ลูกครึ่ง - ลูกครึ่ง นิยาย ลูกครึ่ง : Dek-D.com - Writer

    ลูกครึ่ง

    ตรงซอกตึกที่มืดมิด มีเสียงบางอย่างดังขึ้นอย่างซวบซาบ แล้วแสงจันทร์ก็ดลมเลียให้เห็นเขาทั้งสองคน....

    ผู้เข้าชมรวม

    570

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    570

    ความคิดเห็น


    11

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  หักมุม
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  27 พ.ย. 48 / 19:12 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
      เมื่ออดีตชาวตะวันตกได้ทำการเดินทางมายังฝั่งเอเชีย  พร้อมทั้งเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆและเผยแพร่ศาสนาและวัฒนธรรมให้แก่ชาวเอเชีย   ประเทศไทยก็เช่นกันที่มีชาวตะวันตกเข้าตั้งรกราก อาศัยอยู่ในประเทศ  และเมื่อกาลครั้งนั้นในอดีตไม่ไช่เพียงแค่ศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้นที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาสู่ประเทศ แต่มันยังมีบางอย่างที่เล็ดลอดติดตามมากับผู้คนจากฝั่งตะวันตกด้วย…….
          
           เที่ยงคืนกว่าของวันพระจันทร์เต็มดวง  ตรงซอกตึกของเมืองหลวงได้มีความเคลื่อนไหวเล็กๆเกิดขึ้น    แสงจันทร์สาดส่องสะท้อนเห็นเป็นเงาดำเป็นร่างของชายสองคนซึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงซอกตึก    มีเสียงร้องของความซาบซ่านเล็ดลอดออกมาแผ่วเบา  เสียงซู๊ดซ๊าด ดูดดื่มหลุดลอดดังออกมาจากตรงนั้น   แล้วเพียงครู่เสียงนั้นก็หยุดและเงาของสองคนนั้นก็นิ่งลง เมื่อมีผู้คนเดินผ่านแล้วหันไปเห็นทั้งสองกำลังยืนหันหน้าชิดเข้าหากันอยู่    คนที่เดินผ่านมาเห็นก็เลยรีบวิ่งจากไปเผื่อให้ทั้งสองได้สานต่อกิจกรรม   แต่ชายทั้งสองกลับหยุดพร้อมทำท่าเช็ดปาก แล้วเดินออกมาจากซอกตึกให้แสงจันทร์ส่องเห็นหน้าชัดเจน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มลูกครึ่งหุ่นบางดูท่าทางการแต่งตัวเป็นคนสำอางคล้ายดาราชื่อจอห์น  ส่วนอีกคนเป็นลูกครึ่งไทยนิโกรหุ่นลำบึ๊กชื่อดิก
      “ เกือบไปมั๊ยล่ะดิก  บอกแล้วว่าเวลาทำอะไร ให้เสียงเบาๆหน่อยอย่าดังนัก  จอห์นรู้นะว่าดิกชอบแต่ ถ้าเกิดมีคนอื่นมาเห็นอีกมันจะแย่นะ อีกอย่างช่วงนี้จอห์นกำลังจะต้องออกเทปแล้วด้วย ก็เลยไม่อยากให้ใครเห็นแล้วจำได้ ”  จอห์นหนุ่มลูกครึ่งสำอางพูดตัดพ้อขึ้น
      “ดิกขอโทษก็แล้วกันคราวหน้า ดิกจะทำให้เสียงเบากว่านี้”  หนุ่มลูกครึ่งนิโกรตอบ
      “จอห์นเห็นดิกมีความสุขแบบนี้ทีไร  ดิกชอบเสียงดังทุกทีเก็บอารมณ์ไม่ได้ซักครั้ง   เห็นทีคราวหน้าเราจะต้องหาที่ที่มันมิดชิดกว่านี้ซะแล้ว  แบบนี้มันเสี่ยงที่คนจะเห็นเกินไป”
      “โอเค ดิกเห็นด้วยตามจอห์น”
           ทั้งคู่เดินกอดคอกันไปท่ามกลางแสงจันทร์ ในค่ำคืน จนเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ถึงวันที่จอห์นจะต้องออกโปรโมตเทป ของตัวเอง ดอกไม้สีแดงสดช่อใหญ่ก็ถูกส่งตรงถึงจอห์นศิลปินลูกครึ่ง   ในการ์ดอวยพรที่แนบมากับช่อดอกไม้มีใจความว่า
          ขอให้ประสบความสำเร็จ เพื่อเราทั้งสอง…..จาก ดิก

           เพียงไม่กี่เดือน อัลบั้มเทปของจอห์นก็ขายดี  ไม่ใช่เพราะเสียงหรือเพลงที่ดีหรอก แต่เป็นเพราะหน้าตาที่หล่อเหลาแบบลูกครึ่งของจอห์นต่างหากที่กอบโกยเงินจากกระเป๋าของเหล่าสาวๆในประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย  ส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยทันที    งานคอนเสริต์ถูกจองคิวล่วงหน้าเป็นปี  ทำให้จอห์นแทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเพราะต้องตระเวนออกคอนเสริต์ ตามต่างจังหวัดเพื่อสร้างยอดขายเทปให้กับตัวเองและบริษัท   แต่ไม่ว่าจะไปทัวร์คอนเสริต์ที่ไหนก็ตามทีในฝูงชนของบรรดาแฟนเพลงนั้นจะมี ดิกยืนปะปนไปด้วยอยู่เสมอและทุกครั้งนั้นก็เช่นกันที่จอห์นร้องเพลงบนเวทีก็จะเห็นดิกเป็นจุดเด่นในฝูงชนหน้าเวที    
           แต่ทว่าก็มีนักข่าว และหนังสือพิมพ์เขียนข่าวลือกันออกมาโจมตีกันหนาหูว่า  จอห์นนักร้องหนุ่มขวัญใจวัยรุ่นสาวๆ นั้นแท้ที่จริงเป็นพวกไม้ป่าเดียวกัน……ทำให้ทางต้นสังกัดของจอห์นถึงกับต้องออกมาให้ข่าวแก้ตัวกันจ้าละหวั่น  เพราะด้วยบุคคลิกของจอห์นเองและท่าทางก็ดูจะเข้าเค้ากับข้อหาที่นักข่าวกล่าวมา  แต่จอห์นเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับข้อกล่าวหาของข่าวนี้แต่อย่างใด จึงออกมาให้สัมภาษณ์เหมือนดาราทั่วไปเพียงแค่ว่า “ข่าวจะเขียนมาอย่างไรมันก็เป็นแค่ข่าวส่วนใครเป็นอย่างไรก็ย่อมรู้ตัวเองดี “


           หลังจากที่มีข่าวออกมาทางบริษัทต้นสังกัดของจอห์นก็พยายามที่จะเข้มงวดกับนักข่าวที่จะเข้ามาขอสัมภาษณ์หรือมาทำข่าวกันอย่างจริงจังเพื่อจะได้ไม่ทำให้เกิดข่าวนั้นขึ้นมาอีก
           วันหนึ่งหลังจากที่จอห์นเล่นคอนเสริต์เสร็จ เดินลงมาหลังเวทีผ่านบรรดาพวกทีมงานพี่เลี้ยงและบอดี้การ์ดเข้าไปในห้องแต่งตัว   ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวนั้นเอง  ดิกก็เดินเข้ามาสะกิดข้างหลังจอห์น  
      “อ้าว!!! ดิกเข้ามาได้ยังไงพวกบอดี้การ์ดทีมงานก็อยู่กันเต็มเดี๋ยวใครเห็นเข้าหรอก”  จอห์นตกใจพร้อมถามขึ้นมา
      “ก็รู้นี่ว่าดิกเข้ามาได้ยังไง ยังจะมาถามอีกหรือว่าอยู่กับพวกนี้จนชิน”  ดิกนิโกรพูดตอบ
      “จริงซิเนอะ  เออว่าแต่มีอะไรล่ะ”
      “ ก็ไม่มีอะไรหรอก  ก็แค่จะชวนหาอะไรกินซักหน่อย”  ดิกพูดพร้อมทั้งคู่ต่างก็มองตากัน
      “ไม่ใช่ข้าวใช่มั๊ยล่ะ” จอห์นพูดแนวหยอกขึ้นพร้อมเม้มปากเล่นหน้าเล่นตา
      “ก็อยากกินอย่างว่า น่ะแหล่ะ”  ดิกพูดพร้อมเอามือมาจับที่ไหล่ของจอห์นแล้วบีบเบาๆทำให้จอห์น หลับตาพริ้มพร้อมหายใจเข้าอย่างแรงสุดปอด
      “โอเค” จอห์นตอบทันควัน ยิ้มรับออกมาอย่างเต็มใจ
      “พรุ่งนี้เจอกัน”  ดิกพูดพร้อมเดินออกไปทางประตู   ซักพักเมื่อประตูปิดทีมงานก็เปิดประตูเข้ามา” น้องจอห์นคุยกับใครค่ะ”  
      “เปล่านี่ครับ”  เขาตอบออกไป

      ……………………..
      วันต่อมา
           จอห์นต้องเล่นคอนเสิรต์ตอนบ่ายเพียงเท่านั้นสำหรับวันนี้ แล้วหลังจากนั้นก็มีเวลาเป็นส่วนตัว  เขาจึงคิดว่าจะออกไปเดินซื้อของคนเดียวที่ห้างซักหน่อย    หลังจากคอนเสิรต์ได้เสร็จสิ้นลง จอห์นก็ขับรถออกจากที่นั่นมายังห้าง เดินเลือกซื้อของอยู่หลายชั่วโมงโดยที่ไม่รู้เลยว่า  ตนเองกำลังถูกติดตามโดยนักข่าวอยู่ จนกระทั่งได้ขับรถเพื่อที่จะกลับที่พักจึงสังเกตเห็นว่ามีรถขับตามมาตลอด  เขาจึงพยายามขับหนีแต่จนแล้วจนเล่าก็ต้องยอมให้ตามเพราะไม่สามารถสลัดได้เลย   จนเมื่อมาถึงคอนโดของจอห์น เขาก็ขึ้นไปห้องบนคอนโดส่วนรถนักข่าวก็จอดเฝ้าจอห์นอยู่อย่างนั้น    จนเวลาประมาณสี่ทุ่ม รถนักข่าวก็ยังคงจอดเฝ้าไม่ไปไหน   แต่ทว่า นักข่าวคนนั้นหารู้ไม่ว่าจอห์นไม่ได้อยู่ในคอนโดเสียแล้ว ถึงแม้รถจะจอดอยู่ก็ตาม……
          
           คืนนี้เป็นคืนวันพระจันทร์เต็มดวง  ตรงถนนระหว่างตึกใหญ่ในแหล่งธุรกิจในตอนกลางวันที่แห่งนี้จะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนแต่ว่าถ้าเป็นตอนกลางคืน มันก็จะเงียบไม่ต่างอะไรกับป่าช้าที่ไม่มีคนสนใจนัก   แสงของพระจันทร์ส่องตรงลงมาให้เห็นร่างลางๆของชายสองคน  คนหนึ่งร่างผอมบางแต่สูงยืนพิงผนังตึก อีกคนร่างกายกำยำใหญ่โตยืนหันหน้าเข้าอีกคน    ระหว่างผนังตึกที่สูงใหญ่นั้นมีเสียงดังก้องอย่างแผ่วเบา เสียงดูดดื่ม ซี๊ดซ๊าดดังขึ้นอย่างระงมไม่ขาดสาย  ร่างที่เห็นลางๆก็ต่างขยับยุกยิกอยู่ไม่หยุดนิ่งถึงแม้ว่าเสียงจะดังก้องสะท้อนในระหว่างตึก แต่จะมีใครมาสนใจเล่าเมื่อมันเป็นที่ที่ไม่มีคน  แล้วเสียงสนทนาประโยคแรกก็ดังขึ้นมา  
      “วันนี้จะกินให้หนำใจเลย”  แสงจันทร์ส่องเห็นเจ้าของเสียงเป็นลูกครึ่งนิโกร ดิกนั่นเอง
      “ตามสบายเลย เอาให้เต็มที่”  อีกเสียงเป็นของจอห์น
            ทั้งคู่ต่างส่งเสียงซู๊ดซ๊าดกันอย่างดัง  โดยไม่เกรงว่าใครจะได้ยินเพราะอารมณ์ตอนนี้มันกำลังพุ่งพล่านอย่างที่สุด
      “ ดิกเอามากี่ตัวเนี่ย ทำไมมันเยอะจังเลย”  จอห์นหยุดพักแล้วถามขึ้น
      “หกตัว ก็คนละสามไง” ดิกตอบพร้อมในมือก็กำลังยื้อตัวหมาที่ทั้งคู่ถือไว้  แล้วต่างคนต่างก็ก้มลงกัดที่คอหมาอย่างดูดดื่ม ทั้งดูดเลือดทั้งกัดเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย จนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนกันไปหมด  
      “เต็มที่เลยนะจอห์น”  ดิกพูดพร้อมโยนซากหมาในมือทิ้งแล้วหยิบหมาอีกตัวขึ้นมา
      “รีบกินนะ เลือดมันกำลังสด เพราะดิกเพิ่งจะหักคอมันเมื่อกี๊นี้เอง”
      “อือ” จอห์นไม่พูดพร่ำลงมือดูดเลือดหมาอย่างกระหาย มีเพียงเสียงครางแห่งความสุขของทั้งคู่ที่ดังก้องอยู่ในบริเวณนั้น
          คืนนั้นเป็นค่ำคืนที่สุดอร่อยหลังจากที่จอห์นไม่ได้ลิ้มลองมานาน…..
      ……………….

           เมื่ออดีตชาวตะวันตกได้ออกมาเผยแพร่วัฒนธรรมมายังประเทศไทยและบางส่วนได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นเวลาช้านาน  แต่ใครจะหารู้ไม่ว่าเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมานั้นได้มีแวมไพร์ที่แอบหนีการตามล่าจากฝั่งตะวันตกเข้ามาปะปนในประเทศไทย แล้วสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน แต่ทว่าเมื่อเชื้อของแวมไพร์ได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมันก็กลายเป็นลูกครึ่ง  ไม่สามารถมีชีวิตเป็นอมตะ  ต้องคอยหลบซ่อนดูดเลือดจากสัตว์ เพราะแวมไพร์ลูกครึ่งเหล่านั้นมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวจึงไม่สามารถที่จะทำร้ายดูดเลือดมนุษย์ด้วยกัน………..และจอห์นกับดิกก็เช่นกัน


      ................จบ.................
      คุณสามารถอ่านเรื่องอื่นๆได้อีก เพียงพิมพ์คำว่า เชือกผูกลม  ที่ช่องค้นหานักเขียนก็จะพบเรื่องอีกหลายเรื่องให้อ่านกัน

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×