ภาสกรอ้อนรัก

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 657
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    6 มิ.ย. 63

 

 

 

 

บทนำ

 

 

ชาวบ้านที่มารวมตัวกันที่บ้านของนางแย้มส่งเสียงคุยกันดังขรม บ้างโหวกเหวก บ้างหัวเราะลั่น...

เสียงตำพริกดังหนักหน่วงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงสับหมูแทรกพร้อมการขนเต๊นต์เพื่อนำมากางไว้ในจุดที่เจ้าบ้านเตรียมเอาไว้

วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของนางแย้มทำบุญขึ้นบ้านใหม่ จากบ้านไม้เก่าแก่ถูกปรับปรุงจนดูเหมือนใหม่แล้วเสร็จเมื่อปลายเดือนที่แล้ว พอได้ฤกษ์งามยามดีจึงกำหนดพิธีทำบุญ

รถกระบะคันเก่าสีซีดแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ผู้คนหันไปมองพอเห็นว่าเป็นใครก็พะยักพเยิดโปรยยิ้ม ร่างสูงใหญ่เจ้าของรถกระบะก้าวลงมา เดินผ่านใครต่อใครเข้าไปหามารดา พอดีกับที่นางแย้มเงยหน้ามอง

“ว่าไง”

คนตัวโตที่อยู่ในวัยพร้อมมีครอบครัวแต่ยังเด็กอยู่เสมอในสายตาของมารดายิ้มแป้น ทำให้ใบหน้าเข้มๆ ติดกระด้างในทีดูสว่างสดใสขึ้นในทันตา

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ หลวงตาบอกว่าไม่ลืม”

“เออ ดี ถ้าลืมแบบงานบ้านยายผลล่ะน่าดู”

ด้วยงานบุญมีมาก ทำให้เจ้าอาวาสที่อายุมากนั้นมีหลงลืมไปบ้าง นางแย้มที่เป็นถึงหลานท่านเจ้าอาวาสจึงกันเหนียวเอาไว้ด้วยการบอกให้ลูกชายเข้าไปสำทับกับท่านอีกทีว่าจะไม่ลืมเป็นอันขาด และเมื่อได้ยินว่าท่านไม่ลืม จึงโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

ลูกชายตัวโตหัวเราะเบาๆ ก่อนหันไปหาเจ้าของเสียงทักจากด้านหลัง

“เมื่อไรจะหาแฟนสักทีล่ะภาส พวกป้ารอกินขนมงานแต่งเอ็งอยู่นะ”

คนผิ้วเข้มยิ้มกว้างเมื่อถูกถามเช่นนั้น

“โธ่ป้า หากันง่ายๆ ก็ดีน่ะสิ แล้วจนๆ แบบผมสาวที่ไหนจะยอมมาลำบากด้วยล่ะ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเดือดร้อนสักนิด จึงถูกคนเป็นแม่หันมาค้อนควัก

“เฮอะ! อย่างไอ้ภาสน่ะคงอีกนาน เห็นมันคั่วไปเรื่อย แฟนมันเยอะ ไม่ตกโหลแล้วเรอะ”

เมื่อคนเป็นแม่ร้องแขวะลูกชายคนเดียวออกมาเช่นนั้น คนช่วยงานจึงหัวเราะครืนทันที ส่วนคนถูกเผาซึ่งๆ หน้าทำท่ายิ้มเขิน ผิดกับความหนาของผิวหน้าไปมากโข

“โธ่ แม่ก็พูดไป เยอะอะไรที่ไหนเล่า ที่คุยๆ น่ะ เพื่อนมั่ง น้องมั่ง ไม่มีแฟนสักคน พูดจริ๊ง”

คนแก้ตัวร้องบอกเสียงสูง ทำให้คนในงานต้องมองตากลับพร้อมส่งเสียงถามเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เหรอ....”

ภาสกรยิ้มจนแทบไม่เห็นลูกนัยน์ตา เลิกแก้ตัว เพราะยิ่งพูดเหมือนยิ่งเข้าเนื้อ รีบเดินหนีคนรู้ตับไตไส้พุงไปเสียอีกทาง ก่อนจะถูกลากไส้ออกมาแฉจนไม่เหลือชิ้นดี

แต่ไม่วายถูกกระเซ้าไล่ตามหลังออกมา

“ไอ้ภาสมันเถียงไม่ทันเว้ย เดินหนีเฉย วันก่อนกูเห็นมันพาลูกสาวใครไม่รู้ซ้อนท้ายรถเครื่อง คนละคนกับเมื่ออาทิตย์ก่อนนะ นี่ยังงงว่ามันสลับรางยังไง รถไฟถึงยังไม่ชนกัน”

ได้ยินกิตติศัพท์ของลูกชายจากปากคนกันเองที่พูดแซว นางแย้มถึงกับส่ายหัว อ่อนอกอ่อนใจกับพฤติกรรมของลูกชายเต็มที จึงเริ่มคิดหาลูกสะใภ้ด้วยตัวนางเอง เพราะขืนรอให้อีกฝ่ายเป็นคนหา มีหวังนางคงได้ลงหลุมไปก่อนแน่

“ชะเอม”

นางชะเอมหันมายิ้มให้นางแย้ม พลางเลิกคิ้วขึ้นเมื่ออีกฝ่ายนั่งลงบนแคร่ข้างๆ กัน

“ใครดูตาโอ่งล่ะ”

ชะเอมเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับนางแย้ม นิสัยใจคอคล้ายคลึงกัน จึงคุยกันถูกคอ แต่มาห่างๆ กันไปเกือบปี เพราะลูกชายที่แต่งงานไปสองสามปีก่อนขอให้ไปช่วยเลี้ยงลูกที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เจอหน้ากันนาน กระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อนอีกฝ่ายกลับมาบ้านและจะอยู่ยาว เพราะต้องดูแลสามีที่ล้มป่วยลง พอได้พบหน้า จึงไหว้วานอีกฝ่ายมาช่วยงาน และร่วมงานบุญในวันรุ่งขึ้น เวลานั้น นางแย้มได้มีโอกาสเจอหน้าลูกสาวคนเล็กของนางชะเอม แอบมองอยู่นาน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถูกใจ

“ไอ้ยุกับเจ้ายะมันลางานกลับมาบ้าน เลยให้อยู่ดูพ่อมัน”

ชะเอมหมายถึงยุวดีลูกสาวคนเล็กกับตติยะลูกชายคนโต นางแย้มจึงพยักหน้ายิ้ม ก่อนจะเลียบเคียงถาม

“ไปทำงานกรุงเทพฯ เสียนาน กลับมาคราวนี้ฉันจำแทบไม่ได้ ว่าแต่มีแฟนหรือยังล่ะ”

คนถูกถามยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า

“โฮ๊ย อย่างไอ้ยุน่ะเหรอจะมีแฟน ทำแต่งานล่ะสิไม่ว่า ใครเขามาชอบก็ไม่เคยจะสนใจ นี่ก็ยังกลุ่มใจอยู่ว่าจะขึ้นคานหรือเปล่า” คนเป็นแม่กล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่ใบหน้าระบายยิ้ม ทำให้คนฟังยิ้มพอใจพลางบอก

“งั้นดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันขอจองเอาไว้ให้เจ้าลูกชายของฉันได้ไหม เห็นบ้าๆ บอๆ แบบนั้นแต่มันขยันทำงานทำการนะ”

คนฟันชะงักลงไปนิดหนึ่ง เรื่องขยันขันแข็งนางไม่เถียง แต่เรื่องเจ้าชู้นางไม่แน่ใจ อีกอย่างลูกสาวของนางเกลียดคนเจ้าชู้เข้าเส้น เพราะเคยอกหักรักคุดถูกนอกใจมาก่อน จึงสาบส่งคนประเภทนี้มานับแต่นั้น ยิ่งภาสกรแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ลูกสาวของนางคงปฏิเสธแน่งานนี้ แต่ถ้านางจะปฏิเสธให้ลูกเสียในทันทีก็ใช่ที่ จึงตอบแบ่งรับแบ่งสู้

“เรื่องนี้ฉันคงต้องแล้วแต่ลูก รับปากอะไรไม่ได้หรอก ยังไงคงต้องลองให้ทำความรู้จักกันเอาเอง”

นางแย้มถอนหายใจเบาๆ แล้วยิ้มให้เพื่อน

“เอาอย่างงั้นก็ได้ งั้นพรุ่งนี้ชวนลูกสาวมาด้วยสิ ให้มาเจอหน้า ทำความรู้จักกันสักหน่อย ส่วนเราก็ดูอยู่ห่างๆ ถ้าเขามีวาสนาต่อกัน ก็คงได้คู่กัน แต่ถ้าไม่ เจ้าภาสก็คงได้เพื่อนดีๆ เพิ่มขึ้นอีกคน”

เมื่อนางแย้มกล่าวเช่นนั้น จึงยากที่คนถูกชวนจะปฏิเสธ ทำให้จำต้องรับปากอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

อากาศเช้าของวันใหม่ทำให้คุณแม่ลูกหนึ่งอดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นของธรรมชาติเสียจนเต็มปอด ช่วงปิดเทอมตระการตาพาลูกและเมียกลับบ้านมาเยี่ยมประมวลและเยาวภาที่เมืองไทย ลูกคนแรกของทั้งคู่เป็นผู้ชาย ปัจจุบันอายุสี่ขวบ หน้าตากระเดียดไปทางแม่มากกว่าพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นคนเป็นพ่อก็ทั้งรักทั้งหลง พาขี่คอเดินเล่นทั้งเช้าและเย็น

เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังออกมาจากข้างในบ้านขณะที่ยาใจเตรียมอาหารเช้าที่หน้าระเบียง ความเป็นจริงนั้นหล่อนและตระการตาต้องเดินทางกลับไปดูแลร้านที่อเมริกาแล้ว ทว่าก่อนหน้าที่จะกลับได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ แคทรียาติดต่อมา และบอกว่ากำลังจะเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ฉลองที่ขายภาพวาดได้ราคางาม

แคทรียาเรียนจบเมื่อปีก่อน จากนั้นเริ่มเดินทางท่องเที่ยว โดยใช้เงินจากภาพที่หล่อนวาด กลายเป็นจิตรกรหญิงฝีมือเยี่ยม หลังจากนั้นจึงกลับมาช่วยงานของบิดามารดาของตระการตา แต่ไม่เคยมีสักวันที่แคทรียาจะไม่จับพู่กันวาดภาพ

เสียงตุบตับดังมาจากข้างในบ้าน พอหันไปมองก็เซเล็กน้อยพร้อมเสียงและอ้อมกอดเล็กๆ ของเจ้าตัวอวบที่ยิ้มแป้นมากอดขาแม่เอาไว้

“แม่ค้าบ”

“ไงจ๊ะลูกชาย” หญิงสาวโน้มตัวลงจูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชาย ก่อนจะยืดลำตัวตรง พอดีกับที่สามีก้าวตรงมาหาพร้อมรอยยิ้ม “กินข้าวได้แล้วคุณพ่อ”

ตระการตายิ้มให้ภรรยาแล้วหันไปมองลูกชายที่พยายามตะกายเก้าอี้ เขาปล่อยให้ลูกชายช่วยตัวเองจนเจ้าตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้สำเร็จก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“เตกินอะไรดี แม่ทำอะไรมั่งดูสิ กลิ่นฮ้อมหอมเนอะเตเนอะ”

เจ้าตัวอวบกวาดดวงตาคู่น้อยมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะยิ้มให้พ่อและแม่แล้วเอื้อมมือไปหยิบน่องไก้ทอดกรอบมาหนึ่งชิ้น

“เตกินอันนี้ แม่กินอันนี้ พ่อกินอันนี้” อันนี้ของเตชินคือน่องไก่นั่นเอง ตระการตาและยาใจส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วหยิบน่องไก่ที่ลูกชายหยิบใส่จานให้ขึ้นกินทันที

“กินอิ่มแล้วเราต้องไปรับอาแคทที่สนามบิน เตจะไปกับแม่หรือจะอยู่รออาแคทกับตายายที่นี่”

“เตไปด้วย” เตชินเงยหน้าบอกกับแม่ทันที ตระการตาหัวเราะเบาๆ เขารู้ว่าลูกต้องตอบแบบนี้ เพราะชอบนั่งรถเล่น

“ได้สิ เดี๋ยวเราไปรับอาแคทกัน” ชายหนุ่มบอกลูก

พ่อหนูน้อยยิ้มแป้น จากนั้นจึงลงมือกินข้าวเช้า ไม่นานนัก สามคนพ่อแม่ลูกก็เดินทางออกจากบ้านนาดอนเพื่อไปรับแคทรียาที่สนามบิน

 

เมื่อแคทรียาเดินทางมาถึงบ้านนาดอน สิ่งแรกที่หญิงสาวทำคือปั่นรถจักรยานแบกอุปกรณ์วาดภาพตรงไปยังทุ่งนาของยาใจ โดยมีเตชินตามมาด้วย หญิงสาวปักหลักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมคันนาพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพและอาหารการกิน

ภาพตรงหน้าคือทุ่งนาเขียวขจี ลมยามเย็นพัดจนต้นข้าวพลิ้วไสวเป็นริ้วคลื่นน่ามอง หญิงสาวหยิบพู่กันออกมาเล็ง แล้วเริ่มต้นร่างภาพบนผืนผ้าใบ

เตชินก็มีผืนผ้าของเขาเช่นกัน สองอาหลานจึงง่วนกับการวาดภาพ หนูน้อยชะเง้อมองภาพของคุณอาคนสวยแล้วเอ่ยขึ้น

“อาแคท เตวาดสวยไหม”

แคทรียาหันไปมองภาพของหลานชาย แล้วรอยยิ้มอ่อนหวานก็กว้างขวางขึ้นทันที

“สวยมากเลยจ้ะ โตขึ้นเตต้องเป็นจิตรกรใหญ่แน่ๆ เลย” หญิงสาวยิ้มหวานกับหลานชาย เตชินยิ้มหน้าบานเมื่อถูกชมออกมาเช่นนั้น จึงก้มหน้าก้มตาวาดภาพของตนอีกครั้งด้วยความตั้งใจยิ่ง

แคทรียามองภาพของหลานชายแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู ภาพของเขาก็เหมือนภาพวาดของเด็กทั่วไป แต่กลับดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และหล่อนเชื่อว่าหากเตชินเติบโตขึ้น และไม่ละทิ้งการวาดภาพไปเสียก่อน ไม่แน่เจ้าตัวน้อยข้างๆ กายของหล่อนอาจมีอนาคตไกลบนเส้นทางนี้อย่างแน่นอน

ตระการตากับยาใจกลับมาจากงานทำบุญที่บ้านของภาสกรได้ไม่นาน สองอาหลานก็พากันปั่นจักรยานกลับมา เสียงหัวเราะของเตชินดังเข้าไปในบ้าน ทำให้คนเป็นพ่อที่นั่งรอลูกชายอยู่ที่ระเบียงยกยิ้ม ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของทั้งสองจึงปรากฏในสายตาของชายหนุม

“เป็นไง สนุกไหม” ตระการตาเอ่ยถามลูกชายตัวอวบที่จอดรถจักรยานพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาพ่อ เจ้าตัวน้อยโถมเข้าใส่พ่อใบหน้ามีเหงื่อผุดพราย

“สนุกคับ อาแคทสอนเตวาดภาพด้วย”

ตระการตายิ้มกว้างเมื่อลูกชายหยิบเอาภาพวาดของตนออกมาอวด

“โอ้โห สวยจังเลยลูก มันเยี่ยมมากเลยละเต”

“ขอบคุณค้าบ” พ่อหนูน้อยยิ้มแป้นเมื่อได้รับคำชม ตระการตาลูบศีรษะชื้นเหงื่อของลูกชายอย่างรักใคร่ก่อนหันไปยังน้องสาว

“เป็นไงบ้าง อากาศเมืองไทย”

แคทรียาหัวเราะเบาๆ เพราะเสื้อหล่อนชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับเตชิน

“ร้อนสุดๆ ไปเลย แต่ได้ภาพสวยมาก” หญิงสาวบอกยิ้มๆ พอดีกับที่ยาใจเดินออกมาจากในครัว

“มากินข้าวกันได้แล้วจ้ะ”

สองอาหลานเงยหน้ายิ้มแป้น พร้อมรับคำเสียงใส

“ค่า/ค้าบ”

สองวันต่อมาทั้งตระการตา ยาใจและเตชินต้องเดินทางกลับอเมริกา ทำให้แคทรียาต้องอยู่ที่บ้านเพียงลำพัง ทว่าหญิงสาวไม่ต้องเหงามากจนเกินไปนัก เพราะข้างๆ กันคือบ้านของประมวลและเยาวภา ทั้งสองรับปากกับตระการตาว่าจะช่วยดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี

“ตรันไม่ต้องห่วงนะ พ่อกับแม่จะช่วยดูแลแคทให้เอง’”

จากนั้น สามคนพ่อแม่ลูกก็เดินทางกลับอเมริกา โดยทิ้งแคทรียาเอาไว้ที่บ้านนาดอน ส่วนหญิงสาวนั้นมีโครงการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทยหลายแห่งก่อนจะกลับไปดูแลร้านอาหารเป็นการถาวร

ค่ำนั้น แคทรียาอยู่รับประทานอาหารกับประมวลและเยาวภา คุยกับทั้งสองอยู่พักใหญ่จึงกลับบ้าน หญิงสาวยืนมองดวงดาวที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ดวงหน้างามยิ่งกว่าดวงดาวแต้มยิ้ม พลางครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านไป กับอนาคตที่กำลังจะมาถึง

เบนกำลังมีลูกกับเมียใหม่ จึงไม่สนใจลูกสาวที่โตพอจะพึ่งตัวเองได้อย่างหล่อนอีก หญิงสาวคิดถึงครั้งล่าสุดที่ไปเยี่ยมพ่อเมื่อปีก่อนแต่พวกเขากลับมองหล่อนด้วยสายตาเย็นชาห่างเหิน ราวกับว่าไม่เคยมีความผูกพันกันมา นับจากนั้นแคทรียาจึงไม่คิดจะกลับไปหาเขาเพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วกระมัง

หญิงสาวเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมาจากทางหางตาตนเอง แล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ บอกตนเองว่าชีวิตของหล่อนเริ่มต้นใหม่กับครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่น หล่อนมีพ่อแม่และพี่ชายที่แสนดี พวกเขารักและเป็นห่วงหล่อนกันทุกคน ห่วงเสียยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ เสียอีก

“ล่าก่อนค่ะพ่อ” แคทรียาบอกตนเองเช่นนั้นอีกครั้งหลังตัดใจจากเบน ก่อนหมุนตัวเข้าบ้านโดยไม่รู้เลยว่าที่นอกรั้วนั้นมีใครบางคนซุ่มมองอยู่

 

 

 

 

ภาสกรอ้อนรัก เป็นภาคต่อ เรื่อง ตระการตายาใจนะคะ เป็นนิยายเบาสมองค่ะ เขียนจบแล้ว กำลังจะส่งพิสูจน์อักษรค่ะ ฝากด้วยนะคะ 3 

อีบุ๊ก ตระการตายาใจ พร้อมโหลดค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetailsdata=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTM2MjQ4IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNzE4NDIiO30

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #12 nadiaeiei (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 22:03
    อ่านแล้วงงๆ ท่อนบน ท่อนล้าง เหมือนคนละเรื่อง ไม่มีความปะติดปะต่อกัน
    #12
    1
    • #12-1 nira-nira(จากตอนที่ 1)
      24 มิถุนายน 2563 / 11:41
      มันเป็นคนละซีนค่ะ คนละเหตุการณ์ เป็นช่วงตัดฉาก นิราอรทำตัวหนาแยกช่วงเอาไว้ชัดเจนนะคะ
      #12-1
  2. #1 kung241 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 14:48

    รออ่านและรอจองเล่มๆๆๆ🥰

    #1
    0