กลิ่นไอรักร้าย

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,018
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 88 ครั้ง
    17 ส.ค. 62









บทนำ






ฝุ่นลูกรังลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณเมื่อรถสองแถวขับออกไป ทิ้งหญิงสาวร่างสะโอดสะองที่มือหนึ่งถือกระเป๋าใบใหญ่กับที่ด้านหลังมีกระเป๋าเป้ยืนถอนหายใจพรืด  

หญิงสาวกวาดตามองเข้าไปในบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนสองชั้น ยังไม่ทันได้ขยับเจ้าหมาน้อยตัวสีขาวก็เห่าขร่ม แล้วเสียงที่หล่อนคุ้นเคยดีก็ดังตวาดออกมาจนถึงกับต้องยิ้ม

“ไอ้ขาว เห่าห่าอะไรของมึงนักหนาวะ เห่าไปเรื่อย ใบไม้ตกมึงก็เห่า ไปเลยๆ เห่าไม่เข้า...”

จำปีหุบปากลงทันทีที่ลูกสาวก้าวเข้ามาในสายตาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าพะรุงพะรัง

“อีหนู” จำปีเร่งสาวเท้าเข้าไปหาบุตรสาว นิลินวางกระเป๋าลงพร้อมกับยกมือไหว้มารดา ใบหน้างามเปื้อนยิ้มขบขันแก้มดีใจ

“หวัดดีจ้ะแม่” 

จำปียิ้มแป้น กวาดตามองลูกสาวคนเล็กที่กลับมาตามคำขู่ของท่านจนได้ พลางนึกอย่างดีใจและขบขน ดีที่ท่านเชื่อลูกสาวคนโต ที่บอกว่าถ้าใช้มุกนี้แล้วนิลินจะกลับมาอย่างเร็ว

‘ก็บอกไอ้ลินมันไปว่า ถ้าไม่ยอมกลับมาแม่จะขายที่ริมธารให้เสี่ยคมน์เสียก็สิ้นเรื่อง รับรองเลยนะไอ้ลินมันต้องรีบแจ้นกลับมาชนิดหางจุกตูดเหมือนหนีเจ้าหนี้มาเลยแหละแม่’

รอยยิ้มของมารดาทำให้นิลินขมวดคิ้วนิ่วหน้า เพราะท่านเอาแต่ยิ้มแทนที่จะกล่าวอะไรออกมาบ้าง

“เป็นอะไรแม่”

จำปีหัวเราะเบาๆ พลางบอก

“แม่ดีใจไงที่หนูกลับมาบ้าน มาเข้ามา อ้าวแล้วไหนรถเก๋งล่ะ” 

นางชะเง้อมองหารถยนต์สีแดงคันเล็กประจำตัวของลูกสาว อีกฝ่ายส่ายหน้าแล้วบอก

“หนูขายให้เพื่อนไปแล้ว มันไม่เหมาะกับที่นี่เท่าไร ไปเถอะแม่ หนูซื้อของมาฝากด้วยนะ ว่าแต่วันนี้พี่ลัยมาหาแม่หรือเปล่า”

เอ่ยถามถึงมาลัย พี่สาวคนโตที่มีอายุห่างจากหล่อนไปเกือบสิบปีตอนนี้แต่งงานมีลูกมีเต้าไปแล้วถึงสองคน ชายหนึ่งและหญิงอีกหนึ่งกับพี่เขยที่เป็นปลัดในตัวเมือง ส่วนมาลัยลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว

“ถ้ารู้ว่าเอ็งมามันก็คงรีบมานั่นแหละ” นางหันไปบอกลูกสาว มือหนึ่งถือกระเป๋าเข้าบ้าน นิลินมองตามเจ้าของร่างผอมบางที่เดินนำตัวปลิวเข้าไปยิ้มๆ แม่ของหล่อนยังกระฉับกระเฉงไม่เปลี่ยน นับว่าเป็นผู้หญิงแกร่งที่ต้องเลี้ยงลูกมาเพียงลำพัง เพราะเลิกกับสามีเจ้าชู้ที่ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนเสียไม่รู้ มาลัยและหล่อนจึงไม่เคยคิดตามหา เพราะมีท่านเพียงคนเดียวก็เป็นได้ทั้งพ่อ แม่และเพื่อน พวกหล่อนทั้งรักและเทิดทูน แต่ท่านก็ยังสอนสั่งให้สำนึกในบุญคุณของพ่อเช่นเดิม เพราะหากไม่มีท่านก็ไม่มีพวกตน การที่ท่านเลิกกับแม่ ก็เป็นเหตุผลของคนสองคนที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับลูก ไม่ว่าเขาจะรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไรแล้วสายสัมพันธ์ก็ไม่อาจตัดกันขาด

หญิงสาวขึ้นมาถึงห้องนอนของตัวเอง โดยมีมารดาก้าวไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ แล้วหันกลับมาบอกกับลูกว่า

“แม่เพิ่งทำความสะอาดไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เอ็งก็น่าจะบอกแม่แต่เนิ่นๆ ว่าจะกลับมาวันนี้ จะได้มาทำซ้ำ ไม่ต้องมานั่งดมกลิ่นเหม็นอับ”

จำปีบ่นเหมือนที่เคยบ่น แต่ทุกอย่างเป็นไปเพราะความรัก และนิลินก็ทราบถึงข้อนี้ดี หญิงสาวจึงทิ้งเป้ลงบนพื้นแล้วก้าวเข้าไปกอด จนจำปีต้องนิ่วหน้าแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อถูกลูกสาวคนเล็กที่ดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง และช้างอ้อนออดไม่มีใครเกินกอดเสียแน่นและหอมซ้ำจนเจ็บแก้ม

“อะไรลูก”

“หนูรักแม่นะ ที่ผ่านๆ มาอาจจะดื้อบ้างอะไรบ้าง แต่จริงๆ แล้วหนูรักแม่ที่สุดในโลกเลยรู้ไหม” พูดจบนิลินก็หอมแก้มแม่ดังฟอด ทำเอาคนฟังที่หัวเราะนั้นน้ำตาซึมได้เหมือนกัน จึงยกมือขึ้นลูบต้นแขนลูกเบาๆ 

“แม่รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ แต่อย่าดื้อให้มากนักเลย แม่ปวดหัว” จำปีกล่าวกลั้วหัวเราะ ก่อนจะดันลูกสาวออกห่าง พร้อมกับมองดวงหน้างามที่ได้มาจากพ่อแล้วถอนหายใจยาว แต่ใบหน้าแต้มยิ้ม “มาเหนื่อยๆ หิวไหม แม่แกงขี้เหล็กกับทอดปลาเค็มเอาไว้”

คำตอบของมารดาทำเอาลูกสาวคนเล็กทำตาโต ใบหน้างามยิ้มแป้นทันที

“กินๆ หนูกำลังหิวเลยแม่ แม่น่ะรู้ใจลูกสาวตลอดเลย แต่ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”

จำปีพยักหน้า มองลูกสาวที่ทำท่าเหมือนเด็กได้ของเล่นด้วยความรู้สึกเอ็นดู ขณะที่หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วหอมแก้มแม่อีกทีก่อนจะหมุนตัวตรงไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า ส่วนมารดาก้าวออกจากห้อง ลงไปเตรียมกับข้าวกับปลาให้ลูกสาวด้วยหัวใจพองโต

เพียงห้านาทีนิลินก็ก้าวลงมาจากชั้นบนในชุดเสื้อยืดสีชมพูกับเกงเกงสีดำ ความยาวเหนือเข่า หญิงสาวตรงไปยังระเบียงหน้าบ้าน ซึ่งมีโต๊ะไม้เนื้อแข็งอายุยาวนานตั้งอยู่ แล้วก็ต้องยิ้มแป้นเมื่อพบว่ามารดานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับอาหารที่เตรียมเอาไว้ให้หล่อนโดยเฉพาะ

“กินเสียสิ แม่เพิ่งอุ่นมา กำลังร้อนๆ เลย” จำปีพยักพเยิดบอกลูกสาว นิลินจึงขยับเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามมารดา พร้อมกับเริ่มตักแกงขี้เหล็กใส่หมูย่างเป็นอย่างแรก 

“โหย อร่อยเหมือนเดิมเลยแม่ อยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้กินแบบนี้หรอก ถึงมีก็ทำไม่อร่อยเหมือนแม่ทำเลยสักร้าน” นิลินเคี้ยวไปพูดไป จนคนเป็นแม่ถึงกับส่ายหน้า แต่ลึกๆ นั้นนางภูมิใจที่ลูกสาวยังคงไม่ลืมอาหารบ้านๆ รสมือแม่ แล้วไปหลงเห่ออาหารฟาสต์ฟูดส์ในเมืองกรุงแทน

“อร่อยก็กินเข้าไปเยอะๆ ดูสิ ผอมเสียไม่มี ไม่รู้อดอยากอะไรนักหนา”

นิลินหัวเราะคิกพลางบอก

“เขาเรียกว่าไว้หุ่นหรอกแม่ ผงผอม อดยงอดอยากอะไรกันอะไรกัน สาวๆ ในเมืองหุ่นแบบนี้ทั้งนั้นแหละแม่” 

จำปีส่ายหัว ก่อนจะเลื่อนแก้วน้ำมาให้ลูกสาว นิลินมองท่านแล้วอมยิ้ม พลางเอ่ยขอบคุณเบาๆ ขณะยกขึ้นดื่ม ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องสำคัญ

“ถ้าหนูไม่กลับมาอยู่ที่บ้าน แม่จะขายที่ของหนูให้เขาจริงๆ เหรอ” 

จำปีที่หันไปตวาดหมาหันมาเหลือบตามองลูกสาว ใบหน้าของท่านเจือยิ้ม

“ก็ไม่มีใครทำกิน จะเอาไว้เปล่าๆ เสียทำไม ขายๆ ไปให้สิ้นเรื่อง อีกอย่างเสี่ยคมน์เขาก็สนใจที่ตรงนั้น เพราะติดกับไร่ของเขา มันคงมีประโยชน์กว่าปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่ใช่หรือไงล่ะ”

แค่ได้ยินชื่อคนเคยรัก นิลินก็แทบอิ่มข้าว แต่เมื่อสบตาแม่ จึงได้แต่ถอนหายใจยาวเท่านั้น

“หนูไม่ให้ขายหรอกนะแม่ ที่ตรงนั้นหนูหวง” 

คนพูดทำหน้าตึง ทำเอาคนเป็นแม่เบ้ปาก

“หวงแล้วไง ตายแล้วเอาไปได้ไหม”

“ก็ตอนนี้ยังไม่ตาย เอาไปได้ไม่ได้ก็ไม่ขายเขาแน่” คนเป็นลูกเถียงกลับ ทำให้จำปีทำท่ามะเหง็กเตรียมเขกลงมาบนศีรษะลูก แต่นิลินเอนตัวหนีทันพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ

“เถียงคำไม่ตกฟากนะเอ็ง”

หญิงสาวยิ้มแก้มปริ 

“แม่ก็รู้ว่าหนูรักของหนู ยังจะขายได้ลงคอ”

จำปีค้อนขวับ

“แม่ไม่ได้อยากขายหรอกนะ แล้วถ้าไม่เห็นว่าเสี่ยคมน์เขาขยันขันแข็ง เอาการเอางาน แม่ก็คงไม่คิดขาย ให้ไปอยู่ในมือของคนที่เห็นคุณค่า ดีกว่าปล่อยเอาไว้เป็นที่รกร้างให้กับคนไม่เห็นค่าของมัน”

นิลินมองแม่ที่ปรายตาค้อนกลับมาแล้วถอนหายใจ อันที่จริงแล้วหล่อนรู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่ทิ้งแม่ไปทำงานเมืองกรุง แต่เพราะโกรธแค้นอดีตคนรักจึงอยากหนีไปให้ไกล ไม่อยากเห็นหน้าอีก นานๆ จึงกลับมาเสียทีหนึ่ง

แต่ยิ่งนานวัน แม่ก็กลัวว่าหล่อนจะไม่ยอมกลับมาอยู่บ้าน ท่านจึงคิดขายแผ่นดินที่หล่อนรัก นิลินจึงนั่งไม่ติด ตัดสินใจลาออกจากงานแล้วกลับบ้านทันที


ที่ดินติดกันกับที่ดินของจำปี เป็นที่ผืนใหญ่ขนาดสามสิบไร่เศษ เจ้าของเดิมคือตาเสกกับยายรัตน์ สองตายายที่ขยันขันแข็งจนมีจนมีที่ทางกว่าร้อยไร่ ก่อนตกมาอยู่ในมือของลูกชายนามว่าประภาส ซึ่งมีทายาทเพียงคนเดียวคือคมน์ อินทศร 

คมน์ กวาดตามองไปยังลำธารสายยาวที่ตัดผ่านที่ดินของเขากับที่ดินของจำปีด้วยท่าทางครุ่นคิด เมื่อช่วงสายไอ้เชิดลูกน้องคนสนิทของเขาวิิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกล มาถึงก็หอบแฮ่กๆ พร้อมกับเรื่องสำคัญมากๆ 

‘พี่คมน์ ลินลูกน้าจำปีกลับมาอยู่บ้านเราแล้วนะ กลับมาเมื่อสักพักนี้เอง ผมขับรถเครื่องผ่านหน้าบ้านเห็นน้าจำปียืนคุยกับลูกสาว มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาสองใบ’

คำบอกเล่าเป็นฉากๆ ของเชิด ทำให้คมน์ต้องมายืนนึกถึงความหลัง แค่เห็นลำธารที่คั่นกลางระหว่างสองไร่ ใบหน้านวลของแม่สาวปากดีแสนดื้อรั้นคนนั้นก็ลอยมาให้คิดถึง 

ใบหน้าคมที่กร้านแดดกระตุกยิ้มพอใจ ก่อนจะก้าวตรงไปยังรถกระบะที่จอดเอาไว้บนถนนลูกรังตัดผ่านไร่ ในใจยังคิดถึงสาวสวยนามนิลิน หากเจอกันคราวนี้เขาจะไม่ยอมให้หล่อนทำปากดี เชิดหน้าหรือทำท่าชายหางตามองเหมือนครั้งก่อนๆ อีกแน่นอน หากเขายังอยู่เฉยอีก  ก็อย่ามาเรียกว่าเสียคมน์เด็ดขาด!!

ค่ำคืนนั้นนิลินนอนก่ายหน้าผากในความมืด ฟังเสียงแมลงร้องระงมอยู่นอกบ้าน สลับกับหมาที่เห่าเป็นระยะ ลมพัดตึงตังดังอู้ ฝนฟ้าทำท่าคะนองตามข่าวพยากรณ์อากาศที่แจ้งเอาไว้ หญิงสาวจึงพลิกกายนอนตะแคงพร้อมกับหวนนึกถึงอดีต 

ไม่ต่างอะไรกับใครอีกคนที่นั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง กอดอกมองออกไปในความมืด มีแสงไฟของบ้านคนส่องแสงวิบวับห่างออกไปเป็นระยะ ขณะนั้นลมพัดแรง แล้วเสียงเปาะแปะก็ดังขึ้น ไม่ถึงนาทีก็กลายเป็นซู่ซ่า ฝนเทลงมาในที่สุด ชายหนุ่มถอนหายใจยาวขยับตัวลงแล้วดึงหน้าต่างปิด ก่อนก้าวตรงไปยังเตียงนอน เจ้าของร่างใหญ่สอดกายเข้าไปใต้ผ้าห่ม พร้อมกับภาพจำของเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่งที่ฝนตกหนักก็ผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง









ฝากผลงานล่าสุดเรื่องนี้ด้วยนะคะ แนวลูกทุ่งๆ นางเอกปากดี พระเอกปากร้าย 

สุดท้ายจะเป็นเช่นไร ต้องติดตามจ้า


และฝากผลงานเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 88 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

113 ความคิดเห็น

  1. #1 อ้อมจร้า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 17:36

    น่าติดตามค่ะ..

    #1
    1
    • #1-1 nira-nira(จากตอนที่ 1)
      19 สิงหาคม 2562 / 08:55
      ขอบคุณจ้าา
      #1-1