เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 19 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--ภาพวาดสื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File18 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง

 

 

 

              ภาพวาดสื่อใจ
 

 

                ทางเดินเข้าป่าช้าไม่ราบรื่นนัก นอกจากเสียงแปลกๆรอบบรรยากาศแล้ว ตัวป่วนประจำหมู่บ้านก็ยังทำหน้าที่ของตนดีอยู่ สำหรับต้าเปาแล้ว ที่นี่คือที่ที่คุยกับว่านจี๋เสียงเป็นครั้งสุดท้าย ในป่าหลุมศพจึงน่ากลัวกว่าปกติหลายเท่านัก มือจึงเกาะคนที่ดูน่าเชื่อถือและเหมือนจะกันผีได้มากที่สุดอย่างเหนียวแน่น ขาก็ตะกายแทบจะขึ้นไปขี่คอของกงซุนเชอฺอยู่แล้ว แน่นอนว่าคนที่อยู่ๆก็ถูกอัญเชิญให้เป็นยันต์ชักจะหมดความอดทนแล้วเหมือนกัน

            "ไต้เท้าขอรับ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเจอมั้ย เรื่องเกิดก็สามปีมาแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีคนจัดระเบียบ ป้ายหลุมศพอาจจะถูกฝนลมชะหายไปแล้วก็เป็นได้" มือปราบกล่าวขณะเดินนำคณะสำรวจหลุมศพเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยกงซุนเชอฺ จั่นเจา และต้าเปา (ที่ถูกลากมาโดยไม่เต็มใจ)

            "ท่านจะมาที่นี่ทำไมอีก เมื่อวานข้าก็มาหนหนึ่งแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ข้าไม่เกี่ยว มีงานสิบงานข้าทำยุ่งซักเก้า ท่านเอาข้าไปด้วยไม่มีประโยชน์หรอกนะ นะ" ต้าเปาอวดครวญด้วยท่าทางน่าสงสาร ที่ใครดูก็รู้ว่าเสแสร้ง

            "มันก็ใช่ งานสิบงานเจ้าทำยุ่งได้ซักเก้า แต่หนึ่งในเก้านั้นเจ้าแสดงให้ข้าได้เห็นสิ่งที่ข้าไม่ทันได้สังเกต" ต้าเปาได้ฟังกงซุนเชอฺได้แต่ทำหน้าเอ๋อ จั่นเจาเลยช่วยพูด พร้อมกับจับต้าเปาต้าเกอไม่ให้หนีด้วย

            "จริงนะต้าเปาต้าเกอ ท่านพี่ถือตัวเย่อหยิ่งแค่ไหนท่านก็รู้นี่ ไม่ค่อยจะชมใครหรอก"   

            "งั้นหรือ แหะๆ แต่ว่าทำไมทุกครั้งข้ารู้สึกเหมือนพวกท่านกำลังหลอกใช้ข้าเลยหละ"

            "ก็ใช่อะนะ เก้าในสิบครั้งที่เจ้าทำยุ่งนั่นแหละที่หลอกเจ้าเล่น เห็นหน้าเจ้าลำบากใจข้าล่ะมีความสุขที่สุด" เมื่อกล่าวคำพูดที่ไม่น่าออกจะปากผู้แทนองค์ฮ่องเต้แล้วแล้วก็หัวเราะแล้วเดินต่อ ปล่อยให้ต้าเปาได้ตะโกนด่าไล่หลังว่าคนเลวอีกหลายคำ แต่ไม่นานคนด่าก็ต้องเดินตามไป ก็เล่นเดินมาถึงกลางป่าช้าแล้วนี่ จะเดินกลับก็ไม่ได้ ได้แต่เดินตามคนเลวที่อย่างน้อยก็ยังเป็นคนไปอย่างจำใจ

            ทั้งหมดเดินมาถึงด้านในของเขตสุสาน เป็นจั่นเจาที่สังเกตเห็นก่อน 'หม่าเหมินอูชื่อ และ หม่าฮุยเฟิง' หรือป้ายวิญญาณตระกูลหม่าสองแม่ลูก ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าและสะอาดต่างจากสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง

            "หือ หมิงเต้า ปีที่สอง"

            "ก็คือสามปีที่แล้ว อดีตเรียกแดนซ่งว่า "หมิงเต้าต่อมาองค์ฮ่องเต้ทรงประทานชื่อใหม่ว่า "เจียโหยว" ตอนนี้จึงเรียกว่า เจียโหยวซานเหนียน ถือเป็นปีที่สาม" จั่นเจาอธิบายให้ต้าเปาที่ถามถึงปีที่ปรากฎบนป้าย

            จากร่องรอยถูกกัดของแอบเปิ้ลที่หน้าหลุมศพ และความสะอาดนั้นเพียงพอที่จะบอกถึงว่าสองสามวันนี้มีคนมาทำความสะอาดและมาเคารพหลุมศพแน่นอน แต่ที่สำคัญคือ เป็นใคร

            "หรือว่าจะเป็นหม่าปิง" ต้าเปาที่กำลังสำรวจรอบสถานที่เอ่ยขึ้น

            "เป็นไปได้ ดูจากรอยทาสีบนป้ายก็ได้ เหมือนทำเมื่อเร็วๆนี้" จั่นเจาสนับสนุน

            "ไม่ใช่เร็วๆนี้นะ" ต้าเปาแย้งด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน

            "ไม่ใช่เร็วๆนี้ แต่เป็นบ่อยๆ เจ้าลองดูป้ายบริเวณนี้ตะไคร่แทรกลงไปในเนื้อไม้แล้วของตระกูลหม่าสองแม่ลูกยังสะอาด" กงซุนเชอฺอธิบาย

            "ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าหม่าปิงซ่อนตัวที่ในหมู่บ้านชวงสีมาโดยตลอด"

            "ไม่รู้สิ อาจจะ"

            ทั้งหมดเดินทางต่ออีกครั้ง มีแค่สองคนที่รู้จุดหมาย จั่นเจาและต้าเปาล้วนยังงงๆอยู่ ระหว่างทางต้าเปาสะดุดใจกับของไหว้หน้าหลุมศพหนึ่ง

            "มาดูนี่เร็วๆท่าน" ต้าเปากระโดดหยองแหยงไปลูบๆเนินดินเหมือนตรวจร่องรอย

            "อะไรหรือ"

            "ก็หลุมนี้นะสิ เป็นที่ที่ข้ากับว่านต้าเกอเอาโครงกระดูกที่พวกท่านเจอที่โรงพักม้านั่นแหละมาฝัง แต่ทำไมมีคนเอาของมาไหว้ได้"

            "นั่นสิ ใครจะเอาของมาไหว้โครงกระดูกไร้ญาติกัน"

            กงซุนเชอฺยกจานผลไม้และขนมขึ้นมาดูชั่วครู่ "พวกเราไปกันก่อนเถอะ ดูกันว่าหม่าปิงยังอยู่ที่นี่จริงหรือไม่"

            มือปราบจงนำทุกคนมาถึงเขตบ้านหลังสุสาน บ้านไม้หลายหลังที่ตั้งประจันหน้าในเขตรั้วเดียวกันบ่งบอกถึงความโอ่อ่าในอดีต

            "ถึงแล้วขอรับ ที่ที่หม่าปิงเคยอาศัยอยู่ก่อนเกิดเรื่อง ที่นี่กันดารนัก ริมแม่น้ำบ้านคนมีอยู่หลังเดียวก็คือที่นี่แหละขอรับ หม่าปิงมาอยู่ที่นี่ได้แค่ครึ่งปี แล้วก็ไม่ได้พบปะผู้คนมากนัก ครอบครัวก็เขาข้าน้อยยังไม่เคยเห็นหน้า ที่นี่ข้าน้อยก็มาเยือนหนแรกเช่นกัน"

            ภายในบ้านหลังหลักนั้นสภาพไม่ดูเหมือนรกร้างมาสามปี ฝุ่นเกาะเพียงบางๆ และข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่ระเกะระกะ แล้วทั้งหมดก็ต้องวิ่งไปที่ครัวเมื่อได้ยินเสียงร้องว้าวของต้าเปา

            "พวกท่านดูสิ ห้องครัวใหญ่มากเลย แต่อารมณ์เสียซาละเปาซักลูกก็ไม่มี"

            "ต้าเปาต้าเกอท่านอย่ามัวคิดแต่เรื่องกินได้มั้ย"

            "ก็มันจริงนี่ไม่ทำซาละเปาทำไมต้องชงชา ชามันทำให้อิ่มท้องได้มั้ยเล่า เหอะ"

            เมื่อรอให้คนงอนเพราะหิวจากไป กงซุนเชอฺจึงได้นึกออกว่าชาที่ต้าเปากล่าวถึงคืออะไร บนพื้นมีใบชาชงแล้วกระจัดกระจายอยู่

            "จริงอย่างที่ต้าเปาว่า ใบชาพวกนี้ผ่านการชงแล้ว แต่ยังไม่ขึ้นรา จากอากาศช่วงนี้น่าจะไม่เกินครึ่งเดือน ดูท่าทุกระยะจะมีคนเข้ามาทำความสะอาดจริงๆ"

            "พวกท่านคือใครน่ะ" เสียงหญิงแก่ดังมาจากข้างหลัง เมื่อทั้งสองหันไปก็เจอหญิงชราชะเง้ออยู่ที่รั้ว

            หญิงชรานั่งประจันหน้ากับกงซุนเชอฺและจั่นเจาอยู่กลางลานบ้าน เมื่อทราบว่าทั้งสองมาสอบถามถึงเรื่องหม่าปิง

            "ข้าย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองหลายปีแล้ว ไม่กี่วันที่ผ่านมาไม่ใช่เทศกาลปล่อยผีหรือไง ข้าก็เลยกลับมาปล่อยโคม แต่ก็นะ คนในเมืองเยอะแยะ ข้าก็ยังไม่ชิน..." หญิงชราเริ่มจะออกนอกประเด็นไปเล่าเรื่องของตนเอง กงซุนเชอฺที่ทำหน้าแหยเลยพยายามชักกลับเข้าเรื่อง ส่วนจั่นเจาเดินออกไปดูรอบๆอีกครั้ง

            "ผ่อผ่อ*1 ข้าอยากถามท่านเรื่องหม่าปิง ผ่อผ่อช่วยเล่ากระชับนิดนึง"

            "อ้อ ใช่ ข้าลืมคำถามไปแล้ว เรื่องเสียวหม่า*2 สามปีได้แล้วมั้ง ครอบครัวพวกเขาสามคนสามปีก่อนนู้นย้ายมาที่หมู่บ้านนี้ พวกเราเป็นคนดีมาก ทุกวันเจอหน้ากันก็เอ่ยทักทายอรุณสวัสดิ์ ราตรีสวัสดิ์...."

            "เอ่อ ผ่อผ่อ ช่วยกระชับอีกนิดเถอะ แล้วหลังจากนั้น"

            "จากนั้น พวกเขาก็ใช้ชีวิตตามลำพัง ไม่ค่อยติดต่อกับใคร คงเป็นเพราะเสี่ยวหม่าที่หน้ามีรอยบากอาจกลัวคนจะรังเกียจก็เป็นได้ แต่ภรรยาเขาสวยมาก ยังมีลูกชายพวกเขาเสี่ยวเฟิงก็งามมาก อย่าได้ดูถูกว่าอายุแค่สิบสามตัวเล็กนิดเดียวนะ ปากก็แดงฟันก็ขาว สวยจริงๆ....."

            "ช่วยกระชับอีกนิดได้มั้ย แล้วหลังจากนั้น"

            "จากนั้น จากนั้น เสี่ยวหม่าไม่ใช่ทำผิดหรือไง ขโมยทองหนีไปแล้ว ส่วนภรรยากับเสี่ยวเฟิงก็ถูกจับ น่าสงสารจริงๆ จากที่เขาเล่าๆมา อยู่ในคุกพวกเขาถูกทุบเฆี่ยนตี จนทั่วทั้งตัวมีแต่รอยแผล...."

            "ช่วยกระชับ กระชับ และกระชับอีก แล้วหลังจากนั้นเล่า"

            "จากนั้น ก็ถูกประหารแล้ว เหอะ" ว่าแล้วผ่อผ่อจะฉวยไม้เท้ากระแทกพื้นแล้วลุกขึ้น

            "จบแล้วหรือ จากนั้น..."

            "ใช่จบแล้ว เจ้าไม่ใช่บอกว่าให้กระชับหรือไง นี่ก็กระชับให้แล้วไง เชอะ"

            "เอ๊ะ ผ่อผ่อ ผ่อผ่อ"

            เมื่อจบการเล่าที่กระชับที่สุดในโลกตามที่กงซุนเชอฺต้องการแล้ว ทั้งสี่ก็เดินทางกลับ

            "ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หม่าปิงที่ได้ขึ้นชื่อจอมยุทธ์ไม่เพียงแต่จะทำผิดฉุดคร่าสตรี ยังไม่ห่วงประเทศ ไม่ห่วงลูกเมีย ยังขโมยทองหนีอีก"

            "ฉุดคร่าสตรีอะไรของเจ้า ถูกผางไท่ชือใส่ร้ายต่างหาก"

            "อะไรนะ"

            "ก็หม่าปิงเป็นคนโปรดขององค์ฮ่องเต้ พระองค์ทรงเอ่ยโอษฐ์ชมอยู่หลายครั้ง ยังรับตำแหน่งเป็นผู้คุมการฝึกทหารถึงสองแสนนาย ในกองทัพถือว่าบทบาทไม่อาจดูถูกได้ ผางไท่ชืออยากดึงเขามาใส่กรงตาข่ายตน แต่หม่าปิงทำเฉยเสีย สุดท้ายก็เลยถูกยัดข้อหาที่เจ้ากล่าว ขอบใจ" กงซุนเชอฺรับถ้วยชาจากจั่นเจา

            "ถ้าเป็นเช่นนั้น ผางไท่ชือก็ทำเกินไปจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่า หม่าปิงใจคิดแค้น เลยไม่คิดถึงแม้ประเทศลูกเมีย ขโมยทองเชื่อมสัมพันธ์ไป"

            "จั่นเจา ใจคนพยากรณ์ยากยิ่งกว่าอากาศ"

            "กงซุนต้าเกอ ท่านคิดว่าหม่าปิงจะเป็นคนร้ายหรือเปล่า"

            "เรื่องนี้กล่าวลำบาก ต้องคิดว่าแรงจูงใจในการฆ่าคนของเขาคืออะไร แล้วทำไมเขาต้องฆ่าว่านจี๋เสียงด้วย" จั่นเจาหยุดคิดสักครู่แล้วเดินมานั่งข้างพี่รอง

            "ว่านจี๋เสียงเป็นพัสดี อาจจะมีส่วนร่วมในการทารุณภรรยาและลูกของเขาตอนที่อยู่ในคุกก็ได้"

            "มีเหตุผล แล้วอันกั๋วไท่เล่า"

            "อาจเป็นออกคำสั่ง"

            "แล้วเซียวจุน"

            "..."

            "คนที่ฆ่าเสียวจุนได้ต้องเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับหอบุหลันลอยลมเป็นอย่างดี หรืออาจพูดได้ว่าแอบซ่อนตัวอยู่ในหอมาตลอด"

            "เป็นไปไม่ค่อยได้ แต่ถ้าคนร้ายไม่ใช่หม่าปิง ใครเล่าที่เป็นคนปัดกวาดหลุมศพภรรยาและลูก ยังมีทำความสะอาดบ้านให้ แล้วก็โครงกระดูกเมื่อวานอีก เฮ่อ หรือว่าพวกเราคิดมากไปเอง คนร้ายอาจไม่เกี่ยวกับหม่าปิงเลยก็ได้ หรืออาจจะ..."

            "หรืออาจจะเป็นเปาเจิ่งที่พูดถูก หม่าปิงอาจเป็นแป้ง เสียวจุน อันกั๋วไท่และว่านจี๋เสียงเป็นเครื่องปรุงรส ดูเปลือกนอกเป็นม้าวัวไม่เกี่ยวกัน แต่ถ้าพวกเราหาเตาได้ แล้วนึ่งออกมาเป็นซาละเปา ก็จะพบความจริง"

            จั่นเจาทำหน้าแหย "เอ่อ แล้วเตานึ่งคืออะไร"

 

            คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ แต่บางทีอาจหาคนตอบได้ จั่นเจาและกงซุนเชอฺเดินจากลานครัวเข้ามาที่ห้องของไฉ่เตี๋ยที่ที่เจอคนที่ต้องการพบ และตามที่คาดไว้ ต้าเปาเอาแขนเท้าไปที่โต๊ะกลางห้องมองดูภาพทั้งสี่ที่มีสามภาพแล้วที่เคยวางอยู่ในคดีฆาตรกรรมก่อนที่จะถูกนางงามของหอบุหลันลอยลมนำกลับมาแขวนที่เดิม เพราะความกลัวแรงอาฆาตของไฉ่เตี๋ย

            "ต้าเปาต้าเกอ ท่านกำลังทำอะไร"       

            "ดูรูปวาดพวกนี้"

            "เอ๊ะ เจ้าอย่าได้บอกข้าว่าเกี่ยวกับวิญญาณของไฉ่เตี๋ยอะไรนั้นอีกนะ"

            "แม้จะไม่เกี่ยวกับวิญญาณ แต่ยังไงก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของไฉ่เตี๋ย แม้ท่านจะบอกว่าคนร้ายต้องการเอาความลึกลับมาเบี่ยงคดี แต่ทำไมต้องเป็นเรื่องของไฉ่เตี๋ย ทำไมไม่เป็นความลึกลับของต้าเปา ความลึกลับของกงซุน....ความลึกลับของกงซุนเชอฺ" ต้าเปาย้ำคำนี้อีกหลายครั้งจนจั่นเจาต้องเอ่ยปากถาม เพราะน้ำเสียงต้าเปาต้าเกอจริงจังหนักแน่นกว่าที่เคย

            "ต้าเปาต้าเกอ ท่านนึกอะไรออก"

            "เปล่า ข้าแค่คิดว่า "ความลึกลับของกงซุนเชอฺ" ฟังดูแล้วโอ่อ่าไม่หยอก

            แป่ว

            "ท่านอย่าลืมซาละเปาสิบลูก ค่าตอบแทนข้าตั้งชื่อให้ลูกของท่าน"

            ปั๊ก พัดถูกฟาดไปที่มือที่แบขอซาละเปา กงซุนเชอฺถามถึงเรื่องที่ต้าเปานึกได้ก่อนที่เขาเองจะหมดความอดทนเอาพัดไปฟาดที่อื่นต่อ

            "แหะๆ ก็ได้ ทุกคนเงียบ" ว่าแล้วต้าเปาก็ขึ้นไปนั่งบนชั้นยาวที่วางด้านล่างภาพวาดที่แขวนอยู่ "ภาพแรก คนๆหนึ่งกำลังดีดพิณ ข้างล่างมีเซ่อ*3วางอยู่ ด้านข้างยังมีพิณอีกตัว และมีอักษรเขียนว่า "เหมยฮวาซานน่ง" แต่ที่ข้าสงสัยคือทำไมเซ่อกับพิณถึงได้ถูกว่าไว้ที่พื้นเล่า

            กงซุนเชอฺเข้ามาใกล้ภาพเอาพัดชี้ "เอ่อ นี่คือเซ่อ ผีพ่า แล้วก็ พิณ แต่ที่ผีพ่าแล้วก็เซ่อถูกวางที่พื้นเป็นเพราะว่าไม่มีคนรู้ใจ จำต้องโดดเดี่ยวดีดพิณผู้เดียว และชื่อภาพ "เหมยฮัวซานน่ง" จิตรกรราชวงศ์ถังเคยกล่าวไว้ในหนังสือ"ความจำดอกเหมยแดง"ว่า........"

            จั่นเจาและต้าเปาเดินหนีไปดื่มชาที่โต๊ะ พร้อมเล่นเป่ายิงฉุบ คนหนึ่งจอมยุทธ์น้อยที่เกลียดหนังสือโคลงกลอนที่สุด อีกคนที่หาเรื่องถามไปงั้นเพื่อให้ดึงดูดความสนใจไป

            "......นั้นก็แปลว่าซานน่ง หรือเล่นสามครั้ง กล่าวได้ว่าอ้างว้างและเดียวดายจริงๆ เฮ้ย" เสียงอุทานที่เรียกสติผู้ที่บังอาจเมินการบรรยายภาพวาดของกงซุนเชอฺ ผู้ที่ได้ชื่อว่าสามารถมองภาพที่ลึกซึ้งที่สุดของซ่ง

            "เอ่อ ใช่ๆ ท่านพูดถูก" ต้าเปาหยุดเล่น "แล้วภาพต่อมาหล่ะ มันแปลกๆ"

            "แปลกตรงไหนกัน"

            "ก็คนที่ถือหมากแดงน่ะสิ กำลังจะกินตัวขุนของหมากดำได้อยู่แล้ว หมากดำกลับไม่สะดุ้งสะเทือนไปกินทหารของหมากแดง ทำไมงั้น"

            กงซุนเชอฺยิ้ม "เจ้าน่ะดูแต่จุดเล็กๆ ภาพนี้ชื่อว่า "ไป่เอ้อชานเหอ" ร้อยสองเขาธาร ในหนังสือประวัติศาสตร์ "ชือจี้" กล่าวไว้............"

            หาว

            "ตกลงพวกเจ้าจะฟังข้าพูดมั้ย"

            "เอ่องั้นภาพต่อไป ทำไมคนนั้นต้องเขียนตัวอักษรไว้ที่ผนังไม่เขียนไว้ที่กระดาษ"

            "ก็นี่คือจุดประสงค์ของภาพไง ตามชื่อภาพ แสดงพลังของตัวอักษรที่สามารถทะลุแม้กำแพงได้....." กงซุนเชอฺคราวนี้ไม่ยอมพูดให้จบก็หันไปดูเจ้าสองตัวนั้นก่อน มันเอาหัวชนกันหลับไปแล้ว คนบรรยายเลยได้ทีหยิบหนังสือบนโต๊ะขว้างไปปลุกให้คนที่เข้าใจลึกซึ้งเกินไปทั้งสอง ผลก็คือ จั่นเจาทำหน้าเบลอๆสำนึกผิดมาถามถึงภาพสุดท้าย

            "พวกเจ้ายังกล้าหลับอีกมั้ย"

            "ไม่แล้วๆ แหะๆ"

            "ภาพนี้แปลกจริงๆนั่นแหละ ภาพเขียนได้ดี แต่ชื่อภาพบอกว่าเป็นม้าเหลือง แต่คนในภาพกลับวาดม้าเหงื่อโลหิตซึ่งเป็นสีแดง ภาพวาดไม่ได้เข้ากับชื่อภาพเลย"

            "อ้อ มันต้องอย่างนี้แหละ"

            "ใช่" กงซุนเชอฺยิ้มเมื่อได้รับคำตอบรับ "จำได้ว่าข้าเคย...." แต่เมื่อได้หันหลังกลับไปจะพูดถึงประสบการณ์การอ่านภาพเขียนของตนเองกลับเห็นคนที่ไม่หลับแต่กลับสอนวิทยายุทธ์ให้ต้าเปาแทน สายตาดุปนงอนทำให้ทั้งสองหยุด ต้าเปากระแอม

            "เอ่อ มาดูภาพต่อกันเถอะ"

            "ไม่แล้ว เจ้า ต้าเปามาบรรยายแทนว่าจากภาพทั้งสี่นี้เจ้าได้อะไรบ้าง แล้วใครกันที่เป็นคนฆ่าเซียวจุน"

            "เอ่อ ชุนเถาเจี่ยเคยบอกไว้ ไฉ่เตี๋ยแรกๆไม่ยอมพูดกับใคร วันๆได้แต่วาดรูปแต่งกลอน พวกท่านดูรูปนี้"

            "อืม ดูแล้วทึมๆไม่สบายใจเลย"

            "ภาพวาดย่อมถ่ายทอดเรื่องราวได้ ยิ่งสามารถแสดงจิตใจของผู้เขียนได้ ดูภาพนั้น ท้องน้ำกว้างใหญ่ แต่กลับมีคนผู้เดียว แสดงให้พวกเรารู้ว่า นางจิตใจโดดเดี่ยวอ้างว้าง ใครก็ช่วยนางไม่ได้"

            "ไม่ถูก ท่าดูนี่ภาพสีพวกนี้ดูแล้วออกจะรื่นเริง" ต้าเปาหยิบออกมาอีกหลายภาพ คาบไว้อีกหลายภาพ "ดูสิ มีผีเสื้อกับผึ้งบินไปบินมา เอ๋แต่ดูๆไปภาพพวกนี้ดูคุ้นเคยดีจัง เหมือนเคยเห็น"

            "คงเป็นเพราะทุกภาพมีแม่น้ำเหมือนๆกันมั้งเลยดูคุ้นเคย ภาพนี้ทำไมยังวาดไม่เสร็จล่ะ"

            "โห มีหมอกเยอะจัง" ต้าเปาชะเง้อมองภาพที่จั่นเจาหยิบขึ้นมาดู

            "อืม สุดยอด ไม่เพียงภาพวาดได้งามละเอียด เว้นว่างก็ไม่เลว"

            "อะไรคือวาดได้ละเอียด เว้นว่างดี ยังวาดไม่เสร็จซักหน่อย"

            "เอ้ย ต้าเปาพูดถูกแล้ว ดีก็คือดี ที่เห็นในภาพหอนั้นคือหอหมอกฝนของเมืองเจียงหนานเจียซิน เวลาหมอกลงนะ ดูมือตัวเองไม่เห็นห้านิ้วด้วยซ้ำ ที่นี่ข้าเคยไป ไฉ่เตี๋ยวาดได้เหมือนเสกออกมา ภูเขาระยะไกลถูกหมอกซ่อนไว้คือยอดเขาหุยหม่าเฟิง กลอนที่เขียนไว้"ดอกไม้ร่วงในหมอกฝนคือฝันของเจียงหนาน สนามรบทรายเหลืองหุยหม่าเฟิง" หมายถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น ทหารทั้งหลายต้องออกรบ ครอบครัวก็ออกันที่เขาหุยหม่าเฟิงด้านหน้ามาอำลาร่ำไห้ ยอดเขาเรียกว่าหุยหม่า ก็หมายถึง หวังที่จะให้ทหารทั้งหลายได้ขี่ม้ารบกลับมาอย่างปลอดภัย ดี ภาพนี้น่าสนใจ พวกเจ้าเข้าใจหรือยัง" เมื่อเงยหัวขึ้นจากภาพเบื้องหน้ากงซุนเชอฺก็เหมือนมีหมอกบัง เพราะว่าเจ้าสองคนนั้นหายไปตั้งแต่เล่าว่าภาพนี้เขาเคยไปมาแล้ว เมื่อหันไปด้านหลังกงซุนเชอฺก็พบเป้าหมายที่จะฟาดพัดลงไปได้

            "ไอ้โย่"

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น