เสน่หาวิวาห์วอน

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    1 ก.พ. 62







บทนำ



พิธีมงคลสมรสของกษิดิศและอันธิตาเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างมีสีหน้าแช่มชื่น แขกเหรื่อชื่นชมเป็นเสียงเดียวว่าทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวยสมกันราวกิ่งทองใบหยก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาและฐานะทางสังคม... 

ทว่า... กิ่งทองใบหยกที่เขาเหล่านั้นชื่นชม กลับมิได้มีความยินดีปรีดาในพิธีวิวาห์นี้เลยแม้เพียงนิด โดยเฉพาะเจ้าบ่าว

อันธิตาเหลือบตามองเจ้าบ่าวของตนก่อนจะหลุบตาลงซ่อนความน้อยใจเอาไว้อย่างมิดชิด ใบหน้าหล่อคมคายของเขาแทบไม่ยิ้มเลยสักนิดทั้งที่เป็นวันแต่งงาน หล่อนรู้ว่าเขาไม่ได้รักหล่อน และที่ต้องแต่งงานกันก็เพราะความเห็นชอบของผู้ใหญ่และธุรกิจของทั้งสองที่ทำร่วมกัน แต่จะยิ้มสักหน่อยไม่ได้หรือ... อย่างน้อยก็ไว้หน้าหล่อนบ้าง

กระทั่งพิธีวิวาห์ผ่านพ้นไป ทั้งสองถูกพากลับเข้าห้องที่ตระเตรียมเอาไว้เพื่อใช้ส่งตัว ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางไปฮันนีมูนตามที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายวางแผนกันเอาไว้แต่แรก...

มันแทบไม่มีความหมายใดๆ เมื่อยามที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายให้คำอวยพรคู่บ่าวสาว เพราะเมื่อเสร็จสิ้น กษิดิศก็ถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าของเขาเหนื่อยล้าและหม่นหมองจนหญิงสาวอยากร้องไห้...

“พี่ดิศคงลำบากใจมากใช่ไหมคะ”

เสียงหวานๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องหอซึ่งอยู่ภายในบ้านของหญิงสาวทำให้เขาหันไปมองหล่อนนิ่ง

“ก็คงเหมือนกับที่อันรู้สึก พี่ขอโทษที่ไม่สามารถปั้นหน้าให้ดูมีความสุขได้ตลอดงาน แต่อันคงเข้าใจพี่ใช่ไหม ว่าพี่ทำดีที่สุดแล้วสำหรับเราสองคน”

อันธิตานิ่งเงียบ เมื่อฝ่ายนั้นผุดลุกจากเตียงกว้างที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ หญิงสาวกวาดตามองกลีบบอบบางเหล่านั้นแล้วยอกแสลงใจ เมื่อคิดว่าชีวิตคู่ของหล่อนคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียแล้ว...

ร่างสูงของกษิดิศก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้า เขาดึงเอาพวงมาลัยออกแล้วแขวนมันไว้กับตะขอแขวนไม่ไกล ดูไร้ความหมาย กระตุกเอาสูทสีขาวออกจากตัว ตามด้วยเนกไทสีเดียวกัน ก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าห้องน้ำ เขาปรายตามองเจ้าสาวของตนที่ใครๆ ต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวว่างดงามและน่าอิจฉาเขายิ่งนักแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งแล้วก้าวเข้าไปด้านใน

อันธิตาเม้มปากแน่น มือเรียวบางวางทับกันบนตัก จนได้ยินเสียงน้ำไหลจึงผุดลุกจากเตียงด้วยความหม่นหมองในอารมณ์ จิตใจหดหู่จนเรี่ยวแรงเหือดหาย ก้าวตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง นั่งลงบนเก้าอี้แล้วมองเข้าไปในกระจกเงา มองดวงหน้าหวานหยดของเจ้าสาวหมาดๆ ที่ใครๆ ต่างชื่นชม ยกเว้นเจ้าบ่าวของหล่อน ที่มองหล่อนราวกับอากาศธาตุ ไร้ตัวตน ไร้ความน่าอภิรมย์ใดๆ

ชีวิตคู่ของหล่อนยังไม่ทันเริ่มก็เห็นจุดจบของมันเสียแล้ว...

ทันทีที่เขาออกมาจากห้องน้ำ ร่างระหงก็ผุดลุกจากเก้าอี้ เมื่อเผชิญหน้ากันอันธิตาก็หลบสายตาคมกริบของสามีหมาดๆ แม้จะไม่มีความสุขเหมือนคู่บ่าวสาวคู่อื่น แต่เมื่อได้เห็นร่างสูงกำยำของสามีที่เปลือยท่อนบนโดยมีผ้าขนหนูพันกายไว้เพียงท่อนล่างเป็นครั้งแรก หญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกเขินอายเสียไม่ได้ ตรงข้ามกันกับกษิดิศที่ไม่ได้รู้สึกใดๆ นอกจากจะเห็นใจหล่อนที่ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก

“ให้พี่ช่วยเอาออกให้ไหม”เขาเอ่ยถามอย่างมีน้ำใจเมื่อมองเครื่องประดับบนศีรษะของหญิงสาว เพราะดูจากสภาพแล้วหล่อนอาจจะต้องนอนในห้องน้ำก็เป็นได้  ขณะที่อันธิตาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแล้วสั่นหน้าเบาๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ อันขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็ก้าวเข้าห้องน้ำโดยไม่เหลียวหลัง นานนับชั่วโมงที่ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำ ส่วนกษิดิศออกไปนั่งที่ระเบียงห้องนอน เขาทอดสายตาออกไปอย่างไร้จุดหมาย ความคิดลอยไปไกลถึงอีกฟากโลก...

ปาริสา... ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนทำใจได้หรือยัง ที่เขาต้องแต่งงานกับคนอื่น แทนที่จะเป็นหล่อนอย่างที่ได้สัญญากันเอาไว้

“ปลา... ผมขอโทษ” กษิดิศขมขื่นใจ เขายังจำเสียงร้องไห้ของปาริสาได้ไม่ลืมเมื่อเขาจำต้องบอกความจริงกับหล่อนว่ากำลังจะแต่งงานกับคนอื่น แม้จะไม่ได้รักใคร่ไยดี ทว่าเขาไม่อาจปฏิเสธบิดามารดาได้ ไม่อาจทำลายความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีให้เขา เรื่องความรักนั้นสำคัญแต่ครอบครัวของเขาย่อมสำคัญกว่าความสุขส่วนตัว...

“สักวัน ผมจะเป็นอิสระปลา สักวัน...” เขาบอกตัวเองเช่นนั้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ร่างของใครบางคนค่อยๆ ถอยหลังกลับเข้าไปภายในห้อง น้ำตาคลอเบ้าและไหลลงท่วมหัวใจช้ำๆ

ร่วมครึ่งชั่วโมง เสียงเลื่อนประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเนิบๆ ของฝีเท้าดังใกล้เข้ามาที่เตียงกว้าง อันธิตานอนตะแคงหันหลังให้เขา หัวใจของหล่อนอ่อนล้าไม่ใช่ตื่นเต้นอย่างที่ควรเป็น เตียงอีกด้านยุบยวบ การเคลื่อนไหวเบาๆ มีอีกครู่ก่อนจะสงบลงพร้อมเสียงหายใจหนักๆ ของคนที่เพิ่งล้มตัวลงนอน

กษิดิศเองไม่สบายใจสักนิดที่ต้องเป็นเช่นนี้ ความจริงเขาต้องการแยกห้องนอนกับหล่อนเสียด้วยซ้ำ ทว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขาแต่เป็นบ้านของหล่อน จำต้องนอนร่วมห้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาหันมองร่างระหงที่นอนหันหลังให้แล้วถอนใจเฮือก หล่อนคงหลับแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ซึ่งก็ดี เพราะเขาเองไม่คิดจะทำหน้าที่สามีกับหล่อนเสียด้วย...

ไม่นานนัก เสียงลมหายใจของชายหนุ่มก็สม่ำเสมอ ต่างจากอันธิตาที่เบิกตาโพลงภายในความมืด แล้วน้ำตาแห่งความน้อยใจก็ไหลริน ใครจะเหมือนหล่อนบ้าง ที่ต้องนอนร้องไห้ในวันเข้าหอ...


เช้าตรู่ คู่สามีภรรยาคู่ใหม่ตื่นแต่เช้า กระเป๋าของทั้งสองถูกลำเลียงเข้าไปในรถยนต์คันใหญ่ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปฮันนีมูน แต่ก่อนไป ทั้งสองยังต้องอยู่รับประทานอาหารเช้ากับบิดามารดาของอันธิตาท่ามกลางสายตาชื่นชมของบิดามารดาและแววตาล้อเลียนของสาวใช้ในบ้าน เพราะคิดว่าทั้งสองคงสุขสมอย่างน่าอิจฉา แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าคู่บ่าวสาวนอนหันหลังให้กันทั้งคืน...

“จะไปกันอาทิตย์หนึ่งสินะ ว่าแต่บ้านที่ดิศจะพาน้องไปอยู่ตรงไหนนะจ๊ะ” คุณอารยาเอ่ยถามบุตรเขยรูปหล่อที่กำลังตักอาหารให้บุตรสาวของตนด้วยความพอใจ โดยมีสายตาของผู้เป็นสามีมองมาอย่างใคร่รู้เช่นกัน

“ที่ประจวบฯครับ เป็นบ้านพักตากอากาศของผมเอง สร้างเอาไว้เมื่อสามปีที่แล้ว บรรยากาศดีครับ คิดว่าอันคงชอบ” เขาตอบแม่ยายของตนพลางหลุบตามองภรรยาตัวน้อยด้วยแววตาอ่อนโยน ทำให้คนมองอยู่ก่อนแล้วหันไปยิ้มให้กันเพราะคิดว่าผู้ชายตรงหน้าคงทั้งรักและเอ็นดูลูกสาวของพวกตนไม่น้อย

อันธิตาได้แต่ยิ้ม ไม่แสดงความคิดเห็นใด เพราะรู้ดีว่าการกระทำของเขามันก็แค่ละครฉากหนึ่งที่จะแสดงออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่...

“ดีจริง ยัยอันชอบทะเล คราวนี้คงได้พักผ่อนสมใจนะ ช่วยคุณพ่อทำแต่งานมานานแทบไม่ได้พักผ่อน” คุณอารยากล่าวถึงบุตรสาวซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเลขานุการและผู้ช่วยของบิดาด้วยความรักใคร่ เพราะรู้ดีว่าหญิงสาวไม่มีเวลาได้พักผ่อนนัก หล่อนทำแต่งานและเป็นลูกสาวที่ทั้งสองภูมิใจ อันธิตาวัยแค่ยี่สิบห้าปีแต่เป็นที่ยอมรับของหุ้นส่วนจนได้รับการไว้วางใจให้เป็นมือขวาของบิดา 

คุณอารยาคิดพลางมองไปยังบุตรเขยของตน กษิดิศก็เช่นกัน รูปหล่อ สง่างาม ในวัยสามสิบปีเต็มเขาเป็นชายหนุ่มในฝันของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ เป็นสุภาพบุรุษที่มีชื่อเสียงด้านธุรกิจไม่น้อย แม้กิจการของตระกูลพัฒนากิจขจรจะไม่ใหญ่โตเท่ากิจการของตระกูลธนาภรณ์ของท่านเพราะเกิดขึ้นภายหลัง แต่ก็มองเห็นอนาคตอันสดใส จนทั้งสองครอบครัวเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้หนุ่มสาวทั้งสองครองคู่กัน เพื่ออาศัยความสามารถของทั้งสองในการสืบสานกิจการของตระกูลให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก...

แต่ไม่มีใครคิด ว่าการกระทำเหล่านี้ยังความเจ็บปวดอันท่วมท้นแก่คนทั้งสอง แม้ภายนอกจะแต้มด้วยรอยยิ้ม แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำที่ไม่อาจบอกใครได้เลย...

 “ยังไงก็พักผ่อนกันให้เต็มที่นะ กลับมาคราวนี้เราจะได้คุยถึงเรื่องโครงการถัดไปเสียที พ่อกับคุณพงษ์เปรยๆ กันไว้แล้วว่าจะให้ดิศคุมงานนี้”

คำบอกเล่าของคุณเกษมไม่ทำให้กษิดิศกระตือรือร้นเทียบเท่าเมื่อก่อน ที่หายใจเข้าหายใจออกเป็นงาน และคงกระตือรือร้น กระหายที่จะลุยงานใหญ่อย่างยิ่งยวด 

“ขอบคุณครับคุณพ่อ” 

พ่อตาของกษิดิศยิ้มพอใจ เขารู้ดีว่าลูกเขยของเขาคนนี้เป็นคนฉลาดและเป็นคนดี ผู้หญิงคนไหนได้เป็นสามีจะสบายไปทั้งชาติ และลูกสาวของเขาคือผู้หญิงคนนั้น

“ทานกันอิ่มแล้วก็ออกเดินทางกันเถอะจ้ะ ไปถึงแล้วอย่าลืมโทร.กลับมาหาแม่ด้วยนะอัน” คุณอารยากำชับบุตรสาว

“ค่ะ อันไปก่อนนะคะ” 

“จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะลูก”

อันธิตาและกษิดิศอำลาคนทั้งสองเรียบร้อยก็เดินทางออกจากบ้าน ภายในห้องโดยสารซึ่งมีเพียงเขาและหล่อนตกอยู่ในความเงียบ นานไปอันธิตาเริ่มรู้สึกอึดอัด จึงหันไปขออนุญาตเจ้าของรถ

“พี่ดิศคะ อันขอเปิดเพลงนะคะ”

“ได้สิ ตามสบายเลยไม่ต้องขอพี่หรอก” เขาตอบกลับโดยไม่ได้มองมา หญิงสาวลอบถอนใจแล้วค้นแผ่นเสียงอยู่ครู่ จึงหยิบมันขึ้นมาใส่เข้าไปในช่องใส่แผ่นเสียง ครู่เดียวเสียงเพลงรักหวานๆ ก็ดังออกมาเบาๆ

กษิดิศเหลือบตามองหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาแล้วเอ่ยถาม

“อึดอัดใช่ไหมอัน” คำถามของเขาทำให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมอง 

“คนที่ควรถามน่าจะเป็นอันมากกว่านะคะ” 

คิ้วหนาขมวดก่อนคลายออก

“พี่ว่าเราสองคนน่าจะรู้สึกเหมือนกัน อย่างว่าแหละนะ คนไม่รักกัน ให้มาอยู่ด้วยกันมันก็ต้องอึดอัดเป็นธรรมดา” เขาตอบโดยไม่มองหน้าหล่อน หญิงสาวได้แต่เจ็บหนึบในหัวใจ 

“อันรู้สึกดีกับพี่ดิศค่ะ และไม่เคยรู้สึกอึดอัดเมื่อรู้ว่าต้องแต่งงานกับพี่ดิศ” คำตอบของหญิงสาวทำให้คนที่กำลังควบคุมรถถึงกับนิ่งงัน เขาหันมองแวบหนึ่งก่อนจะผ่อนลมหายใจหนักหน่วง

ใช่แล้ว... เขารู้ดีว่าอันธิตารู้สึกดีกับเขามาโดยตลอด แต่เขา ไม่เคยรู้สึกใดๆ กับหล่อนเลยเพราะอะไรหล่อนเองรู้ดี เขามีคนรักแล้ว และกำลังศึกษาอยู่ที่เมืองนอก หล่อนรู้แต่ก็ไม่เคยคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ และเขาเองก็ไม่สามารถคัดค้านได้เช่นกัน บางทีเขาก็อยากทำตัวแหกคอก อยากเป็นคนไม่ดีในสายตาทุกคน อยากให้รู้ว่าเขาเองก็มีชีวิตจิตใจ ต้องการรักและอยู่กับคนที่เขารัก

“พี่รู้ว่าอันรู้สึกดีๆ กับพี่ แต่อันต้องเข้าใจว่าพี่มีคนที่พี่รักอยู่แล้ว และถึงแม้เวลานี้พี่จะเจ็บแค่ไหนและอึดอัดมากเท่าไร ก็คงไม่เท่ากับคนรักของพี่ที่ต้องเสียใจอยู่ทางโน้น” เขามองหล่อนแวบหนึ่งด้วยสายตาคล้ายจะโทษว่าเป็นเพราะหล่อน หญิงสาวกัดฟันก่อนจะหลุบตาลงและหยุดนิ่งที่แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของตน มือเรียวเลื่อนไปหยุดที่แหวนแล้วหมุนมันเล่นเบาๆ  ด้วยอาการใจลอย... เป็นนานกว่าจะเอ่ยออกมาว่า

“พี่ดิศกำลังจะบอกว่าอันผิดใช่ไหมคะ ที่ไม่คัดค้านเรื่องของเรา” 

คนฟังขบกรามแน่น ก่อนจะคลายออกพยายามทำใจให้สงบ

“พี่ไม่ได้พูด”

“แต่พี่ดิศคิด” หญิงสาวหันขวับและมองเขาด้วยแววตาปวดร้าว กษิดิศหันกลับมาแล้วต้องชะงัก ก่อนจะเมินหน้ากลับไปมองถนนด้านหน้าด้วยความรู้สึกอื้ออึงในอก เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นแววตาตัดพ้อของอันธิตา แต่ความรู้สึกที่ว่าเขาไม่ควรต้องมาตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มเอ่ยทำร้ายจิตใจหญิงสาวอีกครั้ง

“แล้วทำไมอันไม่ปฏิเสธ” 

แม้ชายหนุ่มไม่ได้ยอมรับตรงๆ แต่คำถามที่ดังออกมาทำให้หญิงสาวทราบว่าเขาคิดแบบนั้นจริง เขาโทษและคงโกรธที่หล่อนไม่ปฏิเสธกษิดิศหันมองคนที่เงียบไป เขารู้สึกหงุดหงิดกับคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ

“ทำไมไม่ตอบพี่” 

อันธิตาน้ำตาคลอ รู้สึกน้อยใจคนข้างๆ จนไม่อยากพูด ไม่อยากหันไปมองเขาแต่หล่อนก็ไม่อยากทะเลาะกับเขาเช่นกัน

“ก็คงเหมือนพี่ดิศมั้งคะ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว หันมองคนพูดแวบหนึ่ง 

“ยังไง”อันธิตายิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นราวจะเยาะหยันไม่ปาน สิ่งนั้นทำให้กษิดิศไม่พอใจนัก “อัน”

อันธิตาถอนใจ ก่อนจะหันกลับไปตอบคนข้างๆ ที่ตนปลาบปลื้มจนกลายเป็นแอบรักมานานแรมปี

“เพราะเราต่างก็คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาลในอนาคตมากกว่าความรู้สึกส่วนตัวยังไงล่ะคะ”

คำตอบที่ได้รับทำให้คนฟังนิ่งอึ้ง แน่นอน เรื่องของผลประโยชน์ ทำให้เขาและหล่อนต้องก้าวเข้ามาติดกับดักแห่งความเจ็บปวด ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาว แล้วบอกกับตนเองว่าเขาไม่ควรโทษหล่อนฝ่ายเดียว หากจะโทษ ก็ควรต้องโทษตัวเองถึงจะถูก ถ้าเขาบอกว่าไม่ ใครก็คงจะบังคับไม่ได้เช่นกัน แล้วทำไม เพราะอะไรเขาจึงไม่ปฏิเสธ จะบอกว่าผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจฟังขึ้นนัก หรือเป็นเพราะเขามีความรักให้กับปาริสาไม่มากพอ... 

ไม่หรอก! ไม่ใช่แน่ เขารักปาริสา หล่อนเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาคิดถึงเรื่องอนาคต ไม่ใช่คนที่นั่งข้างๆในเวลานี้เลยสักนิด

อันธิตาเมินหน้ามาจากสามี หัวใจกำลังร้องไห้ เจ็บจนเกินจะกล่าวคำใดออกมาได้อีก หลังจากนั้น คนทั้งสองก็ปิดปากเงียบกันจนไปถึงประจวบคีรีขันธ์








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

29 ความคิดเห็น