NARCOTIC : DOUBLEB MINHOON

ตอนที่ 2 : Chapter 2 : Chaos

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ก.ค. 60

 

 

 

 

“เป็นคนที่นายคาดไม่ถึงเลยล่ะ”

 

 

 

ปัง!

สองมือเล็กขยับมือที่ประคองอาวุธเล็กน้อยก่อนจะกระชับให้มันแน่นขึ้น สายตาจดจ้องไปยังเป้าที่อยู่ไกลไปหลายเมตร มิหนำซ้ำยังขยับเคลื่อนที่ไปมา

“ตั้งสมาธิหน่อยคิมฮันบิน”

ปัง! ปัง! ปัง!

“ก็ดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วนะ” เสียงของอีซึงฮุนดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะยกอาวุธที่ตัวเองถืออยู่ขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

“กลายเป็นนักแม่นปืนไปแล้วหรือไง” คิมฮันบินพูดขึ้นติดตลกเมื่อเห็นว่ารอยลูกกระสุนของอีซึงฮุนนั้นเข้าเป้าตรงตามที่มาร์กไว้ทุกจุด

“ฉันยังเป็นแค่ไก่อ่อน คุณพ่อของนายถึงจะเรียกว่าของจริง” อีซึงฮุนพูดพลางถอดลูกกระสุนออกแล้วนำไปเก็บไว้ในกล่อง คิมฮันบินเองก็ทำเช่นเดียวกัน

“วันนี้มีนัดที่โรงแรมxx

“กับลูกค้าคนจีนใช่ไหม”

“ใช่ ทางนั้นติดต่อกับซึงยูนไว้แล้วล่ะ รอหมอนั่นมาประสานกับนายอีกที” คังซึงยูนนั้นเป็นทั้งคนที่ติดต่อกับลูกค้าและคนหาข้อมูลต่างๆ เป็นผู้ชายที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างได้ดีจนทั้งอีซึงฮุนและคิมฮันบินวางใจ

เมื่อกลับถึงบ้านและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ทั้งสองคนก็เข้าไปยังห้องทำงานของคิมฮันบินทันที และเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับคังซึงยูนที่นั่งรอพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน

“พี่ซึงยูน เขาเป็นลูกค้ารายใหม่ของเราใช่ไหม” คิมฮันบินเอ่ยถามคังซึงยูนก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นส่งมาให้ สายตาจ้องอ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดไปเรื่อยๆ

“ใช่ อย่างที่บอกว่าเป็นคนจีน แถมเสนอราคามาดี ฉันเลยอยากให้นายลองดู” คังซึงยูนว่าพลางหยิบใบสินค้าที่อีกฝ่ายต้องการมาให้อีซึงฮุนที่ยืนอยู่ด้านข้างคิมฮันบิน

“ของก็ไม่ได้หายากมาก แต่ราคาที่เสนอมาให้เนี่ย น่าสงสัย วันนี้เตรียมคนไว้เยอะหน่อย” อีซึงฮุนพูดขึ้นเมื่ออ่านใบเสนอราคาสิ้นค้าของอีกฝ่าย ทั้งสามคนคุยงานกันอีกสักพักก็พากันไปเตรียมตัวและออกรถเดินทางไปยังโรงแรมที่จองไว้ รถตู้สีดำสนิทแล่นเข้าสู่ลานจอดรถใต้ดินของโรงแรม

หางตาของอีซึงฮุนเห็นเงาใครบางคนแอบอยู่หลังเสาที่ห่างออกไป บางทีเขาอาจจะคิดไปเอง แต่เพื่อความปลอดภัย เขาจึงสั่งให้ลูกน้องคอยเฝ้าที่รถไว้สามคน และที่เหลือตามขึ้นไป เมื่อขึ้นลิฟต์มาถึง พวกเขาเดินเข้ามายังห้องอาหาร พบเพียงแค่คนอีกกลุ่มที่นั่งอยู่ด้านในสุดของห้อง เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะนั้นยังไม่มีคนนั่ง

“ไม่ใช่คนนั้นฮันบิน” คังซึงยูนกับกระซิบเบาๆ คิมฮันบินพยักหน้ารับ ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะเกือบด้านในสุด แรงสะกิดที่หัวไหล่ทำให้คิมฮันบินเงยหน้าหันไปมอง

“นายรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวฉันไปคุยโทรศัพท์ จีมินคอยดูด้วย ถ้ามีฝ่ายนั้นมาถึงให้โทรหาฉันไม่ก็ซึงยูนทันที เข้าใจนะ” ประโยคแรกอีซึงฮุนพูดกับคิมฮันบิน ส่วนประโยคหลังหันไปบอกกับลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างตนเอง พลางจับแขนคังซึงยูนเป็นบอกว่าเชิงให้ออกไปด้วยกัน

เมื่อออกไปได้สักครู่คังซึงยูนก็เดินกลับเข้ามาคนเดียว เขากำลังจะอ้าปากเรียกคิมฮันบิน แต่เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่กำลังเดินมาคังซึงยูนก็เบิกตาโต อีกฝ่ายเองก็ทำหน้าแปลกใจไม่แพ้กัน

“คิมจีวอน? ทำไมมาอยู่นี่ นัดกับฉันวันอื่นไม่ใช่หรือไง” เจ้าของชื่อคิมจีวอน เชคแฮนด์อีกฝ่ายพลางนำไหล่ชนกันตามประสาเพื่อนรัก ก่อนจะหันไปหาลูกน้องของตนเองที่ตั้งท่า เจ้าตัวโบกมือเป็นเชิงไม่มีอะไร

“ลูกค้านัดมา ป่านนี้ยังไม่เห็นหน้าเลยว่ะ สายไปยี่สิบนาทีแล้ว” ชายที่ชื่อคิมจีวอนว่าพลางยกนาฬิกาข้อมือเรือนสีเงินขึ้นดูเวลาก่อนจะถามกลับ “มาคนเดียว? กินข้าว?”

“มีคุยกับลูกค้าเหมือนกัน เออไปทำความรู้จักกับหัวหน้าฉันเลยก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆ อาจจะเสียมารยาทกับลูกค้านายไปหน่อย แต่ฉันไม่อยากเสียเที่ยว เพราะลูกค้าฉันก็ยังไม่มาเหมือนกัน” คังซึงยูนพูดก่อนจะพยักเพยิดไปที่โต๊ะของคิมฮันบิน

“ตามมา” คิมจีวอนพยักหน้ารับ

“ฮันบิน” คิมฮันบินหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นว่ามีคนที่ไม่รู้จักเดินมากับคังซึงยูน เขาจึงรีบยืนขึ้นก่อนจะโค้งให้อีกฝ่ายเล็กน้อย คิมฮันบินเลิกคิ้วก่อนจะสำรวคนตรงหน้าที่ดูจะอายุมากกว่า ใบหน้าคมคายนั้นดูใจดี สันกรามนั้นเด่น พอๆกับดวงตาเรียวเล็กของเจ้าตัว

“นี่คิมจีวอน เพื่อนฉัน ที่บอกว่าอยากติดต่อซื้อของกับเรา” รอยยิ้มที่อีกคนส่งมาให้นั้นดูอ่อนโยนจนฮันบินรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าแปลกๆ

“สวัสดีครับ ผมคิมฮันบิน”

“ฉันคิมจีวอน ยินที่ดีได้รู้จั” เมื่อคิมจีวอนเริ่มพูด เสียงโทรศัพท์ของคังซึงยูนก็ดังขึ้น ทำให้คังซึงยูนต้องยกมือขึ้นเป็นการขอโทษขอโพย คิมจีวอนพยักหน้ารับส่งๆก่อนจะยิ้มให้คิมฮันบินอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่มีปัญหาและเพราะสนิทกัน คังซึงยูนจึงไม่ได้ลุกออกไปรับสายข้างนอก

“ขอโทษที ฮัลโหลพี่ซึงฮุนอะไรนะ!! เดี๋ยว! นี่พี่อยู่ไหตู้ม!!!!

ตู้ม!!!!

เสียงดังจากในโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงด้านนอก ทำให้คังซึงยูนรวมไปถึงคิมจีวอนและคิมฮันบินเกิดอาการหูอื้นกะทันหัน ทั้งสามคนลุกลงมานั่งข้างล่างโดยอัตโนมัติ ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายรีบวิ่งกุลีกุจอออกไปดูสถานการณ์

และเพราะเสียงดังสนั่นและแรงสั่นสะเทือนเมื่อสักครู่นั้นทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าตอนนี้ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

เสียงสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้นกังวานทั้งอาคารยี่สิบชั้น พนักงานของโรงแรมวุ่นวายกันยกใหญ่ ทั้งสามคนสะบัดหัวไปมาคล้ายจะไล่อาการหูอื้อนี้ออกไป แม้มันจะบรรเทาลงมาบ้างแล้วก็ตาม สภาพห้องอาหารไม่ได้เสียหาย แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงสภาพด้านนอก

Shit! พี่ซึงฮุนบอกว่าระวังผู้ชายเสื้อฮู้ดสีเทา.. เฮ้ย จับมันไว้!!” คังซึงยูนพึมพำกับตัวเองก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นผู้ชายใส่ฮู้ดสีเทากำลังเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับจะโยนกระเป๋าใบหนึ่งมาด้านใน แต่เพราะลูกน้องของคิมฮันบินกรูกันเข้าไปกักตัวทำให้แรงที่โยนกระเป๋านั้นผ่อนลง กระเป๋าใบนั้นจึงหล่นอยู่แค่ที่หน้าประตู มือของผู้ชายที่ใส่ฮู้ดสีเทาทำท่าจะกดบางอย่างทำให้คิมจีวอนที่อ่านสถานการณ์ออกรีบเข้ามากดหัวคิมฮันบินให้ก้มลงใต้โต๊ะอาหาร ทางคังซึงยูนเองหมอบลงที่โต๊ะข้างๆกัน ก่อนที่จะตะโกนไปหาลูกน้องของตนเอง

“ออกห่างจากผู้ชายคนนั้น!!

ตู้ม!!!!

What the heck..

คิมจีวอนสบถออกอย่างหัวเสีย เขาไม่คิดว่าวันนี้แค่มาตามนัดกับลูกค้าจะซวยมาเจอระเบิดใกล้ตัวขนาดนี้! แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีอกแกร่งของคิมจีวอนก็มีหัวทุยๆของใครบางคนที่ตนเองกดลงมาแนบอยู่ เขาผ่อนแรงกดก่อนจะผละให้อีกคนหายใจหายคอได้สะดวกขึ้น คิมจีวอนได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายในระยะใกล้ คนที่เป็นหัวหน้าของเพื่อนหน้าตาดีถึงขั้นดีมาก ไม่ได้หวานจนเหมือนผู้หญิง แต่ก็เป็นผู้ชายที่ผิวดีมากๆ ใบหน้าที่ดูซื่อๆ กับดวงตาใสแจ๋วราวกับลูกแก้วนั้นพลางทำใจคิมจีวอนใจกระตุกเสียดื้อๆ

“ไม่เป็นอะไรนะ” คิมจีวอนพูดกับอีกฝ่ายก่อนจะเผลอตัวส่งมือหนาไปลูบหัวของอีกคนอย่างเอ็นดู โดยไม่รู้เลยว่าสร้างความลำบากใจให้กับอีกฝ่ายขนาดไหน คิมฮันบินที่ตอนแรกตกใจกับการที่โดนอีกฝ่ายดึงเข้ามากอด ตอนนี้กำลังสับสนว่าที่หัวใจเต้นระรัวขนาดนี้มันเพราะระเบิดหรือเพราะอะไรกันแน่ คนตัวเล็กเม้มปากก่อนจะตอบเสียงแผ่ว

“ค..ครับ” แม้จะรู้สึกว่าถูกลูบหัวอยู่เบาๆ แต่คิมฮันบินก็ไม่ได้โมโห ทั้งที่เป็นคนที่พึ่งเคยเจอหน้ากันไม่กี่นาที ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโดนตอกกลับไปแล้ว

คังซึงยูนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรี่ตามองทั้งสองคนก่อนจะจุดยิ้มที่มุมปาก

“อยู่นี่ไปก่อน เดี๋ยวฉันไปหาอีซึงฮุน” คังซึงยูนพูดก่อนจะลุกออกไปจากห้องอาหาร โดยไม่ได้หันกลับมามองอีก เพราะเขารู้ว่าคิมจีวอนดูแลคิมฮันบินได้แน่ๆ กับสถานการณ์เร่งด่วนแบบนี้ ถ้าไม่มีอีซึงฮุนคอยคุม อย่างน้อยเขาก็ต้องคอยคุมแทน ไม่อย่างนั้นเรื่องคงไม่คลี่คลายลงง่ายๆ

 

 

 

 

 

“นายรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวฉันไปคุยโทรศัพท์ จีมินคอยดูด้วย ถ้ามีฝ่ายนั้นมาถึงให้โทรหาฉันไม่ก็ซึงยูนทันที เข้าใจนะ” อีซึงฮุนเดินออกมาจากห้องอาหารพร้อมกับคังซึงยูน ความจริงเขาไม่ได้จะคุยโทรศัพท์ แต่ต้องการจะคุยบางอย่างกับคังซึงยูนโดยที่คิมฮันบินไม่รู้เรื่องต่างหาก เขาเดินนำอีกฝ่ายมายังห้องน้ำ

“มีคนด้อมๆมองๆอยู่แถวนี้ เห็นหรือยัง” อีซึงฮุนเปิดประเด็นที่ตนเองสงสัยทันที เขาต้องการที่จะยืนยันความคิดตัวเองว่าเขาไม่ได้คิดไปเองหรือระแวงมากไป แต่มันมีคนกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่จริงๆ

“เห็น ก็นึกว่าคิดไปคนเดียวนะเนี่ย” อีซึงฮุนถอนหายใจก่อนจะจึ้ปากออกมา ร่างสูงยืนคิดอะไรอยู่สักพักก่อนจะพูด

“เดี๋ยวนายสั่งให้คนของเราขึ้นมาคุ้มกันหน้าประตู ส่วนนายก็เข้าไปคอยดูฮันบิน เดี๋ยวฉันสั่งการอยู่ข้างนอกเองหรือถ้ามีอะไรฉุกเฉิน นายคุมแทนฉันได้เลย” คังซึงยูนพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำพร้อมกันทั้งคู่ ในขณะที่คังซึงยูนเดินเข้าห้องอาหารไปแล้ว อีซึงฮุนกำลังจะเดินตามเข้าไป แต่หางตาดันไปเห็นชายคนเดิมอยู่ไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่ เขาจึงทำเป็นตรวจเช็คของที่ร่างกายตัวเอง ราวกับว่าตัวเองลืมของ ก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำที่เพิ่งเดินออกมา ทันทีที่เข้าไป เขาเปิดก๊อกน้ำทำทีเป็นล้างมือ ไม่ทันไรประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับชายคนเดิมที่เห็นเมื่อสักครู่ อีซึงฮุนยังคงทำเป็นจัดทรงผมของตัวเอง เพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย แต่มือข้างซ้ายก็กุมอาวุธที่เหน็บไว้ในเสื้อกั๊กไว้ เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ เขาไม่รอให้อีกคนได้ลงมืออะไรก่อน อีซึงฮุนยกมีดจี้ที่คออีกฝ่ายทันที

!!!

“จะบอกฉันดีๆหรือเปล่าว่าใครส่งนายมา” อีซึงฮุนถามเสียงเข้ม อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะทำท่าลุกลี้ลุกลน

 “บอกฉันมา!” อีซึงฮุนตวาดพร้อมกับถีบอีกฝ่ายที่ท้องแบบเต็มแรง ทางนั้นที่ไม่ทันได้ตั้งรับก็หงายหลังล้มตึง อีซึงฮุนเตะเข้าที่สีข้างอีกฝ่ายอีกสองสามครั้งก่อนที่มือเรียวจะจิกผมคนตรงหน้าให้หันมาสบตาตนเอง

เขาประเมิณอีกฝ่ายสูงไปหรือมันจงใจยอมให้เขาซ้อม?

“ว่าไง จะพูดหรือไม่พูด” อีซึงฮุนแกล้งกดมีดลงไปในผิวเนื้อ เลือดสีแดงสดค่อยๆซึมออกมาตามรอยกด อีกฝ่ายส่ายหน้า เขาพลันเห็นน้ำใสหยดลงตามแรงโน้มถ่วงหายไปกับเส้นผมของอีกฝ่าย

“ร้องไห้ทำไม” อีซึงฮุนเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายน้ำตาไหลออกมา คนๆนี้ไม่ได้อยากจะทำ หรือจงใจจะเล่นตบตากันแน่ ความคิดต่างๆนานาโลดแล่นในหัวอีซึงฮุนเต็มไปหมด

“โดนบังคับ?” อีกฝ่ายอึกอักก่อนจะพยักหน้า

ทำไมถึงยอมบอกกันง่ายๆแบบนี้?

หรือจะโดนบังคับมาจริงๆ เพราะท่าทางดูเป็นเพียงแค่เด็ก อายุไม่น่าจะเกินสิบแปดด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้ไง เขาถึงได้ใจอ่อนไม่ลงมือปลิดลมหายใจอีกฝ่ายทิ้งตั้งแต่ได้ก้าวเข้ามาในนี้

“บอกแผนของนายมา”

“เขาให้ผมมาวางระเบิด!!” อีกฝ่ายตะโกนลั่นอย่างหมดความอดทน ก่อนจะโยนบางสิ่งบางอย่างในมือออกไป แล้วส่งเสียงร้องไห้หนักกว่าเมื่อตอนแรก “เขาฟังผมอยู่ ฮึก.. เขารู้ว่าผมทำไม่ได้ เขาจะระเบิดผมด้วย.. ฮึก”

 “นายไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม” อีซึงฮุนประคองให้อีกฝ่ายนั่งพิงกำแพงห้องน้ำดีๆ ก่อนจะก้มลงถาม อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตาก่อนจะตอบเต็มเสียง แววตาสั่นระริกมีแต่ความกลัวอยู่ในนั้น

“ไม่ครับ”

คนเราเมื่อรู้ว่าตัวเองจะตายก็เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือกนั่นแหละ

“ระเบิดนั่นอยู่ไหน” อีซึงฮุนถามพลางค้นตัวอีกฝ่าย แต่เขากลับไม่พบอะไรเลย คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน

“นาฬิกาของผม” อีกฝ่ายยกแขนข้างที่โดนเขาเตะขึ้นมาอย่างไม่มีแรง เห็นแบบนั้นพลางทำให้รู้สึกผิดในใจขึ้นมาตะหงิดๆ

“มันทำงานยังไง”

“ถ้าถอดออกมันจะระเบิดในห้าวินาทีครับ”

“ขอฉันคิดแป๊บ..เดี๋ยวนาเฮ้ย! นั่นพวกนายหรอ! ไม่ได้มีนายคนเดียวที่มาหรือไง!!!” อีซึงฮุนที่กำลังจับๆนาฬิกาของเด็กตรงหน้าเหลือบไปเห็นผู้ชายอีกคนที่ใส่ชุดเหมือนกับเด็กคนนี้ยืนอยู่นอกห้องน้ำ พอเขาหันไป อีกฝ่ายก็วิ่งออกไปทันที

ทำไมไม่คิดให้รอบคอบวะ!

ในเมื่อเด็กนี่บอกว่าพวกนั้นรู้ว่าเด็กนี่ต้องทำพลาด แสดงว่ามันต้องส่งมาอีกคนแน่ๆ!

Ah… Fuck

เขากำลังอารมณ์เสียแบบสุดๆ

มือเรียวกดโทรศัพท์ในมือโทรหาคังซึงยูน โชคดีของเขาที่อีกฝ่ายรับสายไวอย่างเช่นทุกครั้ง

ติ๊ด!

“เฮ้ย! ระวังผู้ชายเสื้อฮู้ดสีเทา มันมีระเบิด!” อีซึงฮุนลืมกดวางสายในตอนที่พูดจบ เขาจับแขนของเด็กที่กำลังนั่งพิงกำแพงมาบาดไหล่ของตนเอง

“นายจะรีบถอดทำไมวะ ทำไมไม่รอฉันก่อน!” อีซึงฮุนพูดอย่างหัวเสียเมื่อไม่เห็นนาฬิกาที่ข้อมืออีกฝ่าย แต่ดันอยู่ในมือแทน เขารีบโยนนาฬิกาไปในห้องน้ำห้องในสุดแล้ววิ่งออกมาทันที

พับผ่าเหอะ.. ถ้าช้ากว่านี้ร่างแหลกเป็นจุนไปแล้ว

ก็เสียงติ๊ดเมื่อกี้มันเสียงระเบิดทำงานไงเล่า!

ตู้ม!!!!

จะว่าโชคดีก็อาจจะใช่ที่พวกนั้นไม่ได้ใช้ระเบิดชนิดรุนแรงอะไรมาก แต่ก็รุนแรงขนาดที่ ถ้าหากอยู่ใกล้รัศมีห้าเมตรก็ไม่มีสิทธิ์รอด ขอบคุณขายาวๆของตัวเองจริงๆ

อีซึงฮุนพาอีกฝ่ายไปยังหน้าบันไดหนีไฟ กะจะพาลงไปยังลานจอดรถก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีอีกคนที่รอด แต่ยังไม่ทันได้หันหลังกลับ เสียงเดิมก็ดังขึ้นมาอีก

ตู้ม!!!!

อีซึงฮุนหันไปมองอย่างใจเสีย

มันระเบิดในห้องอาหาร!

 

 

 

 

 

“อีซึงฮุน!!!” คังซึงยูนเมื่อวิ่งออกมาจากห้องอาหารก็พบกับสภาพห้องน้ำที่พังทลายจนแทบจำสภาพไม่ได้ เมื่อหันมาทางขวาก็พบกับอีซึงฮุนที่วิ่งหน้าตั้งมาทางเขาด้วยใบหน้าซีดเซียว

“ผมกับฮันบินไม่ได้เป็นไร แล้วทางพี่ว่าไง” อีกฝ่ายพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะถามกลับโดยไม่ได้ตอบอะไรออกไป

“จับได้หรือเปล่า” อีซึงฮุนหมายถึงผู้ชายที่ใส่ฮู้ดสีเทาที่บอกไปทางโทรศัพท์

“จับได้คนหนึ่ง แล้วหมอนั่น?” อีซึงฮุนหันไปมองเด็กที่เขาพามาด้วยแต่ดันสลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาถอนหายใจ อยากจะเตะมันอีกสักครั้ง

“เออ แต่หมอนี่โดนบังคับมา จับไปขังก่อน แต่ยังไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวฉันคุยเอง ส่วนคนที่นายจับได้ เชิญแงะปากตามสะดวก ล้วงข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องนี้ บอกฮันบินไปแค่ว่าเออว่าไงก็แล้วแต่เหอะ ขอให้ฮันบินไม่ต้องรู้ว่ามีคนมาลอบทำร้ายก็พอ แม่ง! เสียงออดเตือนภัยแม่งโคตรหนวกหูเลย น้ำที่โปรยมาดับไฟนี่ก็ปล่อยลงมาอยู่ได้ ดับไฟหรือฝนตกวะ! หงุดหงิดโว้ย!!!!” คังซึงยูนยืนมองอีซึงฮุนอย่างอึ้งๆ เขาไม่ค่อยได้เห็นอีซึงฮุนให้โหมดหงุดหงิดจนพาลทุกอย่างรอบตัวแบบนี้มานานแล้ว ส่วนมากจะเป็นเรื่องของคิมฮันบินเสียส่วนใหญ่

เพราะอีซึงฮุนรักคิมฮันบินมากน่ะสิ ก็เป็นเหมือนน้องชายและญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของตัวเองเลยนี่ แต่คังซึงยูนอยากจะรู้นักว่าอีซึงฮุนจะให้เขาปิดเรื่องต่างๆพวกนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ คิมฮันบินไม่ใช่เด็กๆแล้ว เขาโตพอที่จะรับรู้และรับมือกับเรื่องราวพวกนี้ แถมยังเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มอีกต่างหาก การปิดบังเรื่องแบบนี้กับหัวหน้าก็ถือว่าจะเกินไปหน่อย แต่เขาเองก็เข้าใจความเป็นห่วงของอีซึงฮุน

คนกลางอย่างเขาเนี่ยแหละ ที่ลำบากใจไม่แพ้กัน

 

 

 

 

 

การคุยเรื่องงานถูกยกเลิกไปเมื่อชั่วโมงก่อน แต่กว่าจะพาคนที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลและเคลียร์เรื่องต่างๆกับตำรวจก็กินเวลาไปมากโข ตอนนี้นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้มกลายเป็นยามวิกาล เหล่าเมฆบดบังความสว่างของดวงจันทร์จนเกือบหมด

และคิมฮันบินที่นั่งอยู่บนรถยนต์สีขาว เป็นคันที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้เท่าไหร่

ตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดี

ก่อนหน้านั้น คิมฮันบินเพิ่งจะกลับถึงบ้าน แต่เขากำลังจะออกไปสนามแข่ง แล้วอยู่ดีๆโทรศัพท์อีซึงฮุนก็มีสายโทรเข้ามา อีกคนทำหน้าเครียดจนคิมฮันบินรู้สึกกังวล แต่อีซึงฮุนก็วางสายไปโดยไม่ได้ปริปากพูดสักคำ 

“ฮันบิน คืนนี้ไปนอนโรงแรมเดิมกับไอ้จีมินนะ เดี๋ยวฉันตามไป”

อีซึงฮุนบอกเพียงแค่นั้นแล้วก็สั่งให้เขาใช้รถคนนี้ ส่วนตัวเองยืมรถมอเตอร์ไซต์ของลูกน้องสักคนขับออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ในตอนนี้ภายในรถเงียบกริบจนได้ยินเสียงของเครื่องปรับอากาศดังแผ่วๆ เหล่าลูกน้องต่างลอบกลืนน้ำลาย พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้หัวหน้าของตัวเองนั้นกำลังอารมณ์คุกกรุ่นขนาดไหน

“ปาร์คจีมิน”

“คครับ”

 “บอกฉันมาว่ามีเรื่องอะไร” เป็นคำถามที่ปาร์คจีมินไม่อาจตอบได้ เพราะตัวเขาเองก็ถูกอีซึงฮุนผู้เป็นรองหัวหน้าสั่งมาอีกทอดหนึ่ง

“ผมไม่ทราบจริงๆครับ ผมถูกพี่ซึงฮุนสั่งมาอีกทีว่าให้พานายไปโรงแรมเดิมที่เราเคยไป” คำตอบที่ได้รับไม่อาจไขข้อสงสัยได้ คิมฮันบินจึงกำลังสะกดอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเอง เขารู้ว่าอีซึงฮุนคงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง แต่อย่างน้อยเขาก็อยากให้อีกคนรู้ว่าเขาเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มแล้ว เขาไม่ใช่ลูกแหง่ที่อีกคนต้องมาคอยประคบประหงมตลอดเวลาอีกต่อไป

หรือไม่ในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน อีซึงฮุนควรจะบอกอะไรกับฮันบินสักคำ

รถยนต์คันหรูสามคันแล่นเข้ามาที่ลานจอดรถข้างโรงแรม คิมฮันบินก้าวขาลงรถอย่างเอื่อยเฉื่อย ตลอดทางการมาโรงแรมนั้นทำให้ใจของเขาสงบลงได้แค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น คิมฮันบินเดินไปยังล็อบบี้เพื่อเช็คอินเข้าพัก พนักงานสาวคนเดิมแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ได้โทรมาจองไว้ก่อนอย่างทุกที

“ขออภัยจริงๆนะคะคุณคิม มีว่างอยู่ไม่กี่ห้องที่ชั้นบนสุดค่ะ เป็นห้องวีไอพี ราคาสูงกว่านิดหน่อย ขออภัยในความไม่สะดวกนี้ด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ทางผมเองที่ไม่ได้มาจองก่อนล่วงหน้า คราวนี้เตรียมให้ผมแค่ห้องเดียวก็พอครับ” ชื่อในการเช็คอินนั้นเขาไม่ได้ใช้ชื่อตัวเองแต่ใช้ชื่ออื่นแทน  พนักงานสาวรับการ์ดสีดำจากคิมฮันบินไปจัดการก่อนจะยื่นกุญแจห้องมาให้

“ชั้นที่ยี่สิบนะคะ ห้องสองศูนย์ศูนย์สอง เดินออกจากลิฟต์ห้องจะอยู่ทางซ้ายมือค่ะ”

“ครับ” คิมฮันบินพยักหน้ารับและหันมามองลูกน้องของตัวเองที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทุกคนก้มหน้ามองพื้นราวกับมีความผิด คิมฮันบินหันไปมองหน้าปาร์คจีมิน อีกฝ่ายไม่ได้หันหนีแต่อย่างใด

“ตามไปช่วยพี่ซึงฮุนให้หมด ไม่ต้องอยู่คุ้มกันฉัน”

“แต่ว่านายครับ

“ต้องให้ย้ำกฎกันตรงนี้ใช่ไหม”

กฎที่ว่า คำสั่งของหัวหน้าถือว่าเด็ดขาด

“ทราบแล้วครับ” ปาร์คจีมินก้มหัวให้หัวหน้าของเขาก่อนจะพาลูกน้องทุกคนออกจากล็อบบี้ไป เขาไม่อาจวางใจให้เจ้านายของตนอยู่คนเดียว ปาร์คจีมินสั่งให้ลูกน้องสองคนแอบไปเฝ้าคิมฮันบินอยู่ห่างๆ และคนที่เหลือก็แยกกันไปตามหาตัวรองหัวหน้ากันที่บ้านใหญ่และสนามแข่ง

หลังจากที่คิมฮันบินขึ้นมายังชั้นที่ยี่สิบแล้ว ขาเรียวเดินไปยังห้องของตัวเอง เมื่อไขกุญแจเข้าไปในห้อง เขาเสียบคีย์การ์ดและกดล็อคกลอนทันที คิมฮันบินถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าต้องมีลูกน้องตามมาเฝ้าเขาแน่นอน

คนพวกนั้นหัวดื้อพอๆกับอีซึงฮุน

“ทำไมในเวลาแบบนี้ผมถึงติดต่อพี่ไม่ได้” คิมฮันบินพูดกับตัวเองพลางกดโทรศัพท์ในมือ สายที่โทรออกยังคงเป็นเบอร์เดิมก็คือเบอร์ของอีซึงฮุน เขาลองโทรหาลูกน้องบางส่วนที่มีเขาบันทึกเบอร์ไว้แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นอีซึงฮุนเลยสักคน

จิตใจที่ว้าวุ่นและมัวแต่กดโทรศัพท์ทำให้คิมฮันบินที่เพิ่งเข้าห้องพักไม่ได้เดินสำรวจให้ดี เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าที่ห้องอาบน้ำนั้นมีใครบางคนกำลังใช้งานอยู่ แม้แต่เสียงน้ำไหลคิมฮันบินก็ไม่แม้แต่จะได้ยินมันเพราะสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่ๆเดียว

แอ๊ด..

“ใครน่ะ”

!!!

คิมฮันบินผวาเฮือกโทรศัพท์แทบหลุดมือเมื่อได้ยินเสียงใครคนอื่นอยู่ภายในห้อง เขายังไม่หันไปในทันที มือเล็กหยิบอาวุธที่อยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อสูทก่อนจะหันพรึบไปทางต้นเสียงและเล็งปืนไปทางนั้นด้วย

“หืม” เมื่ออีกฝ่ายเห็นปืนหันมาเล็งใส่ตัวเองก็แปลกใจ และสิ่งที่ทำให้ตกใจมากกว่าเดิมก็คนคนถือมันต่างหาก

“คิมฮันบิน?”

..คุณ..คุณคิมจีวอน” ร่างเล็กรีบลดปืนลงก่อนจะเก็บมันเข้าในเสื้อที่เดิม ยืนปากพะงาบๆอย่างรู้สึกผิดที่หันปืนใส่ลูกค้าของตนเอง “ขอโทษทีครับ”

“ไม่เป็นไรๆ ว่าแต่นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง” คิมจีวอนพูดพลางเดินเข้ามาใกล้โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าตนเองมีแค่ผ้าขนหนูผืนเดียวปิดบังกาย

คิมจีวอนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีเท่ากับคังซึงยูนและอีซึงฮุน ร่างหนาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่พอเหมาะพองามเพราะออกกำลังกายทุกวัน กล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงตัวสวยนั้นในตอนนี้มันพราวไปด้วยหยดน้ำแพรวพราว

คิมฮันบินก้มหน้าลงหาที่วางตาแห่งใหม่ เพราะถ้าหากมองไปที่คนตรงหน้าต่อไป เขาคงได้รู้สึกร้อนๆที่หน้าจนทนไม่ไหวแน่ๆและคิมฮันบินก็เพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายได้ถามคำถามตนเองมา หากตอบตอนนี้ยังจะทันอยู่มั้ยนะ

“ผมเพิ่งเช็คอินเข้าเมื่อกี๊นี้เองครับ”

“ลิซ่าลืมอีกแล้วสินะ ฉันขอโทรศัพท์แปปนะ”

“ครับ” เมื่อคิมฮันบินตอบเช่นกัน คิมจีวอนจึงกดโทรศัพท์ต่อสายตรงไปถึงพนักงานสาวที่คอยต้อนรับลูกค้าอยู่ที่ล็อบบี้

“ลิซ่า เธอให้ลูกค้าเช็คอินห้องสองศูนย์ศูนย์สองหรอ ลืมแล้วหรือไงว่าฉันใช้อยู่”

ดิฉันขอภัยจริงๆค่ะท่านประทาน เพราะคุณมีกุญแจสำรองห้องนนั้น แถมตอนเย็นดิฉันก็ลืมเขียนโน้ตแปะเอาไว้อีก ขออภัยในความสะเพร่าของดิฉันด้วยค่ะ

“ดีที่คราวนี้ฉันรู้จักกับคิมฮันบินอยู่แล้วนะ เลยคุยกันง่ายหน่อย เธอก็อย่าลืมมาขอโทษเขาก็แล้วกัน แค่นี้แหละ” คิมจีวอนวางสายทันทีที่พูดจบ ป่านนี้ลูกน้องของเขาคงเสียขวัญไปใหญ่แล้ว

“ฝากบอกเขาด้วยนะครับ ว่าผมไม่ได้คิดอะไรมาก” คิมฮันบินพูดขึ้นก่อนจะยิ้มให้คนตรงหน้า เพราะเมื่อสักครู่ได้ยินว่าให้ทางพนักงานสาวมาขอโทษเขาอีกครั้ง

“งั้นคราวนี้นายไม่ต้องจ่ายค่าพักนะ ถือซะว่าชดเชยเรื่องนี้ได้หรือเปล่า”

“ผมยังไงก็ได้ครับ ขอบคุณมาก เอ่อ งั้นเดี๋ยวผมนอนโซฟาก็ได้ครับ คุณจีวอนเชิญนอนด้านในได้เลย” คิมฮันบินว่าพลางนั่งลงบนโซฟาที่อยู่ใกล้ประตู

“ไม่ต้องหรอก มีอีกห้องหนึ่งเชื่อมกันอยู่นะ นายก็นอนข้างในไปเลย ฉันจะไปนอนอีกห้องหนึ่งเอง” คิมจีวอนพูดก่อนจะเดินไปเปิดประตูที่เชื่อมกันอยู่ให้คิมฮันบินเห็นว่ามันมีอีกห้องหนึ่งจริงๆ

“เดี๋ยวฉันไปใส่เสื้อผ้าก่อน แล้วจะมานั่งคุยด้วยนะ” คิมจีวอนพูดยิ้มๆก่อนจะเดินเข้าอีกห้องไป

คิมฮันบินที่นั่งอยู่ที่โซฟาคนเดียวก็กลับมากดโทรศัพท์ พยายามต่อสายหาพี่ชายตนเองต่อไป นานจนไม่รู้ตัวว่าคิมจีวอนได้เดินออกมาจากอีกห้องหนึ่งแล้ว

“นายดูกังวลนะ”

!!!

“ตกใจหรอ ขอโทษทีๆ” คิมจีวอนพูดขอโทษอย่างขำๆเมื่อเห็นคิมฮันบินสะดุ้งเฮือก

“คุณจีวอนอย่ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงสิครับ”

“นายจะเรียกฉันว่า คุณ แบบนี้ตลอดไปเลยหรอ เรียกฉันว่าพี่สิ”

“พี่.. จะดีหรอครับ” คิมฮันบินรู้สึกคันยุบยิบในใจแปลกๆ ที่ต้องมาเรียกคนที่ติดต่อเรื่องงานด้วยคำสนิทชิดเชื้อแบบนี้

“ไหนลองเรียก พี่จีวอน สิ” คิมจีวอนพูดยิ้มๆก่อนจะนั่งลงบนพื้นที่ว่างข้างๆคิมฮันบินโดยเว้นระยะไว้พอสมควร

“พ..พี่จีวอน”

“เก่งมาก เด็กดี” คิมจีวอนลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู คิมฮันบินเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขารู้สึกแปลกๆในใจ ราวกับใบหน้าถูกเผาไหม้ด้วยอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น บริเวณที่มืออีกฝ่ายสัมผัสอยู่ก็อุ่นขึ้นมาเสียจนอยากให้สัมผัสนั้นคงอยู่ตลอดไป

คิมจีวอนเองก็ยิ่งได้ใจเมื่อเห็นว่าคิมฮันบินไม่ได้ปฏิเสธ เขาผละมือออก ก่อนที่ตาเล็กของเขาจะเหลือบไปเห็นเบอร์ที่อีกฝ่ายกดค้างไว้

“นายจะโทรหาใครหรือเปล่า เห็นดูเครียดๆตอนฉันออกมา” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายทัก คิมฮันบินก็รีบโทรหาเบอร์ของอีซึงฮุนต่อทันที แต่ปลายสายที่ตอบกลับมาก็เห็นระบบอัตโนมัติอีกเช่นเคย แม้แต่เบอร์ของคังซึงยูนก็เหมือนกัน

“พี่ชายผมน่ะครับ ติดต่อไม่ได้มาสักพักแล้ว” คิมฮันบินพูดพลางกดโทรออกเบอร์เดิมซ้ำๆ

 

 

 

 

 

เขารู้สึกผิดต่อคิมฮันบิน

เรื่องมันเริ่มจากที่คังซึงยูนบอกโทรมาบอกอีซึงฮุนว่ามีพวกไหนไม่รู้มีมาคอยสอดแนมอยู่แถวบ้านใหญ่ และก็มีพวกไหนอีกสักพวกมาทำลายร้านอาหารของคิมฮันบิน ทันทีที่เขาได้รู้ข่าว อีซึงฮุนก็ให้คิมฮันบินไปหลบซ่อนตัวอยู่โรงแรมโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรให้ฟังสักอย่าง เขาคิดว่าหากได้กลับไปล่ะก็จะต้องโดนบ่นจนหูชาไปสามวันแปดวันแน่ๆ

และเมื่อเขาวางสายจากคังซึงยูนในตอนนั้น เขาก็ใช้รถมอเตอร์ไซต์ของลูกน้องสักคนขับมายังร้านอาหารนี้ทันที มีพวกลูกน้องมาถึงก่อนเขาแล้ว เหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร เขาลงจากรถและเข้าไปตะลุมบอนด้วยทันที

ตุบ! ผลัวะ!

ปัง!

“เชี่ย ระวังปืนด้วย!!” เสียงคังซึงยูนตะโกนลั่น

เพราะความต่างของสีเสื้อทำให้แยกได้ง่ายว่าใครเป็นพวกไหน

เวลาผ่านไปคนของอีกฝ่ายเริ่มถอยกลับออกไป ทำให้คนของอีซึงฮุนที่มาเสริมค่อยๆทยอยเข้ามาช่วยได้ และไม่นานเสียงจากด้านนอกร้านก็เงียบลง

อีซึงฮุนนั่งพิงหลังโต๊ะอาหารที่ถูกจับตะแคงข้างเพื่อเป็นปราการป้องกัน ส่วนคังซึงยูนเองก็นอนอยู่ใต้โต๊ะอาหารตัวยาวไม่ไกลกันนัก สภาพทั้งสองคนสะบักสบอม คนอื่นๆเองก็ไม่ต่างกัน ใบหน้ามีแต่รอยช้ำและเลือดออก ตามชุดมีแต่รอยฝุ่น

 “พวกมันไปแล้วครับ” เสียงลูกน้องคนหนึ่งที่เสี่ยงเดินออกไปดูยังหน้าร้านตะโกนเข้ามาข้างใน อีซึงฮุนตะโกนสั่งให้คนของเขาทุกคนเก็บปืนและไปช่วยพยุงพวกพ้องที่บาดเจ็บ ให้พากันไปยังโรงพยาบาล เหตุการณ์ชุลมุนอยู่สักพักก็เงียบลงเพราะไม่มีใครอยู่ด้านในร้านอีกแล้ว

ยกเว้นแต่อีซึงฮุนและคังซึงยูนที่ยังอยู่ที่เดิม

ตอนนี้สายตาของอีซึงฮุนเริ่มพล่ามัว ไม่แน่ใจว่าเพราะเลือดหรือเพราะเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก แต่เขาก็ไม่สามารถเช็ดมันออกได้เพราะตอนนี้เขาใส่หมวกกันน็อคเอาไว้อยู่

จะเอาเวลาไหนมาถอดมันออกกันล่ะ

“พรุ่งนี้ต้องรู้ให้ได้ว่าแม่งพวกไหน” คังซึงยูนพูดก่อนจะถุยน้ำลายที่มีเลือดเจือปนอยู่ลงบนพื้น มือขาวลูบบริเวณโหนกแก้มที่มีรอยแตกและรอยช้ำประปราย ก่อนจะเขยิบมานั่งข้างๆอีซึงฮุน

“วันนี้มันวันอะไร ทำไมมีแต่เรื่องวะ” คังซึงยูนบ่นพลางลูบไปตามแผลบนตัวและปัดฝุ่นออกจากตัวเองไปด้วย

“จัดการเรื่องร้านนี่ด้วย แล้วก็อย่าบอกฮันบินเรื่องนี้ มันไม่จำเป็นต้องให้ถึงมือหัวหน้า เข้าใจใช่มั้ย” ดีหน่อยที่ครั้งนี้คังซึงยูนพยักหน้าตอบรับคำขอที่เอาแต่ใจของเขาอีกครั้งแต่โดยดี

เอาเข้าจริงมันก็เป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของอีซึงฮุน

เขาแค่ไม่อยากให้น้องชายต้องมาเสี่ยงอันตรายมากเกินไป แม้อีกคนจะมีศักดิ์เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มก็ตาม

 “และเดี๋ยวเรื่องแทรกแซง ฉันจัดการเอง ฉันเป็นคนเดียวที่พวกมันไม่เห็นหน้า” อีซึงฮุนล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก็พบกับบุหรี่อีกมวลหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ และกุญแจรถที่ไม่ได้หล่นหายไปพร้อมกับโทรศัพท์

คังซึงยูนที่ได้ยินอย่างนั้นทำท่าจะปฏิเสธ

“เฮ้ย แต่

“เรื่องนี้ก็ห้ามบอกฮันบินด้วยเหมือนกัน” อีซึงฮุนตวัดสายตาบังคับกลายๆไปให้คังซึงยูน อีกฝ่ายเมื่อเห็นอย่างนั้นก็ต้องถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้ารับไปแบบจำยอม เพราะถ้าหากคนหัวดื้อแบบอีซึงฮุนได้ตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว จะให้ช้างกี่เชือกมาฉุดก็คงไม่อยู่

“เดี๋ยวไปสนามแข่งต่อ เผื่อแม่งส่งคนไปป่วนสนาม”

“พี่ควรไปทำแผลก่อน”

“ไม่ต้อง ไม่ได้เป็นไรมาก” 

“อย่างน้อยก็ให้ผมขับให้เถอะพี่” คังซึงยูนพูดออกมาอย่างขอร้อง เพราะสภาพของอีซึงฮุนตอนนี้มันไม่น่าดูเลยสักนิด แม้จะใส่หมวกกันน็อคอยู่ แต่เขาก็สังเกตเห็นได้

“เออ” อีซึงฮุนตอบตกลง เพราะดูเหมือนดวงตาของตัวเองเริ่มจะหนักอึ้งขึ้นไปทุกที แค่พยายามสั่งตัวเองให้ยืนตรงก็ยากพอแล้ว คังซึงยูนที่เห็นท่าไม่ดีเดินมาจับแขนของอีกคนให้พาดไหล่ก่อนพากันเดินไปยังรถมอเตอร์ไซต์คันที่อีซึงฮุนใช้ขับมาอย่างทุลักทุเล

“ยืนไหวใช่ปะ”

“เออน่า”

คังซึงยูนก้าวขาขึ้นคร่อมก่อนจะสตาร์ทรถ เขาหันไปพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นสัญญาณบอกให้ขึ้นมาได้ ร่างผอมก้าวขึ้นคร่อมก่อนจะทิ้งตัวลงพิงหลังคนขับ ปล่อยให้ใบหน้าแนบอยู่กับไหล่ของอีกคน

“ระวังตก” ไม่รอช้า คังซึงยูนออกรถทันทีที่พูดจบ แถมตลอดทางยังต้องปล่อยมือข้างหนึ่งมาคอยจับคนข้างหลังอยู่ตลอด คังซึงยูนใช้เวลาเกือบๆครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงสนามแข่ง

แม้รถจะเป็นคันที่ไม่คุ้นตา แต่คนขับเป็นคนคุ้นเคย คนเฝ้าประตูจึงเปิดให้ผ่านไปอย่างง่ายดาย คังซึงยูนขับรถไปจอดยังข้างออฟฟิศ ยังไม่ทันที่คนขับจะได้หันหลังไปปลุก แต่คนซ้อนกลับชิงลงจากรถไปก่อนหน้านั้นพร้อมกับถอดหมวกกันน็อคที่ตนใส่ ส่งมายัดใส่สมือคนขับอีก

“ขอบใจมากที่มาส่ง นายก็เอาคันนี้กลับไปนั่นแหละ” อีซึงฮุนใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดเลือดออกจากหน้าผากตนเองในตอนที่ถอดหมวกออก ทำให้คังซึงยูนเห็นเพียงรอยช้ำและรอยเลือดซิบบนบริเวณต่างๆบนใบหน้าของอีซึงฮุนเท่านั้น  อีกฝ่ายลังเลสักพักก่อนจะรับหมวกจากมือร่างผอมไปใส่และขับออกไป

“เอ้าพี่ วันนี้มาไวจัง” เสียงลูกน้องที่เดินออกมาจากออฟฟิศดังขึ้น อีซึงฮุนหันไปยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะพูด

“เอากล่องทำแผลตามไปให้ด้วย” อีซึงฮุนพาร่างกายอันหนักอึ้งของตัวเองไปยังโซนวีไอพี เขาคิดว่าตอนนี้อาจจะยังไม่มีใครเข้ามา แต่ที่ตรงนั้นกลับมีชายหนุ่มสามสี่คนนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“พี่ซึงฮุน หวัดดีพี่” เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปเจอร่างสูงผิวสีแทนคนเดิมเมื่อวันก่อนยืนอยู่ข้างๆผู้ชายที่ทักทายเขาเมื่อสักครู่

“ทำไมนายถึงหน้าซีดแบบนี้ล่ะ” ซงมินโฮเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้กับร่างผอมของอีกคน ก่อนจะส่งมือหนาไปอังบนหน้าผากมน “ตัวก็เย็นนี่นา”

“ไม่มีอะไร..

!!!!

ทันทีที่พูดจบร่างผอมของอีซึงฮุนก็ล้มลงกับพื้น ซงมินโฮตกใจมาก เขารีบพยุงให้อีกฝ่ายพิงเข้ากับอกแกร่ง มือหนาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่หน้าท้องของร่างบาง

เมื่อยกขึ้นมาดูก็พบกับของเหลวสีแดงสดเปื้อนอยู่เต็มฝ่ามือ

“ทำใจดีๆไว้!!!

 

 

 

 

 

คิมฮันบินที่นั่งเหม่ออยู่บนโซฟามาเกือบชั่วโมง เมื่อได้ฤกษ์ขยับร่างกาย มือเล็กหยิบซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงออกมา แต่พบว่ามันเป็นของอีซึงฮุน

บุหรี่มวลดำที่รสชาติเผ็ดร้อน

“นายสูบด้วยหรอ?”

“ของพี่น่ะ”

ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบ เสียงโทรศัพท์ของเจ้าของโรงแรมก็ดังขึ้น

ร่างบางเหล่มองอีกคนกดรับสาย

“อยู่ไหนนะ!?” คนที่แอบฟังอยู่สะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายโพล่งออกมาเสียงดัง

“ไปทำไมโรงพยาบาล ใครเป็นอะไร”

เมื่อได้ยินถึงคำว่าโรงพยาบาล คิมฮันบินนึกถึงพี่ชายอีกคนที่ขาดการติดต่อไปหลายชั่วโมงก่อนขึ้นมาทันที กลางอกรู้สึกหวิวๆอีกครั้งอย่างน่าประหลาด ร่างบางกำโทรศัพท์แน่น

“อีซึง..อะไรนะ คือใคร แล้วเป็นอะไรกับนาย”

ชื่อที่หลุดออกมาจากปากเจ้าของโรงแรมทำเอาคิมฮันบินตัวชาวาบ

“บอกฉผมทีว่าคนที่พี่จีวอนกำลังพูดถึงไม่ได้ชื่ออีซึงฮุน” คิมฮันบินเม้มปาก เขาภาวนาให้อีกคนตอบกลับมาว่าไม่ใช่ แต่ดูท่าสวรรค์จะไม่ได้ยินคำขอร้องของร่างบางเลยสักนิด

“นายรู้ได้ยังไง” ร่างบางกัดปากตัวเองอย่างแรง

“โรงพยาบาลไหน! บอกผมมาเดี๋ยวนี้!!

รถเบ๊นซ์สีดำแล่นออกจากโรงแรมอย่างรวดเร็ว อากาศข้างนอกค่อนข้างหนาวเย็น ขัดกับคนในรถที่ใจร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความกังวล คิมฮันบินยังคงกัดปากตัวเองไม่หยุดจนมันขึ้นสีแดงก่ำ ร่างสูงที่นั่งที่คนขับหันมามองด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรนะ”

” คิมฮันบินไม่ได้ยินที่อีกคนพูดด้วยซ้ำ ในหัวสมองของเขาตอนนี้กำลังคิดสิ่งไม่ดีมากมาย เขากังวลจนไม่สามารถห้ามความคิดตัวเองได้เลย

อาจเป็นเพราะมันดึกมาก รถบนถนนจึงไม่ค่อยมี ทำให้เขาทั้งสองคนมาถึงโรงพยาบาลได้ไว เมื่อจอดรถเสร็จ คิมจีวอนก็เห็นเพื่อนของเขายืนรออยู่ก่อนแล้ว บนเสื้อสีเทาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดง รวมไปถึงมือทั้งสองข้างนั่นด้วย

สีหน้าของซงมินโฮไม่สู้ดีนัก

คิมจีวอนพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเดินนำเข้าไป ระหว่างที่เดินคิมฮันบินไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ร่างบางทำเพียงแค่เดินตามทั้งสองคนไปอย่างเงียบๆ เมื่อถึงจุดหมายคิมฮันบินมองลอดผ่านกระจกเข้าไป เป็นอีกครั้งที่คำภาวนาของเขาไม่สำเร็จผล ใบหน้าของคนที่นอนอยู่นั้นช่างดูคุ้นเคย

“พี่ซึงฮุน” มือบางวางทาบกระจก ทันใดนั้นพยาบาลด้านในก็เดินมาปิดม่านตรงหน้าคิมฮันบินทันที

 

 

 

 

 

To Be Continue

 

 

 
 
          Talk Time;
          มาดึกอีกแล้วอะ ฮรือ
          แถมยังตัดฉับแบบดื้อๆอีกด้วย



          **แก้คำผิด ล่าสุด 8/7/2017 12:11
 
 
 
 
 
 
 
 
#NARCOFIC
T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #7 maetamilk (@maetamilk) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 14:29
    เนื้อเรื่องสนุกมากเเต่ไรท์จะมาต่อมั้ยค่ะ
    #7
    0
  2. #6 forthefairest (@forthefairest) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 03:09
    ตอนนี้สนุก อ่านไปลุ้นไป ฉากระเบิดเขียนได้ดีเลยค่ะ รายละเอียดเรื่องไม่เยอะไม่น้อยไป กำลังดี แอบจั๊กจี้ฉากโรแมนติคของดบบ.เหมือนกันค่ะ 55555 ว้อยยยยย ปิ๊งกันไม่ดูสถานการณ์เลย หรือต้องเรียกว่าสถานการณ์เป็นใจ 5555 น่ารักดีค่ะ ไม่นึกว่าคู่นี้จะมาแนวละมุน พี่ฮุนไม่บอกอะไรฮันบินสักอย่างเลย แบบจะรับผิดชอบเองคนเดียว มันจะหนักเกินไปนะ แต่เอาเถอะ เขารักของเขา จริงๆแอบชอบฮันบินในโหมดหัวหน้า มีความกร๊าวใจ ดุดัน ดูเท่ดี
    #6
    1
    • #6-1 nequin (@nnanequin) (จากตอนที่ 2)
      9 กรกฎาคม 2560 / 08:15
      เราจำคุณด้ายยย ฝากติดตามด้วยนะค้าา <3
      #6-1
  3. #4 MINISPIDER (@fa_ria) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 04:18
    ซึงฮุนนางคงรักฮันบินมากจริงๆแหละถึงแม้ว่าฮันบินจะขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วนางก็ยังคงไม่ยอมให้น้องมาเสี่ยงอันตรายอะไรเลย ก็นะน้องทั้งคนนี่เนอะ ภาวนาอย่าให้นางเป็นอะไรมากเลย (ตอนหงุดหงิดนี่ซึงฮุนนางพาลทุกอย่างจริงๆตั้งแต่เสียงออดยันน้ำดับไฟ55555555)
    ปล. มีคำผิดเยอะอยู่นะคะไรท์ ^^
    #4
    1
    • #4-1 nequin (@nnanequin) (จากตอนที่ 2)
      9 กรกฎาคม 2560 / 08:04
      ตอนเราเขียนเราก็ว่าเราดูคำผิดแล้ว เมื่อวานเรานี่รีบไปนั่งไล่แก้เลย5555 เราไม่อยากให้คนอ่านได้อ่านแบบสะดุดๆ เพราะเราเองก็เป็นผู้อ่านเหมือนกัน อ่านอะไรสะดุดๆ แล้วมันแบบขัดอารมณ์เนอะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ -3-
      #4-1