กลิ่นไอรักร้าย

ตอนที่ 6 : บทที่ ๓ หมายตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    2 ก.พ. 63










ไก่ได้พลอย






ภายในบ้านปูนกึ่งไม้ บริเวณชั้นล่างที่ห้องโถง มีกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่หลายใบ รวมทั้งข้าวของใช้ส่วนตัวอีกจำนวนหนึ่ง วางเต็มหน้าท่า ขณะที่ผู้เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นนั่งอยู่บนโซฟาไม้สักริมห้อง พร้อมพ่อและแม่ของคมน์

ร่างสูงหยุดนิ่งที่หน้าประตู ก่อนยกมือไหว้ญาติผู้ใหญ่ที่แทบไม่รู้จักเมื่อทั้งหมดหันมาทางเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน

“สวัสดีครับ”

วิรุณและภารดายกมือรับไหว้ชายหนุ่ม ก่อนหันไปมองลูกสาวสองคนที่นั่งถัดไป ทั้งคู่ยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่มอย่างรู้หน้าที่ทันทีเช่นกัน

“สวัสดีค่ะ”

ชายหนุ่มรับไหว้ทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นสาวเต็มตัวหน้าตาหมวยๆ สวยเหมือนแม่ อีกคนดูยังเด็กอายุไม่น่าจะเกินมัธยมต้นหน้าตาละม้ายไปทางพ่อ เขาโน้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนก้าวไปหาบิดามารดา และนั่งลงบนโซฟาข้างๆ นั่นเอง

“นี่ไงวิรุณ ภารดา ลูกชายของฉันเอง เจ้าคมน์” 

จำนงค์แนะนำลูกชายให้ลูกพี่ลูกน้องซึ่งห่างกันไปนานได้รู้จัก ขณะที่คมน์นึกถึงคำพูดของบิดาว่าท่านมีญาติห่างๆ มาขอความช่วยเหลือ ฝ่ายนั้นไปได้เมียเป็นแม่ม่ายลูกติดหนึ่งคน และมีลูกของตัวเองกับเมียคนนั้นอีกหนึ่งคน กำลังลำบาก จึงหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะถูกเจ้าหนี้นอกระบบตามทวงหนี้ทุกเช้าเย็นจนอยู่ไม่ได้ เขาได้ฟังก็เกิดความไม่สบายใจ แต่บิดาดูจะดีใจที่ได้พบกับน้องชายอีกครา...

“ใหญ่โตหล่อเหลาจริงๆ หลานอา คงจำอาไม่ได้หรอก ตอนอาไปจากที่นี่คมน์ยังตัวกะเปี๊ยกเดียวเอง”

คมน์ยิ้มนิดๆ ขณะวิรุณกล่าว ส่วนภารดากำลังมองชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นหลานชายของสามีด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะหันไปมองลูกสาวคนโตของตนเอง พลันแววตามีความหวัง เมื่อพบว่าลูกสาวของตนก็มองคมน์อย่างพอใจเช่นกัน ส่วนลูกสาวคนเล็ก มองคนนั้นทีคนนี้ที ก่อนหันมายิ้มให้แม่ ภารดายิ้มตอบแล้วหันไปเอ่ยถามชายหนุ่ม

“เห็นพี่นงค์กับพี่หวีเล่าให้ฟังว่าคมน์เป็นหัวเรือใหญ่ คุมคนงานเองทั้งหมดเลย เก่งนะ คนงานเดี๋ยวนี้คุมยาก แต่คมน์คุมได้”

ชายหนุ่มยิ้มให้อาสะใภ้ เขารู้สึกแปลกๆ กับแววตาของอีกฝ่าย ก็ได้แต่ปรามใจตัวเองไม่ให้อคติกับครอบครัวนี้จนเกินไปนัก

“ขอบคุณครับ แต่อันที่จริงผมก็ไม่ได้ควบคุมอะไรมากมาย ส่วนใหญ่พวกเขาจะรู้หน้าที่ของตัวเองดีอยู่แล้ว ผมเลยไม่ต้องเหนื่อยมาก นอกจากคนใหม่ๆ ที่ต้องสอนกันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่กี่วันก็คล่องกันหมด”

ฉวีลอบสังเกตลูกสาวคนโตของภารดาแล้วรู้สึกตงิดในใจ เพราะฝ่ายนั้นมองลูกสาวของนางแทบไม่ละสายตา มองจนนางคิดว่าออกจะน่าเกลียดไปเสียหน่อย จึงหันมายังลูกชายของตนด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ลึกๆ แล้วนางไม่ค่อยชอบเมียของน้องชายสามีนัก     ภารดาคือต้นเหตุทำให้วิรุณเกือบเสียคนเมื่อสมัยหนุ่ม เพราะหนีไปมีคนใหม่ สุดท้ายก็ซมซานท้องโตกลับมาหาวิรุณ อีกฝ่ายก็ดีใจหาย รับเลี้ยงทั้งแม่และลูกมาจนถึงทุกวันนี้ ฉวีจึงไม่ใคร่ไว้ใจสองแม่ลูกคู่นี้นัก แต่ก็หวังว่าลูกชายของนางจะฉลาดพอที่จะไม่คว้าเอาลูกสาวของ   ภารดามาเป็นเมียเข้าอีกคน

ฉวีคิดไม่ผิด เพราะเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น พิมพ์พิลาศลูกสาวคนโตของภารดาก็เอาใจด้วยการตักอาหารใส่จานลูกชายของนางจนคมน์ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตามมาอีกหลายๆ ครั้ง ฉวีและลูกชายลอบสบตากันอย่างรู้ทัน ชายหนุ่มจึงแอบยิ้มขันมารดาที่ขึงตาใส่เขา 

ส่วนพราวนภาที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวของเขาอีกคนนั้นน่ารักจิ้มลิ้มอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน จึงไม่ค่อยสนใจใครนักนอกจากอาหารตรงหน้า เขารู้สึกเอ็นดู พราวนภาดูจะมีความคิดอ่านคล้ายกับ  วิรุณมากกว่าแม่และพี่สาว

“พรุ่งนี้อาคงต้องขอรบกวนคมน์พาน้องพราวไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนเสียหน่อย”

คมน์เงยหน้าขึ้นแล้วหันไปยิ้มให้พราวนภา เด็กน้อยจึงยิ้มให้เขาทันที

“ได้สิครับ ผมเป็นธุระให้เอง ว่าแต่อยู่ชั้นไหนแล้วเรา”

เด็กสาวผมสั้นจนเห็นติ่งหูยิ้มให้พี่ชายพร้อมตอบ

“หนูอยู่มอหนึ่งค่ะ”

วิรุณยิ้มแป้น เอื้อมมือลูบศีรษะของลูกสาวอย่างภูมิใจ

“น้องพราวเรียนเก่ง ได้ที่หนึ่งทุกปีแถมเป็นเด็กดี รู้จักช่วยพ่อแม่ประหยัด เหลือเงินกลับมาบ้านทุกวัน ตอนที่เราลำบากจนถึงที่สุด อาได้เงินเก็บจากกระปุกออมสินน้องพราวนี่แหละช่วยชีวิต” 

ขณะที่วิรุณชื่นชมลูกสาว ลูกเลี้ยงแอบเบ้ปากเพราะรู้สึกเสียหน้า และเหมือนวิรุณประกาศว่าหล่อนไม่เป็นโล้เป็นพายช่วยอะไรไม่ได้จึงต้องทุบกระปุกออมสินของลูกสาวตัวเอง

ฉวีเห็นท่าทางนั้นเต็มตาจึงนิ่งงันไป นึกไม่พอใจขึ้นฉับพลันและรับรู้ทันทีว่าพิมพ์พิลาศคงไม่ค่อยถูกชะตาน้องสาวของตัวเองนัก และแม่หนูพราวนภาก็คงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพี่สาวมานาน เพราะนางสังเกตว่าเวลาทั้งคู่คุยนั้นมักคุยกันได้ไม่นาน เดี๋ยวเดียวก็ทะเลาะกันเป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง 

“เก่งมากน้องพราว รู้จักเก็บออมเสียตั้งแต่ตอนนี้ โตขึ้นไม่ลำบากแน่ เชื่อพี่คมน์สิ”  

หนูน้อยยิ้มเขิน ก่อนจะหันไปยิ้มกับบิดา ทุกคนในครอบครัวของคมน์คิดตรงกันทันทีว่าพราวนภาสนิทกับพ่อมากที่สุด และดูวิรุณก็รักลูกสาวคนนี้เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน

เมื่อส่งครอบครัวของวิรุณเข้าห้องพักชั่วคราวซึ่งอยู่ด้านล่างของบ้านเรียบร้อย ฉวีจึงเข้ามาหาลูกชายในห้องส่วนตัวของเขา 

“มีอะไรหรือครับแม่” คมน์เป็นลูกชายคนเดียวที่ได้ดั่งใจพ่อและแม่ เขาน่ารักสำหรับจำนงค์และฉวีเสมอ แม้ตอนเด็กจะเฮี้ยวไม่ใช่เล่นแต่เมื่อเติบใหญ่เขาก็เรียนรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

ฉวีมองลูกชายที่มีเพียงผ้าขาวม้าพันกายท่อนล่างเตรียมอาบน้ำยิ้มๆ ลูกชายของนางหล่อล่ำขนาดนี้ สาวๆ ที่ไหนจะมองข้ามได้ง่ายๆ ลูกสาวของภารดาก็เช่นกัน

“แม่คุยกับพ่อก่อนที่เราจะมาถึงบ้าน ว่าจะยกที่ข้างบ้านนี้ให้   วิรุณกับครอบครัวอยู่ไปก่อน แต่พอมาเห็นแม่ลูกสาวคนโตมองแก แม่ว่าแม่จะเปลี่ยนใจให้ไปอยู่ที่แปลงท้ายสุดโน่นเลยดีกว่า”

คำตอบของมารดาทำเอาคนที่นั่งลงบนพื้นกระดานมันปราบหัวเราะพรืดออกมาทันที เพราะรู้ว่าเพราะอะไรแม่จึงเปลี่ยนใจปุบปับ

“ผมลูกชายนะแม่ ทำหวงเป็นลูกสาวไปได้” เขามองท่าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความขบขัน จึงถูกมารดาที่เดินไปนั่งบนเตียงไม้สักของเขาค้อนขวับ

“ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน ของแบบนี้วางใจได้เสียเมื่อไร ถึงตอนนี้แกไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอเห็นหน้ากันมากๆ อยู่ใกล้ชิดกันแค่นี้ด้วย ก็ไม่แน่ใช่ไหม อะไรก็เกิดขึ้นได้ อีกอย่างแม่ไม่ค่อยชอบเมียอาแก แต่ที่ยอมให้มาอยู่ด้วยเพราะไม่อยากขัดใจพ่อแก แต่ก็ต้องรีบขยับขยาย ไม่งั้นฉันว่าฉันเสียลูกชายให้ลูกสาวคนโตของเมียอาแกแน่”

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ พลางบอก

“ผมไม่ใจง่ายขนาดนั้นหรอกแม่ ไม่งั้นไม่อยู่มาถึงตอนนี้ มีเมียไปนานแล้ว” เขาตอบพลางคิดถึงนิลิน เพราะหากเขาใจเร็วด่วนได้ คงมีคนใหม่ตั้งแต่เลิกกับหญิงสาว

ฉวีมองลูกชาย สีหน้าดีขึ้น พลางเอ่ยถาม

“ได้ข่าวว่าลูกสาวจำปีกลับมาบ้านแล้ว”

คำถามของแม่ทำให้คนเป็นลูกชะงักลงเล็กน้อย ก่อนยิ้มจางๆ

“ครับ วันนี้ผมแวะไปบ้านเขามาด้วย” 

ฉวีอดยิ้มไม่ได้ เพราะรู้ว่าลูกชายยังรักลูกสาวของจำปีอยู่ นางเองยังจำได้ดีว่าครั้งหนึ่งเกือบจะได้เป็นดองกันกับจำปีแล้วเชียว  

“เป็นไง เขาดูสนใจเราไหมล่ะ”

ชายหนุ่มยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงสายตาที่นิลินมองเขา ก่อนถอนหายใจเฮือกพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“คงสนมั้งครับ เพราะเห็นมองค้อนขวับๆ จนลูกตาแทบพลัดออกมาจากเบ้า” พูดจบก็หัวเราะขัน ไม่ต่างฉวีที่หัวเราะพรืดออกมาเช่นเดียวกันแล้วลุกขึ้น

“ไปอาบน้ำไป แม่จะไปเป็นเพื่อน” คำตอบของแม่ทำเอาลูกชายคนเดียวหันไปมองด้วยสายตาแปลกๆ ปนขบขันพร้อมครางออกมาเบาๆ ว่า

“แม่... ต้องขนาดนั้นเลยเหรอแม่” พูดจบก็ส่ายหัว จึงถูกแม่ค้อนขวับเหมือนใครบางคนที่ขยันขว้างค้อนใส่เขา 

“ไม่รู้แหละ ฉันป้องกันเอาไว้ก่อน ไป ดึกแล้ว แม่ง่วง”

พูดจบฉวีก็ดันหลังลูกชายตัวโตและสูงใหญ่กำยำลงบันไดเพื่อไปอาบน้ำด้านล่าง ระหว่างทางไปห้องน้ำได้เจอกับภารดา นางยิ้มให้ฝ่ายนั้นแล้วบอก 

“จะอาบน้ำเหมือนกันใช่ไหมภา รอเดี๋ยวนะจ๊ะ บ้านนี้มีห้องน้ำห้องเดียว ค่อยๆ ผลัดกันเข้าทีละคน” คมน์ยิ้มให้ภารดา แล้วมองแม่อย่างอ่อนใจ

“ให้อาภาอาบก่อนก็ได้ครับ ผมรอได้” 

“ไม่เป็นไรจ้ะ คมน์อาบก่อนเลย” ภารดาปฏิเสธพลางยิ้มให้เจ้าของบ้านแล้วผลุบหน้ากลับเข้าห้องไปอีกครั้ง ส่วนฉวีก็นั่งลงบนเก้าอี้ ปักหลักนั่งรอลูกชายอยู่หน้าห้องน้ำจนกว่าเขาจะอาบเสร็จตามที่ตั้งใจไว้










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

113 ความคิดเห็น

  1. #78 Chalongrat (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 22:09

    อ่านตอนนี้แล้วนึกถึงป้าค่ะ แกมีลูกชายคนเดียว แกทำแบบนี้เลย น้องชายมาเล่าให้ฟังก็ได้แต่หัวเราะ ทั้งสงสาร และขำไปพร้อมๆกัน

    #78
    0
  2. #38 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:39

    บรรยายเรื่องได้ อบอุ่นมากคะ ยังไงขออย่าให้ตัวร้ายทำลายบรรยากาศดีๆ หายไปนะคะ

    #38
    0
  3. #16 Yan Ming Ling (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:04

    พ่อของคมน์ชื่อประภาสหรือจำนงค์ค่ะ

    #16
    0
  4. #13 AU1 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 18:50

    เปนกำลังใจให้นะคะ

    ชอบ เริ่มอ่านก้อน่าติดตามแล้วจ้า

    ปั่นเร็วๆนะ

    #13
    0
  5. #12 bunmatong276 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 14:47
    ชอบๆขอebookเลยค่ะ
    #12
    1
    • #12-1 nira-nira(จากตอนที่ 6)
      5 ตุลาคม 2562 / 08:17
      ขอบคุณจ้าา จะพยายามปั่นเร็วๆ นะคะ
      #12-1
  6. #10 maruko-deww (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 14:56
    555555ชอบที่แม่รู้ทัน
    #10
    0