เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 18 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--หมากล้อม เวลาที่รุมเร้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File17 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง

 

 

หมากล้อม เวลาที่รุมเร้า
 

 

                ยามดึกเงียบสงัด สายตาสองคู่กำลังเพ็งจับผิดใบหน้าขาวผ่องที่มุดซ่อนอยู่หลังหน้าหนังสือด้วยท่าทีของวัวสันหลังหวะ มองไปทางขวากงซุนเชอฺก็เช่นน้องมองด้วยสายตา 'ข้าไม่คิดเลยว่าท่านพี่จะเป็นคนเช่นนี้' มองไปทางซ้ายก็มีสายตาต้าเปาประณามมา ยังไม่พอเจ้าตัวยังถือซาละเปากินไปด้วยทำปากไม่มีเสียงด่าไปด้วยว่า 'โจรบ้ากาม'

            "จั่นเจา จั่นเจาที่น่ารัก อย่าทำท่าอย่างนั้นอีกเลย นะ" ว่าแล้วกงซุนเชอฺผู้องอาจก็มุดหน้ากลับไปในหนังสือเหมือนเดิม จั่นเจาก็เหมือนจะหยวนให้จึงเริ่มเข้าเรื่องคดีที่ค้างอยู่

            "คนร้าย ใช้เสียงพิณสังหารเสียวจุน ทั้งวางยาอันกั๋วไท่ แต่คนร้ายไม่ใช่หวางไฮ่ป้าสายของซีเซี่ย คนร้ายแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ แรงจูงใจของเขาคืออะไรกันแน่ เอ้ย ผ่านไปอีกวันหนึ่งแล้วนะ พวกเรายังไม่ได้เงื่อนงำอะไรเลย"

            "มีสิ ยังมีโครงกระดูกอีกอย่าง" ต้าเปาเปิดปากด้วยเสียงยังหงุดหงิดนิดๆ

            "แต่ว่า มันก็ไม่เกี่ยวกับคดีนี้นี่"

            "มันก็ไม่แน่หรอก"

            "หา"

            "ไม่รู้"

            "เฮ้ ต้าเปาต้าเกอ"

            "จริงๆแล้วข้าจริงจัง บางเรื่องพวกเราค้นพบเหมือนกับจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่แท้จริงแล้วล้วนเกี่ยวข้องกัน พวกเราก็แค่ยังไม่ทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้เท่านั้น ข้าคิดว่า ตอนนี้ที่พวกเราขาดไปคือ เตานึ่ง"

            "เตานึ่ง?" ความงงงวยบังเกิดในใจจั่นเจา

            "เจ้ายังจะไปฟังเขา" กงซุนเชอฺอดไม่ได้จะเตือนจั่นเจา

            "โจรบ้ากาม ซาละเปา"

            "หา ซาละเปา"

            "ใช่ซาละเปา เจ้าลองคิดดู มีน้ำ แป้ง เนื้อและน้ำมัน ล้วนเป็นของไม่เกี่ยวกัน แต่ถ้าเอามาผสมรวมกันแล้วใส่เข้าเตานึ่ง กุตู กุตู เพิ่ง ก็ออกมาเป็นต้าเปาชอบกินที่สุดคือซาลาเปาแล้ว"

            "อ้อ ก็คือนำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมกันเป็นเรื่องราวหนึ่งเส้น แต่ว่าเส้นนั้นคืออะไรล่ะ"

            "ข้ารู้ๆ ก็ผีไฉ่เตี๋ยไง แหว่" เมื่อเห็นจั่นเจาทำหน้าระอา และสีหน้าที่บอกแจ่มแจ้งว่านึกแล้วของกงซุนเชอฺจึงรีบอธิบายต่อ "ข้าพูดจริงๆนะ ถ้าไม่เกี่ยวกับไฉ่เตี๋ยจริงๆทำไมทุกคดีจึงมีภาพของไฉ่เตี๋ยเล่า"

            "นั่นก็เพราะว่า คนร้ายพยายามจะปิดบังเงื่อนงำแท้จริง ลวงหลอกเบี่ยงประเด็นคดี"

            "ไม่ใช่นะเจ้าโจรบ้ากาม ถ้าจะเบี่ยงประเด็นมีอีกตั้งหลายวิธี"

            "เจ้าคิดว่าใครเป็นคนร้ายคนนั้นก็ต้องเป็นคนร้ายอย่างที่เจ้าคิดใช่มั้ย"

            "หา ไม่ได้หรอ" ต้าเปาทำหน้าบ๊องแบ๊ว ทำให้กงซุนเชอฺที่สัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ให้ต้าเปาทำอะไรที่ไม่อยากทำอีกตอบอย่างเหนื่อยใจ "ได้ เจ้าอยากทำอะไรก็ทำไป"

            "ฮ่าฮา แน่นอนว่าไม่ได้ จับคนร้ายต้องพึ่งหลักฐาน จะมาคิดว่าใครเป็นคนร้ายก็จับไปลงโทษอย่างนั้นได้อย่างไร ยังจะบอกได้อีกว่าเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในแผ่นดินซ่ง เป็นขุนนางใหญ่ ข้าแค่ถามคำถามง่ายๆแค่นี้ก็สามารถลากเอาสันดานของท่านออกมาได้แล้ว ใต้หล้านี้ท่านก็คือโจรที่บ้ากามที่สุดๆๆๆๆ"

            จั่นเจาก้มมองเท้าตัวเองหน้าเขียว พยามยามไม่ให้พี่รองเห็นหน้าตอนนี้ ไม่งั้นอาจไม่ตายดี จะไม่ให้ขำได้อย่างไรเล่าก็คำพูดของต้าเปาเมื่อกี้ลอกมาจากท่านพี่ที่พูดเมื่อวันก่อนไม่มีผิดเพี้ยนเลย

            "จั่นเจาดูคนๆนี้ไว้ให้ดี ข้าจะออกไปเดินเล่นซักหน่อย" กงซุนเชอฺกัดฟันพูดแล้วเดินออกไปจากห้อง

            "ไม่ได้แล้ว อันตรายมาก เมื่อกี้ไปแเอบดูมู่หลานเจี่ยอาบน้ำ คราวนี้อาจจะไปดูชุนเถาเจี่ย เซี่ยซางเจี่ย หรืออาจจะไปดูเถ้าแก่ฮวงก็ได้นะ"

            "หา ไม่ใช่แล้ว" จั่นเจาตกใจในความคิดของต้าเปามากกว่าที่กลัวพี่รองจะไปแอบดูจริง คิดได้ไง เถ้าแก่ฮวงเป็นชายนะ แต่ก็พยามยามจับตัวต้าเปาไว้ไม่ให้ไปกวนพี่รอง

            "ก็ไม่แน่ เจ้าดูทางที่เขาเดินไปซิ ฮือ หอนี้สาวงามมากเกินไปจริงๆ นี่ก็เท่ากับว่าปล่อยหมาป่าเข้าห้องน่ะสิ เถ้าแก่ ท่านระวังด้วยนะ" จั่นเจาจับต้าเปาเอาไว้ไม่ไหวแล้ว ความคิดแปลกประหลาดเกินจะรับได้

            "หยุดเดี๋ยวนี้นะ"ต้าเปาเดินออกมาขวางทางบุรุษชุดขาวที่ตนเห็นว่าหน้าหม้อที่สุด ทั้งสามเลยออกมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันที่ทางเดินระหว่างตึกแทน ฝ่ายหนึ่งพยายามเดินหนีอย่างอดกลั้น ฝ่ายหนึ่งพยายามรั้งตัวไว้ด้วยคำปรามาทและกำลังแขนขา อีกฝ่ายขำไปด้วยรั้งตัวคนด่าไปด้วย แต่แล้วเสียงหนึ่งที่ดังกว่าและโหยหวนกว่าก็พุ่งฝ่าความมืดมา กงซุนเชอฺยกมือขึ้นมาปิดปากต้าเปา แล้วออกเดินไปที่ต้นตอของเสียงนั้น

 เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องหนึ่งเงาลางร้ายก็เข้าครอบงำจิตใจของคนทั้งสาม เป็นห้องของไฉ่เตี๋ยอีกครั้งที่สร้างความตื่นตระหนก เพราะว่าเมื่อทั้งสามจะเปิดประตูออกยังได้ยินเสียงของ โหยหวนนั้นดังรอดออกมา เป็นเสียงเหมือนคนกำลังถูกทารุณใกล้ตาย ต้าเปาวิ่งนำผลักประตูเข้าไปอย่างแรงจนกระแทกกับผนังห้อง ภาพข้างหน้าคือภาพที่สามของไฉ่เตี๋ยสะท้อนแสงจันทร์รอดจากประตูด้านหลังพวกเขา ถูกพาดอยู่ในแนวตั้งบนสิ่งหนึ่ง พวกเขาไม่เห็นว่าคืออะไร แต่สิ่งที่โผล่พ้นภาพนั้นทำให้พอเดาได้ 'ขาคน'

             กงซุนเชอฺเดินไปข้างโต๊ะกลม ต้าเปายื่นมือไปเปิดภาพนั้นออก สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว ว่านจี๋เสียง ได้กลายเป็นศพที่สามสังเวยวิญญาณของไฉ่เตี๋ย ภาพหมากล้อม มือปราบยามนอนหน้าตะแคงสองมือนาบกับโต๊ะ มือขวาวางบนกระดานหมาก และตัวที่เป็นแท่นรองภาพพาดไปกับโต๊ะในท่าคุกเข่า

            กรี๊ด

            สาวหอบุหลันลอยลมหวีดร้องสุดเสียง สำหรับพวกนางแล้ว ชายที่ตายอนาถอยู่ข้างหน้าคือคนที่เคยว่าร้ายไฉ่เตี๋ยเท่านั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ผีของไฉ่เตี๋ยจึงยิ่งเฮี้ยนขึ้นทุกที เมื่อกงซุนเชอฺหันไปตามเสียงของพวกนาง ก็เห็นมู่หลานเดินเข้ามาสมทบสุดท้ายกอดกันกลมพร้อมพนมมือไหว้ตัวสั่นกันแล้ว

            ที่เกิดเหตุครั้งนี้ต่างจากทุกทีโต๊ะกลมยังมีกระดานหมากล้อมอยู่ด้วย บนกระดานหมากขาวถูกเรียงเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสสองชั้นด้วยหมากสิบสองตัว วงนอกแปด วงในสี่ ต้าเปาพิจารณาซักครู่จึงกล่าวออกมาถามกงซุนเชอฺที่ตอนนี้ย้ายศพมานอนที่เปลเพื่อชันสูตร

            "ว่านจี๋เสียงเป็นเซียนหมากล้อม ใครๆเขาก็ต่างให้เขาอ่อนข้อให้เก้าหมาก ทำไมคราวนี้คนอื่นกลับเป็นฝ่ายอ่อนข้อแทน แถมตั้งสิบสองหมากแหนะ"

            "หรือว่าคนร้ายจะเป็นผู้มียุทธหมากล้อมเช่นกัน" จั่นเจาออกความคิดเห็นบ้าง "แต่ว่าตั้งสิบสองหมากเชียว เล่นหมากล้อมกันมีการอ่อนข้อให้มากขนาดนี้เลยหรือ"

            "ข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน" กงซุนเชอเอ่ยลอยๆพร้อมกับเอาไม้แหลมตรวจดูผิวหนังไปด้วย

            "งั้นสิบสองแต้มนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันล่ะ"

            ต้าเปาก้มลงไปหยิบหมากบนพื้นบ้าง มีหมากดำตกกระจายไปรอบโต๊ะ "ทำไมคนร้ายต้องเอาหมากโปรยเล่นไปบนพื้นอย่างนี้หละ"

            "แล้วต้าเปาต้าเกอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนร้ายทำ"

            "ก็เพราะว่ามือของว่านต้าเกออยู่บนกระดานหมากนี่ จากนั้นถ้าเขาต้องการทำหมากให้กระจายตกไป แล้วหมากบนกระดานนั่นทำไมถึงได้เรียงเป็นระเบียบได้อย่างนั้น"

            "แล้วทำไมคนร้ายต้องทำอย่างนั้นด้วยเล่า"

            "ต้าเหริน หน้าต่างล้วนยังถูกบุไว้อย่างดีขอรับ เป็นฆาตรกรรมในห้องปิดตายอีกแล้ว" กงซุนเชอฺรับฟัง จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างจับหน้าของว่านจี๋เสียงยกขึ้น เมื่อสังเกตเห็นถึงความไม่เป็นธรรมชาติของใบหน้า "พวกเจ้าดูนี่ ใบหน้ามีรอยแผล น่าจะเกิดจากที่ตอนที่ต่อสู้กับคนร้าย"

            "ไม่น่าใช่" จั่นเจาที่ตอนนี้เดินมาคุกเข่าด้านซ้ายของเปลศพเอ่ย "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราที่อยู่นอกห้องก่อนแล้วต้องได้ยินเสียงของเขา แต่นี่ได้ยินเสียง อ๊า แค่ครั้งเดียวเข้ามาเขาก็ตายแล้ว"

            "หรือตอนนั้นเขาถูกคนร้ายกดไว้จนขยับตัวไม่ได้ เอ้ย ถือไว้" กงซุนเชอฺยื่นผ้าขาวหนึ่งผืนให้ต้าเปาที่นั่งยองๆข้างๆจั่นเจาด้านหัวของศพ

            "ขอบคุณ"

            "เอ้ย เจ้าทำอะไร"

            "ก็สั่งขี้มูกไง"

            กงซุนเชอฺแทบจะบ้าตาย แต่ก็ได้แต่สั่งเสียงเข้มให้ถือไว้ดีๆ แล้วเอาไม้แหลมสองแท่งจับในท่าตะเกียบ เปิดปากว่านจี๋เสียงแล้วคีบหมากดำหลายเม็ดที่ทำให้หน้าอูมผิดปกติออกมาใส่ไว้ให้ผ้าขาวที่ต้าเปาอุตส่าห์ละเว้นไม่เอามาสั่งน้ำมูก เมื่อคีบเม็ดที่สองออกมาต้าเปาก็ร้องหืม

            "ทำไมหมากนี้แปลกๆ"

            "เจ้าอย่าพึ่งขยับ หมากเม็ดไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น" ต้าเปาค้อนให้หนึ่งที แต่แน่นอนว่าคุณชายผู้ปล่อยวางได้แล้วย่อมไม่ใส่ใจอาการเด็กๆเช่นนี้ "ลิ้นเขายื่นออกด้านหน้า ตามีจุดแดง แสดงว่าขาดอากาศหายใจตาย" ตอนนี้ต้าเปาหอบห่อผ้าที่บรรจุหมากทั้งหมดไปนั่งอีกที่ แล้วแอบเก็บหมากที่รูปร่างแปลกที่สุดทคืออูบทั้งสองด้าน ไม่เรียบด้านมนด้านเหมือนเม็ดอื่น แถมหักออกครึ่งนึงอีกด้วย ส่นหูก็ฟังสองพี่น้องคุยกัน

            "งั้นก็แสดงว่า เขาถูกฆ่าโดยถูกเม็ดหมากน่ะหรือ"

            "ไม่ใช่ ถ้าเป็นเพราะหมากจริง หลอดลมหรือคอควรจะมีเม็ดหมากอยู่ แต่นี่ไม่มี"

            "อ้อ งั้นตายเพราะอะไรกัน" กงซุนเชอฺ เบี่ยงลำคอศพให้จั่นเจาเห็นลอยม่วงคล้ำรูปนิ้วมือ

            "ชีพจรถูกตัดจนขาดอากาศหายใจตาย"

            "สามารถกดตัดชีพจรผ่านในครั้งเดียว คนร้ายต้องมีแรงนิ้วมหาศาล วิทยายุทธ์คงสูงไม่น้อยเป็นแน่"

            "พลังนิ้วมากหรือขอรับ" มือปราบจงหลังจากตรวจสอบสภาพภายในห้องแล้วก็มายืนซ้อนหลังกงซุนเชอฺกล่าว "หรือว่าหม่าปิงจะกลับมาแล้ว"

            "หม่าปิง?"

            "ขอรับ เขาก็คือครูผู้เคยฝึกสอนทหารถึงสองแสนนาย แต่ต้องโทษประหารข้อหาฉ้อฉลโรงเก็บที่ตนเองได้รับมอบหมายคุ้มกันจนถึงตอนนี้ สามปีที่แล้วขโมยทองเชื่อมสัมพันธ์เหลียวซ่งหนีไปได้"

            "หมัดกรงเล็บมังกรเส้าหลินของหม่าปิงเป็นหนึ่งในหล้า ดังนั้นคนร้ายอาจเป็นเขาก็ได้" จอมยุทธ์น้อยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้ในยุทธจักรมาบ้าง

            "ถ้าเป็นหม่าปิงจริง ทำไมถึงได้กลับมา ยังฆ่ามือปราบตำแหน่งลูกกระจ๊อกอีก"

            "แต่ท่านพี่ เขาก็ยังฆ่าขุนนางใหญ่ของเหลียว ยังมีนายอำเภอของซ่งเราอีก อีกอย่าง ไม่ว่าคนร้ายจะเป็นเขาหรือไม่ ในห้องปิดตายนี้จะหนีออกไปได้อย่างไร" ความเงียบเข้าครอบงำก่อนจะถูกทำลายโดยตัวป่วนเจ้าเดิม

            "หอมจังเลย" ต้าเปากระโดดกลับนั่งที่เดิม ทำท่าจะเอาหมากมาดม

            "เอ้ยท่านพี่ทำอะไร หมากกินไม่ได้"

            "ไม่ใช่ จะบอกว่าหมากนี้มีกลิ่นหอมของดอกเกว้ยฮวา" ต้าเปายื่นไปจั่นเจาดม ตอนแรกเจ้าตัวก็ทำหน้าแหยงๆ แต่ก็ต้องประหลาดใจว่ามีกลิ่นดอกเกล้ยฮวาจริงๆแถมกลิ่นแรงด้วย

            "ง่ายมาก คงเป็นเพราะก่อนตายเขาไปกินอาหารที่มีส่วนประกอบของเกว้ยฮวา"

            "งั้นหรือแต่ก็มีตั้งเยอะนี่เช่นแป้งนึ่งดอกเกว้ยฮวา ลูกชิ้นเหล้าหมักดอกเกว้ยฮวา ยังมียาดองดอกเกว้ยฮวาอีก" จั่นเจาร่ายรายชื่ออาหารจากดอกเกว้ยฮวาออกมา

            "เป็นปีกดอกเกว้ยฮวา" ต้าเปาโผลงออกมา ต้าเปาแย่งไม้ตะเกียบจากมือของกงซุนเชอฺแล้วง้างปากแบบไม่เกรงใจศพ คีบเอาเศษเนื้อออกมา "ว้าวชิ้นใหญ่มากเลย ต้องอร่อยมากแน่ๆ" ร้อนถึงสองพี่น้องถลาเข้าไปห้ามคนหิวจัดแทบไม่ทัน เล่นจะเอาขี้ฟันของศพเข้าปาก

            "เปล่านะข้าจะเอามาดมเท่านั้น"

            "อ้าวก็เมื่อกี้บอกเองว่าจะกิน"

            "ข้าไม่ได้บอกว่าจะกินตอนนี้นิ"

            "แล้วจะกินเมื่อไหร่" ต้าเปาได้จั่นเจาถามเช่นนี้ก็สะแหยะยิ้ม "เมื่อเขาเลี้ยง" แน่นอนปลายตะเกียบย่อมชี้ไปที่กงซุนเชอฺ ท่านทูตที่ดูจะร่ำรวยในสายตาต้าเปา

            "ใครบอกว่าข้าจะเลี้ยง"

            "หรือท่านไม่อยากรู้ว่าเขาก่อนตายไปที่ไหน" คำถามสยบเซียนถูกเอ่ยออกมา กงซุนเชอฺผู้แม้เซียนยังไม่ได้เป็นย่อมต้องตอบตกลงอยู่แล้ว

 

            เป็นชามที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบที่ต้าเปาซัดปีกเกว้ยฮวา อาหารขึ้นชื่อของหอสันติภาพเข้าไป ต้าเปาช้อนมาตากงซุนเชอฺที่ดูงงๆไม่หาย

            "เถ้าแก่ขอปีกเกว้ยฮวาอีกชาม" ยิ้มเขินๆ แล้วเอ่ย "ที่หมู่บ้านชวงสีนี้ มีแต่ที่นี่แหละ ถึงจะมีปีกเกว้ยฮวากิน แพงมากเลย ข้าไม่เคยได้มีโอกาสได้กิน ดีที่วันนี้กงซุนต้าเหรินเลี้ยงข้าถึงได้ลิ้มรส" คำเรียกจากโจรบ้ากามกลายเป็นกงซุนต้าเหรินช่างต่างดังฟ้ากับเหว นับว่าต้าเปาเป็นผู้รู้อ่อนรู้แข็งอย่างแท้จริง กงซุนเชอฺก็ยิ้มไม่หยุด แต่เมื่อเผลอต้าเปาก็บ่นเบาๆ

            "โจรบ้ากาม นึกแล้วว่าต้องเป็นพวกฉ้อราษฎร์ วันนี้แหละจะเอาคืนให้หมดตัวเลย แก้แค้นแทนชาวบ้านตาดำๆ"

            "เฮ้ เจ้าว่าใคร" หูดีจริง ต้าเปานึก "ก็พวกเขาไง" ต้าเปารอดตัวไปเมื่อเถ้าแก่มาบริการรินเหล้าด้วยตนเอง

            "ท่านลูกค้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว ปีกเกว้ยฮวาของหอสันติภาพของเราขึ้นชื่อไกลขจรขจาย"

            "เถ้าแก่ข้ามีเรื่องไถ่ถาม มีคนชื่อว่านจี๋เสียงเมื่อคืนวานเขามาที่นี่ใช่หรือไม่" สิ้นคำเถ้าแก่ก็มีท่าทีผิดไป "ไม่ทราบ ไม่เคยเห็นมาก่อน" เมื่อเถ้าแก่ทำท่าจะเดินหนี จั่นเจาน้อยก็เข้าตะปบไหล่ปุ๊ม เกร็งด้วยวิทยายุทธบังคับให้เถ้าแกย่อตัวมาระดับเดียวกับที่ตัวเองนั่ง แล้วชี้ไปข้างหน้า "ท่านนี้คือท่านทูตใหญ่หลี่ปู่ชื่อหลางนามกงซุนเชอฺ กงซุนต้าเหริน" ท่านทูตใหญ่ก็ล้วงเข้าไปเอาป้ายพระราชทานออกมาแสดง แต่ต้าเปาคว้าไปให้เถ้าแก่ดูแทบติดหน้าแทน

            "ท่านมีอะไรข้าขอน้อมรับใช้" กงซุนเชอฺรีบคว้าป้ายมาใส่คืน เอากวักมือให้เถ้าแก่มานั่งโต๊ะด้านที่ว่างอยู่

            "ว่าไป เมื่อวานว่านจี๋เสียงมาที่นี่ใช่มั้ย"

            "ขอรับ เมื่อวานว่านจี๋เสียงมาที่นี่จริงๆ สั่งก็คือปีกเกว้ยฮวานี่แหละ ยังมีปลิงทะเล รังนกอีก ไม่ใช่ของแพงไม่มีสั่ง แต่ใครจะรู้ กินเสร็จกลับบอกจะติดไว้ก่อน อีกสองวันถึงจะจ่าย"

            "ท่านก็ทราบร้านข้าไม่ยอมให้ติดบัญชีก่อน ข้าก็เลยสั่งให้ลูกน้องปาจินสั่งสอนแล้วก็ไล่ไป"

            "ปาจิน ปาจินคือใคร"

            "ปาจินเจ้ามานี่สิ" เถ้าแกเรียกเสี่ยวเอ่อคนหนึ่งด้วยความลำบากใจ ไม่นานชายกำยำคนหนึ่งก็เข้ามาขานเรียกอย่างอ้อนน้อม กงซุนเชอฺกวักเรียกให้นั่งเช่นกัน จั่นเจากำหมัดทุบไปที่อกของปาจินสองทีก่อนเอ่ย

            "ไม่น่า หน้าของเขาถึงมีรอยได้"

            "หา ท่าน ว่านจี๋เสียงถ้าเกิดอะไรขึ้นไม้เกี่ยวกับข้านะ ปาจินเป็นคนทำทั้งหมด"

            "เถ้าแก่เป็นคนให้ข้าทำนะ ข้าไม่เกี่ยว" นายบ่าวเริ่มทะเลาะกันเองจนต้องสั่งให้หุบปาก

            "จากที่มือปราบจงว่า ว่านจี๋เสียงติดพนันเป็นสันดาน เงินติดกายคงมีไม่มาก ทำไมถึงได้กล้ามามือใหญ่กินที่นี่ได้" จั่นเจาเล่าให้กงซุนเชอฺฟัง

            "ใช่ขอรับ เมื่อวานที่มาก็กรางมานั่ง ยังสั่งให้พวกเราเอาอาหารที่แพงที่สุดออกมา พวกเราก็ทำให้อย่างดี"

            "ขอรับอย่างที่เถ้าแก่บอก เมื่อวานกินถึงสิบสองตำลึง กลับไม่มีเงินจ่าย ยังบอกว่าว่าไม่ต้องพูดถึงสิบสองตำลึงเลย มากกว่ายี่สิบตำลึง สองร้อยตำลึง สองพันตำลึง แม้กระทั่งสองพันตำลึงทองเขาก็มี อย่าได้ดูถูกเขา"

            "ขอรับ พวกเราไม่เชื่อบอกให้เขาเอาซักตำลึงออกมาให้ดู ข้าก็รำคาญจะแย่ กินไม่จ่ายยังจะพูดจายกตนอีก ก็เลย..." เถ้าแก่กล่าวเสียงเบาลง

            "ฮึย เจ้านั่น มาถึงก็โม้คำโต บอกว่าอะไรนะ สามปีที่แล้ว คืนนึงพนันแพ้ไปตั้งห้าร้อยตำลึง" ฟังถึงตอนนี้ต้าเปาก็เงยหน้าจากชามปีกเกว้ยฮวา นึกถึงว่าเหมือนกับที่ว่านต้าเกอเคยเล่า

            "แต่นั่นเป็นเรื่องจริงนะขอรับ เพราะว่าคืนนั้นข้าก็อยู่ที่โรงพนันนั้นด้วย ไม่รู้ว่าห้าร้อยตำลึงนั้นเอามาจากไหน"

            เรื่องเล่าทั้งหมดถูกคนทั้งสามรับไว้พิจารณา แต่ก็ไม่เอาเรื่องเถ้าแก่ลูกน้องสองคน ก็ในเมื่อเจ้าทุกข์ตายไปแล้ว กงซุนเชอฺเดินนำออกจากร้านคนแรก ต้าเปาเอ่ยเบากับจั่นเจาด้านหลัง

            "วันนี้จะไปเอาทองสองพันตำลึง เอาทองจากที่ไหนล่ะ ทำไมถึงได้ถูกฆ่าที่ห้องของไฉ่เตี๋ยได้" ต้าเปาเอ่ยเศร้าๆ ตนเองได้รับความช่วยเหลือจากว่านต้าเกอไม่น้อย เมื่อรู้เรื่องถึงตอนนี้อดจะเสียใจไม่ได้

            "ต้าเปาต้าเกออย่าคิดมาก ไม่แน่อาจจะเป็นว่านจี๋เสียงที่ปั้นเรื่องขึ้นมาก็ได้"

            "ปั้นเรื่อง"

            "ไม่งั้นจะทำไงได้ เหลือเวลาอีกแค่วันเดียวแล้ว"

            "ไป" กงซุนเชอฺตัดสินใจ

            "ไปไหน"

            "ฆ่าว่านจี๋เสียงต้องเป็นผู้มีวิทยายุทธสูงแน่นอน ไปดูกัน"

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น