ปานฤทัย

ตอนที่ 41 : บทที่ ๑๒ แผนของคนชั่ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,963
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    28 ก.พ. 62









ร่วมครึ่งชั่วโมงถัดมา ทั้งหมดก็เตรียมตัวกลับเมื่อคนขับรถของ  ปานกมลไม่เป็นอะไรมาก นอกจากอาการฟกช้ำและอีกฝ่ายสมัครใจกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านมากกว่าจะนอนแบ็บอยู่โรงพยาบาล นายชายเหลือบตามองเปรมปรีดิ์ซึ่งเม้มปากแน่นพลางหันไปมองร่างสูงของปานกมลที่เดินเคียงข้างประคองร่างบางของฤทัยรัตน์จนน่าหมั่นไส้ เขาแทบจะอุ้มพี่เลี้ยงเด็กคนโปรดเสียให้ได้กระมังหากไม่มีคนอยู่บริเวณนี้

“เอ่อ ปานคะ เราจะไม่ให้ค่าตอบแทนคุณคนนี้บ้างเหรอคะ เขาอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตช่วยเรานะคะ” เปรมปรีดิ์เอ่ยขึ้นเมื่อชายหนุ่มส่งฤทัยรัตน์เข้าไปในรถยนต์เรียบร้อย 

“เรื่องนั้นผมคิดไว้แล้วเหมือนกัน” เขาหันกลับมาตอบเปรมปรีดิ์ก่อนเบนสายตาไปยังนายชายที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลด้วยอาการสำรวม “เอาเป็นว่าฉันจะให้เงินนายนะ ถือเสียว่าเป็นสินน้ำใจที่นายช่วยคุณเปรมแล้วก็คนของฉัน” 

ชายหนุ่มล้วงเอากระเป๋าเงินออกมาพร้อมกับหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทจำนวนห้าใบเตรียมส่งให้นายชาย ทว่าฝ่ายนั้นกลับรีบปฏิเสธทันที

“ผมไม่ขอรับเงินครับนาย” ชายหนุ่มย่นคิ้วเข้าหากันเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธ

“ทำไมล่ะ มันเป็นสินน้ำใจนะ นายสมควรได้เพราะนายช่วยเหลือเรา ถ้านายยังไม่อยากใช้ตอนนี้ก็ฝากธนาคารก็ได้นี่… หรือนายคิดว่าฉันดูถูกนาย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ แต่ผมรับไม่ได้จริงๆ เพราะผมไม่เคยคิดต้องการสิ่งตอบแทน” ตอบพลางก้มหน้าลง สีหน้าหม่นหมองจนชายหนุ่มต้องหรี่ตามองอย่างสังเกต

“คิดบ้างหรือเปล่า ว่าหากพวกนั้นต่อสู้ นายเองก็อาจบาดเจ็บหรือเอาชีวิตไม่รอด” เขาหยั่งเชิง

“ผมเข้าใจครับ” สบตาคมกริบของปานกมลเพียงแวบเดียวแล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง อย่างที่รู้มานานปานกมลไม่ใช่คนโง่เขาจะรู้ได้ในไม่ช้าว่าถูกโกหกหากได้สบตากันบ่อยๆ “แต่บางทีผมก็คิดว่า ถ้าหากผมตายๆ ไปซะได้คงดีกว่ามีชีวิตอยู่”

รุตม์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ รู้สึกคุ้นๆ กับคำพูดของนายชาย คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินมาจากละครเรื่องไหนสักเรื่องที่มารดาเขาชอบดูก่อนนอน… 

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมนายถึงคิดแบบนี้” นายชายเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตนายจ้างของตนแล้วกุมมือประสานกันอย่างนอบน้อมเจียมตัวเจียมตนอย่างเห็นได้ชัด

“ผม… ผมไม่มีที่ไปนี่ครับ ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน นายก็รู้ว่าผมมันตัวคนเดียว ที่อื่นก็ไม่เคยไป ทำงานที่ไหนก็ไม่มีเพื่อน ผมเบื่อหน่ายชีวิตเหลือเกินครับนาย อยากตายๆ ให้รู้แล้วรู้รอด” คิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากปิดสนิท ดวงตาคมกริบจ้องมองคนพูดไม่วางตา เขาไม่ค่อยไว้ใจอดีตคนงานคนนี้นัก แต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของอีกฝ่ายได้ เปรมปรีดิ์เห็นว่าปานกมลเริ่มลังเลจึงรีบเสริมขึ้น

“โธ่! น่าเห็นใจนะคะ” รุตม์เลิกคิ้วพลางมองเปรมปรีดิ์อย่างไม่เชื่อหู ยิ่งอีกฝ่ายหว่านล้อมก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ “ปานคะ ที่ฟาร์มคุณก็ออกจะกว้างใหญ่ รับคนเพิ่มอีกสักคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้งคะ รับเขาเข้าไปทำงานเถอะค่ะ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนที่เขาช่วยพวกเราให้รอดมาจากไอ้โจรพวกนั้นมาได้ อีกอย่าง ถ้าไม่มีเขาเปรมกับนุ่มต้องแย่แน่ๆ โดยเฉพาะนุ่ม ดูสิคะหน้าซีดเชียวไม่รู้คืนนี้จะฝันร้ายหรือเปล่า…” 

เอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานจนแม้แต่ฤทัยรัตน์และสายใจยังต้องสบตากันอย่างนึกแปลกใจ ปานกมลมองตามสายตาเปรมปรีดิ์ไปยังฤทัยรัตน์แล้วถอนหายใจเฮือก ชายหนุ่มคิดหนัก ความรู้สึกบอกว่าไม่ควรรับนายชายกลับเข้ามาทำงานกับตนอีกครั้ง ทว่าสายตาของทุกคนที่มองมายังเขา ทำให้ปานกมลต้องตัดสินใจ 

“แล้วตอนนี้นายทำงานอยู่ที่ไหนล่ะ” นายชายขยับตัว มีแววลิงโลดอยู่ในดวงตาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รุตม์ซึ่งยืนสังเกตอยู่ไม่ห่างขมวดคิ้วมอง รู้สึกแปลกๆ และเริ่มไม่เห็นด้วยหากเพื่อนจะรับนายชายเข้าทำงาน

“ตอนนี้ผมว่างงานครับ เพิ่งลาออกมาเมื่อสามวันที่แล้ว” 

ชายหนุ่มนิ่งคิด เสี่ยงตัดสินใจรับอีกฝ่ายเข้าทำงาน

“ถ้าอย่างนั้นอยากจะกลับไปทำงานกับฉันอีกไหมล่ะ”

ดวงตาสีเข้มของนายชายเบิกกว้างขึ้นอย่างดีใจ

“อยากครับนาย นายจะให้ผมกลับไปทำงานกับนายอีกใช่ไหมครับ?”

ชายหนุ่มหันไปมองฤทัยรัตน์ที่นั่งในรถอยู่ครู่ และเมื่อหญิงสาวไม่แสดงอาการหวาดหวั่นใดๆ จึงหันกลับมาตอบนายชาย 

“ใช่ ถ้านายเต็มใจ พรุ่งนี้ก็เริ่มงานได้ทันที เรื่องกฎระเบียบอื่นๆ นายคงรู้ดี และทุกอย่างยังเหมือนเดิม ที่สำคัญหากคราวนี้นายทำอะไรให้คนของฉันต้องเดือดร้อนอีก แค่นิดเดียว นายคงรู้นะว่าฉันไม่เอานายไว้แน่”

“ครับๆ รู้ครับนาย ขอบคุณครับนาย ขอบคุณครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบไปแต่เช้าครับนาย” นายชายยกมือไหว้ปลกๆ แสดงอาการดีใจสุดขีด เหมือนได้เจอผู้ใหญ่ใจดีที่ให้ความช่วยเหลือ เปรมปรีดิ์ยิ้มอย่างพอใจ ขณะที่รุตม์เฝ้ามองด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก เขาไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเพื่อน ส่วนสายใจเองก็ไม่ไว้ใจนายชายนัก เกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าไปก่อเรื่อง เพราะอดีตนายชายก็ใช่ย่อยเรื่องเกะกะระรานเพื่อนร่วมงาน ที่สำคัญเรื่องที่พยายามลวนลามฤทัยรัตน์ก็ยังไม่มีใครลืมด้วยซ้ำ…

“งั้นผมขออนุญาตกลับไปเตรียมตัวก่อนนะครับ” 

“ไปเถอะ…” นายชายหมุนตัวกลับออกไปทันทีที่ชายหนุ่มอนุญาต ทว่าเสี้ยววินาทีหนึ่งระหว่างนั้นเขาไม่ลืมสบตาเปรมปรีดิ์ หญิงสาวยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปยังปานกมล

“เรากลับกันเถอะค่ะ ทุกคนจะได้พักผ่อน ดูสิ เพราะไอ้พวกเลวนั่นแท้ๆ เลยพากันขวัญเสียไปหมด” 

“แล้วนายจะไม่แจ้งตำรวจหรอกหรือวะปาน…” หลังจากยืนเงียบมานานรุตม์จึงออกความคิดเห็นขึ้นบ้าง “ว่าไงวะ มีคนเจ็บนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าไอ้โจรห้าร้อยนั่นมันจะไปจี้ปล้นใครเข้าอีก”

ปานกมลสบตาเพื่อนแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะเรื่องนี้เขาคิดเอาไว้แล้วเช่นกัน

“แจ้งสิ แจ้งแน่นอน ถึงไม่มีใครเห็นหน้าไอ้พวกนั้น แต่อย่างน้อยก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยตรวจตราดูแล แล้วขากลับเราจะแวะสถานีตำรวจกันก่อน ให้รูปพรรณสัณฐานกับเจ้าหน้าที่ไว้ แม้จะจับไม่ได้ตอนนี้ แต่ฉันเชื่อว่าจะเป็นเบาะแสให้ตำรวจได้เป็นอย่างดี”

“ดี ฉันเห็นด้วย” รุตม์พยักหน้าอย่างพอใจก่อนหมุนตัวกลับขึ้นรถกระบะแทนคนขับรถของปานกมล ต่างจากเปรมปรีดิ์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะสะดุ้งเมื่อถูกปานกมลเรียก

“คุณจะกลับบ้านคุณหรือว่าจะไปที่บ้านผมก่อน” เขาเอ่ยถามพลางสังเกตอาการของหญิงสาวไปพลาง 

“แหม… ก็ไปกับคุณสิคะ” เปรมปรีดิ์ตอบก่อนจะเลี่ยงไปยังรถยนต์ของตน เมื่อกระบะสองคันเคลื่อนห่างออกไปเปรมปรีดิ์จึงสบถออกมาเบาๆ “บ้าเอ๊ย! คิดจะแจ้งตำรวจจับงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก ยังไงก็จับไม่ได้…”

กระตุกยิ้มด้วยความมั่นใจ ก่อนจะเคลื่อนสปอร์ตคันสวยของตนแล่นตามออกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน 















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น