เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 17 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--เบาะแสที่มาพร้อมกับโครงกระดูก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File16 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง

 

 

เบาะแสที่มาพร้อมกับโครงกระดูก

 

            แอ๊ด

            พร้อมกับเสียงประตูไม้ครวญคราง ว่านจี๋เสียงเดินย่องเข้าไปในห้องของไฉ่เตี๋ย พลางพร่ำพรรณาถึงความโอ่อ่าของห้องโถงนี้ มือปราบพ่วงด้วยหน้าที่คนเฝ้ายามเล็กๆทำงานหนึ่งปียังไม่มากพอกับอีนางพวกนี้นอนคืนหนึ่งเลย ฟ้าช่างไร้ความยุติธรรมจริงๆ ตาเล็กส่ายซอกเซกไปเจอของดีเข้า แจกันบนชั้นน่าจะได้ราคาดี คว้าหมับพร้อมกับหันรีหันขวาง แต่ฟ้าย่อมไม่เข้าข้างคนเลว เสี่ยวหมานได้ยินเสียงเดินเข้ามาพอดี

            "เจ้าจะทำอะไรน่ะ"

            มือปราบต๊อกต๋อยเมื่อถูกจับได้ก็กลบเกลี่อนด้วยการถามกลับ

            "แล้วเจ้าเป็นใครกัน"

            "ข้าต้องถามเจ้าถึงจะถูก ถึงได้กล้าเข้ามาขโมยของได้" เสี่ยวหมานแย่งของกลางมาถือไว้เอง

            "พูดให้มันดีๆนะ ใครกันที่ขโมยของหึ" ยังไม่ทันว่านมือปราบจะได้อาละวาด ต้าเปาก็เข้ามาห้ามทัพได้ทันเวลา ตบป๊าบๆเข้าที่อกแห้งของว่านจี๋เสียง "ไม่ได้นะ นี่ว่านต้าเกอ เจ้าจะล่วงเกินมิได้"

            "ทำไมจะไม่ได้ ผู้รักษากฎหมายทำผิดเสียเอง โทษต้องเพิ่มหนึ่งเท่า มาต่อยกันเลยมั้ยเล่า" ก่อนที่ขาลุยทั้งสองจะได้ต่อยกันจริงๆชุนเถาก็เข้ามาห้ามได้เสียก่อน นางงามทั้งหลายเข้ามาในห้องของไฉ่เตี๋ยเป็นกิจวัตรเลยไม่ค่อยเกรงกลัววิญญาณเท่าไหร่แล้ว และเมื่อเห็นหน้าพี่สาว เสี่ยวหมานก็ได้ทีฟ้อง

            "มาพอดีเลยชุนเถาเจี่ย เจ้านี่เข้ามาขโมยของไฉ่เตี๋ย"

            "อ๋าาาาา" เสียงสาวๆร้องพร้อมกัน ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของเพศที่ถือเหตุผลสำคัญน้อยกว่าอารมณ์ " เจ้ากินสารหนูเข้าให้หรือไง ระวังเหอะ ผีไฉ่เตี๋ยจะไม่ละเว้นเจ้า"

            แต่แทนที่ว่านจี๋เสียงจะสลดกลับยิ้มเยาะ "หึ ไม่ละเว้นข้า นางยังต้องขอบคุณข้า" เมื่อฟังคำพูดเหมือนทวงบุญคุณ สาวๆถึงกับของขึ้น

            "อย่างเจ้าหรือ ไฉ่เตี๋ยไม่มีทางจะไปเกลือกกลั้วเกี่ยวพันกับกลากเกลื้อนอย่างเจ้าได้"

 

            "พูดให้ถูกหน่อย ใช่ข้าจะไปเกลือกกลั้วกับนางนี่ นางสิอยากจะเข้าหาข้า"

            "ขนาดพวกเรายังไม่เคยรู้จักเจ้า ไฉ่เตี๋ยหรือจะรู้จัก เหอะ"

            "ข้าเล่าความจริงก็ได้ อะไรที่เรียกว่าพิณหมากภาพวาด อะไรที่เรียกว่าใบหยกไม้ทอง ข้าชิมมาแล้ว โธ่เอ้ย" กล่าวจบก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีเหมือนระลึกถึงความหลังอันหวานชื่น แต่นางหอเนื้อเต้นแทบเดือด ชี้หน้าจอมคนอวดอ้างด่า

            "ข้าว่าเจ้าเป็นได้แค่คางคกที่อยากกินเนื้อหงส์เท่านั้นแหละ"

            "คนเขาเป็นถึงนางในหองาช้าง หยุดพล่ามได้แล้ว"

            "ก็ที่ว่าเป็นพรมจารีย์นี่แหละที่มีค่า" ว่าพลางยกนิ้วโป้ง แล้วร้องอวดครวญ "แต่ก็แลกหนึ่งชีวิตเชียวนะ" คำพูดมีเลสนัย ทำให้อารมณขุ่นมัวหยุดชะงักลง สาวๆตามไม่ทัน แต่กระตุ้นต้าเปาให้ฟังต่ออย่างสนใจ "ข้าไม่พูดแล้วไปดีกว่า"

            สาวๆที่ตื่นจากความงงก็ไล่ว่านมือโจรเหมือนหมูเหมือนหมา พอดีกับที่กงซุนเชอฺเดินเข้ามาเพราะได้ยินเสียงความวุ่นวาย และเป็นเสี่ยวหมานเช่นเคยที่ออกปากฟ้องว่าเจ้ามือปราบคนนี้ริอาจเป็นมือขโมย แถมยังพล่ามความเท็จ โจรในเครื่องแบบกลับรายงานหน้าที่ที่ได้รับมาแทน

            "ต้าเหริน ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากหัวหน้ามือปราบจงมาเรียนท่าน"

            "เรื่องใด"

            ว่านมือปราบหรี่ตาเล็กมองซ้ายขวา เขยิบเข้าหากงซุนเชอฺ หนุ่มรูปงามก็เบี่ยงตัวเล็กน้อยเอียงหูพร้อมรับฟัง "พวกเราพบศพ" แต่เหมือนจะรายงานดังไปหน่อย เสียงอุทานอย่างตกใจของสาวๆจึงดังขึ้นระงม

            "นี่คือศพที่พวกเราพบครับไต้เท้า"

            "นี่เรียกว่าโครงกระดูก มิใช่ศพอย่างที่ท่านกล่าว"

            จั่นเจาแย้งมือปราบจง เมื่อว่านจี๋เสียงนำทางกงซุนเชอฺมายังจุดเกิดพบโครงกระดูก นอกจากทั้งสามแล้ว ต้าเปา เถ้าแก่ ชุนเถาและมู่หลานยังได้ติดตามมาด้วย กงซุนเชอฺลงมือตรวจโครงกระดูกที่จากการสังเกตได้ถูกทิ้งไว้ในโรงเลี้ยงม้าเก่าแห่งนี้มาไม่ต่ำกว่าสองปีโดยประมาณ

            "ความสูงหกฟุต เป็นเพศชาย" กงซุนเชอฺกล่าวลอยๆ กะแล้วโดยสายตา

            "ที่นี่เป็นจุดพักม้าของทางการ เหตุใดจึงมีโครงกระดูกฝังอยู่ได้" จั่นเจาตั้งข้อสงสัย

            กงซุนเชอฺถอนหายใจแล้วออกคำสั่ง " พวกเจ้าย้ายโครงกระดูกออกมาก่อน ให้ข้าได้ตรวจให้ละเอียดอีกที จำไว้ ระวังหน่อย"

            มือปราบจงรับหนึ่งคำ แล้วสั่งมือปราบผู้น้อยจัดการย้ายโครงกระดูกออกมาตามคำสั่ง ขณะที่จั่นเจาก้าวเท้านำไปก่อน กงซุนเชอฺได้สังเกตสีหน้าของมู่หลานซีดนัก นางเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากเหมือนจะร้องไห้ จึงอดถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อชุนเถาย้ายกายมาประคองมู่หลาน กงซุนเชอฺจึงให้นางพยุงมู่หลานกลับไปพักผ่อนก่อน ชุนเถาจึงอดใช้สายตาล้อเลียนปนปลื้มใจส่งไปให้ผู้ตรวจการใหญ่ไม่ได้ แต่เมื่อนางงามทั้งสองเดินผ่านว่านจี๋เสียง กลับถูกมันใช้สายตาลวนลามปนจับผิดจ้องมา พี่ใหญ่จึงด่าไปสองคำรบเพื่อปกป้องน้อง

                                                            $$$

            ศพได้ถูกย้ายมาที่โรงเก็บในสภาพเรียงตามลักษณะคนจริง ขณะที่กงซุนเชอฺ จั่นเจาและมือปราบจงตรวจร่องรอยนั้น ต้าเปาก็เดินวนไปรอบๆพร้อมโปรยกระดาษส่งวิญญาณ ปากก็บ่นพึมพำไปเรื่อย

            "ดูจากเนื้อที่เปือยสลายไปคิดว่าตายมาแล้วไม่กี่ปี"

            "ไม่กี่ปี?"ต้าเปาแรกขึ้น "แล้วไม่กี่ปีมันกี่ปีละ สาม ห้า เจ็ด เก้า สิบหรือสิบเอ็ด" และกงซุนเชอฺที่ผ่านข้อตกลงไม่ดุด่าต้าเปาแล้วก็ตอบปัญหาที่เหมือนจะกวนได้อย่างใจเย็น "สิบปีขึ้นไปข้าจะพูดว่าสิบกว่าปี"

            "แล้วสิบกว่าปีมันกี่ปีเล่า" ต้าเปายังสงสัย แต่เหมือนกงซุนเชอฺไม่ตอบซะแล้ว "ดูจากการเติบโตของกระดูก เป็นชายฉกรร ดูนี่ ฟันยังไม่ร่วง กระโหลกมีแค่ส่วนหนึ่งที่เชื่อมกันสนิท เพราะฉะนั้นอายุน่าจะอยู่ระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปี" เจ้าหน้าที่ชันสูตรจำเป็นส่ายสายตาไปที่ส่วนกระโหลก เหล็กปลายแหลมในมือลากไปที่ส่วนแก้มที่มีรอยขีดอยู่สองรอย "ฮืม ใบหน้ามีรอยขีดลึก"

            "น่าจะเกิดจากอาวุธ ใครกันคนก็ตายไปแล้วยังจะกรีดหน้าอีก" จั่นเจาเอ่ยขึ้น จากนั้นทั้งหมดก็ตกอยู่ในพวังความคิดของตน ส่วนต้าเปาที่โปรยกระดาษหมดมือ ก็เดินมาดูบ้าง เมื่อเห็นอะไรบางอย่างก็ร้องอย่างตื่นเต้น

            "เข็ม" จั่นเจาส่งเหล็กแหลมเรียวอีกอันให้กงซุนเชอฺ กระโหลกท้ายทอยที่ต้าเปาสังเกตเห็นคือ รูเล็กเรียกกันเป็นเส้นประ แต่ละรูมีระยะห่างเท่ากัน

            "รูเล็กทั้งหกขอบมนเรียบ น่าจะเป็นอาวุธคมแทงเข้าไปทำให้เกิดรอย"

            "หรือว่านี่จะเป็นเหตุการตายที่แท้จริง"

            "วัตถุแข็งแทงทะลุท้ายทอย คงถูกลอบทำร้าย"

            "คนฆ่านี่ก็โหดร้ายจริง กรีดใบหน้าไม่พอ ยังเจาะหัวอีก" จั่นเจายิ่งดูยิ่งคิดไปไกล ส่วนต้าเปาเดินถอยหลังไปคิดอะไรคนเดียว

            "ตอนนี้คงยุ่งอะไรมากไม่ได้แล้ว ตอนนี้พวกเรายังต้องสรุปอีกหลายเรื่อง" พลางล้างมือ "อย่างนี้แล้วกัน เจ้าทำเรื่องขอทำคดีเรื่องโครงกระดูกนี้แล้ว ก็นำไปฝังซะ" มือปราบจงรับคำ "จั่นเจาช่วยข้าเก็บอุปกรณ์หน่อย" ทั้งหมดแยกย้ายกันไปแล้ว ส่วนต้าเปายังอยู่ในพวัง

            "ไม่เกี่ยวหรือ มันไม่เกี่ยวกันจริงๆหรือ"

                                                            $$$

            มู่หลานเมื่อพักผ่อนได้ซักพักก็ออกมาทำงานตักน้ำที่หลังครัว ร่างแบบบางโอนเอนไปมา กะละมังทองเหลืองถูกสองมือช่วยกันประคอง แต่เพราะแดดแรงจัดในตอนเที่ยง ประกอบกับเห็นภาพสะเทือนใจเมื่อเช้าทำให้พยุงร่างกายต่อไปไม่ได้ น้ำสาดกระจายเพราะคนถือทรุดไปเพราะหน้ามืด มู่หลานลากขาไปนั่งหลบแดดที่ร่มชายคาของเรือนครัว

            ว่านจี๋เสียงที่มีเรื่องติดค้างในใจตั้งแต่เมื่อเช้า วกกลับเข้ามาในบริเวณหอบุหลันลอยลมอีกครั้ง พอพบกับมู่หลานที่กำลังหมดแรงพอดี ช่วงชิงมู่หลานยังไม่ทันได้สังเกตเห็น ว่านมือปราบย่องไปด้านหลัง เอามือปัดผมร่างบางเพื่อให้ได้เห็นหน้าชัดๆ มู่หลานสะดุ้งสุดตัวพยายามจะหนี แต่มือกลับถูกรั้งไว้ด้วยแขนแกร่ง

            "รอก่อน ข้าเคยเห็นเจ้าที่ไหนกัน รอก่อนสิ อย่าดิ้น ให้ข้าดูหน้าเจ้าชัดๆ" มู่หลานยังดิ้นไม่หยุด อยากจะร้องให้คนช่วยก็ไม่ได้ จึงได้แต่ยื้ออยู่อย่างนี้

            ป้าบ

            "ฮ่าฮา" ต้าเปาที่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตบป้าบเข้าที่หัวของว่านจี๋เสียง คนโดนตบจึงเผลอหันหลังไปตวาดจนปล่อยมือมู่หลานไป

            "ต้าเปา เจ้าทำอะไรเนี่ย เฮ้ย เดี๋ยวก่อน โธ่เว้ย อย่าวิ่งไป"

            "มียุงไง นี่ๆดูซิ" ต้าเปาลากว่านจี๋เสียงที่จะวิ่งตามมู่หลานไปกลับมาดูยุง ยังเอาไม้กวาดมากวาดขวางทางไปมาด้วย

            "ต้าเปาเจ้าจะขวางข้าทำไม"

            "เปล่านะ ข้าจะทำความสะอาดเท่านั้น" ว่านจี๋เสียงจึงได้แต่ถอนใจมุ่ยหน้าไปอีกทาง ส่วนต้าเปาแอบชะโงกดูว่ามู่หลานไปพ้นจากคลองสายตาหรือยัง เมื่อไม่เห็นเงาก็ยิ้มแย้มกวาดลานต่ออย่างสบายใจ

            "เอาล่ะๆ ไม่ต้องกวาดแล้ว ไปๆ ไปกับข้า" ว่านมือปราบที่ยืนเซ็งในอารมณ์ซักพักก็หันกลับมาโยนไม้กวาดต้าเปาทิ้งไปแล้วลากต้าเปาไปด้วยกัน

            "ไปไหนเล่า"

            "ไปกินซาลาเปาไง"

            เมื่อได้ยินดังนั้นคนถูกลากก็เป็นคนลากแทน

                                                            $$$

            หนทางไปร้านซาลาเปาดูวังเวงอยู่บ้าง ทางเดินไม่ชัดเจนเพราะโพรงหญ้าสูงต่ำปกคลุมไปทั่ว ยังมีเสียงแมลงยามโพล้เพล้ร้องระงมให้หวิวใจ สองร่างเบียดกันเดินแบบก้าวประกบก้าว พยายามจะดันอีกฝ่ายให้ไปยืนอยู่ด้านหน้า

            "ทำไมท่านต้องให้ข้ามาทำด้วย เรื่องน่ากลัวอย่างนี้" ต้าเปาบอกเสียงอ่อย

            "ข้าจะเลี้ยงซาลาเปาไง"

            "งั้นข้าเลี้ยงซาลาเปาท่านดีกว่า ถ้าครั้งนั้นท่านไม่ได้ให้ข้าเข้าไปเยี่ยมเสี่ยวหมานเจี่ยได้ ติดหนี้น้ำใจท่าน ข้าไม่ยอมมาแน่ๆ"

            "เอาเถอะๆ อย่าบ่นอีกเลย เอาไปฝังตรงนั้นแล้วกัน"

            ต้าเปาและว่านจี๋เสียงเดินช้าๆเบียดกันมาถึงสุสานของหมู่บ้านจนได้ ต้าเปาที่ตกหลุมพรางก็หน้ามุ่ยถือไหที่บรรจุโครงกระดูกที่ถูกพบเมื่อเช้าไปวางไว้ที่โล่งข้างๆกองเนินดินที่มีผู้จับจองไปนอนรอก่อนแล้ว ว่านจี๋เสียงยิ้มให้ต้าเปาพร้อมส่งจอบให้ ลูกเบี้ยก็ได้แต่รับมาขุดหลุมตามชะตากรรม เสียงเหล็กกระทบดินดังขึ้นในที่ร้างสิ่งมีชีวิตมานาน พร้อมกับที่ว่านมือปราบชวนคุยไร้ความเงียบ

            "ต้าเปาอ่า ที่จริงข้าก็ดีต่อเจ้าไม่น้อยนะ เจ้าอยากกินซาลาเปาข้าก็ให้ซาลาเปาเจ้ากิน ถ้าเป็นแบบข้าก็แย่แล้ว ชีวิตลำบาก งานอะไรก็ล้วนให้ข้าทำ ทำไม่ดียังต้องเป็นกระโถนให้เข้าด่าอีก เฮ่อ" คนชีวิตแสนลำบากนั่งลงมองต้าเปาขุดหลุมไปเรื่อยๆ

            "พอเลยท่าน หมู่บ้านชวงสีนานเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีการจับโจรขโมยน่ะ พวกท่านว่างสบายที่สุด"

            "ที่จริงแล้ว ตั้งแต่สามปีก่อนเกิดเรื่องหม่าปิงขึ้น งานพวกนี้ข้าก็ไม่เคยทำมาก่อน"

            "สามปีที่แล้ว"

            "ก็สามปีที่แล้วไง ที่เมียและลูกชายของหม่าปิงถูกสั่งประหาร คดีนั้นข้าเป็นคนจัดการด้วยซ้ำ"

            "จริงหรือท่าน" เมื่อต้าเปาเหมือนให้ความสนใจ ว่านจี๋เสียงก็คันปากเป็นที่ยิ่งกวักมือเรียกต้าเปามาใกล้ อีกมือล้วงเข้าไปหยิบสาลี่ในเสื้อมากัด

            "มานี่มา คนทำผิดคือหม่าปิง สามปีที่แล้วเขาขโมยทองกำนัลของซ่งเหลียวทั้งหมดสองพันตำลึงทอง จากนั้นก็หนีไปไกลสุดหล้า ทิ้งเมียกับลูกไว้ ให้แบกหม้อดำ*1"

            "ชั่วช้า คนแบบนี้ไม่จับมาให้ได้ หลักธรรมสวรรค์ยังมีอีกหรือ" ต้าเปาโมโหจนหน้าดำกว่าเดิม เอาสาลี่จากมือของว่านจี๋เสียงมากัดให้ใจเย็นลง

            "เจ้าพูดถูกแล้ว ที่จริงเรื่องแย่กว่านี้ยังมีอีก ก็ลูกชายปัญญาอ่อนของหม่าปิง ยังมีคนรับผิดแทนอีก"

            "รับผิดชอบอะไร" ต้าเปาพูดอู้อี้ สาลี่เต็มปาก

            ว่านจี๋เสียงทำเหมือนพูดอะไรไม่ควรออกไป จึงแสร้งทำเป็นไล่ต้าเปาไปทำงานไม่พูดต่อ

            "นี่ต้าเปา เจ้าทำงานเสร็จแล้ว พวกเราเล่นหมากกันมั้ย กระดานละสองตำลึงเป็นไง"

            "ไม่"

            "งั้นข้าต่อให้เจ้าเก้าหมากเลยเอ้า"

            "พอเลยท่าน ใครไม่รู้บ้างว่าท่านเป็นเซียนหมากล้อม จะมาหลอกกินเงินข้าละสิ"

            "ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าอ่ะ สามปีที่แล้ว แพ้ไปครั้งเสียตั้งห้าร้อยตำลึง"

            "หา ท่านเอามาจากไหนต้องห้าร้อยตำลึง" ว่านจี๋เสียงหลบตาต้าเปา เบี่ยงประเด็นให้ต้าเปาขุดต่อ

            ผ่านไปซักระยะเมื่อเอาไหฝังลงดินแล้ว ทั้งสองก็รี่เดินออกจากสุสาน เพราะยิ่งค่ำไปทุกขณะ แต่เดินซักระยะ ว่านมือปราบก็หยุดแล้วตบคลำไปรอบตัว

            "ถุงเงินของข้า"

            "ข้าไม่ได้เอาไป" ต้าเปาผู้ที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอดทิ้งจอบแล้วกางแขนเหมือนยอมให้ตรวจค้นได้เลย

            "ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าเอาไปนี่ คงจะตกตามทางละมั้ง กลับไปหากับข้าเอาก่อนแล้วกัน"

            "แต่ แต่ ฟ้าจะมืดอยู่แล้ว"

            "งั้นข้าให้ซาลาเปาเจ้าอีกลูกแล้วกัน"

            "ข้าให้ซาลาเปาท่านอีกลูกแทนแล้วข้าไม่ต้องไปกับท่านได้เปล่า"

            "หรอ งั้นก็เอามาให้ข้าสิ"

            "ข้าก็จะวิ่งกลับไปเอาให้ท่านอยู่นี่ไง" ต้าเปาว่าแล้วก็วิ่งลืมจอบกลับไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ว่านจี๋เสียงเดินกลับไปหาถุงเงินพร้อมปากสรรเสริญต้าเปาไปตลอดทาง

            ว่านจี๋เสียงยิ่งเดินยิ่งรน ฟ้าก็มืด บรรยากาศก็เหมือนเย็นลงเรื่อยๆ เดินไปได้สองก้าวก็คอยมองหลังครั้งหนึ่ง จนขาพลาดตกลงไปในหลุมที่ไม่ได้กลบ หน้าซบลงแนบกับโครงกระดูกอย่างชิดเชื้อ ป่าช้าที่เงียบสงบจึงถูกทำลายลงด้วยเสียง อ๊าก ลั่น เจ้าคนต้นเสียงเมื่อตะกายออกจากหลุมได้ก็วิ่งเตลิดเข้าไปลึกกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว เมื่อตั้งสติได้ก็เอามือยันต้นไม้พักหายใจใหญ่ ก่อนจะสังเกตว่าที่แห่งนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

                                                $$$

            ยามดึกราตรีสงัด ท่านทูตแห่งแคว้นซ่งเดินออกมาตามระเบียงของหอบุหลันลอยลม ก่อนจะหยุดหน้าห้องที่ยังมีแสงเทียนรอดออกมา นิ่งมองประตูอยู่ซักพัก ก่อนจะหมุนตัวกลับไปตามทางเดิม ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหน้าห้องอีกครั้ง ถอนหายใจหนึ่งเฮือก แต่เหมือนนึกสิ่งใดออก จึงยกแขนซ้ายตนเองขึ้นมาดูชายเสื้อ เห็นว่ามีรอยขาดก็ยิ้มออก 'จริงสิเสื้อขาด ข้าจะมาให้มู่หลานซ่อมให้นี่'  เมื่อท่านทูตหาเหตุผลให้ตนเองได้ก็ตัดสินใจเคาะประตูห้อง แต่ว่าห้องไม่ได้ลงกลอนไว้ ประตูเปิดอ้าออกท่านที

            ภายในห้องมู่หลานหันมาตามเสียงอย่างตกใจ แน่นอนว่าไม่มีเสียงกรีดร้องให้สะเทือนหู แต่กงซุนเชอฺก็แทบสิ้นสติเพราะภาพตรงหน้า เพราะมู่หลานที่พ้นเหนือฉากกั้นคือร่างเปลือยเปล่าพร้อมอาบน้ำ เนินเนื้อเนียนโดยเฉพาะแผ่นหลังมีรอยแผลทางยาวหลายรอย แต่ท่านทูตคงไม่ได้สังเกตเห็นเป็นแน่เพราะพยายามปิดตา คลำหาบานประตูให้ปิดมาเหมือนเดิม ปากก็กล่าวขอโทษขอโพย

            "ขอโทษ ขอโทษ" ประตูปิดแล้วแต่ปากยังกล่าวไม่หยุด กงซุนเชอฺภาพนี้ดูน่าเวทนายิ่งนัก เมื่อเปิดตาออกก็ต้องร้องเฮ้ยจนน้ำลายกระเด็นไปเต็มหน้าต้นเหตุ ต้าเปาโดนไปเต็มๆ ส่วนจั่นเจาก็เลิกเอาหน้าเข้าไปชิดท่านพี่รองมองท่าทางแปลกๆ หันมาขำต้าเปาแทน นึกชมตัวเองไม่ได้ที่จ้องด้านข้าง ไม่ได้จ้องด้านหน้าเหมือนต้าเปา

            "ทำไมต้องลุกลี้ลุกลนอย่างนั้นด้วย" ต้าเปาหลังจากที่ปาดน้ำลายทิ้งหันมาถามสีหน้าไม่พอใจ

            "ข้า ข้า ข้า เอ่อ อ้อ เมื้อกี้คิดคดี คิดจนเลอะเลือน ใช่เลอะเลือน" ผู้ต้องหาก็ติดอ่างซะน่าสงสัย

            ต้าเปายกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าด้วยท่าทางเป็นต่อ "คิดคดีต้องทำหน้าหลงขนาดนั้นด้วยหรือ มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ แต่ก็นะ ศพพวกนั้นก็น่ากลัวจริงๆนั่นแหละ"

            "แล้วพวกเจ้ามาทำอะไรกันล่ะ"

            "อ้อไม่มีอะไร เปาต้าเกอเสื้อขาดก็เลยจะมาให้มู่หลานช่วยเย็บให้หน่อย"

            "ใช่แล้วๆ มู่หลานเจี่ย"

            "เย้ย ไม่ได้ๆ" กงซุนเชอฺกางแขนดันไม่ใช้ต้าเปาเข้าห้องไปเจอภาพแบบเดียวกับเขา

            "ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้นด้วย" "ทำไมไม่ได้" ต้าเปากับจั่นเจาถามขึ้นมาพร้อมกัน

            "เพราะว่า เพราะว่ามู่หลานกำลังอาบน้ำอยู่"

            "หา ทำไมท่านพี่ถึงรู้ว่ามู่หลานกำลังอาบน้ำเล่า"

            "ก็ เมื่อกี้ข้า...." คนที่พึ่งรู้ตัวว่ากำลังขุดหลุมฝังตัวเองชะงักไม่กล่าวต่อ

            "บอกมา ท่านมาแอบดูมู่หลานอาบน้ำใช่มั้ย" ต้าเปามีผู้เป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผามาสองปีมีหรือจะปล่อยให้ผู้สงสัยหลุดรอด

            "เปล่าข้าเปล่าจริงๆ"

            ส่วนจั่นเจาทั้งที่รู้ว่าพี่รองไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่ แต่ว่านานๆจะได้เห็นกงซุนเชอฺผู้ยิ่งใหญ่จนมุมหมดท่าซักทีมีหรือจะปล่อยผ่านเลยไปโดยไม่ทำอะไร เมื่อพี่รองเริ่มขุดหลุมฝังตัวเองก่อน เปาต้าเกอคอยขยายหลุมใหญ่ขึ้น เขาก็จะทำหน้าที่หาจังหวะยันพี่รองลงไปแล้วกลบหลุมซะ

            "คนลามก บอกมาเดี๋ยวนี้"

            "พูดสิๆ"

            "ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้นจริงๆ"

            ระหว่างที่กงซุนเชอฺกำลังจะขาดใจตายในหลุม มู่หลานก็ออกมาพอดี ผู้พิพากษาทั้งสองชี้มือไปด้านหลังผู้ต้องหาว่าจำเลยอยู่ด้านหลังแล้ว

            "มู่หลาน ข้าขอโทษ" มู่หลานที่แต่งตัวเรียบร้อยแค่สั่นศีรษะว่าไม่เป็นไร แต่กงซุนเชอฺละอายใจจนอยู่ไม่ได้กล่าวขอตัวแล้วเดินหนีไป

            "โจรล่าสวาท คนลามก แน่จริงอย่าเดินหนีสิ" ต้าเปาตะโกนตามไป โดนมู่หลานยิ้มขำท่าทางชายผู้นั้น

 

*1 แบกหม้อดำ (Bei Hei Guo) หมายถึง ถูกทำให้รับเคราะห์รับโทษแทน หม้อดำ หมายถึง ความผิด

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น