสายตาผมกลับเห็นเขาเป็นลูกแมวที่ขู่ฟ่อเท่านั้น น่ารักขนาดนี้มันจะได้ผลหรอ ผมสงสัยอยู่ในใจ


แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อร่างตรงหน้าผมยอมลดปืนลงอย่างโดยดี แล้วผายมือเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปข้างในโดยไม่มีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น 


 “จงออบ พี่ตามหานายตั้งนานแหนะ ไหนวันนี้บอกจะซ้อมยิงปืนกับพี่ไงครับ” จงออบลุกขึ้นนั่งเพื่อให้ผมนั่งลงข้างกายก้มหน้าเล่นเกมต่อ ปากขยับเอ่ยตอบโดยที่สายตาจับจ้องตัวละครในเกม


“เปลี่ยนแผนแล้วครับ วันนี้ผมขี้เกียจไม่อยากใช้แรง”


“งั้นเราหาอะไรทำที่ไม่ต้องใช้แรงก็ได้ ไปดูหนังกันดีไหม”


“ใต้ดินมีโรงหนังที่ไหนกันล่ะครับ ขนาดทีวียังดูได้บ้างไม่ได้บ้างเลย”


“เออ พี่ลืมไปเลย” ผมหัวเราะแหะๆเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ใต้ดินกัน และกำลังหลบพวกตำรวจอยู่ การจะออกไปโรงหนังกันในเวลานี้คงไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำนัก


ผมมองจงออบที่ตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกม วันนี้จงออบใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามสีขาวบางๆ คงเป็นเพราะใต้ดินอากาศร้อนอบอ้าว เขาถึงได้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นแบบนี้ และมันทำให้ผู้ชายวันกลัดมันอย่างผมอดตื่นตระหนกไม่ได้ ผิวขาวอมชมพูนั้นมันช่างน่าสัมผัสเหลือเกิน พลันความคิดนึงผุดขึ้นมาในหัวของผม มุมปากจุดประกายรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม


“จงออบอ่า... ถ้านายไม่อยากใช้แรงงั้นนอนเฉยๆก็ได้นะ เดี๋ยวเรื่องใช้แรงพี่จัดการเอง ไหนๆตอนนี้ทั้งพี่ชายนายและพี่ฮิมชานก็ไม่อยู่ด้วย เรามาทำ...”


“หยุดความคิดเลยครับ พี่ลืมแล้วหรอว่าพี่ยงกุกสั่งให้พวกนั้นเฝ้าผมเอาไว้” จงออบพูดขัดแล้วส่งสายตาไปยังร่างใหญ่ยักที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง พวกนั้นถึงจะยอมปล่อยให้ผมเข้ามาในห้องแต่ก็ยังจ้องไม่วางตา นี่กะจะเฝ้าไม่ให้คาดสายตากันเลยรึไง เชื่อฟังเจ้านายกันดีเหลือเกินนะ


“ของว่างมาแล้วครับคุณจงออบ” ร่างในชุดสีดำทั้งตัวเดินเข้ามาพร้อมกับถาดใส่ของว่างในมือ จงออบเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองทั้งๆที่อีกฝ่ายอายุเยอะกว่าตัวเอง


“วางไว้ตรงนั้นแหละ” ของว่างน่าทนถูกวางลงบนโต๊ะตามคำสั่ง คนที่นำมันเข้ามายืดตัวตรงก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง


“คุณจงออบต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมครับ ผมจะไปนำมาให้”


“ไม่แล้ว แค่นี้ก่อน” 


“เย็นนี้คุณจงออบอยากทานอะไรครับ ผมจะเตรียมให้”


“อืม...แฮมเบอร์เกอร์ล่ะกัน”


“เพิ่มเนื้อกับชีทเหมือนเดิมไหมครับ”


“ก็ได้”


“รับทราบครับ งั้นผมขอตัวก่อน” อีกฝ่ายพูดแล้วก้มโค้งให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ผมนั่งมองด้วยความตะลึงงัน จงออบดูไม่เหมือนอาชญากรเลยสักนิด แต่เหมือนคุณหนูที่มีพ่อบ้านคอยบริการนู้นนี้นั่นให้มากกว่า นี่ไอ้ยงกุกมันเลี้ยงน้องแบบนี้เองหรอเนี่ย ไม่น่าล่ะบางครั้งจงออบถึงชอบเอาแต่ใจกับผม ทำเหมือนผมเป็นทาสเลย T^T


“ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านายเป็นอาชญากร พี่ต้องคิดว่านายเป็นคุณหนูแน่ๆเลย” ผมพูดสิ่งที่คิดออกมา จงออบลดเกมในมือเล็กน้อยมองผม


“พูดอะไรของพี่ครับ ผมก็เป็นผมเนี่ยแหละ”


“ใช่ ยังไงนายก็คือสุดที่รักของพี่ ว่าแต่...อยู่เฉยๆแบบนี้น่าเบื่อจะตาย นายก็เอาแต่เล่นเกมไม่สนใจพี่เลย ไม่คิดจะทำเรื่องอย่างว่ากับพี่จริงๆหรอ” ผมยังคงเซ้าซี้เรื่องเดิม แต่จงออบก็ยังไม่สนใจอยู่


“ไม่ครับ แต่ถ้าพี่แข่งเกมชนะ ผมอาจคิดดูใหม่อีกทีก็ได้” ดวงตาของผมลุกวาว เมื่อกี้จงออบว่าอะไรนะ


“นายพูดจริงหรอ อย่ามาถอนคำพูดที่หลังนะ เพราะพี่เนี่ยแหละเซียนเกมอันดับหนึ่งของเกาหลี นายคิดจะสู้กับพี่จริงๆหรอจงออบ”


“ไม่ถอนคำพูดแน่ครับ แล้วผมก็ไม่กลัวเซียนเกมด้วย” จงออบยิ้มบอก พอได้ยินคำตอบหัวใจผมก็ยิ่งลิงโลดเข้าไปใหญ่ คราวนี้แหละผมจะได้ทำเรื่องอย่างว่ากับอีกฝ่ายสักที หุๆๆ


“แต่มีข้อแม้อีกอย่างนะครับ”


“อะไรหรอ ว่ามาได้เลย เพราะยังไงพี่ก็ชนะนายอยู่แล้ว”


“คนชนะยังมีสิทธิ์ออกคำสั่งให้คนแพ้ทำอะไรก็ได้ ตกลงไหมครับ”


“แค่นั้นเองหรอ สบายมาก” ผมตอบด้วยความมั่นใจว่าชนะแน่ๆ


เหอะ เด็กอย่างจงออบจะไปรู้อะไรเรื่องเกม ถึงจะเล่นบ่อยก็เถอะแต่ก็คงเล่นไปตามเนื้อเรื่องของเกมเท่านั้น การจะเล่นเกมที่แท้จริงต้องอาศัยทั้งการวางแผน และไอเทมพิเศษด้วย สำหรับจงออบที่เป็นเด็กเรียนคงไม่รู้เรื่องนี้หรอก งานนี้ผมชนะชัวร์ๆเลย


20 นาทีผ่านไป...


“ดูเหมือนผมจะได้เป็นคนออกคำสั่งนะครับ เฮ้อ...ขี้เกียจคิดจังเลย ไม่รู้จะสั่งให้ทำอะไรดี” จงออบว่าพลางบิดขี้เกียจ จอยเกมในมือผมปล่อยทิ้งลงพื้น ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะแพ้เด็กเรียนอย่างจงออบราบคาบ! ที่ว่าราบคาบหมายถึงคะแนนของผมไม่ขยับจากศูนย์เลยด้วยซ้ำ


นี่มันอะไรกัน ทำไมเด็กเรียนอย่างจงออบถึง....


“อ่อ ผมลืมบอกพี่ไป เวลาผมอยากพักสายตาจากการอ่านหนังสือ ผมมักจะชวนคนในแก๊งมาเล่นเกม และยังไม่เคยมีใครในแก๊งชนะผมได้เลยสักคน”


“ห๊า!!” ผมอ้าปากกว้างตกตะลึง ไม่เคยมีใครชนะเลยหรอ


“ไอ้ตัวแสบ ถ้าเล่นเก่งขนาดนี้ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก พี่จะได้เสนอให้แข่งอย่างอื่น”


“ถ้ารู้ก็ไม่สนุกสิ พี่อยากตกหลุมพรางของผมทำไมล่ะ”


“นายนี่มันร้ายกาจกว่าที่พี่คิดซะอีก แล้วจะสั่งให้พี่ทำอะไรล่ะ รีบๆพูดมาสิ หรืออยากให้พี่เป็นคนเสนอเองว่าอยากทำอะไร” ผมว่าพลางยิ้มกริ่ม ยังไงก็ยังอยากทำเรื่องนั้นอยู่ แต่ถูกจงออบรู้ทันจนได้


“ไม่ต้องเลยครับ ผมรู้นะว่าพี่จะเสนออะไร ผมไม่ตกหลุมพรางพี่หรอก” มือเล็กที่ถือจอยเกมเมื่อสักครู่เอื้อมไปหยิบขนมเข้าปากตัวเอง ขณะที่คิดว่าจะสั่งให้ผมทำอะไรก็เคี้ยวขนมไปด้วย แก้มขาวขยับไปมาขณะที่เคี้ยว


“โอ้ย!”


“จงออบ! เป็นอะไรน่ะ นายกัดลิ้นตัวเองหรอ ไหน...พี่ขอดูหน่อย” ผมรีบโน้มตัวเข้าไปดูคนตรงหน้า แต่จงออบใช้มือปิดปากตัวเองไว้ พอผมจะจับออกก็ไม่ยอมเอาแต่หันหนีไม่ให้ดู น้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าขาวบ่งบอกว่าเจ็บมากแค่ไหน นั่นยิ่งทำให้ผมร้อนใจอยากจะเห็นบาดแผลของอีกฝ่าย


“โอ้ย! พี่แดฮยอนผมเจ็บ อย่าครับ ถอยออกไป อย่า...”


“เอามือออกสิจงออบ ปิดไว้แบบนี้พี่จะเห็นได้ยังไง พี่ไม่ทำแรงหรอกน่า... นะ ให้พี่ดูหน่อย”


“ผมบอกว่าอย่าไงครับ”


“เห้ย! มึงทำอะไรคุณจงออบว่ะ” ระหว่างที่เรายื้อยุดกันอยู่ เสียงตะโกนก็ดังขึ้นตรงประตู พอจะหันไปอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นผมก็ถูกอีกฝ่ายชกซะแล้ว


ผลั๊ว!


ไม่พออีกฝ่ายยังชักปืนออกมาจ่อผมอีกด้วย ผมที่มึนจากการถูกต่อยพอหายมึนก็เห็นปากกระบอกปืนจ่อหัวตัวเองอยู่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจแล้วร้องลั่นออกมา


“ว้ากกกกกก!!!”


……..


……………..


…………………………


“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ” ผมบอกกับสองร่างตรงหน้า ไอ้ยองแจยกมือจับคางตัวเองแล้วพยักหน้าเบาๆ


“สรุปก็แค่จะดูแผลให้เท่านั้นเองหรอ”


“ก็ใช่น่ะสิ”


“ใครจะไปเชื่อ! ถ้าแค่ดูแผลทำไมคุณจงออบถึงได้ร้องลั่นแบบนั้น แถมบอกว่าอย่าและบอกให้นายถอยออกไปอีก แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรคุณจงออบอีกหรอ” เป็นลูกน้องของไอ้ยงกุกที่พูดขึ้น สีหน้าของอีกฝ่ายบ่งบอกว่าไม่เชื่อที่ผมเล่า


ผมยกสองมือขยี้หัวตัวเอง ไม่รู้จะอธิบายให้มันฟังยังไงแล้วว่าผมไม่ได้ปล้ำจงออบ มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก เชื่อกันบ้างสิเฟ้ย


“ลูกพี่ ผมว่ายิงมันทิ้งเลยเถอะ ถึงไม่มีพวกมันหัวหน้ากับลูกพี่ก็ทำตามแผนต่อได้” ว่าแล้วปืนก็ถูกชักขึ้นมาจ่อผมอีกครั้ง แถมคราวนี้ไม่ใช่กระบอกเดียวแต่มีถึงห้ากระบอก ผมเบิกตากว้าง ทั้งไอ้ยองแจและผัวตัวสูงของมันต่างรีบห้ามเอาไว้แต่ไม่ได้ผล พวกมันยังคงแน่วแน่ที่จะยิงผมให้ได้


ตายแน่...คราวนี้ผมต้องตายแน่ๆ แต่ในขณะนั่นเองเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น


“หยุดได้แล้ว!”


“จงออบ!”


“พี่จงออบ!” ทุกคนหันไปมองเจ้าของเสียงตะโกนพร้อมกัน พบว่าเป็นจงออบที่เพิ่งลุกขึ้นจากโซฟา ร่างเล็กรีบก้าวฉับๆมายืนข้างผมทั้งๆที่มือยังกุมปากเอาไว้


“ที่พี่แดฮยอนเล่าเป็นความจริง ฉันแค่กัดลิ้นตัวเอง พวกนายเก็บปืนลงเดี๋ยวนี้นะ” สิ้นคำสั่งนั้นปืนทุกกระบอกก็ลดลง ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าตัวเองจะตายอยู่ใต้ดินนี้ซะแล้ว


“คุณจงออบไม่ได้ถูกหมอนี้ทำอะไรจริงหรอครับ”


“ก็จริงน่ะสิ พวกนายนั่นแหละกล้าดียังไงต่อยพี่แดฮยอน แถมยังยกปืนจ่อพี่แดฮยอนอีก อยากตายรึไงห๊ะ!” จงออบที่กลายร่างเป็นเสือทำทุกคนตกตะลึง ยกเว้นผมที่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เหอะ ให้มันรู้ซะบ้างว่าพวกแกเล่นอยู่กับใคร ฉันผัว...เอ้ย...แฟนของเจ้านายพวกแกนะเว้ย ฮ่าๆๆๆ


“จงออบ พวกมันชกพี่ด้วย ดูสิๆ เห็นไหมพี่เลือดออกด้วยนะ” ได้ทีผมรีบฟ้องร่างเล็ก จงออบหันขวับไปจ้องร่างใหญ่ยักตรงหน้าด้วยสายตาโกรธเคือง อีกฝ่ายรีบก้มโค้งขอโทษขอโพยให้ผมกับจงออบยกใหญ่


“พ...พวกเราขอโทษครับ พวกเราเข้าใจผิดไป คุณจงออบคุณแดฮยอนได้โปรดยกโทษให้พวกเราด้วยนะครับ” อะไรกันเนี่ย ทำไมสถานการณ์มันถึงได้กลับตาลปัตรแบบนี้ ผมรู้สึกสะใจเหลือเกิน


“ครั้งนี้ฉันจะยกโทษให้ แต่ถ้าครั้งหน้าพวกนายทำอะไรพี่แดฮยอนอีก ฉันไม่เอาไว้แน่!” 


“รับทราบครับ!” ทั้งห้าคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะเดินเรียงแถวกันออกจากห้องไป ผมหันไปฉีกยิ้มอย่างภูมิใจให้ไอ้ยองแจ เห็นไหมล่ะว่าแฟนกูเจ๋งแค่ไหน แต่ไอ้ยองแจกลับเบะปากอย่างหมันไส้ให้แทนคำตอบ


“จงออบยังเจ็บอยู่ไหม ไหนให้พี่ดูแผลหน่อยสิ” หลังจากจบเรื่องวุ่นวายทั้งหมดแล้วผมก็รีบเอ่ยถามร่างเล้กข้างกาย ที่ริมฝีปากของจงออบมีเลือดติดอยู่นิดหน่อย นี่กัดแรงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย


“ไม่เป็นไรครับพี่แดฮยอน ผมไม่เจ็บแล้วแต่คงกินอะไรไม่ได้สักพัก ขอโทษนะครับที่ทำให้ตกใจ ขอโทษพวกนายด้วยที่ทำให้วุ่นวายกันหมด” ท้ายประโยคจงออบหันไปบอกไอ้ยองแจกับไอ้จุนฮง ทั้งสองคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ


“ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แต่ช่วยควบคุมลูกน้องของพี่ชายนายให้ดีหน่อยแล้วกัน ถ้าเมื่อกี้นายห้ามไว้ไม่ทันไอ้แดอยอนคงตายไปแล้ว” ผมกับจงออบหันมองหน้ากัน นั่นน่ะสิ ถ้าเมื่อกี้จงออบลุกขึ้นมาห้ามไม่ทัน ผมคงจะตายไปแล้ว


“พี่ยองแจครับ”


“หืม ว่าไงจุนฮง”


“จบเรื่องแล้วเราไปกันได้รึยัง ซ้อมยิงปืนน่ะ เมื่อกี้นี้ทำค้างไว้ไม่ใช่หรอ” ผมมองไอ้ยองแจกับจุนฮงคุยกัน ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนซ้อมยิงปืนกันอยู่หรอ แล้วแค่จะกลับไปซ้อมยิงปืนต่อทำไมไอ้ยองแจต้องทำสีหน้าเขินอายแบบนั้นด้วย


“นายไปรอที่ห้องก่อนได้เลย เดี๋ยวฉันตามไป อ่อ ขึ้นลำกล้องรอได้เลยนะ” ร่างสูงยิ้มรับอย่างมีความนัยอะไรบางอย่างก่อนจะเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น ผมคิดว่ามันคงไปรอไอ้ยองแจที่ห้องซ้อมยิงปืนแน่ๆ


หลังจากไอ้จุนฮงเดินออกไปแล้ว ไอ้ยองแจก็เดินมาดึงแขนผมให้ถอยห่างออกมาจากจงออบเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม


“ไอ้แดฮยอน พี่ฮิมชานติดต่อมาบ้างยัง”


“ยังเลย น่าจะยังไปไม่ถึง เห็นจงออบบอกว่าสถานที่จะไปอยู่ไกลจากที่นี่มาก”


“ถ้าพี่ฮิมชานติดต่อมาอย่าลืมบอกกูล่ะ ปล่อยให้ไปกับไอ้ยงกุกสองต่อสองแบบนี้ กูอดเป็นห่วงไม่ได้” ผมมองสีหน้าเคร่งเครียดของไอ้ยองแจ พอจะเดาออกว่ามันคิดอะไรอยู่


“มึงไม่ไว้ใจไอ้ยงกุก?”


“มึงเองก็ด้วยไม่ใช่หรอ เห็นที่มันทำกับมึงไหมล่ะ ดูก็รู้ว่ามันก็ไม่ไว้ใจพวกเราเหมือนกัน”


“มึงไม่ต้องห่วงไปหรอก ดูนี่สิ” ผมบอกแล้วยกโทรศัพท์ตัวเองให้ดู ที่หน้าจอปรากฎจุดเล็กๆสีแดงกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่ ไอ้ยองแจพอเห็นสิ่งนั้นก็เข้าใจทันทีว่าคืออะไร มันทำตาโตมองหน้าผม


“นี่มัน....”


“ใช่แล้ว กูแอบสร้างเครื่องติดตามใส่กระเป๋าพี่ฮิมชานไว้ ถ้ามีอะไรผิดปกติล่ะก็เราไปช่วยได้แน่นอน”


“แจ๋ว!!! ฉิบ! ว่าแต่มึงไม่ได้บอกใครเรื่องนี้ใช่ไหม” ไอ้ยองแจที่เผลอตะโกนเสียงดังรีบลดเสียงให้เบาลง เพราะจงออบกำลังมองพวกเราอยู่ด้วยสายตาสงสัย


“เปล่าอ่ะ กูกลัวจะถูกหาว่าไม่ไว้ใจ”


“ดีแล้ว กูก็จะไม่บอกจุนฮงเรื่องนี้เหมือนกัน พวกเราจะเก็บเรื่องเครื่องติดตามไว้เป็นความลับ ตกลงไหม”


“โอเค” ผมทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคให้ จากนั้นไอ้ยองแจก็รีบร้อนออกไปจากห้อง พอผมถามว่าทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นมันก็ไม่ตอบ เอาแต่ฉีกยิ้มแปลกๆ


ไม่รู้ว่าผมคิดถูกไหมเรื่องสร้างเครื่องติดตาม ผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่มีเรื่องปิดบังจงออบ เอาไว้พี่ฮิมชานกลับมาเมื่อไหร่ผมค่อยบอกเรื่องนี้ให้เขารู้แล้วกัน



……………………………



[Himchan Part]


หลังจากใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงเต็ม รถที่นั่งมาก็ค่อยๆขับช้าลง ผมมองวิวทิวทัศสองข้างทางที่กลายเป็นสวนขนาดใหญ่ ตรงกลางสวนมีน้ำผุและรูปปั้นนางเงือก มันคือสวนหน้าบ้านของใครสักคน ทำให้ผมรู้ว่าเราได้มาถึงกันแล้ว


“ที่นี่หรอ”


“ใช่ ลงจากรถแล้วเข้าไปข้างในกัน” ไอ้ยงกุกบอกหลังจากที่ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว มันเปิดประตูรถแล้วก้าวนำไปก่อน


ด้านหน้าของผมปรากฎคฤหาสน์หลังใหญ่ เดี๋ยวนะ... เท่าที่ผมจำได้ คนที่ไอ้ยงกุกติดต่อขอยืมอาวุธกับคนเป็นอาชญากรเหมือนมันไม่ใช่หรอ แล้วอาชญากรมีบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ได้ด้วยหรอ ที่ผมหมายถึงคือ...มันไม่โจ้งแจ้งไปรึไง แบบนี้ตำรวจก็ตามตัวเจอได้ง่ายๆเลยสิ


“ฉันมาหาเจ้านายของพวกนาย นัดเอาไว้แล้ว” ไอ้ยงกุกบอกกับคนยืนเฝ้าประตู อีกฝ่ายกระชับปืนในมือแน่นแล้วไล่สายตามองผมกับไอ้ยงกุกหัวจรดเท้า รูปถ่ายใบนึงถูกควักออกมาแล้วยกขึ้นเปรียบเทียบกับใบหน้าของไอ้ยงกุก คงมีใครสักคนให้ไว้เพื่อบอกให้รู้ว่าพวกเราจะมา และพอคนเฝ้าประตูมั่นใจแล้วว่าไอ้ยงกุกเป็นแขกของเจ้านายจริงๆจึงยอมหลีกทางให้พวกเราเข้าไปข้างใน


“เชิญครับ” ไอ้ยงกุกก้าวผ่านประตูเข้าไปอย่างไม่รีรอ ผมที่ยังตกใจกับการป้องกันของที่นี่รีบก้าวเท้าตามมันไปติดๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าของสถานที่นี้จะให้ลูกน้องถือปืนเฝ้าประตู นี่มันประกาศตัวชัดๆว่าตัวเองเป็นอาชญากร


หลังจากเดินเข้ามาแล้ว เสียงตะโกนเรียกอย่างอารมณ์ดีก็ดังขึ้นตรงกลางบ้าน


“สวัสดียงกุกเพื่อนยาก ไม่เจอกันนานเลยนะ มาๆ เชิญนั่งลงแล้วดื่มด้วยกันก่อนสิ” ผมมองตามเสียงที่ได้ยิน แล้วก็พบกับร่างท้วมที่นั่งอยู่บนโซฟาสีแดงกำลังซดเหล้าในมือ พอเห็นร่างนั้นผมก็ต้องตกตะลึง เพราะใบหน้านั้นมันช่างคุ้นเสียเหลือเกิน


“นี่มันไอ้คนนั้นหนิ” ผมว่าแล้วหันไปมองหน้าไอ้ยงกุก มันพยักหน้าให้


“ใช่ หมอนี่ก็คือลูกค้าที่ฉันเคยนัดส่งยาที่ร้านของนายไง นอกจากมันจะค้ายาเสพติดแล้วยังค้าอาวุธอีกด้วย และมันก็คือคนที่ให้เรายืมอาวุธกับลูกน้อง ทำตัวดีๆหน่อยล่ะ จากการเจอกันครั้งที่แล้วมึงคงเดาออกว่ามันชอบมึงขนาดไหน รู้นะว่าควรทำตัวยังไงเพื่อให้เราได้อาวุธกลับไปเท่าที่ต้องการ”


ว่าอะไรนะ!?


“น...นี่มึงเอากูมาเป็นเหยื่อล่อหรอ” เสียงที่เอ่ยถามสั่นจนยากจะควบคุม หวังว่าคำตอบจะคืนไม่ใช่ แต่แล้วผมก็ต้องผิดหวัง


“อย่าคิดแบบนั้นสิ คิดซะว่าใช้ของดีในตัวให้เป็นประโยชน์ดีกว่า"


“ไอ้เลว รอให้จบเรื่องนี้ก่อนเถอะ กูจะฆ่ามึง” ผมบอกอย่างเคียดแค้น แต่ไอ้ยงกุกกลับยกยิ้ม


“แล้วจะรอให้ถึงตอนนั้น แต่ตอนนี้...มึงกลับกูควรเข้าไปนั่งตามคำเชิญได้แล้ว ยืนคุยกันแบบนี้มันเสียมารยาท” พูดจบมันก็เดินไปนั่งลงบนโซฟ้า ข้างไอ้อ้วนนั่นที่ผมเกลียดขี้หน้า เพราะมันเคยลวนลามผมด้วยสายตาผมก่อน แถมยังพูดจาลามกกับผมด้วย แต่ไอ้ยงกุกกลับมาผมมาหามันทั้งๆที่ผมภาวนาขออย่าให้เจอมันอีกเลย


อีกฝ่ายที่หันมาเห็นผมอีกคนร้องขึ้นอย่างตกใจระคนดีใจ


“อ้าว นี่มันคนสวยที่ร้านเหล้าเมื่อตอนนั้นนี่นา ยังคบกับยงกุกอยู่อีกหรอ คบนานแบบนี้หรือว่า....คนนี้จะเอาจริง” ร่างท้วมหันไปถามไอ้ยงกุก แต่ไอ้ยงกุกทำเพียงแค่ฉีกยิ้มให้โดยไม่ได้เอ่ยตอบอะไร


ผมชั่งใจเล็กน้อยว่าจะเดินเข้าไปดีไหม แต่พอนึกถึงอาวุธที่จำเป็นต้องเอากลับไปให้ได้ก็ทำให้ผมก้าวเท้าเข้าไปหาร่างนั้น แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรสุดๆ


“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง”


“สวัสดี เชิญนั่งลงสิ” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยสีหน้าปิติยินดี แต่ยังไม่วายลวนลามผมด้วยสายตาเหมือนเคย ผมพยักหน้ารับแล้วจะเดินไปนั่งข้างไอ้ยงกุก แต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายขัดเอาไว้


“อะๆ ไม่ใช่ตรงนั้น แต่เป็นตรงนี้ต่างหาก” มืออ้วนป้อมตบลงบนโซฟาข้างตัวเอง ผมชะงักไปเล็กน้อย นี่มันจะให้ผมนั่งข้างๆมันงั้นหรอ! ผมหันไปมองไอ้ยงกุกอย่างขอความช่วยเหลือเพราะไม่อยากเข้าใกล้ร่างนั้น แต่ไอ้ยงกุกไม่มองผมด้วยซ้ำ มันรับแก้วเหล้ามาจากลูกน้องอีกฝ่ายแล้วยกขึ้นกระดก


เวรเอ้ย! จะช่วยกันหน่อยไม่ได้รึไง ทั้งๆที่มันเป็นคนหลอกผมมาแท้ๆแต่กลับเอาแต่ดื่มเหล้าเหมือนพวกขี้เมา หรือมันต้องการให้ผมเอาตัวเข้าแลกจริงๆ บ้าที่สุด! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ไอ้สารเลว


“ข...ขอบคุณครับ” ผมบอกตะกุกตะกักแล้วเดินไปนั่งข้างร่างท้วม


หมับ!


ดวงตาผมเบิกกว้าง เมื่อจู่ๆมือท้วมก็วางแหมะลงบนต้นขาของผม แถมไม่ได้วางเฉยๆแต่ยังลูบไล้ไปมา ขนทุกเส้นบนร่างกายผมลุกชันด้วยความขยะแขยง มือเอื้อมไปจับปืนที่เอวหมายจะชักออกมายิงมันทิ้งซะ ไม่สนแล้วว่ามันจะให้เรายืมอาวุธหรือไม่ แต่ทว่าผมกลับพบเพียงความว่างเปล่า ปืนของผมหายไป!


“หาไอ้นี่อยู่หรอ” เสียงกระซิบดังขึ้นด้านข้าง พอหันไปก็เห็นไอ้ยงกุกกำลังชี้ไปยังตรงเอวตัวเอง ผมนิ่งค้างเมื่อเห็นว่าที่เอวของไอ้ยงกุกมีปืนอยู่สองกระบอก มันเอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่!


“มึง...!” ผมขบฟันกรามด้วยความโกรธ กำลังจะอ้าปากด่า แต่ไอ้ยงกุกยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเป็นเชิงห้ามเอาไว้ ก่อนจะยกยิ้มร้ายกาจให้ ทำเอาหัวใจผมร้อนลุ่มด้วยความอยากฆ่ามัน


“เข้าเรื่องเลยดีกว่า ฉันมีเวลาไม่มากนัก เรื่องอาวุธกับคนที่เราคุยกันไว้ตกลงว่าจะให้เรายืมได้เท่าไหร่” ไอ้ยงกุกละสายตาจากผมแล้วหันไปถามร่างท้วมแทน ในขณะที่ผมได้แต่กำมือแน่นแล้วกัดฟันกรอดๆด้วยความโมโห ร่างท้วมก็ส่งเสียงหัวเราะน่าเกลียดออกมา


“ฮ่าๆๆ สมกับเป็นยงกุกจริงๆ ไม่เคยพูดจาอ้อมค้อมแต่ตรงประเด็นเสมอ เรื่องอาวุธกับคนไม่มีปัญหาหรอกนะ แต่ฉันขอถามได้ไหมว่าพวกนายจะเอาอาวุธกับลูกน้องฉันไปทำอะไรมากมายขนาดนั้น จะปล้นธนาคารหรอ”


“หึ ว่าแล้วว่านายต้องได้ยินเรื่องนี้ แต่แผนนั้นฉันล้มเลิกไปนานแล้วแหละ”


“อ้าว ทำไมล่ะ ฉันอุตส่าห์รอชมการแสดงสุดยิ่งใหญ่ของนาย ถึงอุตส่าห์จองที่นั่งในร้านอาหารใกล้ๆกับธนาคารที่นายจะไปปล้นเชียวนะ ฮ่าๆๆๆ” ไอ้ยงกุกเลิกคิ้วเล็กน้อย เห็นชัดเลยว่าไอ้อ้วนนี่มันจิตไม่ปกติ ผมก้มลงมองมือของมันที่ยังวางอยู่บนต้นขาตัวเอง จู่ๆน้ำตาก็รื้นขึ้นมา อยากให้บทสนทนานี้จบไวๆจะได้หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้สักที


“พอดีฉันมีแผนการใหม่แล้วแต่คงบอกนายไม่ได้ว่าคืออะไร แต่นายคงรู้อยู่ดีหลังจากฉันลงมือเรียบร้อย แต่จะสำเร็จไหมก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนและอาวุธที่นายจะให้ยืมนั่นแหละ”


“ว้าว นี่ฉันกลายเป็นคนสำคัญของแผนการนายหรอเนี่ย ได้เลย แต่ไหนๆนายก็พูดกับฉันตรงๆแล้ว งั้นฉันขอพูดตรงๆกับนายบ้างได้ไหม”


“อะไร” เสียงทุ้มต่ำของไอ้ยงกุกเอ่ยถาม ผมกับมันหันมองหน้ากัน บรรยากาศภายในห้องจู่ๆก็กดดันขึ้นมา หัวใจผมเต้นรัวแรง ความคิดในแง่ร้ายต่างๆนาๆผุดขึ้นมาในหัวสมอง คงไม่ใช่ว่ามันเกิดขอเปลี่ยนใจหรอกนะ ถ้าเป็นแบบนั้นเราต้องแย่แน่ๆ


ร่างท้วมยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกหนึ่งครั้งอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะพูดด้วยท่าทางสบายๆต่างจากบรรยากาศที่ผมรู้สึกในตอนนี้


“ยงกุก นายคงไม่คิดว่าฉันจะให้ยืมอาวุธกับลูกน้องฟรีๆหรอกใช่ไหม นายเองก็อยู่ในวงการนี้มานานน่าจะรู้ดีว่าวงการนี้ไม่มีคำว่าฟรี ฉันเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักการกุศลย่อมต้องการของตอบแทนอยู่แล้ว แต่สำหรับนายที่ทำธุรกิจกับฉันมานาน ฉันขอแค่สิ่งเล็กๆน้อยๆเท่านั้นแหละ”


“ที่แท้ก็อยากได้ของตอบแทนนี่เอง อะไรล่ะที่นายต้องการ ฉันให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละเพื่อแลกกับลูกน้องและอาวุธของนาย” ไอ้ยงกุกตอบด้วยท่าทางมั่นใจแล้วยกแก้วเหล้ากระดกดื่ม


“ได้ยินแบบนี้ฉันก็สบายใจหน่อย” ว่าแล้วร่างท้วมก็หันมาจับจ้องที่ผม หัวใจผมเต้นรัวแรงขึ้น อย่าบอกนะว่าสิ่งที่มันต้องการคือ....


“ฉันอยากได้เด็กของนาย ยกให้ฉันได้ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้านายจริงจังกับเขางั้นฉันขอแค่คืนเดียวก็ได้” คำพูดทุเรศๆที่ออกมาจากปากเน่าๆของมัน ทำผมนิ่งงันด้วยความตกตะลึง ดวงตาที่เบิกกว้างหันไปมองหน้าไอ้ยงกุกพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆให้ แต่คนเลวยังไงก็เป็นคนเลวอยู่วันยันค่ำ เพื่อแลกกับอาวุธและลูกน้องจำนวนมากไอ้ยงกุกจึงยอมยกผมไอ้อีกฝ่าย


“ได้สิ ฉันบอกแล้วว่าให้นายได้ทุกอย่าง นายก็รู้ว่าฉันพูดแล้วไม่คืนคำ” ดวงตาดุดันคู่นั้นมองตอบผม แต่ไม่มีคำอธิบายใดๆหลุดออกมา มีเพียงสายตาแห่งความปิติยินดีที่ตัวเองจะได้ในสิ่งที่ต้องการ


ปึง!


ผมทุบโต๊ะแล้วผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมองตามผม


“โอ๊ะ ดูท่าว่าเด็กของนายจะไม่พอใจนะ โอเคแน่หรอยงกุก”


“แน่สิ เขาไม่มีปัญหาอะไรหรอก ใช่ไหมฮิมชาน” ใบหน้าโกรธจัดของผมหันขวับไปมองมัน คำพูดนั้นคล้ายจะบังคับอยู่กรายๆ เพราะแบบนี้สินะมันถึงขโมยปืนผมไป เพราะมันรู้ว่าผมไม่สามารถเอาตัวรอดไปจากที่นี่เพียงตัวลำพังได้ ความโกรธทำให้ผมเผลอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ


“ฮะๆๆๆ งั้นเป็นอันว่าการเจรจาของเราเสร็จสิ้น ขอบใจนะยงกุกสำหรับของขวัญชิ้นนี้”


“ฉันก็ต้องขอบใจเช่นกันสำหรับอาวุธและคนของนาย ถ้างั้นฉันขอตัวกลับเลยแล้วกันนะ ส่วนเขา...เอาไว้มาคืนเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันไม่รีบเอาคืน” ไอ้ยงกุกพูดจบก็ลุกขึ้นยืน แต่ก่อนไปมันยังหันมาพูดกับผม คำพูดที่ทำให้ชาตินี้ทั้งชาติผมก็ไม่มีทางญาติดีกับมันอีกเด็ดขาด


“ทำตัวดีๆล่ะ ไม่นานเราจะได้เจอกันอีกครั้ง ที่รัก” ทั้งร่างของผมสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น


หลังจากไอ้ยงกุกเดินออกไปแล้ว ร่างท้วมด้านหลังผมก็ลุกขึ้นยืน มือปลาเหมึกน่าขยะแขยงของมันจับไหล่ผม


“งั้นเราก็ไปกันบ้างเถอะคนสวย”


เพลี๊ยะ!


“อย่ามาแตะตัวฉันนะ!” ผมปัดมือนั้นออกแล้วหันไปตวาดใส่ อีกฝ่ายดูจะอึ้งไปเล็กน้อยก้มลงมองมือตัวเองที่ถูกผมปัดทิ้ง แวบนึงผมเผยรอยยิ้มออกมาเพราะคิดว่าตัวเองรอดแล้ว อีกฝ่ายที่เห็นผมไม่ยินยอมคงจะยอมปล่อยผมไป แต่ทว่าผมคิด เมื่ออีกฝ่ายกลับหัวเราะลั่นออกมาเหมือนคนบ้าแล้วบีบคอผมอย่างแรง


“ฮ่าๆๆๆ พยศแบบนี้สิฉันชอบ ขัดขืนแบบนี้สิถึงจะสนุก ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมยงกุกถึงเลี้ยงนายไว้นานขนาดนี้ ที่แท้ก็มีรสนิยมแบบเดียวกันนี่เอง ฮ่าๆๆๆ”


“อึก! ป...ปล่อย...นะ” ผมทุบตีมือที่บีบคอตัวเอง รู้สึกว่าลมหายใจกำลังจะหมดลงแต่อีกฝ่ายกลับยิ่งเพิ่มแรงบีบมากขึ้น ใบหน้าใหญ่โตนั้นแสยะยิ้มโรคจิต ผมดิ้นรนสุดชีวิตแต่กลับไม่สามารถเอาตัวรอดจากมือนั้นได้เลย จนกระทั่งสติของผมใกล้จะเลือนลางเต็มทน อีกฝ่ายถึงเหวี่ยงผมไปบนโซฟาอย่างแรง


“แฮ่กๆๆ” มือกุมลำคอที่เจ็บระบมของตัวเอง น้ำตาไหลอาบท้วมใบหน้า แย่แล้วสิ ดันเจอกับไอ้อ้วนโรคจิตเข้าซะแล้ว แล้วแบบนี้ผมจะหนีรอดไปจากมันได้ยังไง


“ล็อกตัวมันไว้ ฉันจะทำตรงนี้แหละ” ฉับพลันไอ้อ้วนน่าขยะแขยงก็ตะโกนสั่ง ผมเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำสั่งของมัน สองขาลุกขึ้นยืนแล้วตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่กลับถูกลูกน้องของมันล้อมเอาไว้


ผมยกสองมือขึ้นกำหมัดเตรียมสู้ ในเมื่อไม่มีอาวุธก็สู้ด้วยมือเปล่าเนี่ยแหละ แต่เพราะพวกมันประดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ลำพังสองหมัดของผมสู้พวกมันไม่ได้ ผมถูกพวกมันล็อกแขนล็อกขาแล้วบังคับให้นอนลงบนโซฟา สีหน้าตื่นกลัวมองไอ้อ้วนชาติชั่วที่ถอดกางเกงเดินเข้ามาหา มันตั้งใจจะทำผมต่อหน้าลูกน้องของมัน


“ไอ้ชั่ว! ไอ้เลว! อย่าเข้ามานะ อย่า!” ผมดิ้รนขัดขืนรุนแรง แต่ไม่อาจสู้แรงของชายห้าหกคนที่ล็อกตัวไว้ได้ เสื้อที่สวมใส่ถูกเลิกขึ้น มืออ้วนป้อมลูบไล้ไปทั่วแผ่นอกของผม สีหน้าของมันหื่นกระหาย ผมอ้าปากร้องลั่นด้วยความรังเกียจ รู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังแปดเปื้อนตัวของสกปรก แต่ในขณะนั่นเอง....


“ออกไปนะ! ออกไป!!!”


โครมมมม!!!!


เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดึงความสนใจของทุกคน มือที่ลูบไล้ร่างกายผมอยู่หยุดลง กำแพงฝั่งที่ผมจำได้ว่าเป็นประตูมีฝุ่นลอยคละคลุ่มจนมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นตรงนั้น แต่หลังจากฝุ่นพวกนั้นจางลงแล้วก็เห็นเป็นหัวของรถยนต์ที่พุ่งทะลุกำแพงเข้ามา ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วของผมกว้างขึ้นอีก น...นั่นมันรถที่ผมกับไอ้ยงกุกนั่งมานี่นา!


“นี่มันบ้าอะไรว่ะ!” ไอ้อ้วนบนร่างผมตะโกนโวยวาย มันกับลูกน้องชักปืนออกมาจ่อไปทางรถยนต์คันนั้น แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ร่างที่อยู่ในรถกลับเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงซะก่อน


ปัง!ๆๆๆๆๆ


ผมผลักไอ้อ้วนบนร่างออกไปแล้วรีบกระโดดไปหลบหลังโซฟาทันที ทั้งสองฝั่งยิงโต้ตอบกันอย่างดุเดือด ผมที่ยังสับสนงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นพยายามชะโงกหน้าออกไปมอง ก็เห็นไอ้ยงกุกยืนจังก้าสู้กับไอ้พวกนั้นเพียงลำพัง และหลังจากเสียงยิงปืนดังอยู่พักใหญ่ เหมือนไอ้ยงกุกจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะมีเพียงคนเดียว มันจึงควักระเบิดมือที่จงออบให้มาออกมา ก่อนจะขว้างไปยังมุมห้องที่มีพวกมันอยู่เยอะที่สุด


ตู้มมมม!!!!


“แค่กๆๆๆ” ผมสำลักฝุ่นควันที่เกิดจากการระเบิด โซฟาที่ใช้เป็นโล่ป้องกันถูกแรงระเบิดกระเด็ดไปใกล้ ทำให้ด้านหน้าของผมเปิดโล่งจนเห็นการยิงปะทะเต็มๆตา และในขณะนั่นเองที่ผมกับไอ้ยงกุกหันมาสบตากันพอดี สีหน้าของไอ้ยงกุกตอนที่เห็นผมไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ผมรู้สึกเหมือนมันโล่งใจ พอตั้งสติได้ก็ตระโกนเรียกชื่อผมออกมา


“ฮิมชาน! มาทางนี้เร็วเข้า” ผมได้ยินเสียงเรียกนั่นแล้ว แต่ยังลังเลว่าจะเข้าไปหามันดีไหม เพราะมันไม่ใช่หรอที่ยกผมให้ไอ้อ้วนนั่น แล้วทำไมจู่ๆถึง...


“ไอ้ยงกุก มึงทรยศกู!” เสียงของไอ้อ้วนหัวหน้าแก๊งที่ตะโกนด้วยความโกรธแค้น มันยกปืนขึ้นหมายจะยิงไอ้ยงกุกตอนที่ไอ้ยงกุกกำลังติดพันสู้กับลูกน้องของมัน ผมพอเห็นแบบนั้นรีบพุ่งตัวออกไปพลักอีกฝ่ายล้มลง แต่กลับเป็นผมซะเองที่พลาดท่า มันเบี่ยงตัวหลบได้ทันแล้วหันปืนมาทางผมแทน วินาทีนั้นผมคิดว่าจะต้องตายแน่ๆจึงหลับตาลง


ปัง!


เสียงลั่นไกปืนที่ชัดเจนกว่าเสียงปืนกระบอกอื่นที่อยู่รอบข้างดังขึ้น ร่างกายใหญ่โตล้มกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมอง เห็นไอ้อ้วนที่หมายจะฆ่าผมเมื่อสักครู่นี้กลายเป็นศพไปแล้ว


“ฮิมชาน! มัวยืนอยู่ทำไม มาทางนี้เร็วๆเข้าสิ” เสียงไอ้ยงกุกตะโกนเรียกผมอีกครั้ง ผมที่ได้สติกลับมาวิ่งไปหามันทันทีอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป พอไปถึงมันก็สั่งให้ผมขึ้นรถแล้วโยนปืนหนึ่งกระบอกให้


“ช่วยกูยิงพวกมัน แล้วเราออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ผมมองปืนในมือกับไอ้ยงกุกสลับกัน ไม่เข้าใจว่ามันทำแบบนี้ทำไม ทั้งๆที่แลกผมกับอาวุธไปแล้วแต่ทำไมยังย้อนกลับมาช่วยผมอีก ในสมองของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายว่าทำไมๆ แต่เพราะเสียงลูกกระสุนปืนที่กระทบกับตัวรถ ทำให้ผมลืมเรื่องที่กำลังสงสัยอยู่แล้วยิงตอบโต้กลับไป เอาไว้ออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่ผมจะเค้นคอมันถามออกมาให้หมดเลยคอยดู


ปัง!ๆๆๆๆ


ตู้มมมม!!!


ระเบิดอีกลูกถูกโยนเข้าไปตรงกลางวงล้อม ไอ้ยงกุกบังคับรถให้ถอยออกจากกำแพง ก่อนจะขับทะยานออกไปจากคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว



……………………………



รถที่เต็มไปด้วยรอยถากของกระสุนจอดข้างริมแม่น้ำ ข้ามฝั่งไปคือพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน ทำให้บรรยากาศรอบข้างกลายเป็นสีส้มอบอุ่น ผมได้ยินเสียงนักเรียนที่กำลังพากันเดินกลับบ้านหัวเราะคิกคักอยู่ไกลๆ ช่างขัดกับบรรยากาศภายในรถตอนนี้เหลือเกิน


ผมที่เอาแต่นิ่งเงียบมาตลอดการเดินทางจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปริปากพูด จากตอนแรกที่ตั้งใจจะเค้นเอาคำอธิบายจากไอ้ยงกุก แต่ความโกรธทำให้ผมไม่อยากเปิดปากพูดกับมัน กลัวว่ายิ่งคุยกันจะทำให้ผมยิ่งเกลียดมันมากขึ้นกว่าเดิม


“นี่ พูดอะไรบ้างสิ หรือว่ามึงลืมเสียงไว้ที่นั่น อยากให้กูกลับรถไปเก็บมาให้ไหม” แต่แล้วคำพูดกวนประสาทของไอ้ยงกุกก็เรียกร้องให้ผมหันไปมองจนได้ ผมจ้องมันอยู่พักใหญ่โดยที่มันก็จ้องตอบเช่นกัน และแล้วมือที่กำหมัดก็ยกขึ้น ก่อนจะรัวทุบไปที่ร่างของมันไม่ยั้ง


“กูเกลียดมึง กูเกลียดมึง กูเกลียดมึง ได้ยินไหม...กูเกลียดมึง อ๊ะ! จะทำอะไร ปล่อยกูนะ” ผมร้องลั่นแล้วดิ้นรนขัดขืน เมื่อไอ้ยงกุกอุ้มผมข้ามไปนั่งบนหน้าขามัน เราสองคนหันหน้าเข้าหากัน ผมจ้องมันด้วยสายตาโกรธแค้น


“ทำแบบนี้มึงจะได้ทุบกูถนัดขึ้นไง เอาสิ อยากทุบเท่าไหร่ก็เชิญเลย คงโกรธมากเลยสิ” ไอ้ยงกุกบอก ผมนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย สีหน้าของมันทำผมเดาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่มันทำกับผมก่อนหน้านี้ ผมไม่ลังเลเลยที่จะยกมือขึ้นทุบตีมันอีกครั้ง


“ไอ้ชั่ว ไอ้สารเลว มึงมันเลว กูเกลียดมึง กูเกลียดมึง ฮือๆๆ กู...เกลียดมึง ฮือออ” แต่ทว่าผมก็ต้องหยุดมือที่ทุบตีอยู่อีกครั้ง เมื่อน้ำตามันดันร่วงไหลออกมาแทน แถมยังเยอะขนาดที่คิดว่าใครสักคนทำน้ำหกได้เลย สองมือของผมหมดเรี่ยวแรงเมื่อคิดสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าหากไอ้ยงกุกไม่ย้อนกลับมาช่วย


“ทุบอีกสิ ทุบจนกว่ามึงจะหายโกรธ หรือจะทำมากกว่าทุบก็ได้นะ กูไม่ว่าอะไรหรอก”


“มึงทำแบบนี้ทำไม”


“ถ้าบอกว่าไม่ตั้งใจมึงคงไม่เชื่อ แต่กูไม่รู้จริงๆว่ามันจะขอมึงเป็นของตอบแทน ถ้าตอนนั้นกูปฏิเสธเราทั้งคู่คงตายอยู่ที่นั่นแน่ กูรู้นิสัยของไอ้เวรนั่นดี กูเลยต้องยอมตกลงแล้วรอจนกว่าพวกมันจะเอาอาวุธมาให้ ถึงได้บุกเข้าไปช่วยมึงออกมา กูไม่มีความคิดที่จะใช้มึงแลกกับอาวุธเลยสักนิดฮิมชาน” ดวงตาที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตามองคนตรงหน้า คำโกหกหลอกลวงมากมายในอดีตทำให้ผมไม่เชื่อมัน


“กูจะเชื่อได้ยังไงว่ามึงพูดจริง” ไอ้ยงกุกหันไปหยิบอะไรบางอย่างมายัดใส่มือผม พอก้มลงมองถึงได้เห็นว่าเป็นมือ มันกุมมือผมให้จับด้ามปืนแล้วหันปลายกระบอกปืนจ่อหัวตัวเอง นี่มันจะทำอะไร!


“มึงจะทำบ้าอะไรน่ะ!” ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ พยายามจะดึงมือออกแต่ไอ้ยงกุกไม่ยอม


“ถ้ามึงไม่เชื่อก็ยิงกูซะ ปืนกระบอกนี้เหลือกระสุนอยู่นัดนึงพอดี ใกล้ขนาดนี้มึงไม่มีทางยิงพลาดแน่ ยิงกูสิฮิมชานถ้ามึงไม่เชื่อที่กูพูดล่ะก็” ความเงียบปกคลุมเราทั้งคู่ ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวแรง นี่ไอ้ยงกุกมันเสียสติไปแล้วรึไง ทำไมมันถึงอยากให้ผมฆ่ามัน


แหมะๆ


น้ำตาของผมไหลรินออกมาอีกครั้ง มือที่ถูกบังคับให้ถือปืนสั่นระริก


“ฮือ มึงมันขี้โกง ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง กูเกลียดคนอย่างมึงที่สุด กูเกลียดมึง ฮือๆๆ” ผมด่าทอคนตรงหน้าสลับกับร้องไห้เหมือนคนบ้า ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเองจะพูดอะไร ไม่รู้ว่าควรเหนี่ยวไกปืนตามคำขอของมันดีไหม รู้แต่ว่าผมเสียใจ เสียใจที่มันไม่ยอมบอกอะไรผมเลย แล้วถ้าเกิดไม่เป็นตามแผนล่ะ ถ้าเกิดมันตายเพราะกลับมาช่วยผมจะทำยังไง มันได้คิดถึงเรื่องนี้บ้างรึเปล่า


“ฮือๆ ไม่เอาแล้ว กูจะไม่อยมทำตามแผนของมึงอีกแล้ว พอกันที หลังจากนี้ถ้ามึงต้องการผู้ช่วยก็ให้คนอื่นมาแทน กูจะไม่ยอมออกมากับมึงเด็ดขาด” ผมโยนปืนในมือทิ้งแล้วจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ แต่กลับถูกไอ้ยงกุกกระชากเข้าไปกอดแน่น คำพูดและอ้อมกอดของมันทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าเดิม


“กูขอโทษฮิมชาน กูขอโทษ มึงจะทำอะไรกูก็ได้ แต่อย่างผลักไสกูให้ออกห่างจากมึงเลยนะ”


“แล้วมึงทำแบบนี้ทำไม มึงรู้ไหมว่ากูกลัวแค่ไหน กูไม่อยาก...ฮึก...ถูกทำแบบนั้นอีกแล้ว แค่ตอนที่ถูกมึง...ข่มขืน ก็ทำให้กูฝันร้ายแทบทุกคืนอยู่แล้ว ถ้าต้องถูกทำอีกครั้งกูคงก็ไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไป ฮึก กูกลัวไอ้ยงกุก...กูกลัว...” เสียงของผมที่เปล่งออกมาขาดช่วงเพราะแรงสะอื้น ความรู้สึกทุกอย่างถูกระบายออกมาอย่างไม่อาย และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นไอ้ยงกุกมีสีหน้าเจ็บปวด มันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วลูบแผ่นหลังผมปลอบประโลม


“ชู่วว...พอได้แล้ว หยุดพูดเรื่องในอดีตเถอะนะ กูจะไม่มีวันทำแบบนั้นกับมึงอีก และจะไม่มีทางยอมให้ใครมาแตะต้องมึงด้วย กูขอโทษนะ หยุดร้องไห้เถอะนะคนดี” ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดปลอบประโลมจากปากอาชญากรอย่างไอ้ยงกุกจะได้ผล น้ำตาของผมค่อยๆหยุดไหล เสียงสะอื้นก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นไอ้ยงกุกก็ยังกอดผมไว้เหมือนกลัวว่าผมจะวิ่งหนีไปถ้าหากมันคลายอ้อมแขนออก


“มึงจะทำอะไรน่ะ” ผมถาม เมื่อรู้สึกว่าบริเวณหน้าท้องตัวเองกำลังถูกลูบไล้ พอดันตัวขึ้นก็เห็นไอ้ยงกุกกำลังยิ้มอยู่ สายตาของมันมีเลศนัยแปลกๆ


“ก็ลบร่องรอยที่มันสัมผัสมึงไง ตรงนี้ใช่ไหมที่มันแตะต้องมึง” ไอ้ยงกุกพูดแล้วลูบมือไปที่เป้ากางเกงผม


“ม...ไม่ใช่ อื๊อออ...” ผมปฏิเสธแล้วพยายามปัดมือมันออก แต่มันกลับย้ายไปลูบไล้ทางด้านหลังแทน


“ไม่ใช่หรอ ถ้างั้นก็เป็นตรงนี้ใช่ไหม”


“ไม่ใช่เว้ย!”


“หว่า...ไม่ใช่อีกแล้วหรอ งั้นต้องเป็นตรงนี้แน่ๆเลย” คราวนี้ไอ้ยงกุกไม่ได้ใช้มือ แต่ใช้ปากขบเม้มยอดอกของผม ไม่รู้ว่ามันเลิกเสื้อผมขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ปากที่จะร้องห้ามเลยกลายเป็นส่งเสียงร้องน่าอายออกมาแทน


“อ...อ๋าาา...ย...หยุด พอได้แล้ว ม...ไม่ต้องลบรอยอะไรทั้งนั้นแล้ว”


“ทำไมล่ะ มึงไม่รังเกียจที่มันแตะต้องมึงแล้วหรอ”


“ค...แค่นี้พอแล้ว กูไม่คิดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว” หลังจากพูดแบบนั้นออกไปไอ้ยงกุกจึงยอมหยุด มันจับใบหน้าผมโน้มลงแล้วประทับจูบตรงหน้าผาก


“ต้องแบบนั้นสิ” ผมมองไอ้คนเจ้าเล่ห์ตาขวาง ก่อนจะย้ายไปนั่งที่ตัวเองตามเดิม ที่แท้ไอ้ยงกุกก็แค่อยากให้ผมลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันไม่จำเป็นต้องลวนลามผมก็ได้มั้ง บ้าชะมัด จะอยู่กับมันหรืออยู่กับใครก็อันตรายพอๆกันเลย


“อาวุธได้มาแล้ว แต่แบบนี้เท่ากับการหาคนเพิ่มของเราล้มเหลวน่ะสิ แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดี” เมื่อทุกอย่างเคลียร์แล้ว ผมก็กลับมาเป็นกังวลเรื่องแผนการของพวกเราอีกครั้ง ถึงจะมีอาวุธแต่ถ้าไม่มีคนใช้แผนการก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดี แล้วแบบนี้จะเอาอาวุธมากมายไปทำอะไรกัน


“กูมีแผนสำรองเผื่อไว้แล้ว”


“แผนสำรอง?” ไอ้ยงกุกพยักหน้ารับแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบางคน ขณะที่มันคุยโทรศัพท์ผมก็จ้องมองมันด้วยสายตาใคร่รู้ ว่าแผนสำรองของมันคืออะไร หวังว่ามันคงไม่ได้คิดทำอะไรบ้าๆอีกหรอกนะ คราวนี้ผมไม่ยอมไปเสี่ยงตายกับมันแน่


“ฉันเอง...บังยงกุก มะรืนนี้ฉันมีแผนจะบุกโรงงานผลิตยาของศัตรู ช่วยส่งลูกน้องของเธอไปเจอฉันที่นั่นหน่อยได้ไหม ที่ตั้งโรงงานเดี๋ยวฉันจะส่งไปให้อีกที ฉันรู้ว่าเธอปิดความลับเก่ง เรื่องนี้อย่าให้ตำรวจหรือใครรู้เด็ดขาด ขอบใจนะ แล้วไว้ฉันจะแวะไปตอบแทนให้ถึงที่เลย แค่นี้นะ”


“มึงคุยกับใครน่ะ” ผมถามหลังจากไอ้ยงกุกเก็บโทรศัพท์ลงแล้ว ตอนแรกมันทำท่าจะไม่ยอมตอบ แต่พอเห็นสายตาของผมที่จ้องหน้ามันอยู่ มันจึงยอมเล่าให้ฟังว่าเมื่อกี้นี้คุยกับใคร


“ก็แค่ผู้หญิงคนนึงน่ะ เป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรอยู่แถวภาคใต้ พอดีกูเคยมีบุญคุณต่อแก๊งเธอ เธอก็เลยจะส่งคนมาช่วยพวกเรามะรืนนี้ ทีนี้เราก็มีคนพอให้บุกถล่มโรงงานแล้วนะ”


“งั้นหรอ” ผมขานรับก่อนจะนิ่งเงียบไป ผู้หญิงงั้นหรอ....


“เป็นอะไรไป ทำไมมึงเงียบอีกแล้ว”


“เปล่าหนิ แล้วไอ้ที่ว่าตอบแทนคืออะไร ใช่แบบที่...ขึ้นเตียงกับเธอรึเปล่า” ผมหันไปถาม ก่อนจะคิดได้ว่าไม่น่าถามแบบนั้นออกไปเลย


“อะไรกัน ยังไม่ทันไรมึงก็หึงกูซะแล้วหรอ หืม”


“ใครหึงมึง! กูก็แค่อยากรู้ว่าอาชญากรเขาตอบแทนกันด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลย”


“กูเปล่าหลงตัวเองสักหน่อย ก็เห็นๆอยู่ว่ามึงหึงกู บอกให้ก็ได้ว่าไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก แต่ถ้ามึงไม่ไว้ใจจะตามกูไปหาเธอด้วยก็ได้นะ” ไอ้ยงกุกบอกแล้วยกยิ้มกวนประสาท ผมล่ะอย่างชกหน้ามันจริงๆเลย นี่มันหูหนวกรึไง ก็ผมบอกว่าไม่ได้หึงไงมัน!เล่า


“จะต้องให้พูดอีกกี่ครั้งว่ากูไม่ได้หึงมึง แล้วกูก็ไม่ไปไหนกับมึงทั้งนั้นด้วย อยากจะตอบแทนด้วยวิธีไหนก็เรื่องของมึงเถอะ” พูดจบผมก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง แต่แค่แป็บเดียวก็ถูกไอ้ยงกุกกระชากให้หันกลับไปมอง


“ไม่หึงกูก็ไม่เป็นไร แต่รู้ไว้ว่ากูเป็นคนขี้หึงมาก และกูไม่ชอบเวลามีใครมายุ่งกับคนของกู มึงอย่าเผลอทำให้กูหึงแล้วกัน ไม่งั้นกูจะฆ่าไอ้เวรนั้น แล้วทำให้มึงลุกออกจากเตียงไม่ได้อีกเลย” ผมนิ่งค้างไปแป็บนึง ชั่ววูบรู้สึกกลัวคำขู่ของอีกฝ่ายขึ้นมา แต่สักพักก็คิดได้ว่าผมไปเป็นคนของมันตั้งแต่เมื่อไหร่


ผลั๊ก!


ผมดันหน้าไอ้ยงกุกออกไปอย่างแรงจนมันหน้าหัน ก่อนจะตะโกนใส่มันเสียงดังลั่น ไม่สนว่าคนที่เดินผ่านรถของเราจะได้ยินรึเปล่า


“กูก็ไม่ใช่คนของมึง อย่ามาพูดอะไรเข้าข้างตัวเองนะ”


“แน่ใจหรอว่ามึงไม่ได้เป็นของกู แล้วที่ผ่านมาคืออะไร ต้องให้กูรื้อฟื้นความทรงจำไหม ในรถนี่เลยดีไหมล่ะห๊ะ”


“มึงจะทำอะไร อย่านะเว้ย!” ผมกับไอ้ยงกุกตบตี(?)กันอยู่ในรถ มันพยายามถอดเสื้อผมออก ส่วนผมก็พยายามจะใส่ เป็นแบบนี้อยู่พักใหญ่จนกระทั่งมีบางอย่างหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของผม มันกลิ้งตกลงไปที่พื้นรถ


“อ๊ะ/อ๊ะ” เราสองคนอุทานออกมาพร้อมกัน ก่อนจะเป็นไอ้ยงกุกที่หยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดู ผมจ้องมองสิ่งที่ไอ้ยงกุกถืออยู่ มันมีขนาดเล็กและมีไฟสีแดงกระพริบไม่หยุด


“นั่นมันอะไรน่ะ ทำไมมีไฟกระพริบอยู่ด้วย"


“เครื่องติดตาม”


“ห๊ะ! เครื่องติดตามหรอ” ผมทำหน้าตกใจถาม แต่ไอ้ยงกุกไม่ตอบ จู่ๆมันก็เกิดเป็นใบ้ขึ้นมาซะเฉยๆ


สีหน้าของไอ้ยงกุกตอนที่มองไอ้เครื่องติดตามดูโกรธจัด ผมไม่รู้ว่าเครื่องติดตามนี้เป็นของใคร ไอ้ยงกุกเองก็พยายามถามผมหลายครั้งว่าทำไมผมถึงมีเครื่องติดตามอยู่ แต่ผมก็ตอบมันกลับไปว่าไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆว่าเครื่องติดตามนี่มันมาอยู่ที่ผมได้ไง


“แดฮยอน” ผมได้ยินไอ้ยงกุกพูดชื่อไอ้แดฮยอนออกมา มันกำเครื่องติดตามที่อยู่ในมือแน่นก่อนจะโยนทิ้งไป อย่าบอกนะว่าไอ้แดฮยอนเป็นเจ้าของเครื่องติดตามนี่ ซวยแล้วสิ มันไม่รู้หรอว่าทำแบบนี้อาจทำให้แผนของพวกเราล่มเหลว


“ยงกุก มึงใจเย็นๆนะ ไอ้แดฮยอนมันก็แค่...เหว่อออ!!!” ผมร้องลั่นเมื่อจู่ๆรถก็กระชากตัวออกอย่างแรง ไอ้ยงกุกเหยียบคันเร่งจนสุดเท่าที่จะเหยียบได้ มุ่งกลับสู่ฐานทัพใต้ดิน ดูท่างานนี้ผมต้องเหนื่อยอีกแล้ว



……………………………



[Daehyun Part]


“จงออบอ่า...อ้าปากกว้างๆอีกนิดสิ แบบนี้พี่ทายาให้ไม่ได้นะ”


“อมอ้าไอ้อุดแอ่อี้(ผมอ้าได้สุดแค่นี้)”


“งั้นแลบลิ้นออกมาก็ได้”


“แบร่” ร่างเล็กตรงหน้าผมแลบลิ้นสีชมพูเล็กๆออกมาตามคำสั่ง ดวงตาใสซื่อที่มองผมทำให้เขาดูน่ารักชัง จนผมอดใจไม่ไหวยื่นมือไปดึงแก้มนุ่มนิ่มทั้งสองข้างนั่นอย่างหมันเขี้ยว


“น่ารักจังเลย~”


“โอ้ย ผมเจ็บนะครับ ไหนบอกจะทายาให้ไงแล้วมาหยิกแก้มผมทำไมเนี่ย” จงออบทำหน้าบึ้ง สองมือยกขึ้นกุมแก้มตัวเอง


“ก็นายน่ารักจนพี่อดใจไม่ไหวนินา” 


“งั้นเอายามานี่เลยครับ ผมทาเองก็ได้” มือเล็กยื่นมาจะแย่งยาไปจากมือผม แต่ผมชูขึ้นไม่ให้เขาคว้าไปได้


“อะ ไม่ต้องเลย เดี๋ยวพี่ทาให้เอง นายแค่นั่งแลบลิ้นเฉยๆก็พอ"


“ก็ได้ครับ แบร่” ว่าแล้วจงออบก็แลบลิ้นสีชมพูออกมาอีกครั้ง ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายรูปอีกฝ่าย แล้วบรรจงทายาลงบนลิ้นเล็กนั้น บาดแผลไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่คิดว่าคงทรมานน่าดูตอนที่กินข้าวและตอนที่จูบกัน


“เอวๆอิอับอมเอื่อย(เร็วๆสิครับผมเมื่อย)”


“ครับๆ ใกล้เสร็จแล้ว อยู่นิ่งๆน้า”


แต่ระหว่างที่ผมทายาให้จงออบอยู่นั่นเอง เสียงคนตะโกนโวยวายก็ดังมาจากทางหน้าประตู 


“ยงกุกนายใจเย็นก่อนสิ เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบายแน่ๆ ใจร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ”


“หลบไปฮิมชาน”


“เดี๋ยวก่อนยงกุก...”


ปึง!


ประตูห้องถูกผลักเข้ามาอย่างแรง เป็นไอ้ยงกุกที่เดินนำหน้าเข้ามาสีหน้าขึงขัง ตามด้วยพี่ฮิมชาน ผมกับจงออบพอเห็นไอ้ยงกุกก็รีบผละออกจากกันทันที


“เกิดอะไรขึ้นหรอพี่ฮิมชาน ฮ...เฮ้ย!”


พลั๊ว!


ถามยังไม่ทันจบประโยค ผมก็เซล้มลงไปกองกับพื้น เสียงจงออบกับพี่ฮิมชานร้องด้วยความตกใจ ผมสบัดหัวเล็กน้อยไล่อาการมึงงงออกไป มุมปากที่โดนชกซ้ำเจ็บแปลบ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นแล้วมองคนที่ชกตัวเอง


“เป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ย จู่ๆมาชกกูทำไม"


“มึงใช่ไหมที่เป็นคนสร้างเครื่องติดตามนั่น!”


“เครื่องติดตาม?” ดวงตาผมเบิกกว้าง นี่มันรู้แล้วหรอว่าผมแอบซ่อนเครื่องติดตามไว้


พอหันไปมองหน้าพี่ฮิมชานก็เห็นสายตาตัดพ้อส่งมาให้ ซวยแล้วสิ มันรู้ได้ยังไงว่ามีเครื่องติดตามอยู่ในกระเป๋าเสื้อพี่ฮิมชาน ไม่น่าล่ะตอนที่ผมเช็กตำแหน่งของพี่ฮิมชานก่อนหน้านี้ จุดบนหน้าจ่อถึงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทีแรกผมคิดว่าเครื่องเสียซะอีก


“เออ กูเองแหละ แล้วมึงจะทำไม” ผมตอบกลับไปอย่างหาเรื่องไม่แพ้กัน ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเดือดร้อนกับเรื่องนี้ ผมไม่ได้เอาเครื่องติดตามไปใส่ไว้ที่มันซะหน่อย ถ้าใส่ไว้ที่มันสิว่าไปอย่าง ผมจะยืนเฉยๆให้มันชกเลย


ไอ้ยงกุกมีสีหน้าเดือดดาลกว่าเดิม มันทำท่าจะพุ่งเข้ามาชกผมอีกครั้ง แต่พี่ฮิมชานกับจงออบเข้ามาขวางเอาไว้


“มึง!”


“ยงกุกอย่า!"


“พี่ยงกุก ใจเย็นๆก่อนครับ” แขนข้างขวาของไอ้ยงกุกถูกพี่ฮิมชานจับไว้ ส่วนแขนข้างซ้ายมีมือจงออบเกาะอยู่ ทั้งสองคนช่วยกันห้ามไอ้ยงกุกไม่ให้เข้ามากระทืบผม ขณะนั้นผมได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่วิ่งตรงมา เป็นไอ้ยองแจกับไอ้จุนฮงนั่นเองที่ได้ยินเสียงตะโกนเลยวิ่งมาดู ทั้งสองมีสีหน้างุนงงมองสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้อง


“ถ้าไม่ไว้ใจกันแล้วมึงมาเสนอสัญญาสงบศึกทำไม หรือมึงคิดจะหักหลังกูทีหลังใช่ไหม มึงตั้งใจจะกำจัดพวกกูพร้อมกับไอ้พวกนั้นสินะ” ไอ้ยงกุกพูดเสียงดังลั่น จงออบมีสีหน้าตกตะลึงหันมามองผม


“จริงหรอครับพี่แดฮยอน”


“ไม่จริงนะจงออบ พี่ไม่เคยคิดจะหักหลังนาย” ผมรีบอธิบายให้ร่างเล็กฟัง ไม่อยากให้เขาเข้าใจผมผิดไป แต่สีหน้าจงออบบ่งบอกว่าเชื่อที่ไอ้ยงกุกพูดไปแล้ว โธ่เว้ย! ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย


“ถ้าไม่ได้คิดจะหักหลัง แล้วมึงสร้างเครื่องติดตามขึ้นมาทำไม”


“ที่กูสร้างเครื่องติดตามขึ้นมาเพราะกูเป็นห่วงพี่ฮิมชานต่างหาก มึงคิดว่ากูจะลืมเรื่องเลวๆที่มึงทำกับพี่ชายกูได้งั้นหรอ คนอย่างมึงมันไม่น่าไว้ใจ ต่อให้สร้างภาพว่าน่าเชื่อถือแค่ไหนแต่อาชญากรก็ยังเป็นอาชญากร และกูไม่เคยไว้ใจอาชญากร โดยเฉพาะมึง!” ผมหอบหายใจเล็กน้อยหลังอธิบายจบ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเจตนาของผมซะที แต่แล้วผมก็คิดผิด


“หึ ได้ยินแล้วใช่ไหมจงออบ มันไม่เคยไว้ใจพวกเราเลย” สีหน้าร้อนรนของผมหันไปมองจงออบที่ก้มกน้านิ่ง


“งั้นหรอครับ พี่ไม่เคยไว้ใจผมเลยสินะ”


“เดี๋ยวสิ พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ” ผมยื่นมือไปจะดึงจงออบเข้ามากอด แต่ถูกไอ้ยงกุกผลักอกอย่างแรงให้ออกไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง มันยกนิ้วชี้หน้าผมแล้วประกาศกร้าว


“อย่ามาแตะน้องกู! ต่อจากนี้ถ้ามึงเข้าใกล้น้องกูอีก กูนี่แหละจะเป็นคนฆ่ามึงเองไอ้แดฮยอน” หลังจากนั้นจงออบก็ถูกไอ้ยงกุกพาตัวออกไปจากห้อง ตามด้วยลูกน้องที่ไอ้ยงกุกสั่งให้เฝ้าจงออบเอาไว้ ผมอยากตามไปแต่ทำไม่ได้เพราะคำขู่ของไอ้ยงกุกเมื่อกี้นี้


ไม่ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ จงออบ... อย่าเพิ่งไป กลับมาฟังพี่อธิบายก่อน จงออบ... ผมตะโกนร้องเรียกอยู่ในใจ หวังว่าจงออบจะรับรู้ได้และยอมหันกลับมามองกันสักนิด แต่ก็ไม่... แผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆห่างออกไปแผ่ความรู้สึกผิดหวังในตัวผมออกมา หัวใจของผมเจ็บแปลบ ผมไม่น่าปิดบังจงออบเรื่องเครื่องติดตามเลย


“เกิดอะไรขึ้นว่ะไอ้แดฮยอน หรือว่าเรื่องเครื่องติดตามโดนจับได้แล้ว” เป็นไอ้ยองแจที่เดินเข้ามาถาม แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะคนเดียวที่ผมอยากคุยเรื่องนี้ด้วยคือจงออบ


“ไอ้ยองแจ นี่มึงรู้เรื่องนี้ด้วยใช่ไหม มึงสองคนขยันก่อเรื่องจังเลยนะ” เสียงพี่ฮิมชานที่ต่อว่าผมกับไอ้ยองแจ แต่คำต่อว่านั้นกลับไม่เข้าหูผมเลยสักนิด ไม่มีคำต่อว่าใดร้ายแรงเท่าจงออบเมินผมอีกแล้ว พี่ฮิมชานก็เหมือนจะรับรู้ได้ อีกฝ่ายกับไอ้ยองแจมองหน้ากันก่อนจะเดินออกไปเงียบๆปล่อยให้ผมได้อยู่คนเดียว เพื่อสำนึกในความผิดของตัวเอง





#ฟิครักอาชญากร


เนื้อเรื่องตอนนี้อัดความเครียดของคนแต่งไปเต็มๆ ฮ่าๆ

ถ้าไม่เข้าใจทิ้งคำถามไว้ได้นะคะ และเชิญวิจารณ์ได้เต็มที่เลย

เรื่องนี้เดี๋ยวจะปรับแก้ไขอีกครั้งตอนปรู๊ฟ

แต่ก็ต้องอาศัยความคิดเห็นของทุกคนด้วย

ขอบคุณล่วงหน้านะคะสำหรับความเห็น


ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้ว น่าจะยาวมากเลย

และมีบทส่งท้ายอีกหนึ่งตอนก็จะจบ


ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ค่ะ '/\'


ปล.อย่าลืมจองฟิค อย่าลืมจองฟิค อย่าลืมจองฟิค


©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

188 ความคิดเห็น

  1. #182 oynit (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 11:49
    ยงกุกกะแด้เขม่นกันตลอด แล้วจะไปสู้กะศัตรูยังไงเนี่ยไม่ดีกันสักที หมั่นไส้โล่แจหวานจริง แจก็เอาใจเด็กจังนะ แด้ท่าจะไม่ได้แอ้มน้องออบแล้วล่ะ
    #182
    0
  2. #159 KUROBUTA (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 12:15
    จะรอดมั้ยแดฮยอนกับยองแจก็แสบจริงๆขยันหาเรื่อง ฮิมชานปวดหัวตายแน่ๆ แล้วจงออบก็ยังงอนด้วยสมน้ำหน้าแดฮยอนจ้าาา จริงๆน่าจะไว้ใจกันได้แล้ว ก็ยงกุกลงฮิมชานจโงหัวไม่ขึ้นแล้วนี่อย่ามัวระแวงกันอยู่เลยนะ เกลียดยองแจคนขี้อ่อย หมั่นไส้นางมากอ่ะขอบอก
    #159
    0
  3. #158 MyHoney (@khwkang2011) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 14:47
    ฮื่ออออ ทะเลาะกันซะแล้วววว สู้ๆนะคะไรท์
    #158
    1
    • #158-1 Rodtung_Writer (@nnpt2012) (จากตอนที่ 21)
      13 ตุลาคม 2560 / 23:57
      ขอบคุณจ้าาา ^^
      #158-1