ภาสกรอ้อนรัก

ตอนที่ 4 : บทที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

 

 

 

 

 

 

ตลาดเช้าคึกคักด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอย วันนี้แคทรียาจึงขอติดรถของนางเยาวภามาด้วยอีกคน สาวสวยตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร หนึ่งในนั้นคือยุวดีที่มาตลาดกับมารดาเช่นกัน

“อ้าวพี่เอม มาซื้อของเหมือนกันเรอะ” เยาวภาร้องถามคนกันเอง นางชะเอมละสายตาจากสาวสวยแล้วหันมายิ้มกับเพื่อนบ้าน

“อือ มาซื้อกับข้าวกับลูกสาว นี่ใครกันล่ะ หน้าตาสวยเชียว”

แคทรียายกมือไหว้คนถามตามคำสั่งสอนที่ได้เรียนรู้จากแพรวพราว มารดาของตระการตายามกลับมาพบหน้าญาติผู้ใหญ่

“หลานสาวแม่แพรว น้องสาวเจ้าตรันยังไงล่ะ เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก วันนี้ตามมาเที่ยวตลาดด้วย” เยาวภาบอกกับชะเอม แล้วหันมาแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน “คนนี้ป้าเอม เป็นเพื่อนบ้านเรา ส่วนอีกคนเป็นลูกสาว รู้สึกจะเป็นรุ่นพี่ เรียกว่าพี่ยุก็ได้”

แคทรียายิ้มให้พี่สาวหน้าหวาน ยุวดีเองก็ยิ้มตอบ พร้อมกับรับไหว้อีกฝ่าย

“น้องแคทหน้าตาสวยเหมือนลูกครึ่งเลยนะคะ”

แคทรียายิ้มให้คนถาม

“ใช่ค่ะ แม่แคทเป็นคนไทย พ่อแคทเป็นอเมริกัน”

“อ้อ” สองแม่ลูกทำเสียงรับรู้ในทันที จึงกลายเป็นว่า คนทั้งสี่เดินซื้อของด้วยกัน ต่างคุยกันไป ขณะที่สองสาวเริ่มถูกชะตากันมากขึ้นทุกขณะ

“แล้วแคทจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม” ยุวดีเอ่ยถามเพื่อนใหม่ที่อายุน้อยกว่า เพราะเพิ่งอายุเพียงยี่สิบสามปี ส่วนหล่อนยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดเข้าไปแล้ว

“แคทลาพ่อกลางกับแม่แพรวมาสามเดือนค่ะ กว่าจะขอได้ใช้เวลาตั้งนาน ท่านเป็นห่วง ไม่อยากให้แคทเดินทางตามลำพัง ท่านเกือบไม่อนุญาต แต่พอรู้ว่าแคทจะมาเมืองไทยและมาที่บ้านนาดอน ท่านก็เลยยอมให้มาค่ะ”

คุยกันไปคุยกันมาจึงได้รู้ว่าแคทรียาน่าสงสารแต่ก็เป็นเด็กน่ารักในเวลาเดียวกัน ยุวดีมองสาวน้อยเสียเพลิน ฟังเสียงหวานๆ ที่พูดออกมาเป็นภาษาไทยแปล่งๆ แต่กลับน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ขัดหูขัดตาเลยสักนิด อะไรบางอย่างทำให้ยุวดีอดคิดไปถึงภาสกรเสียไม่ได้

ถ้าเขามาเห็นหน้าแคทรียาจะทำอย่างไร หญิงสาวคิด พลางยิ้มขันเมื่อเงยหน้ามองสาวสวยข้างกาย ก็คงจะมองตาค้างหรือไม่ก็ตามจีบโดยไม่รอช้าตามวิสัยคนเจ้าชู้นั่นแหละ

ขณะเดียวกัน ภาสกรเองก็แวะที่ตลาด เขาตั้งใจซื้ออาหารเอาไว้เป็นเสบียงให้กับคนงานเกี่ยวข้าว ชายหนุ่มทักทายพ่อค้าแม่ขายที่รู้จักกันดี บ้างก็เป็นเพื่อนบ้าน กระทั่งหันไปพบกับแคทรียาเข้า เจ้าของใบหน้าคมเข้มก็สว่างไสว กำลังจะก้าวเข้าไปหากลับต้องชะงักกึกเมื่อสาวสวยอีกคนก้าวเข้ามา ไม่เพียงแค่นั้น ผู้หญิงคนนั้นยังทำท่าสนิทสนมราวกับว่ารู้จักกันมานานแสนนานเสียอีกแน่ะ!

ยุ...รู้จักน้องแคทได้ไงวะ

ภาสกรเกาหัวแกรก จากที่จะเข้าไปหา เขาเปลี่ยนใจหันหลังให้สองสาวคู่นั้นทันที ชายหนุ่มถอนหาใจฟืดฟาด นึกหงุดหงิด

คนหนึ่งเขาหมายตาเอาไว้ แต่อีกคนแม่เขาหมายใจยิ่งกว่า คนกลางอย่างเขาอยากจะเป็นบ้าเสียจริงๆ

กว่าภาสกรจะกลับเข้าบ้านก็เล่นเอามืดค่ำ เพราะรถดันมาเสียเอาตอนเกือบจะเกี่ยวเสร็จ เขาจึงต้องเร่งมือซ่อมด้วยตัวเอง พอซ่อมเรียบร้อยก็ต้องรีบเกี่ยวข้าวให้เสร็จก่อนมืด

นางแย้มก้าวออกมาเมื่อได้ยินภาสกรตะโกนโหวกเหวกคุยกับลูกน้อง หลังจากนั้นอีกไม่นานเสียงรถเครื่องก็ดังพร้อมๆ กันสามสี่คัน อีกครู่ ร่างสูงเหงื่อโทรมกายของลูกชายตัวเอ้ก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน

“ไง วันนี้มืดเลยนะ”

ภาสกรพยักหน้า เขายิ้มเซียวๆ ให้มารดา

“วันนี้ร้อนตับแล่บ แถมรถยังมาเสียอีก รีบซ่อมเสียจนมือไม้แหกหมดแล้วแม่” เขายื่นมือให้แม่ดูเหมือนจะฟ้อง มีรอยแผลยาว บ่งบอกว่าเคยมีเลือดไหลออกมาไม่น้อยแต่ตอนนี้หยุดไหลลงเรียบร้อยแล้ว

“รีบไปอาบน้ำล้างมือ เสร็จแล้วแม่จะทำแผลให้” นางแย้มบอก แล้วหมุนตัวกลับเข้าบ้านพร้อมลูกชาย นางนั่งรอไม่นานภาสกรก็เดินลงมา เขาใส่เพียงกางเกงขาสั้นสีเทาค่อนข้างเก่า แต่เนื้อผ้าบ่งบอกว่าตอนซื้อคงมีราคาแพงไม่น้อย ขณะที่ท่อนบนเปลือยเหมือนเช่นทุกวัน

“ไหน ยื่นมือมา” นางแย้มสั่งลูกชาย อีกฝ่ายก็ยื่นมือให้แม่ทันทีที่นั่งขัดสมาธิบนโซฟาไม้สักหน้าทีวี

นางแย้มใช้น้ำเกลือล้างก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงใช้แอลกอฮอล์เช็ดตาม ผลคือแสบนิดๆ จนเจ้าของมือหยาบกร้านสะดุ้ง เพราะแผลค่อนข้างยาวดีแต่ไม่ลึกจึงดูแลกันเบื้องต้นได้ นางแย้มใส่ยาฆ่าเชื้อเรียบร้อยลูกชายก็ดึงมือกลับ

“พรุ่งนี้พออนามัยเปิดอย่าลืมไปให้หมอดูอีกที สงสัยคงต้องฉีดยากันบาดทะยักด้วย” นางแย้มกล่าวกับลูกชายขณะเก็บอุปกรณ์ทำแผลและขวดยาลงกล่อง

ภาสกรหยิบรีโมตมากดหาช่องที่ต้องการ พอเจอกับรายการข่าวเขาก็หยุดและเปิดค้างเอาไว้ที่ช่องนั้น แต่สมองกลับคิดถึงเรื่องเมื่อเช้า จึงหันไปมองแม่ที่กำลังตรงไปยังสำรับ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามไป

“มากินข้าวกัน” นางแย้มบอกลูกชาย อีกฝ่ายจึงลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้าครัว นั่งลงบนตั่ง เขาหยิบจานมาคดข้าวให้แม่แล้วค่อยคดให้ตัวเอง มองนางตักแกงป่ามะเขือใส่เนื้อวัว รอจนกระทั่งแกงถ้วยนั้นวางลงตรงหน้าเขาจึงเอ่ยออกมา

“แม่คิดยังไงไปทาบทามยุให้หนู”

คำถามจาก ‘หนู’ ตัวบักเอ้บทำเอามือที่กำลังเอื้อมตักแกงเนื้อชะงัก นางมองลูกชายแล้วยิ้มกริ่ม

“ก็เอ็งมันท่ามาก ทำตัวเจ้าชู้ไปเรื่อยเปื่อย”

“โหแม่ หนูเลิกเหลวไหลมานานแล้วนะ” เขาเถียงขึ้นทันทีที่มารดาบอกเช่นนั้น จึงถูกคนเป็นแม่ค้อนควัก

“ไม่ต้องมาเถียง เมื่อวันก่อนยังมีผู้หญิงมาถามหาเอ็งอยู่เลย”

ภาสกรทำหน้าเมื่อย

“ไม่รู้จักสักหน่อย จำไม่ได้ด้วยซ้ำ” เขาบอกปัด อันที่จริงจำได้ แต่ไม่อยากเจอ ไม่อยากสนใจอีก จึงไม่ได้ให้ค่าอะไร

“ในสายตาของแม่ ยุเป็นเด็กดี ขยันขันแข็ง รู้จักทำมาหากิน เป็นลูกที่ดีพอที่แม่คิดว่าเหมาะที่จะมาเป็นเมียเอ็งมากที่สุด”

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว พลางเอ่ย

“รู้ได้ไงว่าเหมาะ แม่ไม่คิดมั่งเหรอว่าบางทีไอ้ยุมันอาจไม่ชอบหนูก็ได้”

นางแย้มตักแกงใส่จานข้าวตนเอง สีหน้าชักตึงๆ เมื่อลูกชายเริ่มขัดใจ

“แม่มีลูกชายคนเดียว ก็ต้องหาคนดีให้อยู่แล้ว คนไม่ดีแม่ไม่อยากได้ แล้วไอ้ที่เอ็งคั่วๆ อยู่นี่เลิกให้หมดเลยนะ ที่เอ็งควงนี่ไม่เคยถูกชะตาแม่สักคน ไม่แต่งตัวโป๊ ก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย”

ภาสกรหัวเราะพรืดพลางส่ายหน้า

“รู้แล้วน่า แม่บ่นอะไรนักหนา บ่นตั้งแต่หัวหนูเท่ากำปั้นจนหัวโตเท่าลูกมะพร้าวยังไม่เลิกบ่นอีก เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย ตอนยังโสดจะมีสาวๆ ควงเยอะมั่งก็ไม่เห็นเป็นไรไม่ใช่เหรอ”

ข้ออ้างของลูกชายทำเอามารดายกฝาหม้อข้าวขึ้นหมายเคาะหัว แต่คนคอยระวังถัดตัวหนีทันที ก่อนจะหัวเราะขบขัน เมื่อถูกมารดาค้อนคม

“ไม่รู้ละ แม่ตามใจเอ็งมาเยอะ ถึงเวลาหาเมีย เอ็งตามใจแม่หน่อยไม่ได้เหรอ”

คนเป็นลูกถึงกับถอนหายใจอีกคำรบ

“แต่คนที่ต้องอยู่กับเมียไปตลอดชีวิตคือหนูนะแม่ เกิดคนที่แม่เลือกให้เข้ากับหนูไม่ได้หนูไม่ต้องทนจนเมียตายหรอกเหรอ ดีไม่ดีหนูตายก่อนอดมีเมียใหม่กันพอดี”

คำตอบของลูกชายเรียกเสียงหัวเราะจากมารดาขึ้นมาได้ทันทีเช่นกัน นางมองลูกชายด้วยสายตาหมั่นไส้แกมขบขัน

“เอ็งนี่มันกะล่อนเหมือนใครวะ พ่อเอ็งก็ไม่ได้เป็นอย่างงี้นี่หว่า อ๋อ นึกออกแล้ว เอ็งมันเหมือนอา มีเมียเรี่ยราดไปหมด เมียเจ็ดลูกสิบกว่าคน มีเข้าไปได้ เอ็งอย่าให้เป็นอย่างนั้นเชียว ไม่งั้นแม่คงตายตาไม่หลับ ลูกเมียตบตีแย่งสมบัติกันน่าปวดหัว”

ภาสกรหัวเราะหึๆ ถึงเขาจะเจ้าชู้ แต่ไม่เคยคิดจะมีเมียมากกว่าหนึ่งคนเสียที

“แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก แม่ก็รู้ว่าหนูมีสมบัติต่างหนี้ ผู้หญิงคนไหนอยากกัดก้อนเกลือกินกับหนูก็มาสิ” ขณะพูดเขาคิดถึงผู้หญิงผิวบางหน้าหวานราวตาลเฉาะ นึกอยู่ในใจว่าแคทรียาจะทนได้ไหมถ้าต้องมีสามีจนๆ แบบเขา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดเปรียบเทียบกับยุวดี ผู้หญิงที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกัน ฐานะใกล้เคียง แม้หญิงสาวจะไม่งดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์เหมือนแคทรียา แต่ทว่าขยันขันแข็ง หากได้มาเป็นเมียเขาก็คงจะไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากนัก เพราะเมียของเขาคงจะแบ่งเบาภาระได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ชายหนุ่มเหลือบตามองมารดา แล้วถอนหายใจยาว เขารู้ว่าท่านหวังดี จึงไม่เคยคิดโกรธที่นางแย้มคิดจะหาเมียให้ เพียงแต่เขาไม่ค่อยชอบวิธีนี้สักเท่าไร เขาเคยคิดเอาไว้ว่าหากวันหนึ่งตกลงปลงใจมีครอบครัว เขาก็อยากจะหาด้วยตัวของเขาเอง

“แม่น่ะ อยากให้เอ็งได้คนดี ขยันขันแข็ง ไม่ใช่ได้คนสวยที่ทำอะไรไม่เป็น”

น้ำคำที่ดังขึ้นอีกครั้งย้ำเตือนให้เขานึกถึงผู้หญิงสองคน คนหนึ่งขยันขันแข็ง หน้าตาสวยเรียบๆ มีวิถีชีวิตเหมือนกัน ส่วนอีกคนงดงามราวเทพธิดาจำแลง แต่มีวิถีชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาจะเลือกใครดี เฮ้อ กลุ่ม!!

ท่าทางหนักอกหนักใจของภาสกรทำให้คนเป็นแม่อดเห็นใจไม่ได้ ทว่านางพยายามบอกตนเองว่าที่ทำแบบนี้ก็เพื่อลูกทั้งนั้น ภาสกรจะไม่มีวันได้คนที่คู่ควร เขาอาจได้คนดีแต่ไม่เหมาะสม ถ้านางไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยสุดท้ายปัญหาก็จะตามมา เพราะแต่ละคนที่อีกฝ่ายควง ล้วนแล้วแต่งดงาม ทว่าเป็นประเภทสวยแต่รูปจูบไม่หอมแทบทั้งนั้น

 

 

 

ผลงานอีบุ๊ก

https://www.mebmarket.com/index.php?store=publisheraction=book_listpublisher_id=536248publisher_name=NIRAON%20BOOKScondition=paidpage_no=1

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น