ไพลินอธิษฐาน e-book

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ธ.ค. 54

5

 

                รุ่งอรุณของวันใหม่ความสว่างเคลื่อนตัวแทนที่ความมืด ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนยังขอบฟ้า เสียงสรรพสัตว์ที่ออกหากินยามเช้าร้องระงม แข่งขันกับไก่ที่โก่งคอขันปลุกผู้คน วิถีชาวบ้านต่างจังหวัดคือตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อหุงหาอาหารแล้วเตรียมออกไปทำมาหากิน บ้างไปทำนาทำไร่ บ้างไปรับจ้างสารพัดดิ้นรนต่อสู้เพื่อนำเงินมาเลี้ยงปากท้องให้อยู่รอด

                สารวัตรหญิงพลอยไพลินที่อยู่ในเมืองหลวงเสียหลายปี พอได้สัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์รู้สึกสดชื่น จึงตื่นแต่เช้าวิ่งออกกำลังกายพร้อมผู้อาศัยในบ้านเดียวกัน ตำรวจทั้งสามนายถูกเธอปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี กระทั่งเวลานี้ตำรวจทั้งสี่นายวิ่งมาถึงบ้าน

                เหนื่อยที่สุด จ่าละมุนที่พุงโย้กว่าใครร้องเสียงดัง

                เห็นด้วย ดาบนวลสนับสนุนเต็มที่พร้อมหายใจแรงให้รู้ว่าตนนั้นพูดจริง สร้างความมันเขี้ยวให้สารวัตรหญิงผู้นำออกกำลังกายครั้งนี้

                เหนื่อยอะไรนักหนา เป็นตำรวจต้องพร้อมทุกสถานการณ์ ขืนไม่ออกกำลังกายจะวิ่งจับคนร้ายได้ยังไง

                ออกธรรมดาจะไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอกครับสารวัตร เพราะผมออกกับท่านรองประจำ

                ใช่ดาบพูดถูก...” จ่าละมุนสนับสนุน “แต่นี่สารวัตรคนสวยเล่นให้วิ่งพร้อมสวดมนต์ไปบ้างล่ะ ร้องเพลงชาติบ้างล่ะ เรียกว่าไม่ได้ออกแค่กำลังกายอย่างเดียวแต่บริหารปากไปด้วย เหนื่อยสุดๆ เลยครับ

                ดูอย่างทหารเขาซิยังวิ่งไปร้องเพลงไปเลย เอาน่าวันนี้เป็นวันแรกก็เหนื่อยอย่างนี้ แต่ทำไปเรื่อยๆ หายเหนื่อยแน่ฉันรับรอง พลอยไพลินทำหน้าจริงจัง

                ยังมีอีกหรือครับ ทั้งดาบและจ่าพรวดพราดลุกขึ้นจ้องผู้เป็นนายไม่วาง

                อืม...นับแต่นี้ดาบและจ่า รวมถึงท่านรองอีกคน ต้องไปออกกำลังและทำอย่างวันนี้ทุกเช้า

                ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองทำตาโตก่อนวิ่งเข้าบ้านแทบไม่ทัน นับแต่นี้ต้องผจญภัยกับการออกกำลังกายพร้อมสวดมนต์และร้องเพลงชาติเป็นแรมเดือนแรมปีหรืออาจตลอดชีวิต ท่าทางกลัวเหนื่อยของทั้งสองเรียกรอยยิ้มจากรองผู้กำกับหนุ่มที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ถึงเหนื่อยแต่ไม่ปริปากบ่น เขาไม่บ่นแน่นอนด้วยเวลานี้ไม่กล้าพูดกับเธอ เพียงแค่พบหน้าใจกระหวัดคิดถึงอุบัติเหตุเล็กๆ เมื่อช่วงค่ำของวันวาน ทำอย่างไรภาพนี้ไม่ลบเลือนคล้ายฝังรากหยั่งลึกในจิตใจ

                พลอยไพลินเฝ้ามองดวงหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้ม ดูเขามีเสน่ห์และชวนให้มองไม่น้อย ตั้งแต่พบหน้าถึงวันนี้เพิ่งเห็นเขายิ้มเต็มใบหน้าเป็นครั้งแรก รู้สึกเคลิ้มมองอย่างไม่รู้เบื่อ

                แต่แล้วผู้ถูกลอบมองรับรู้ได้นั้นจึงผินหน้า เห็นดวงหน้าแดงซ่านมีเม็ดเหงื่อซึมออกมา ศีรษะเล็กเอียงนิดๆ ริมฝีปากชมพูเรื่อเผยอเล็กน้อย ชวนให้หัวใจทำงานอย่างหนักเลือดสูบฉีดแรงกล้า ยิ่งเห็นแววตาเปล่งประกายแสดงความพึงพอใจอย่างชัดเจน ยิ่งเพิ่มความร้อนรุ่มในหัวใจมากโข อาการเหนื่อยจากการออกกำลังกายหายปลิดทิ้ง และสบนัยน์ตาคู่นั้นอย่างเผลอตัว กระทั่งสารวัตรคนสวยก้าวเข้าใกล้ใช้ผ้าผืนเล็กซับเหงื่อบริเวณหน้าผากอย่างแผ่วเบา แล้วโน้มหน้ากระซิบข้างหู

                ท่านรองชอบฉันบ้างมั้ยคะ ถ้าชอบจีบได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจใคร ลมหายใจอุ่นกระทบข้างแก้ม คราวนี้หัวใจไวกูณฐ์คล้ายหยุดเต้นก่อนสั่นระรัวดั่งกลอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทุกหย่อมย่านใบหน้าร้อนผะผ่าว จนเขาต้องยืนนิ่งยอมให้สารวัตรคนสวยซับเหงื่ออยู่อย่างนั้น

                ดวงหน้าที่แดงก่ำของเขาเรียกรอยยิ้มของพลอยไพลินได้ดี ท่าทางแบบนี้บอกให้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ยังรู้อีกว่าเขาอ่อนหัดเรื่องผู้หญิง แค่อยู่ใกล้ทำอะไรไม่ถูก แบบนี้คงไม่พ้นเงื้อมมือผู้หญิงคนนั้นแน่แท้ แต่ไม่มีวันที่ผู้หญิงคนนั้นจะได้เขาไปครอบครอง เขาต้องเป็นของเธอคนเดียว เพราะเขากับเธอเกิดมาเพื่อคู่กัน

 

                ภาพใกล้ชิดสนิทสนมเกินคนที่เพิ่งรู้จัก ทำให้แขกยามเช้าของบ้านหยุดเพียงหน้าประตูรั้วจ้องภาพนี้เขม็ง ดวงตาของแขกสาวร้อนผ่าวเกิดความอิจฉาริษยาและไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ ตรงไปกระชากแขนสารวัตรหญิงผลักเต็มแรง พลอยไพลินทรงตัวได้ดีแล้วหวังเอาเรื่องผู้ทำร้าย แต่อีกคนที่มาด้วยสัมผัสแขนแผ่วเบา

                ผมขอโทษแทนน้องสาวด้วยครับ อนลก้มหัวอย่างสุภาพ

                พลอยไพลินยอมอยู่ในความสงบ ถึงไม่ชอบหน้าเขาแต่ยอมทำตามเพราะไม่ต้องการนำความเดือดร้อนใจมาให้เจ้าของบ้าน ถ้าอยู่นอกเขตรั้วบ้านจะไม่ปล่อยให้หยามเกียรติเช่นนี้

                ไปขอโทษทำไมคะ ยัยผู้หญิงคนนี้กำลังจะแย่งคนรักของเล็ก อนิลวรรณจ้องอย่างเอาเรื่อง

                ไม่ทราบว่าท่านรองเป็นคนรักของคุณตั้งแต่เมื่อไร

                เป็นเมื่อวานย่ะ

                อ้อเหรอ แล้วถามเขาหรือยังว่ายอมรับคุณเป็นคนรักด้วยหรือเปล่า สงสัยจะขี้ตู่เอาเอง ดูซิถ้าเป็นคนรักกันจริงเขาคงไม่พยายามแกะมือคุณออก ใช่ว่าเธอโกหก ขณะนี้เจ้าของบ้านกำลังปลดมือนั้นอย่างสุดความสามารถ แต่ปลิงตัวนี้เกาะแน่นหนึบยากต่อการสลัดออก

                ครั้นทำสำเร็จไวกูณฐ์ถอยห่างอย่างสุภาพ อนิลวรรณถึงกับหน้าชาโกรธจนควันออกหู เขาทำแบบนี้เหมือนหักหน้ากันชัดๆ และทำให้ผู้หญิงอีกคนยิ้มเยาะ อยากกรีดร้องแล้วเข้าไปตบหน้าผู้หญิงคนนั้นสักฉาด แต่ยอมสะกดอารมณ์เข้าไปกอดแขนเขาอย่างเดิม

                คุณกูณฐ์เขาเขินย่ะ ว่าแต่หล่อนมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าไม่ทราบ

                ฉันไม่ได้มาแต่เช้า แต่ฉันอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่างหาก

                อยู่...!” อนิลวรรณเบิกตาโต

                ใช่ ฉันอยู่บ้านเดียวกับท่านรอง ห้องนอนอยู่ติดกันด้วย

                อนิลวรรณสะกดกลั้นโทสะไม่ไหวต่อไปเตรียมกรีดร้อง แต่ถูกพี่ชายดึงออกห่างตำรวจหนุ่มและปรามด้วยสายตาก่อนเอ่ยขึ้น

                สวัสดียามเช้าครับรองไวกูณฐ์ สารวัตรพลอยไพลิน ผมกับน้องสาวขอรบกวนเวลาพวกคุณสักครู่ ผมจะมาเชิญพวกคุณทั้งสองไปทานอาหารเย็นที่รีสอร์ตครับ พ่อผมอยากรู้จัก

                อยากรู้จักไปทำไมคะ ถ้าอยากรู้จริงไม่จำเป็นต้องไปทานข้าวที่นั่น มาหาที่โรงพักก็ได้ คุณอนลน่าจะรู้ดีว่า ตำรวจอย่างเราถ้าทำตัวสนิทสนมกับใครเป็นการส่วนตัวดูไม่ดีนัก

                เรื่องมาก ไม่เห็นคุณกูณฐ์จะพูดอะไรเลย ยศสูงกว่าหล่อนเสียอีก จริงมั้ยคะคุณกูณฐ์ขา อารมณ์อนิลวรรณเปลี่ยนไปทันทีส่งยิ้มหวานให้รองผู้กำกับหนุ่มที่ยังปิดปากเงียบ แล้วเข้ามากอดแขนออเซาะไม่ห่าง

                เอ่อ...ผม...เอ่อ... ไวกูณฐ์พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นกะทันหัน ยอมรับว่าตั้งตัวไม่ทัน ถ้าเหตุตรงหน้าเป็นคดีที่ต้องสะสางอย่างที่ผ่านมา คงตัดสินใจได้รวดเร็วกว่านี้ แต่ขณะนี้เป็นเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผู้หญิงสองคนและต้นเหตุมาจากเขา ไม่อยากเชื่อว่าเธอทั้งสองสนใจเขามากถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะเธอที่มีอาชีพเดียวกันเหตุไฉนถึงแสดงพฤติกรรมคล้ายว่าชอบเขาอีกคน

                ถ้าคุณสองคนเห็นว่าไม่ดี...

                ไม่เป็นไรค่ะคุณใหญ่...ฉันเรียกแบบนี้ถูกมั้ยคะ

                ถูกครับสารวัตร อนลยิ้มน้อยๆ ท่าทีของสารวัตรเปลี่ยนไปจนตามไม่ทัน แต่นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี

                งั้นคุณใหญ่เรียกฉันว่าสารวัตรบลูก็ได้ค่ะ เอาเป็นว่าฉันกับท่านรองจะไปตามคำเชิญนะคะ แต่ขออะไรอย่างหนึ่งฉันขอพาหมวดเข้ม ดาบนวลกับจ่ามุนไปด้วย เราเป็นพวกเดียวกัน มีของอร่อยๆ ให้กินฟรีก็ต้องไปด้วยกัน ตอนนี้ขอตัวก่อนนะคะคุณใหญ่ ได้เวลาต้องไปทำงานแล้วค่ะ ฉันกับท่านรองไม่ว่างเหมือนใครบางคน

                พลอยไพลินยิ้มหวาน แล้วเข้าไปปลดแขนเรียวยาวที่เกาะแขนผู้บังคับบัญชาออก แต่หล่อนผู้นี้ไม่ยอมจึงต้องใช้แรงพอสมควร เมื่อสำเร็จเป็นฝ่ายกอดแขนเขาแทนแล้วดึงเข้าบ้าน

                อนิลวรรณโมโหจนเต้นเร้าๆ กรีดร้องเสียงลั่น แต่พี่ชายปิดปากได้ทันท่วงที

                อย่าเสียงดังเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ คำเตือนของพี่ชายใช้ได้ดี น้องสาวสงบลงแต่ความโกรธยังมีเต็มไปหมด

                ฟังพี่พูดให้ดี ถ้าชอบรองไวกูณฐ์ต้องทำตัวให้ดูดีมีคุณค่า ไม่ใช่เอาแต่ใจและแสดงความก๋ากั่นให้เขาเห็น

                พูดอย่างกับว่ายัยสารวัตรไม่ทำแบบเล็กอย่างนั้น พี่ใหญ่ก็เห็นว่ายัยนั่นกำลังจีบคุณกูณฐ์ของเล็ก

                เห็น แต่พี่ว่าเธอต้องการแกล้งเล็กมากกว่า ถ้าเล็กทำตัวดีๆ สมกับเป็นผู้หญิง เธอคงไม่ทำ อีกอย่างพี่จะช่วยเล็กเอง พี่จะจีบเธอ

                จริงหรือพี่ใหญ่ อนิลวรรณตาลุกวาว ถ้าพี่ชายพูดอย่างนี้เรื่องของเธอกับตำรวจหนุ่มอนาคตไกลคนนั้นจะไม่มีใครขัดขวางอีกต่อไป

                อืม เท่าที่ดูสารวัตรบลูสวยและเก่ง กล้าทำทุกอย่าง ผู้หญิงแบบนี้ถ้าได้เป็นคู่ชีวิต ช่วยกิจการของเราได้สบาย อีกอย่างพ่อต้องถูกใจและเลิกจับคู่ให้พี่

                พี่ใหญ่คิดถูกแล้วค่ะ งั้นเรารีบกลับรีสอร์ตเถอะค่ะ เล็กจะไปสั่งให้พนักงานเตรียมจัดสถานที่และอาหารไว้ต้อนรับคุณกูณฐ์ของเล็ก

                อนลตามน้องสาวออกไป นับจากนี้บ้านหลังนี้คงเป็นสถานที่อีกแห่งที่ต้องมาเป็นเนืองนิตย์ไม่ต่างจากสถานีตำรวจ ที่ต้องเดินขึ้นเป็นว่าเล่น มิใช่ถูกจับแต่ไปพบคุณตำรวจคนสวยด้วยเหตุผลที่เพิ่งแจ้งกับน้องสาว การตัดสินใจครั้งนี้เพิ่งบังเกิดเมื่อเห็นรอยยิ้มของเธอ แม้เธอเต็มใจยิ้มแสดงมิตรไมตรีที่ดี แต่บางอย่างที่แฝงลึกลงไปนั้นบอกว่าเธอต้องการท้าทายซึ่งรับรู้ได้ เพราะเหตุนี้จึงอยากปราบพยศผู้หญิงคนนี้วิธีนั้นคือการทำให้เธอตกหลุมรัก เพียงเท่านี้เธอไม่กล้าแสดงความรังเกียจออกมาให้เห็น

 

                เวลาเดียวกันกระบะสีเข้มคันหนึ่งตรงไปยังท้ายหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของอำเภอไพรสวรรค์ กระทั่งถึงบ้านไม้ที่เก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลา บ้านหลังนี้ปิดเงียบมานานบัดนี้เจ้าของบ้านกลับมาดูแลบ้านในรอบหลายเดือน เพียงชั่วครู่มอเตอร์ไซค์คันเก่าแต่สภาพเครื่องยนต์ใช้งานได้ดีตรงมายังบ้านหลังดังกล่าว คนขี่ลงจากรถได้เมียงมองรถที่จอดสนิทก่อนส่งสัญญาณ นาทีต่อมาบุคคลที่ต้องการพบปรากฏตัวที่ใต้ถุนบ้านก่อนกวักมือเรียก

                “เอ็งเข้ามาเลย”

                ชายที่มาใหม่ก้าวอาดๆ พร้อมยิ้มระรื่นแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้อย่างเหนื่อยอ่อน

                “เอ็งมานี่มีใครเห็นไหมวะ”

                “ใครจะเห็นเล่าพี่ก็ คนอย่างฉันใครจะสนใจ”

                “ตำรวจไงที่สนใจเอ็ง หรือไม่ก็พวกคนในบ่อนนั่นประไรที่อยากฆ่าเอ็งเพราะไปติดหนี้พนันเขา”

                “พี่ตกข่าวแล้วล่ะ หึหึ ฉันไม่เป็นหนี้พวกมันแล้ว ลูกพี่ของฉันคนใหม่รวยมีเงินเป็นฟ่อน ใช้หนี้แทน ฉันเลยไปทำงานกับเขา”

                “ลูกพี่เอ็งเป็นใครถึงมีเงินมากขนาดนั้น”

                “บอกไม่ได้ความลับ ว่าแต่พี่เถอะเรียกฉันมาทำไม”

                “ข้ามีงานจะใช้เอ็งหน่อย” ครั้นเอ่ยถึงธุระสำคัญชายเจ้าของบ้านมีสีหน้าเคร่งเครียดชัดเจน “ข้าไม่รู้จะให้ใครทำ พอดีนึกถึงเอ็งขึ้นมา งานนี้เงินค่าจ้างสูงมาก”

                “งานอะไรหรือพี่”

                “ฆ่าคน”

                “พะ...พี่เอ่อพูดใหม่อีกทีซิ...” คนฟังถึงกับตกใจจ้องคนพูดตาค้าง

                “ฆ่าคน มีคนจ้างข้ามาอีกทีแต่ข้าทำไม่ได้ เอ็งน่าจะรู้ดีเพราะอะไรส่วนที่ข้าให้เอ็งทำไม่ใช่จะโยนความชั่วให้เอ็งหรอกนะ แต่ข้าเชื่อว่าเอ็งทำได้ นี่คือเงินค่าจ้างงวดแรกสองหมื่นและชื่อของคนที่จะให้เอ็งฆ่า แล้วถ้าต้องการเงินอีกบอกข้าได้ทุกเมื่อ ทำงานให้สำเร็จเงินหนึ่งล้านบาทจะเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเอ็ง”

                “หนึ่งล้านเลยหรือพี่ งั้นฉันทำเอง” ดวงตาของผู้รับงานวาววับ

                “ทำงานให้ดีอย่าให้ใครจับได้ ธุระของข้ามีเท่านี้แหละเอ็งกลับไปเถอะ”

                แขกที่มาใหม่กลับไปพร้อมรอยกระหยิ่มยิ้มย่องกับค่าจ้างที่สูงลิ่ว ผิดกับผู้ที่จ้างวานหน้าตายังเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกลัดกลุ้มใจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคิดร้ายหรือหมายเอาชีวิตผู้ใด กลัวบาปกรรมจะตกมาถึงตัวแต่ครั้งนี้ไม่รู้อะไรมาดลบันดาลให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้

                “พวกเราคิดถูกหรือผิดที่ทำแบบนี้” ใครคนหนึ่งออกจากที่ซ่อนมองตรงไปข้างหน้าท่าเหม่อลอย สีหน้าและแววตาไม่ต่างจากชายเจ้าของบ้านสักนิด

                “จะผิดหรือถูกเราก็ต้องทำไม่ใช่หรือ เป็นคำสั่งที่เราสองคนขัดไม่ได้ ผมต้องตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวง ส่วนคุณทำไปเพราะอะไรย่อมรู้อยู่แก่ใจดี”

                “ใช่ เราสองคนปฏิเสธไม่ได้จริงๆ” น้ำเสียงครั้งนี้สั่นเครือพร้อมที่หยดน้ำใสก่อตัวก่อนร่วงหล่นข้างแก้ม “แต่ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องร้ายๆ ไปตกอยู่ที่เขา ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะรับไว้เองคนเดียว”

 

                “ขอบคุณนะคะที่ให้อาศัยรถมาที่ทำงานด้วย” พลอยไพลินเอ่ยปากเมื่อคนขับเคลื่อนรถออกจากบ้าน

                “ไม่เป็นไร” เจ้าของรถอย่างไวกูณฐ์พูดเบาๆ อาการขวยเขินกับการแสดงออกของลูกน้องเมื่อช่วงเช้าคงอยู่ ถึงรู้ว่าเธอทำไปเพราะต้องการแกล้งอีกฝ่าย แต่ดวงตาที่เห็นนั้นเสมือนว่าเธอจริงจังกับสิ่งที่ทำ

                “เอ่อผม...ขอพูดอะไรสักอย่าง”

                “ได้เลยค่ะ”

                “เรื่องเมื่อคืนผมขอโทษที่...”

                “นั่นเป็นอุบัติเหตุนะคะ ท่านรองไม่ได้ตั้งใจ” สุ้มเสียงเธอไม่รู้สึกใดๆ แถมยังทำราวกับยินดีปรีดาที่เกิดเหตุนั้นเสียอีก ผู้ขับรถต้องลอบมองนิดๆ พร้อมเอ่ยปาก

                “ถึงอย่างนั้นผมต้องขอโทษ แล้วเมื่อเช้าที่คุณทำอย่างนั้นผมรู้ว่าต้องการแกล้งคุณเล็ก แต่บอกตามตรงว่าผมไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ใครเห็นเขาจะพูดเกี่ยวกับคณในทางไม่ดี”

                “ใครที่คุณว่าคือคุณเล็ก เธอคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ให้ท่าผู้ชาย แล้วถ้าฉันไม่ได้ทำเล่นๆ แต่ทำจริง เพื่อต้องการให้ผู้ชายมาสนใจฉันล่ะคะ ท่านรองจะว่าอย่างไร” พลอยไพลินหยั่งเชิงถามออกไป

                รองผู้กำกับการหนุ่มตกใจแตะเบรกหยุดกะทันหัน หน้าผู้โดยสารที่นั่งเคียงข้างเกือบคะมำโชคดีจับที่ยึดได้ทัน

                “คะ...คุณพูดอะไร”

                “ดูหน้าท่านรองซิคะเหมือนถูกผีหลอกอย่างนั้น แต่ไหงหน้าแดงอย่างนี้” เธอหัวเราะร่วนอารมณ์ดีเกินหน้าเกินตา

                ผู้บังคับบัญชารีบแสร้งตีหน้าขรึมพร้อมทำเสียงเข้ม “ผมไม่ขำด้วย จะแกล้งหรือพูดเล่นก็ไม่ควร เป็นผู้หญิงสมควรสงวนกิริยาท่าที”

                “แหม ท่านรองคะทำไมหัวโบราณอย่างนี้ นี่ยุคอะไรแล้วคะ ใครจีบใครก่อนไม่ใช่ประเด็นแล้วล่ะค่ะ ที่ต้องคิดคือจริงจังกับความรักมากแค่ไหนต่างหาก ไม่ใช่แค่เล่นๆ ชอบใครรักใครก็บอกรักเลยไม่ไตร่ตรองกับความรู้สึกนั้นให้ดี แล้วปล่อยตัวให้เชยชมเหมือนพวกวัยรุ่นสมัยนี้ แบบนี้ฉันไม่ชอบเหมือนกันค่ะ”

                “แต่ผมว่าเหมือนกันทั้งนั้น” ไวกูณฐ์เน้นย้ำชัดเจนก่อนพูดต่อ “ผู้หญิงไม่ควรบอกรักผู้ชาย...”

                “อุ๊ย...!” เสียงร้องด้วยความตกใจส่งผลให้ตำรวจหนุ่มหยุดพูด

                “เป็นอะไร” จับจ้องเธอที่กำลังสัมผัสบางอย่างซึ่งอยู่บริเวณลำคอ หน้าตายามนี้ไม่มีแววล้อเล่นใดๆ กลับจริงจังถึงขั้นเครียด เธอมองรอบตัวเขามองตาม สังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น มอเตอร์ไซค์วิบากคันหนึ่งขี่ตรงมาด้วยความเร็วสูง ผู้ขี่สวมชุดดำแถมปิดบังใบหน้าอำพรางตัวส่อแว่วพิรุธอย่างเห็นได้ชัด วินาทีนั้นเห็นบางสิ่งที่ทำให้อยู่เฉยไม่ได้

                หลบค่ะ!” พลอยไพลินกดตัวเขาหมอบลงกับเก้าอี้พร้อมลดตัวตามลงไป ก่อนเสียงปืนดังสนั่นทะลุกระจกเฉียดไปอย่างหวุดหวิด

                ไม่เป็นอะไรใช่ไหม ไวกูณฐ์มีสติพอรับรู้ถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองและเธอ

                ไม่ แล้วท่านรองล่ะคะ น้ำเสียงของเธอบอกถึงความห่วงใยที่มีต่อเขาเต็มเปี่ยม ส่งผ่านเข้าสู่หัวใจของชายหนุ่ม ทำให้เขาชะงักชั่วขณะหนึ่งก่อนยิ้มน้อยๆ

                พร้อมสู้พวกมันมั้ย

                พร้อมค่ะ พลอยไพลินตอบเร็วรี่ ลุยกันเลย!”

                จบคำ ไวกูณฐ์ตอบโต้กลับ คนพวกนี้หมายเอาชีวิตเขาและเธอแเพราะตั้งมั่นกระหน่ำยิงใส่พวกเขาไม่ยั้ง ไม่ถึงนาทีฝ่ายคนร้ายสองคนล่าถอยกลับไปทางเดิม ขณะนั้นพลอยไพลินออกจากที่กำบังยืนจังก้าจ่อปืนเล็งเป้าหมาย แต่ไม่ทันได้ลั่นไกร่างทั้งร่างถูกชายหนุ่มดึงเข้ามากอดและกดลงกับพื้น กระสุนจากคนร้ายจึงพลาดเป้าถูกรถแทน วินาทีต่อมาทุกอย่างเงียบหายกลับสู่ภาวะปกติ

                แต่จิตใจของผู้ตกอยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทไม่ปกติเท่าใด พลอยไพลินนึกเสียดายที่ไม่ได้ทำดั่งใจคิด ถ้าไม่ถูกขัดขวางเสียก่อนอาจได้ตัวคนร้ายก็เป็นได้

                ท่านรองเป็นบ้าอะไร!”

                จะบ้าไปแล้วหรือไงสารวัตร!”

                เขากับเธอพูดและเงยพร้อมกัน ความบังเอิญนี้ทำให้ดวงหน้าทั้งสองชิดใกล้ปลายจมูกแทบปัดป่ายจนรับรู้ลมหายใจของกันและกัน ดวงตาสองคู่สอดประสานอย่างลงตัว ส่งผลต่อการเต้นของหัวใจที่แรงและเร็วมากกว่าเหตุร้ายเมื่อครู่เสียอีก ทั้งสองหยุดนิ่งราวกับโลกหยุดหมุนจึงไม่รู้ว่าลูกน้องทั้งสามที่ขับรถตามหลังเห็นเหตุการณ์ เร่งรุดมายังที่เกิดเหตุ แต่ภาพที่ทุกคนเห็นดูเหมือนว่าผู้บังคับบัญชากำลังพลอดรักกัน ลูกน้องต่างอมยิ้มลืมเรื่องร้ายชั่วขณะหนึ่ง

                ท่านรองครับ สารวัตรครับเอาไว้ไปมองตากันที่บ้านดีกว่าที่นี่ประเจิดประเจ่อเกินไป อีกอย่างตอนนี้หน้าสิ่วหน้าขวานไม่สะดวกเท่าไหร่ ดาบนวลเรียกสติทั้งสองกลับคืน ชายหญิงสะดุ้งผละห่างแทบไม่ทันแล้วต่างแสร้งตีหน้าขรึม ก่อนที่ผู้มียศสูงออกคำสั่ง

                หมวดเข้มวิทยุเรียกกำลังเสริมให้ตั้งด่านสกัดจับทุกพื้นที่ ส่วนดาบนวลกับจ่ามุนพากำลังไปตรวจตามตลาดและหมู่บ้านให้ละเอียดเห็นใครต้องสงสัยจับได้ทันที เดี๋ยวผมกับสารวัตรจะเคลียร์พื้นที่เอง” สิ้นคำสั่งทุกคนออกปฏิบัติหน้าที่

                จังหวะนั้นมีรถอีกคันมาจอดยังที่เกิดเหตุ พลขับเป็นถึงผู้กำกับการคีรี เกิดอะไรขึ้นหรือรองไวกูณฐ์ สารวัตรบลูเมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงปืน

                มีคนร้ายลอบยิงพวกเราครับ

                ยิงพวกคุณ ใครกันที่คิดร้ายหรือว่าผิดคน เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้วไปพูดกันที่โรงพักดีกว่า

                ครับ...ค่ะ พวกเขาต่างสงสัยเหตุร้ายที่อุกอาจครั้งนี้อะไรคือต้นสายปลายเหตุ พวกเขาจำได้ไม่เคยมีศัตรูที่ใดนอกเสียจากผู้ร้ายที่จับเข้าคุกนับไม่ถ้วน แต่ทุกคนยังถูกจองจำถึงบางคนพ้นโทษแต่คงไม่กล้าพอก่อเรื่องนี้ขึ้น หรือเป็นการเข้าใจผิด คนที่รู้ดีที่สุดคือผู้ร้าย ได้ตัวเมื่อใดความจริงก็กระจ่างในบัดดล

 

                ป่าเขาของอำเภอไพรสวรรค์รกชันเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เถาวัลย์ปกคลุมทำให้มืดครึ้มไม่รู้กลางวันกลางคืนน่ากลัวสำหรับผู้ไม่เคยเดินป่า แต่ชายสามคนที่เดินทางเข้าป่าในช่วงเช้ามืดไม่ได้กลัวเกรงสักนิด จุดหมายของทั้งสามอยู่ที่บ้านกลางป่าหลังหนึ่ง เมื่อมาถึงผู้นำส่งสัญญาณที่รู้กันพอได้ยินเสียงสัญญาณเดียวกันตอบกลับ ทั้งสามโล่งอกแล้วก้าวเข้าไป ผู้อยู่ด้านในหลบหลังตู้ผ้าก่อนออกมาพร้อมลดปืนในมือลงแล้วนั่งที่เดิม ใบหน้าชายผิวขาวค่อนข้างเครียด ดวงตาเรียวเล็กตามเชื้อชาติจ้องผู้มาใหม่เขม็งแล้วเอ่ยถาม

                งานสำเร็จไหม สำเนียงภาษาไทยค่อนข้างแปล่งหูสำหรับเจ้าของภาษาไทยแต่ฟังได้ ส่วนผู้พูดถือว่าเก่งสามารถหัดพูดภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่สี่เดือนที่ตั้งใจฝึกฝนผลออกมาได้ดีอย่างต้องการ

                ไม่ครับ... ชายหนึ่งในชุดดำตอบกลับด้วยภาษาเดียวกัน

                ไม่ได้เรื่อง!” ฝ่ามือใหญ่ของคนพูดตบหน้าคนตอบฉาดใหญ่

                พวกมันเป็นตำรวจฝีมือดีนะครับนาย เราสองคนเกือบเพลี่ยงพล้ำ และกว่าหนีรอดสายตาตำรวจไทยมาได้ก็ยากพอดู โชคดีที่ได้นายยักษ์ช่วย

                นายยักษ์ที่ถูกกล่าวถึงพยักหน้าสนับสนุนคำพูดนี้ ทำให้ชายผิวขาวผู้เป็นนายยอมลดแรงโกรธลง

                ขอบใจที่ช่วยเหลือมาตั้งแต่ต้น

                ไม่เป็นไร นายคิริวช่วยฉันเหมือนกัน ให้เงินฉันมาเยอะแยะ

                คิริว คินโยชายชาวญี่ปุ่นเดินทางมาพร้อมลูกน้องสองคนถึงเมืองไทยเมื่ออาทิตย์ก่อน สาเหตุแห่งการมาครั้งนี้คือแก้แค้นให้พี่ชายหัวหน้ายากูซ่ากลุ่มคินโยที่ต้องมาจบชีวิตที่ประเทศไทยอย่างอนาถ พี่ชายรับงานชิ้นหนึ่งและทำงานนั้นไม่สำเร็จถูกตำรวจไทยจับตาย ข่าวนี้นำความเสียใจให้ตัวเขาและครอบครัว เขาโกรธแค้นแทนพี่ชายจึงไม่อยู่เฉยคิดล้างแค้นกับบุคคลที่ปลิดชีพพี่ชาย

                บุคคลที่เขาต้องกำจัดให้สิ้นซากคือตำรวจไทยคนหนึ่ง เท่าที่สืบทราบมาว่าคนผู้นั้นอยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ วันแรกที่เดินทางมาถึงได้พบชายชาวไทยผู้นี้กำลังเดือดร้อนถูกคนกลุ่มหนึ่งรุมซ้อมจึงเข้าช่วยเหลือ ซักถามความเป็นมาทราบสาเหตุว่าติดหนี้การพนันเป็นเงินไม่ใช่น้อย ด้วยความถูกชะตาและหวังได้คนไทยช่วยเหลือยามอยู่ในต่างแดนนี้สักคนจำยอมช่วยชดใช้แทน ซึ่งเขาไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าแต่ที่สังเกตเห็นได้ ชายผู้นี้ไว้ใจได้ระดับหนึ่งที่สำคัญขลาดเกินไปที่จะหักหลังคนอย่างเขา

                ว่าแต่นายคิริวคิดจะกำจัดคนผู้นั้นต่อ...

                ใช่ ฉันไม่ปล่อยให้มันมีลมหายใจได้นาน คิริวขบฟันแน่น

                งั้นนายคิริวอยากหางานพิเศษควบคู่ไปด้วยไหม

                งานอะไร... มาเฟียญี่ปุ่นนึกสงสัย

                ฆ่าคน บังเอิญว่ามีคนมาจ้างฉันให้ไปจัดการคนๆ หนึ่ง แต่ฉันไม่เก่งกำลังจะหาคนอื่นทำ นึกขึ้นได้ลองถามนายคิริวดูก่อน อีกอย่างคนที่ว่าจ้างให้ไปจัดการเป็นตำรวจไพรสวรรค์เหมือนกัน

                ได้...” คิริวรับปากโดยไม่คิดนาน “แต่นายต้องรับปากก่อนว่าจะไม่บอกใครว่าฉันรับทำงานนี้ บอกว่าเป็นนายทำพอ ส่วนเรื่องเงินค่าจ้างแบ่งกันคนละครึ่ง

                ขอบใจนายคิริวมาก งั้นฉันขอตัวก่อนแล้วตอนเย็นฉันจะมาพร้อมอาหารอีกที นายยักษ์จากไปพร้อมรอยยิ้ม ได้เงินทั้งที่ไม่ต้องลงมือทำงาน เพียงแค่เป็นตัวประสานและช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง งานสบายๆ แบบนี้ชอบนักหนา

 

3 ความคิดเห็น