ปานฤทัย

ตอนที่ 6 : บทที่ ๒ ขวัญเอ๋ยขวัญมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,894
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61











คนที่ถูกคุมตัวถูกห้อมล้อมโดยคนงานชายที่จ้องมองด้วยสายตาโกรธขึ้งและสมเพช ก่อนจะแยกห่างออกเป็นทางเพื่อหลีกให้ร่างสูงของปานกมลเดินผ่านเข้ามา คนรู้ตัวดีว่าผิดหลบตาเกรี้ยวกราดของคนตรงหน้า ชายหนุ่มกวาดตามองคนงานทั้งสองอย่างโกรธเคืองและผิดหวัง 

“ฉันบอกพวกนายแต่แรกก่อนรับเข้าทำงานแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้ก่อเรื่องระยำพวกนี้! แล้วทำไม...” 

โจเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายหนุ่มด้วยแววตาเลิ่กลั่ก หวาดกลัวไม่น้อยหากถูกลงทัณฑ์ทั้งที่ไม่มีความคิดมาก่อน

“เอ่อ ปะ… เปล่าครับ ผมไม่รู้เห็น ไม่มีส่วนเกี่ยวทั้งนั้น ผมเปล่านะครับ” ร้องบอกเสียงสั่นใบหน้าหวาดกลัวเห็นได้ชัด ปานกมลจึงหันไปยังคนที่นั่งก้มหน้านิ่งอีกคนด้วยสายตาคมกริบ หากเป็นมีดก็คงตัดขาดสองท่อน!

“แล้วนายล่ะ! มีอะไรจะแก้ตัวไหม” คนถูกถามเหงื่อแตกพลั่ก เหลือบตามองเพื่อนที่ไม่ยอมมองมาทางมันด้วยสายตาแค้นเคืองระคนหวาดกลัวไม่น้อยไปกว่ากัน “ว่าไง!”

“เอ่อ เอ่อ คือ คือผม”

“นวย! ไปเอาเชือกมา!” 

เพียงเท่านั้น นายชายก็ตาเหลือก มันรีบร้องบอกปานกมลอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าเมื่อเชือกมาถึงแล้วตนจะถูกกระทำเช่นไร แน่นอน… เชือกเส้นนั้นจะพาเขาวิ่งไปทั่วอาณาเขตฟาร์มอันกว้างใหญ่ไพศาลด้วยม้าสีน้ำตาลตัวโปรดที่ปานกมลชอบขี่!! 

“อย่านายอย่า! บอกแล้วครับบอกแล้ว!” ปานกมลกระตุกยิ้มมุมปาก ส่งสัญญาณให้คนงานรอก่อนขณะมองคนตรงหน้าด้วยนัยน์ตาเข้มดุ

“ไหนนายลองบอกฉันมาสิ ว่าทำแบบนี้ทำไม” ปลายรองเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ทำให้อีกฝ่ายใจกระตุกวาบ

“คือ คือผม ผมชอบน้องนุ่มครับ!” ปานกมลเหลือบตามองไปยังคนงานชายวัยกลางคนที่เคยกระซิบกระซาบบอกเขาด้วยแววตาเข้มจัด ก่อนหันกลับมายังคนพูดพร้อมความรู้สึกไม่พอใจขึ้นวูบหนึ่ง เขาไม่ทันได้หาคำตอบว่าเพราะเหตุใดนอกจากจะถามคนตรงหน้าให้รู้เรื่อง…

“แล้วทำไมนุ่มถึงได้วิ่งหนีนายมาอย่างนั้น” คำถามนี้ทำให้ทั้งโจและชายหันสบตากันด้วยอาการอึกอัก “ว่าไง”

“เอ่อ คือ  ผม ผมแค่จะไปส่งน้องนุ่มที่บ้าน แล้วก็แค่หยอกน้องเล่นเท่านั้น แต่น้องตกใจวิ่งหนีผมครับ”

“แล้วนายวิ่งตามมาทำไม วิ่งไล่เขาให้ตกใจทำไม” น้ำเสียงนั้นไม่บ่งบอกเลยสักนิดว่าจะเชื่อในคำแก้ตัวของเขา ทว่าเสียงที่ดังขึ้นด้านหลังอีกเสียงเรียกสายตาทุกคู่ให้หันกลับไป

“เขาจะทำร้ายนุ่มค่ะ!” 

“น้องนุ่ม!” นายชายและนายโจอุทานเสียงสั่น ยิ่งเมื่อสบสายตาราวเหยี่ยวจ้องจิกทึ้งเหยื่อของปานกมลก็ยิ่งกลัวจับใจ

“ว่ามานุ่ม สองคนนี้จะทำอะไรเธอ” เมื่อชายหนุ่มเปิดโอกาสให้ฤทัยรัตน์ได้อธิบาย หญิงสาวก็ต้องหลบตาคมกล้าของเขาและคนงานไปหยุดยังนายชายและนายโจ ข่มกลั้นความอับอายทั้งหมดทั้งมวล “เอ่อ คือ เขาจะ เขาจะลวนลามนุ่มค่ะ!”

เสียงฮือฮาของคนงานดังขึ้นเมื่อหญิงสาวโพล่งออกมาด้วยดวงหน้าแดงก่ำ นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์พุ่งตรงไปยังทั้งสอง แต่คนกลัวความผิดรีบปฏิเสธทันควัน

“เปล่าครับ! ผมเปล่า โธ่ น้องนุ่มพี่แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ สักหน่อย จริงไหมไอ้โจ” หันไปหาแนวร่วม ทว่านายโจไม่คิดจะร่วมหัวจมท้ายกับคนที่กำลังเข้าตาจน

“ไม่รู้โว้ย! ผมไม่รู้นะครับนาย ผมแค่ออกจากโต๊ะไปตามหาไอ้ชายเท่านั้น ยังบ่นกับเพื่อนเลยว่าทำไมออกไปนาน ผมก็เลยตามออกไปดู พอไปถึงก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง ก็เลยวิ่งตามเสียงไป พอไปถึงก็เจอน้องนุ่มกำลังถูกไอ้ชายรังแกอยู่ครับ”

“เฮ้ย! มึงพูดยังงี้ได้ไงวะ กูยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย มึงก็เพิ่งไปถึงจะรู้ได้ไงวะ!” สองคนงานเริ่มด่าทอกันเอง นายชายโกรธจัดที่เพื่อนไม่ช่วย ส่วนนายโจก็หวังกันตนเองออกจากความผิดให้ได้เช่นกัน

“ทำไมกูจะไม่รู้ ในเมื่อมึงเป็นคนชวนกูทำไม่ดีไม่ร้ายกับน้องนุ่มเอง!” พูดออกไปแล้วก็ใจหายวาบ เมื่อนัยน์ตาคมกริบของปานกมลกร้าวขึ้นและเข้มจัด

“นวย! ไปเอาเชือกมา!” โจเบิกตากว้างก่อนละล่ำละลักบอก

“นาย! นายผมไม่เกี่ยวนะนาย ผม…” 

“หุบปาก!” ปานกมลตวาดเสียงห้วน กวาดมองไปโดยรอบไม่เว้นคนใดคนหนึ่งก่อนประกาศกร้าว “จำไว้ทุกคน ฉันจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย! หากมีใครฝ่าฝืนกฎของปานทิพย์อีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร! หรือว่าหน้าไหน! ฉันจะไม่เอาไว้ทั้งนั้น!”

บริเวณนั้นทั้งหมดเงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจเท่านั้นที่ดังแผ่วๆ ชายหนุ่มหลุบตามองคนที่ก้มหน้านิ่งด้วยแววตาดุกระด้าง นวยกลับมาพร้อมเชือกเส้นใหญ่ในมือ พร้อมแล้วกับบทลงโทษที่แสนหฤโหดแห่งปานทิพย์ ปานกมลปรายตามองแล้วหันกลับมายังลูกจ้างหนุ่มกลัดมันพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ผุดขึ้นเหนือริมฝีปาก ฝ่ายนั้นตัวสั่นเมื่อรับรู้จุดจบของเรื่องนี้

“นาย! นายอย่า ผมขอโทษ ผมจะไม่ทำอีกแล้วนาย ได้โปรดนายอย่าทำแบบนี้เลยนาย!” นายชายคุกเข่าลงแล้วกราบ ปานกมลปลกๆ อย่างคนจนตรอก 

“หึ!” ปานกมลนายแห่งปานทิพย์ฟาร์มหัวเราะในลำคอ นายชายเงยหน้าขึ้นสบตานายจ้างอย่างหวาดๆ “ก็ได้…”

คนที่รอคอยด้วยความหวังยิ้มกว้างเมื่อนายหนุ่มเอ่ยปากรับคำง่ายดาย ส่วนคนที่ล้อมรอบต่างเริ่มอื้ออึ้งอย่างไม่ใคร่พอใจนัก กระทั่ง…

“แต่ฉันไล่นายออก!” เสียงอื้ออึงเงียบกริบ เช่นเดียวกับรอยยิ้มยินดีจากนายชายและนายโจที่ค่อยๆ หุบลงจนซีดเผือดอีกครั้ง “นับจากนี้ นายชายไม่ใช่คนงานของปานทิพย์อีกต่อไป! และขอสั่งห้ามไม่ให้นายเข้ามาข้องแวะกับคนงานในไร่อีกไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น เจอกันที่อื่นไม่ว่า แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่!”

“นาย!” นายชายตกตะลึงพรึงเพริด ไม่คิดว่าจะต้องมาตกงานกะทันหัน แต่คนงานอื่นต่างพยักหน้าอย่างพอใจในคำตัดสินของชายหนุ่ม แม้จะมีบางคนที่เห็นใจคนเคยร่วมงานกันมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะยื่นมือออกมาช่วยเหลือ ส่วนนายโจก็หน้าเผือดลงไม่แพ้เพื่อน หมดแรงเมื่อคิดว่าตนต้องพลอยตกงานไปโดยไม่ใช่ที่ด้วยอีกคน 

“ส่วนนาย…” สายตาคมกริบที่ตวัดมองไปยังโจทำให้อีกฝ่ายสะดุ้ง “ฉันจะให้โอกาสอีกครั้ง แต่จะหักเงินค่าแรงจำนวนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างรายวันจนกว่าจะครบหนึ่งเดือนเป็นการลงโทษ ฐานที่สามารถห้ามปรามเพื่อนได้แต่กลับลังเลที่จะห้าม แต่ถ้ารับคำตัดสินไม่ได้ก็ลาออกไปซะ!”

ไม่ใช่แค่รับได้ แต่นายโจยังโล่งอกราวกับยกภูเขาออก ใครก็รู้ว่าทำงานกับปานกมลแม้จะหนักแต่ค่าตอบแทนสูงที่สุดในบริเวณนี้ ไม่รวมสวัสดิการดีเยี่ยมและส่วนใหญ่มีแต่เข้าไม่มีออก…

“ครับ! ครับ! ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ขอบคุณครับนาย ขอบคุณครับ!” ละล่ำละลักบอกด้วยน้ำเสียงที่บ่งถึงความดีใจ ต่างจากนายชายที่ก้มหน้าบดกรามแน่น จากความเสียใจ เสียหน้า ค่อยกลายเป็นความคับแค้นใจที่ถูกไล่ออก ปานกมลหลุบมองร่างหนาของคนที่ร่วมงานด้วยกันมากว่าสองปีแล้วหรี่ตามองมือใหญ่ที่กำแน่นของมันนิ่ง เขาพอจะรู้ว่าได้สร้างศัตรูเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ก็ด้วยความเต็มใจของเขาเอง

“ส่วนนาย กลับไปได้แล้วนายชาย และก็หวังว่าฉันคงจะไม่เจอนายแถวๆ นี้อีก” เขากล่าวกับอดีตคนงานของตนทิ้งท้าย ก่อนจะเดินเข้าไปยังร่างบางที่ยืนนิ่งอึ้ง ไม่คาดคิดว่าทุกอย่างจะบานปลาย และคิดไม่ถึงว่าปานกมลจะลงโทษสูงสุดกับคนงานของเขา มือหนายกขึ้นกระชับต้นแขนเล็กข้างหนึ่งของหญิงสาว แล้วประกาศก้องให้ทุกคนรับทราบ

“ขอบใจทุกคนมาก แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อน เหล้าเบียร์ที่เหลืออนุญาตให้เอากลับบ้านได้ แต่พรุ่งนี้ต้องมาทำงานกันได้ทุกคนนะ อย่าให้เห็นเชียวว่าใครเมาแอ๋มา ไม่งั้นก็จะต้องถูกลงโทษเหมือนกัน ฐานที่กินจนลืมหน้าที่!” 

สิ้นสุดคำสั่งเข้มงวดเด็ดขาด ชายหนุ่มก็ดึงร่างเพรียวเล็กของฤทัยรัตน์กลับเข้าไปภายในบ้านซึ่งมีสายใจและปานชีวารออยู่ คนงานต่างแยกย้ายกระจายตัวกลับบ้านใครบ้านมัน บ้างก็เข้ามาบอกให้นายชายรีบกลับออกไปเสีย บ้างก็เสียดสีอย่างสนุกปาก นายชายกำมือแน่นนัยน์ตาเปล่งประกายความแค้นเคือง ถูกไล่ออก ขาดรายได้ ซ้ำยังอับอายต่อหน้าพรรคพวกนับสิบ วันนี้เขาเพลี่ยงพล้ำแต่วันหน้าไม่ยอม ร่างหนาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงไม่สนเพื่อนที่มองตามอย่างช่วยไม่ได้ กวาดสายตามองเข้าไปยังตัวบ้านของอดีตเจ้านายด้วยสายตาวาววับ ก่อนจะก้าวออกไปอย่างรวดเร็วไม่หันกลับมามองข้างหลังอีกแม้แต่แวบเดียว…

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง วันหลังกูจะมาเอาคืนพวกมึงให้สาสม!”

คนคั่งแค้นสั่งเสียเมื่อไปหยุดยืนมองตัวบ้านสีขาวโดดเด่นและบริเวณฟาร์มด้วยหัวใจร้อนรุ่ม ไม่วันนี้ก็วันหน้า ยังไงเสียเขาต้องเอาคืนให้สาแก่ใจ ทั้งปานกมลและฤทัยรัตน์!   


ฤทัยรัตน์ถูกพาตัวเข้าไปนั่งที่เดิม เช่นเดียวกับปานกมลที่ทิ้งตัวลงนั่งไม่ห่างกันนัก หญิงสาวเหลือบตามองใบหน้าคมที่ดูเครียดด้วยความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากหล่อนไม่ออกไปเขาก็คงไม่ต้องไล่คนงานออก…

“นุ่มขอโทษค่ะคุณปาน” สองมือเล็กประนมไหว้เขาอย่างสำนึกในความผิดส่วนหนึ่งที่เป็นของหล่อน แต่กลับทำให้คิ้วหนาเข้มของเจ้านายหนุ่มต้องขมวดย่น

“เรื่องนี้เธอไม่ใช่คนผิดต้องมาขอโทษฉันทำไม” ชายหนุ่มกวาดตามองใบหน้าเล็กเรียวในกรอบผมสั้นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวด้วยสายตาเป็นห่วง เขาไม่รู้ว่าหลังจากที่ไล่นายชายออกไปแล้วอีกฝ่ายจะแค้นเคืองสักแค่ไหน แต่ปฏิกิริยาที่อดีตคนงานแสดงออกหลังจากถูกไล่ออกทำให้เขาไม่อาจไว้วางใจนัก       ฤทัยรัตน์หลบตาเข้มจัดลงมองมือที่ประสานเข้าหากันของตนด้วยความรู้สึกที่ยังคงใจหวิวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ 

“เป็นยังไงบ้าง หายตกใจหรือยัง” 

สาวน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาคนถามแล้วพยักหน้าเบาๆ แม้ความเป็นจริงจะยังรู้สึกขวัญหายแต่ก็ไม่กล้าทำให้เขากังวลใจกับหล่อนมากจนเกินไปนัก 

“ค่ะ นุ่มดีขึ้นแล้วค่ะ” ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนมองเลยไปยังแม่บ้านและหลานชายที่ยืนอยู่ข้างๆ 

“เอาล่ะ ป้าใจ ช่วยดูแลน้องเต้ด้วยนะครับ ผมจะไปส่งนุ่มและก็คุยกับพ่อแม่เขาสักหน่อย” ทั้งสายใจและฤทัยรัตน์ต่างแปลกใจกับคำพูดของชายหนุ่ม เมื่อจู่ๆ เขาก็ต้องการที่จะพูดคุยกับบิดามารดาของหญิงสาว

“เอ่อ คือ ความจริง นุ่มไม่เป็นไรมาก ให้นุ่มกลับบ้านเองก็…” 

“ไม่ได้ยินหรือไง ว่าฉันมีเรื่องต้องคุยกับพ่อแม่ของเธอ…”

สายใจเหลือบมองหน้าที่เจื่อนลงของสาวน้อยอย่างนึกเห็นใจ ก่อนจะรีบจูงมือปานชีวาและชวนกันย้ายไปอีกห้องเมื่อนายหนุ่มตวัดสายตาดุๆ มองมาอย่างให้รู้ตัวว่าควรออกไปจากตรงนี้ได้แล้ว…

“เอ่อ คุณเต้คะ เราไปห้องนั่งเล่นกันดีกว่าค่ะ วันนี้เห็นมีการ์ตูนเรื่องใหม่ด้วย” 

“การ์ตูนใหม่เหรอคับ แต่เต้อยากดูเรื่องเก่ามากกว่า” 

“ก็ได้ค่ะ เรื่องเก่าก็เรื่องเก่านะคะ” 

เสียงแม่บ้านและหลานชายห่างออกไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มจึงหันกลับมายังคนที่นั่งตัวลีบอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเข้มคม อ่านยากในความคิดของฤทัยรัตน์… 

“เอ่อ…” ฤทัยรัตน์สบตาเจ้านายจอมดุแล้วก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์ไหน เพราะหากเขาดีก็ดีใจหาย แต่ถ้าร้ายก็เหมือนไฟบรรลัยกัลป์

“ไปกันเถอะ!” คนตัวผอมบางรีบลุกขึ้นตามชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ความกลัวบวกกับใจที่ยังสั่นทำให้หญิงสาวซุ่มซ่ามสอดเท้าเล็กๆ เกี่ยวเข้าไปในขาโต๊ะกระจกทรงเตี้ยหน้าโซฟาจนถลาหน้าทิ่มไปข้างหนาทันที

“ว้าย!” 

“นุ่ม!” ใจดวงเล็กกระตุกวาบ อีกนิดเดียวหน้าหล่อนก็จะกระแทกกับกระจกเข้าเต็มเปาแล้ว แต่โชคดีที่ชายหนุ่มหันมาคว้าเอาไว้ได้ทันเสียก่อน ไม่เช่นนั้นฤทัยรัตน์ก็ไม่อยากจะคิดว่าจะเป็นเช่นไรบ้างวันนี้…

“เป็นอะไรหรือเปล่า” คนถามสำรวจร่างที่สั่นระริกในมือของเขาอย่างจริงจัง วันนี้วันซวยของหล่อนหรือไงกัน ฤทัยรัตน์จึงได้เจอแต่เรื่องน่าหวาดเสียวทั้งนั้น…

“ไม่ค่ะ นุ่ม นุ่มไม่เป็นไร นุ่ม เอ้อ…” ฤทัยรัตน์เอ่ยทันไม่จบ ร่างของหล่อนก็ถูกนายจ้างรั้งเข้าไปกอดไว้แนบแน่น สร้างความตื่นตระหนกแก่คนขวัญหายไม่น้อย แล้วก่อนที่หญิงสาวจะเป็นลมเพราะเขา เสียงกระซิบเบาๆ ก็ดังขึ้นเหนือศีรษะได้รูป…

ขวัญเอ๋ยขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัวนะ ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่มีอะไรแล้ว” ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรดลใจให้เขารั้งร่างบางเข้ามากอดปลอบใจ ไม่รู้ว่าทำไมจึงพูดอะไรแบบนั้นออกไปได้ รู้แต่เพียงว่าเขาอยากทำให้หล่อนหายจากอาการหวาดกลัวก็ ยิ่งได้เห็นใบหน้าซีดเผือดกับดวงตาเลื่อนลอยของเจ้าหล่อนเขาก็ยิ่งสงสาร “นุ่ม!” 

หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เมื่อแก้มนวลด้านหนึ่งถูกมือหนาหยาบแตะลงมาเบาๆ คล้ายเรียกสติของหล่อนให้กลับคืนจากอาการตกใจ ทว่าเวลานี้สาวน้อยกลับร้อนผ่าววูบวาบทั่วใบหน้านวล และพยายามดันกายออกห่างร่างของนายจ้างด้วยความกระดากอาย แม้หล่อนจะเคยถูกเขาปรามาสว่าเป็นคนไม่ทันคน หรือแม้แต่ถูกกล่าวหาว่าซื่อบื้อก็ตามที แต่เรื่องแบบนี้หล่อนก็พอจะรู้ว่าไม่เหมาะไม่ควรนักหรอก หากให้ปล่อยเขายืนกอดนานๆ

“เอ่อ! คะ… ไม่เป็นไรค่ะ นุ่มไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณค่ะ” 

ละล่ำละลักบอกกล่าวเสียงสั่น มือหนาที่โอบรัดร่างเล็กของสาวน้อยจึงคลายออกเจ้าหล่อนทำท่าผละห่าง ดวงตาสีสนิมหรี่มองคนก้มหน้างุดแล้วให้ถอนใจเฮือก ผ่านร้อนหนาวมากว่าสามสิบฤดูมีหรือไม่รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกเช่นไร จะโทษใครหากไม่โทษเขา ความเป็นห่วงทำให้ลืมคิดหน้าคิดหลัง ลืมไปว่าหล่อนคือสาวน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน อีกปีสองปีก็เป็นสาวเต็มตัวแล้ว และเขาเองก็เป็นหนุ่ม แม้จะอายุมากกว่าเป็นรอบแต่ก็ดูไม่เหมาะสมอยู่ดีหากใครมาพบเจอเข้าโดยบังเอิญ…

เสียงหายใจออกยาวๆ คล้ายอ่อนใจของเจ้านายหนุ่มทำให้คนตัวบางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา เพราะยังอกสั่นขวัญระทึกเสียยิ่งกว่าตอนที่ถูกนายชายไล่กวดทำมิดีมิร้ายเสียอีก…

“ถ้าไม่เป็นไรแล้วก็ไปกันเถอะ” เจ้าของเสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้น ยุติทุกอย่างก่อนสาวเท้านำออกไปด้านนอก ฤทัยรัตน์ลังเลอยู่ครู่จึงเดินตามไปอย่างเงียบๆ…










ปานฤทัยโหลดอีบุ๊กได้แล้วนะคะ 
โหลดอีบุ๊กได้แล้วค่ะ








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น