ปานฤทัย

ตอนที่ 37 : บทที่ ๑๑ ใกล้ยิ่งกว่าเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    16 ก.พ. 62










หลังจากปานชีวากลับจากโรงเรียน ปานกมลก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับ     มานิดา ระหว่างนั้นเด็กหญิงลอบชำเลืองมองเด็กชายเป็นระยะ เพราะขณะที่เจ้าหล่อนนั่งอยู่บนหลังม้า คนตัวเล็กก็คอยจับจูงม้าของตนตามไปด้วย ประหนึ่งว่าเป็นพี่เลี้ยงคอยประคองไม่ให้ม้าตื่นตกใจทำให้คนบนหลังม้าเป็นอันตรายอย่างนั้น เขาทำเหมือนที่คุณลุงทำให้เขาไม่มีผิดเพี้ยน ปานกมลลอบยิ้มขัน แต่เขาไม่พูดอะไรเพราะรู้ดีว่าหลานรักจะอับอายมากหากถูกล้อเมื่ออยู่ใกล้สาวน้อยคนสวย 

“ไม่ต้องมาจูงม้าให้หรอก” มานิดาเอ่ยขึ้นเมื่อปานกมลทิ้งระยะห่างพอสมควร ปานชีวาสบตาคนสวยบนหลังม้าแล้วเลิกคิ้วน้อยๆ ของเขาราวกับไม่เห็นด้วย

“เดี๋ยวม้าตกใจนะ ถ้ามันตกใจมันจะวิ่งพาเมนี่ไปไกล ดีไม่ดีเมนี่จะหล่นจากหลังมันนะ ออร่าชอบให้เต้อยู่ใกล้ๆ” เขาให้เหตุผลด้วยใบหน้าจริงจัง ทำให้แม่หนูเมนี่ต้องเม้มปากเชิดหน้าขึ้นอย่างขัดใจ ปานชีวาเห็นเข้าก็รีบเอ่ยอย่างงอนง้อ “จริงๆ นะ มันจะตกใจถ้าเต้ไม่อยู่ใกล้มัน”

เหตุผลของคนเจ้าชู้น่ะมีเยอะแยะ… เช่นเดียวกับเหตุผลของเด็กน้อยที่พบเพื่อนเล่นใหม่ถูกใจก็อยากอยู่ใกล้ๆ ด้วยนานๆ เสียงหงุงหงิงของเด็กสองคนทำให้พวกผู้ใหญ่ต่างรู้สึกสบายใจไปตามๆ กัน ปานกมลมองคนตัวเล็กเบื้องหน้าแล้วยิ้มจาง เช่นเดียวกับฤทัยรัตน์ที่มองไปยังปานชีวาและมานิดาด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม ดวงตาสีเข้มกวาดมองดวงหน้าหวานภายใต้กรอบผมสั้นแล้วรู้สึกสบายใจ เขามองหล่อนมาแบบนี้นานเท่าไรแล้วนะ สามเดือน ห้าเดือนหรือหนึ่งปี… 

แต่เมื่อหันมองจิรดาที่เมินหน้าจากเขาไปยังเด็กๆ แล้วต้องถอนหายใจ เมื่อสักพักเขาทิ้งรุตม์และชุลีให้อยู่กันตามลำพัง ปรับความเข้าใจกันและกัน โดยที่เขาพาเด็กๆ จิรดาและฤทัยรัตน์ออกมาขี่ม้าเล่นที่บริเวณทุ่งหญ้า และหวังว่าเมื่อกลับเข้าบ้านทั้งคู่จะปรับความเข้าใจกันได้แล้ว หรืออาจจะ…ไม่มากก็น้อย

“อยากลองขี่ม้าเล่นบ้างหรือเปล่าล่ะ” คำถามของปานกมลทำให้ ฤทัยรัตน์หันมองเขาด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยิ้มน้อยๆ คล้ายกับอยากรู้อยากลองแต่ก็ยังไม่กล้าพอ

“นุ่ม… กลัวตกค่ะ” ตอบด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ปานกมลจึงหัวเราะเบาๆ จิรดายืนอยู่ไม่ห่างนักก็ตวัดหางตามองด้วยความหมั่นไส้ ไม่มีทางที่หล่อนจะปล่อยให้นังเด็กนั่นเรียกร้องความสนใจจากเขาอยู่ข้างเดียว

“น่าสนใจนะคะ จีด้าก็อยากลองบ้าง” คิ้วหนาเลิกขึ้น 

“คุณขี่เป็นแล้วนี่…” เขาเอ่ยอย่างรู้ทัน สมัยอยู่เมืองนอกหล่อนโชว์ลวดลายขี่ม้าอย่างคล่องแคล่ว แต่อีกฝ่ายกระแซะเข้ามากอดท่อนแขนกำยำ ออดอ้อนเสียงหวาน

“แหม… นั่นมันนานมาแล้วนี่คะ นานๆ ได้ขี่… มันก็ลืมๆ เลือนๆ ไปบ้างแหละค่ะ” ไม่พูดเปล่า แต่มือเรียวบางของเจ้าหล่อนยังเลื่อนไล้ขึ้นไปบนไหล่กว้างต่อหน้าต่อตาฤทัยรัตน์อีกด้วย ชายหนุ่มตะครุบหมับที่ข้อมือพร้อมทั้งถลึงตาใส่อีกฝ่าย ส่วนฤทัยรัตน์รีบเมินหน้าหนีทั้งสองไปยังเด็กๆ เร่งฝีเท้าให้พ้นคนทั้งสอง

“อย่าทำแบบนี้อีก” กระซิบเสียงเข้ม จิรดาช้อนตามองเขาอย่างตัดพ้อแล้วยินยอมปล่อยแต่โดยดี พลางยิ้มหยันตามหลังฤทัยรัตน์ ชายหนุ่มถอนใจเฮือกหันไปยังพี่เลี้ยงหลานชายอีกครั้งแล้วสาวเท้าตามไปจนทันกัน

“ว่าไงอยากลองไหม ฉันจะสอนให้เอง” คนถูกชวนมองเลยไปยังร่างระหงของจิรดาด้วยอาการสองจิตสองใจ ผู้หญิงด้วยกันแม้จะด้อยกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิแต่สัญชาตญาณอันแรงกล้าก็บอกกับหล่อนให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้หล่อนได้ใกล้ชิดปานกมล ไม่เช่นนั้นคงไม่มองมาราวกับจะปรามอยู่กลายๆ แบบนั้นแน่…

“ไม่ดีกว่าค่ะ กลัวตกม้าแล้วต้องเป็นภาระให้คุณปานลำบากอีก ขอนุ่มยืนมองแบบนี้ดีกว่าค่ะ” ตอบยิ้มๆ ทว่าภายในใจนึกเสียดายไม่น้อย แต่สายตาของปานกมลดีพอที่จะทันได้เห็นความต้องการในส่วนลึกของฤทัยรัตน์ ดังนั้นเขาจึงหันไปยังจิรดาแล้วบอกว่า…

“จีด้า ฝากเด็กๆ สักครู่นะ เดี๋ยวผมมา” 

“เอ่อ อ้าว! แล้วคุณจะไปไหนคะ” ไม่มีคำตอบจากปานกมลนอกเสียจากความโกรธขึ้งที่เพิ่มขึ้นของหล่อนเมื่อมือเล็กๆ ของฤทัยรัตน์ถูกมือใหญ่อบอุ่นของอีกฝ่ายจับจูงมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง จิรดาถอนหายใจเฮือกหยุดเท้าที่ทำท่าจะก้าวตามเพียงแค่นั้น เก็บกลั้นอารมณ์ขุ่นเคืองลงสุดความสามารถ แล้วตวัดสายตาเกรี้ยวกราดไปยังบุตรสาวตัวน้อยที่เริ่มจะหัวเราะด้วยน้ำเสียงสดใสไปพร้อมกับไอ้เด็กไม่มีพ่อแม่คนนั้น…

“บ้าเอ๊ย! หนีได้หนีไปนะปาน คิดรึว่าจะเอานังเด็กนั่นมากันท่าฉันได้ ไม่มีทาง…”

ฤทัยรัตน์ไม่วายหันกลับไปมองเบื้องหลังด้วยความไม่สบายใจ   ปานกมลรับรู้ความรู้สึกของหญิงสาวแต่เขาไม่สนจิรดา ไม่ว่าหล่อนจะรู้สึกเช่นไรเขาก็คิดว่าดีเสียกว่าให้หล่อนอยู่ใกล้เขา

“คุณปานคะ แต่ว่านุ่ม นุ่มไม่เคยขี่ม้าเลยนะคะ ไม่เคยมาก่อนเลย” 

ปานกมลหลุบตามองคนพยายามอธิบายยิ้มๆ ขณะบอกให้คนงานจูงม้าตัวโปรดของเขาออกมา

“เชิด เดี๋ยวนายช่วยไปดูแลคุณเต้กับแขกของฉันทีนะ ถ้าพวกนั้นถามก็บอกว่าสักพักจะตามไป” 

“ครับคุณปาน” เมื่อคนงานชายฝีมือดีเรื่องขี่ม้าที่ปานกมลไว้ใจได้เดินลับไป ชายหนุ่มก็หันกลับมายังคนตัวเล็กตรงหน้า

“มาสิ” หญิงสาวมองมือใหญ่ของชายหนุ่มแล้วมองม้าสลับกันไปมาอย่างหวาดๆ รู้สึกตื่นเต้นและหวั่นกลัวไปพร้อมกัน

“แต่ว่านุ่ม…” 

“มาเถอะน่า ไม่ต้องกลัว…” คนตัวเล็กถูกดึงให้เข้าไปใกล้เขายิ่งขึ้น หญิงสาวหลุบมองบังโกลนสีหม่นแล้วสบตาเขาอย่างหวาดๆ จนเมื่อเขาพยักหน้าจึงวางเท้าสอดเข้าไป “จับอานม้าไว้ ใช่แบบนั้น ดึงบังเหียนไว้ด้วยแล้วเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังม้าได้เลย” 

ในที่สุดร่างเล็กในชุดกะทัดรัดของฤทัยรัตน์ก็ลอยหวือขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเรียบร้อย หญิงสาวใจหายวาบ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อมือหนาของเขาประคองบั้นท้ายของหล่อนเอาไว้ก่อนที่จะนั่งได้เรียบร้อย และเพียงชั่วอึดใจร่างสูงใหญ่ของปานกมลก็โหนม้าตามขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างผิดคาด เพราะเขาไม่ได้จูงแต่เขาขึ้นมาด้วย เสียงทุ้มหัวเราะแผ่วเหนือศีรษะอย่างอารมณ์ดี แน่นอนเขารู้ดีว่าคนตัวบางที่ตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยปริยายบนหลังม้าตัวนี้กำลังกลัว เพราะหล่อนนั่งตัวแข็งทื่อ…

“ไม่ต้องกลัว หายใจลึกๆ แล้วมองไปข้างหน้า” เสียงของเขาดังอยู่เหนือศีรษะเล็กได้รูป และการนั่งอยู่ข้างหลังแบบนี้ทำให้เขาได้กลิ่นแชมพูหอมสดชื่นจนเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด หญิงสาวใจเต้นรัว ลมหายใจของเขาเป่ารดอยู่ด้านหลัง อกกว้างๆ ของเขาก็แนบชิดจนเกือบติดแผ่นหลังของหล่อนจนต้องนั่งตัวตรงแน่วแทบไม่กล้าขยับ ปานกมลยิ้มขัน เห็นคนนั่งตัวตรงแล้วอยากหัวเราะ “นั่งตามสบาย อย่าเกร็ง” 

“แต่นุ่มตื่นเต้นจังค่ะ แล้วนุ่มก็… นุ่มกลัวตก” หญิงสาวบอกเสียงแผ่ว พยายามระงับความตื่นเต้นและเสียงไม่ให้สั่น แต่เมื่อเขาเริ่มกระตุ้นม้ามือที่ประสานกันอยู่ระหว่างหน้าท้องก็รีบยกขึ้นเกาะท่อนแขนทั้งสองข้างที่เอื้อมมากุมบังเหียนของคนที่นั่งซ้อนหลังโดยอัตโนมัติ 

“อยู่กับฉันไม่ต้องกลัวหรอก ฉันรับรองว่าเธอจะไม่เป็นอะไรแน่ ฉันไม่ปล่อยให้เธอตกม้าเด็ดขาด เชื่อฉันสิ” เขาปลอบอยู่เหนือศีรษะ และหญิงสาวก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที กระทั่งม้าตัวนั้นวิ่งเหยาะไปเรื่อยๆ ความกลัวความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงแต่ความสนุกและความสบายใจ หญิงสาวยิ้มให้กับทุ่งกว้างและเริ่มทำตัวตามสบายมากขึ้น จนลืมไปเลยว่าเอนหลังอิงไปกับแผงอกตึงแน่นที่ซุกซ่อนมัดกล้ามแข็งแกร่งไว้ภายใต้เสื้อเชิ้ตตัวหนาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกวินาทีที่ได้อยู่บนหลังม้าหล่อนมีความสุขที่สุด คล้ายกับได้ปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระท่ามกลางสายลม แสงแดดอ่อน กลิ่นดอกไม้ป่าและหญ้าสีเขียวสด…

 จากเหยาะย่างก็กลายเป็นควบขี่ เร็วขึ้นจนห้อตะบึงไปด้านหน้า ลมที่ว่าแผ่วเริ่มแรงขึ้นเมื่อปะทะใบหน้าของฤทัยรัตน์ หญิงสาวมองตรงไปด้วยหัวใจเต็มตื้น เมื่อนานเข้าความตื่นเต้นเหือดหายความระทึกใจกลับแทรกเข้าแทนที่ เริ่มรับรู้ถึงสรีระทั้งเขาและหล่อนที่แนบชิดกันมากขึ้น และเมื่อ     ปานกมลกระตุ้นม้าให้ห้อตะบึงไปข้างหน้าเร็วเท่าไร เนื้อตัวของเขาก็ยิ่งแนบแน่นมากับแผ่นหลังของหล่อนมากขึ้นเท่านั้น มันกว้างใหญ่กว่าแผ่นหลังหล่อนจนบังได้มิด รวมทั้งใบหน้าคมคายที่โน้มมาแนบกับใบหน้าด้านข้างของหญิงสาว ความนุ่มนิ่มหอมกรุ่นจึงถูกแนบชิดด้วยความหยาบกระด้างของแนวคางสากระคายที่ขึ้นมาให้เขาได้กำจัดอยู่เป็นประจำ หญิงสาวไม่รู้เลยว่าเขาจะรู้ตัวหรือรู้สึกอะไรหรือไม่กับการกระทำเช่นนี้ แต่สำหรับหล่อนแล้วกำลังรู้สึกหัวใจเต้นแรง ภาพรอบข้างที่ผ่านไปเรื่อยๆ กลายเป็นภาพเบลอ ไม่ได้มีความสำคัญเท่าเทียมกับสิ่งที่หล่อนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้เลยสักกระผีกริ้น… 

ดวงตากลมโตที่พุ่งตรงไปเบื้องหน้าจึงหลุบลงมองยังมือเรียวของตนที่วางกระชับแน่นบนท่อนแขนของเขานับแต่เริ่มออกตัว พวงแก้มอ่อนใสของวัยสาวแดงปลั่งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ กระไอความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากพวงแก้มถูกลมพัดกระจายไปในอากาศแต่เดี๋ยวมันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีก ความใกล้ชิดครั้งนี้มันมากกว่าทุกครั้งที่เขาและหล่อนเคยใกล้กัน แผงอกกว้างของเขาตึงแน่นและอบอุ่นจนหล่อนไม่อยากผละห่าง สองแขนของเขาโอบกอดหล่อนไว้ ป้องกันไม่ให้ตกจากหลังม้าตามที่สัญญาเอาไว้จริงๆ หญิงสาวผ่อนลมหายใจให้กระจายออกไป รู้สึกมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริง รู้สึกได้จริงและสัมผัสได้จริงๆ










จัดส่งรูปเล่มเรียบร้อยแล้วเน่อ ไปตรวจสอบรายชื่อกันที่แฟนเพจนิราอรบุ๊กส์ได้เลยจ้า












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #7 Npff (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:49
    เขาใกล้กันแล้ว
    #7
    0