กลิ่นไอรักร้าย

ตอนที่ 11 : บทที่ ๕ หวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    12 ก.พ. 63




ตกบ่ายยังไม่ทันยกร่องเสร็จ ฝนก็ตกลงมาราวกับเท คมน์สั่งให้ลูกน้องขับรถไถไปเก็บไว้ที่บ้าน ชายหนุ่มดูแลจนทุกคนกลับกันหมดแล้วจึงกลับเป็นคนสุดท้าย 

ระหว่างทางที่เพิงพักของช้าวบ้านมีร่างของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ในนั้น พอเข้าไปใกล้เขาก็ต้องยิ้มออกมา รีบเบนหน้ารถเข้าไปจอดหน้าเพิงทันที

นิลินนั่งนิ่งเมื่อคมน์ออกมาจากรถกระบะของเขา ชายหนุ่มก้าวมาหยุดตรงหน้า มองหญิงสาวนิ่งริมฝีปากยกยิ้มเล็กๆ 

“ติดฝน?”

นิลินพยักหน้า อดไม่ได้ที่จะนึกถึงครั้งหนึ่งที่หล่อนเคยติดฝนที่แห่งนี้พร้อมเพื่อนอีกคนหนึ่งแล้วเขาก็มาพบเช่นวันนี้ 

ชายหนุ่มนั่งลงบนแคร่ข้างๆ หญิงสาวอย่างไม่ลังเล นิลินจึงขยับตัวห่างนิดหนึ่งทำให้อีกฝ่ายถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า

“พี่จะนั่งป็นเพื่อนจนกว่าฝนจะหยุดตกก็แล้วกัน หรือว่าให้พี่เอารถลินขึ้นกระบะแล้วขับไปส่งที่บ้านดี” เขามองหน้าคนข้างกาย คิดถึงวันวานที่เคยมีกันและกัน ดวงตาสีเข้มเลื่อนมองดวงหน้าด้านข้างเส้นผมสลวย มีกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ

นิลินนิ่งคิด ถ้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานไหมกว่าฝนจะหยุดตก ถ้านานก็จะกลายเป็นว่าหล่อนต้องอยู่กับเขาสองต่อสองนานเกินไป แต่ถ้าจะให้ไปส่งมันก็ยังไงอยู่

ท่าทางคิดหนักของหญิงสาวทำให้คนรอยิ้มขัน เขารู้ว่าหล่อนกำลังทะเลาะกับตัวเองเหมือนเคย

“ว่าไง ให้พี่ไปส่งดีไหม ฝนตกฟ้าขาวแบบนี้น่าจะนานกว่าจะหยุด” 

เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนั้นคนฟังก็ยิ่งกังวลใจ หญิงสาวหันไปมองเขาแล้วถอนใจยาวก่อนบอก

“งั้นขอติดรถกลับบ้านก็แล้วกันนะคะ ไม่อยากอยู่ตรงนี้นานๆ”

คมน์ยิ้มกว้างแล้วผุดลุกพร้อมหญิงสาว เขาจัดการยกรถมอเตอร์ไซค์ของหญิงสาวขึ้นกระบะโดยมีนิลินช่วยดัน

ระหว่างนั้นชายหนุ่มชำเลืองมองคนข้างๆ บ่อยครั้ง ขณะที่นิลินมองไปข้างนิ่ง

“ไปซื้ออะไรมา” เขาหลุบตามองข้าวของบนตักของหญิงสาว คนถูกถามหันไปมองเขาแวบหนึ่งแล้วค่อยตอบ

“ก็ของกินของใช้ค่ะ”

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาว ถามคำหล่อนก็ตอบคำ หน้ายังไม่อยากจะมอง

“โกรธอะไรพี่นักหนา”

ความเงียบปกคลุมอีกครั้งเมื่อเขาเอ่ยถาม ริมฝีปากสีเรื่อของคนตัวบางเม้มเข้าหากันก่อนจะเมินมองข้างทาง คิดย้อนไปถึงวันที่เป็นจุดกำเนิดของการเลิกราในครั้งนั้น

“ไม่ได้โกรธ” 

ชายหนุ่มมองคนข้างกายแล้วถอนหายใจ 

“ถ้าไม่โกรธจริงต้องยิ้มต้องทักทายพูดคุยกันดีๆ สิ ไม่ใช่ทำท่าเหมือนไม่พอใจทุกครั้งเวลาที่เจอหน้ากันแบบนี้”

หญิงสาวนิ่งเงียบเพราะจมอยู่กับความคิดของตนเอง คิ่วเรียวขมวดเข้าหากัน ไม่รู้จะตอบเช่นไรกับคำถามของอีกฝ่าย เพราะตัวหล่อนเองก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองเลยสักนิด

“ลิน”

นิลินถอนหายใจเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะหันไปมองเขาเต็มตา ขณะที่อีกฝ่ายมองหล่อนสลับกับมองทาง

“พี่คมน์อาจจะไม่รู้สึกอะไรกับการทำตัวปกติ แต่กับลินมันไม่ใช่ ลินไม่สนิทใจที่จะต้องกลับมาพูดคุยกับพี่คมน์อีก แก้วที่มันร้าว ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรอกนะ”

คมน์นิ่งอึ้งเมื่อได้รับคำตอบจากหญิงสาว  

“ลินเกลียดพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงที่เอ่ยถามออกมานั้นแผ่วเบา ทำให้คนถูกถามก้มหน้าลงเพื่อทบทวนคำถามและหาคำตอบให้อีกฝ่าย

เกลียดเหรอ...อาจใช่หากเป็นเมื่อก่อน แต่เวลานี้ ความเกลียดชังในตอนนั้นมันจางหายไปแล้ว ทว่าความรู้สึกที่เคยไว้วางใจก็หมดลงไปด้วยเช่นกัน

“ลินไม่เกลียดพี่คมน์”

“แล้วทำไมถึงต้องเย็นชาขนาดนี้ด้วย”

หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก

“มันควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ พี่คมน์อย่าลืมว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันอีกแล้ว จะให้ลินทำเหมือนเดิมคงไม่ได้”

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ เขาไม่เห็นด้วยที่หล่อนจะคิดแบบนั้น

“รู้ตัวหรือเปล่า ว่าเราน่ะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ลินอาจจะบอกว่าไม่โกรธไม่เกลียด แต่การกระทำมันตรงกันข้ามนะรู้ไม”

หญิงสาวหันขวับมองเขาตาขวางทันทีที่ถูกต่อว่า

“จะยังไงก็ช่าง เราไม่เกี่ยวข้องกันอีกเป็นพอ พี่คมน์จอรถแค่หน้าบ้านก็ได้ค่ะ ฝนหยุดตกพอดี ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” นิลินรีบบอกเมื่อมาถึงบ้าน แต่คนหน้าเข้มไม่ทำตาม เขาเลี้ยวเข้าไปในบ้านของหญิงสาว ทำให้อีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ

“ยังไม่หยุดตกสักหน่อย วันนี้พี่จะกินข้าวที่นี่” ยิ่งหล่อนผลักไสเขายิ่งเข้าหา เมื่อถูกตัดรอนเขาจึงเดินหน้าเต็มแรง 

ชายหนุ่มเปิดประตูรถออกไปทันที เวลาเดียวกันจำปีรีบก้าวออกมา นางมองชายหนุ่มและลูกสาวด้วยความโล่งอก

คมน์จัดการนำไม้มาพาด แล้วค่อยๆ จูงรถมอเตอร์ไซค์ของหญิงสาวลงจากกระบะ

“เข้ามาก่อนคมน์ ขอบใจที่พาลินมาส่ง” จำปีเอ่ยกับคนที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ขณะที่ลูกสาวของนางกลับทำหน้าตึง จำปีมองลูกสาวแล้วถอนหายใจก่อนจะหันไปดึงแขนชายหนุ่มเข้าไปข้างใน

“แม่กำลังทำกับข้าว เย็นนี้อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ ไหนๆ ก็ติดฝนอยู่แล้วนี่” นางยิ้มให้อีกฝ่าย คมน์ตั้งใจเอาไว้แล้วจึงรับคำทันที

“ได้่ครับ”

จำปียิ้มกว้างด้วยความพอใจ แต่นิลินค้อนขวับ

“คมน์นั่งรอไปก่อนนะ ลินมาช่วยแม่” จำปีเรียกลูก เมื่ออีกฝ่ายกำลังเดินเข้าบ้าน เมื่อเข้าไปอยู่ในครัวสองคน มารดาก็หยิกลงบนท่อนเขนกลมกลึงของลูกสาวจนอีกฝ่ายร้องคราง

“อูยย แม่หยิกหนูทำไม” นิลินทำหน้าเหยเก แต่คนเป็นแม่ขึงตาใส่

“เลิกทำหน้าตาบึ้งตึงได้แล้ว มันเป็นอะไรนักหนาฮะ ถึงจะไม่รักไม่ชอบพี่เขาแล้วก็ไม่เห็นจะต้องทำท่าแย่ๆ ใส่เขาแบบนั้นเลย ทำตัวแบบนี้มันน่าเกลียดรู้ไหม เขาอุตส่าห์มีน้ำใจพามาส่ง เราก็ต้องมีน้ำใจตอบแทนกลับไปบ้างเข้าใจไหม โตแล้วไม่ใช่เด็กจะได้ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”

นิลินนิ่งเงียบ ไม่อยากเถียงกับมารดาให้เป็นเรื่องเป็นราว และรู้ตัวว่าทำตัวแย่กับเขาเช่นที่แม่กล่าวออกมาทั้งหมด แต่ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่กลับฝืนใจตัวเองไม่ได้เลย 

“หนูจะพยายาม” 

คำตอบของลูกสาวทำเอาคนเป็นแม่ถอนหายใจพรืด อยากฟาดสักทีสองที แต่เมื่อสบนัยน์ตาสำนึกผิดก็ทำไม่ลง 

“เอาเถอะ มาช่วยแม่ทำกับข้าวก่อน เสร็จแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตา ทำหน้าให้มันดีๆ ถึงไม่รักใคร่อีกแล้ว ก็เห็นแก่ความรู้สึกดีที่เคยมีต่อกันสักหน่อยก็ได้”

สิ้นเสียงสั่งสอนของมารดา นิลินก็พยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็ลงมือช่วยมารดาทำกับข้าว พอทำเสร็จก็ปลีกตัวไปล้างหน้าตามที่มารดาสั่ง

อาหารถูกลำเลียงวางบนโต๊ะจนครบ นิลินจึงเป็นผู้คดข้าวใส่จานให้มารดาและคมน์ เมื่อหญิงสาวเลื่อนจานให้ ชายหนุ่มก็เอ่ยขอบใจเบาๆ หญิงสาวฝืนใจพยักหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆ คมน์นิ่งมองก็รู้ว่าหญิงสาวต้องฝืนใจตัวเองมากแค่ไหน จึงลอบผ่อนลมหายใจแล้วหันไปยิ้มให้จำปีที่คอยจับตามองทั้งเขาและนิลินอยู่แล้ว

“นานๆ จะได้กินข้าวด้วยกันสักมื้อ คมน์ต้องกินเยอะๆ เลยนะ”

“ขอบคุณครับ” คมน์กล่าวอย่างซาบซึ้งในน้ำใจของจำปี ก่อนจะหันไปมองนิลินที่คดข้าวให้ตนเองแล้วนั่งลงข้างมารดา ส่วนชายหนุ่มนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสองแม่ลูก จึงสามารถมองหน้ากันได้ถนัด

“ฝนเทลงมาแบบนี้ คมน์ก็ยังยกร่องไม่เสร็จล่ะสิใช่ไหม” จำปีเปิดฉากคุย 

“เหลืออีกไม่มากครับ แต่ฝนตกหนักเกินไปเลยต้องเลิกแค่นี้ก่อน” เขาตอบพร้อมตักกับข้าวใส่จานตัวเอง แต่ดวงตาเหลือบมองไปยังจานข้าวของสองแม่ลูก เขาฉวยโอกาสที่ในจานข้าวของจำปียังไม่มีกับ จึงตักแกงใกล้มือใส่จานให้อีกฝ่าย จำปียิ้มกว้างท่าทางปลาบปลื้ม ขณะที่นิลินชะงักมือที่ถือช้อนข้าว ดวงตากลมโตมองมารดาสลับชายหนุ่ม แต่แล้วไม่ทันกะพริบตาต้มก็ถูกตักมาใส่ในจานของหล่อนโดยคนคนเดิม

หญิงสาวนิ่งงันไปอึดใจ ก่อนเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ขอบคุณค่ะ” 

ชายหนุ่มยิ้มให้ก่อนจะหันไปคุยกับมารดาของอีกฝ่ายต่อ

“ญาติที่มาอยู่ด้วยเป็นยังไงบ้างล่ะ ใกล้ขยับขยายหรือยัง หลายวันก่อนเจอกับแม่ของเรา เห็นบอกว่าจะให้แยก จะแบ่งที่ทางให้ปลูกบ้านด้วย”

คมน์ยังคงยิ้มจางเช่นเคย และไม่วายมองหญิงสาวที่ชำเลืองตามองมาทางเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น

“ใช่ครับ คงต้องเป็นแบบนั้น” 

จำปีเหลือบตามองลูกสาว ก่อนจะหันมายิ้มให้คนตรงหน้า

“เห็นแม่เราเขาเล่าให้แม่ฟัง ว่าเมียของอาเราเขามีลูกติดมาด้วยคนหนึ่ง ชื่ออะไรน้า...” จำปีทำท่านึก ส่วนนิลินถึงกับหูผึ่ง

“ชื่อพิมพ์ครับ พิมพ์พิลาศ เป็นลูกติดจากสามีเก่าของอาภาครับ”

“อ่อ เห็นว่าหน้าตาสะสวยด้วยนี่” จำปีชวนคุยพลางมองเขาด้วยแววตาล้อเลียน ส่วนคมน์เพียงยิ้มจางๆ แต่ไม่ลืมลอบสังเกตผู้หญิงอีกคนที่กินข้าวเงียบๆ  

“ครับ น่าจะสวยเหมือนอาภาตอนสาวๆ” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงติดจะร่าเริง ทำให้คนที่นั่งกินข้าวอย่างสงบเริ่มไม่สงบเพราะนึกหมั่นไส้อยู่ในใจ เขาเห็นอาการนั้นชัดเจน จึงยิ่งรู้สึกสดชื่นขึ้นไปอีก เพราะถ้าหล่อนมีอาการเมื่อเห็นเขาชื่นชมใคร ก็แสดงว่าหล่อนยังสนใจเขาอยู่เช่นกัน

“แต่ดูเหมือนแม่ของคมน์จะหวงลูกชายน่าดู เห็นว่าจะรีบปลูกบ้านแยกให้เพราะกลัวลูกชายมีเมีย”

คมน์หัวเราะพรืด แล้วหันไปมองนิลิน พอดีกับที่หญิงสาวเงยหน้ามองเขา ทั้งคู่สบตากันโดยนบังเอิญ และเป็นหญิงสาวที่หลบตาก่อน แต่ใบหน้าเริ่มตึงขึ้นอย่างคนที่กำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง 

นิลินกำลังหึงเขาอยู่ใช่ไหม

คมน์อดไม่ได้ที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ถึงจะยังไม่แน่ใจ ทว่าเขากลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เพราะหากเป็นไปได้ เขาก็อยากให้อะไรๆ มันหวนคืนมาอีกครั้ง เขาไม่ได้ต้องการให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะแบบเดิมยังไม่ดีพอ นอกจากความประทับใจยังมีน้อย เขาก็ยังติดลบเรื่องสร้างความเชื่อมั่นให้กับหญิงสาว แต่เขาจะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด และจะทำให้ดียิ่งกว่าเดิมหลายร้อยพันเท่าเลยทีเดียว



















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

113 ความคิดเห็น

  1. #20 Papa24579 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:46
    อยากรู้อ่า​ เค้าโกรธกันด้วยเรื่องไรหรออ
    #20
    0