ปานฤทัย

ตอนที่ 25 : บทที่ ๘ คิดหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    28 ม.ค. 62









“ก็ได้คับ เอาด้วย กลับไปลุงปานพาเต้ไปขี่ม้าเล่นนะคับ” 

ต่อรองด้วยสายตามุ่งมั่น ชายหนุ่มจ้องตาคู่เล็กของหนุ่มน้อยยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้ารับปาก

“ได้สิ ต้องพาไปแน่นอน” เด็กชายยิ้มแล้วกระตุกมือเขาสองที

“เอากางเกงด้วยนะคับ กางเกงยีนเหมือนลุงปาน ของเก่าเต้จะใส่ไม่ได้แล้วมันอึดอัด” ได้ทีก็รบเร้าคุณลุงอีกเรื่อง ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ให้พ่อคาวบอยน้อยตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม

“จะเอาหมวกด้วยหรือเปล่า” คนถูกกระเซ้ายิ้มเขิน เมื่อถูกคุณลุงคนเก่งจับได้ไล่ทัน

“เอาก็ได้คับ เต้กำลังอยากได้พอดี” พยักหน้าดีใจ นึกถึงตอนที่อยู่ในคราบของคาวบอยครบชุดแล้วคงเท่ไม่หยอก

“งั้นเดี๋ยวจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เสร็จค่อยไปดูหมวกกัน แต่ตอนนี้ไปหากางเกงก่อน ไปนุ่ม…” หันไปเอ่ยชวนคนตัวบางข้างๆ ก่อนจะเดินนำไปยังแผนกกางเกงยีนสำหรับเด็ก…

เรียบร้อยจากของใช้ส่วนตัวของปานชีวา คราวนี้ชายหนุ่มก็เดินนำทั้งคู่ตรงไปยังแผนกเสื้อผ้าสตรี คิ้วเรียวสวยสีเข้มของฤทัยรัตน์เริ่มขมวดขึ้นอย่างสังหรณ์…

“เลือกสิ อยากได้แบบไหนก็เลือกมาเลย” เขาเปิดปากบอกเมื่อพามาหยุดยังชั้นเสื้อผ้าทันสมัยของสตรี หญิงสาวลอบถอนหายใจเบาๆ ถอนสายตาจากเสื้อผ้าตรงหน้าช้อนตาขึ้นมองคนตัวโต แล้วเหลือบมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ห่างออกไปไม่ไกลมีพนักงานสาวสวยยืนยิ้มให้รออำนวยความสะดวก

“เอ่อ คือ นุ่มไม่ต้องซื้อก็ได้ค่ะ” เห็นหญิงสาวกระมิดกระเมี้ยนชายหนุ่มก็ถอนหายใจยาว

“ซื้อเถอะ ฉันบอกแล้วไงว่าจะพามาซื้อเสื้อผ้า ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ถือเสียว่าเป็นค่าล่วงเวลาที่ช่วยดูแลน้องเต้ก็แล้วกัน… เลือกไปนะ ได้แล้วก็บอก ฉันกับน้องเต้จะไปนั่งทางโน้น” 

ทางโน้นของเขามีเก้าอี้ไม้สีอ่อนตัวยาวตั้งอยู่ หญิงสาวเม้มปากนิดๆ รีบรับคำเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายปลีกตัวห่างออกไปโดยไม่รอให้หล่อนตอบรับ

ดวงตากลมโตมองลุงหลานที่พากันไปนั่งยังเก้าอี้ตัวยาวแล้วถอนใจ ยืนอยู่ที่เดิมจนชายหนุ่มนั่งลงแล้วหันมามองจึงแทรกตัวเข้าไปในแผนกเสื้อผ้าแฟชั่น ถอนหายใจอยู่หลายเฮือกจึงเริ่มมองหา อันดับแรกที่มองหาใช่รูปแบบของความสวยงาม ทว่าเป็นราคาที่ถูกแปะติดอยู่กับตราสัญลักษณ์ ดวงตาคู่สวยภายใต้ขนตางอนกวาดมองต่อไปเพื่อหาราคาย่อมเยากว่าเมื่อครู่ แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่เสื้อยืดพอดีตัวที่พับเรียบร้อยอยู่บนชั้น สีสันของมันดูเย็นตา ยกมือขึ้นทดลองลูบคลำก็ส่งผลให้พอใจไม่น้อย เนื้อผ้าไม่หนาไม่บางเรียกว่ากำลังดี นุ่มมือสวมใส่คงสบายตัว ที่สำคัญตัวเลขที่ติดอยู่บนป้ายก็เชิญชวนให้หยิบติดมือกลับบ้านได้โดยไม่ต้องลังเลนาน…

เลือกได้แล้วก็เดินตรงแน่วไปยังคนตัวโตที่นั่งรออยู่กับปานชีวา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนตัวบางแล้วหลุบลงยังเสื้อยืดในมือ เขาเสียเวลานั่งรอไม่ถึงสิบนาทีแม่นุ่มนิ่มก็ได้เสื้อกลับมาสองตัว ยังนึกแปลกใจว่าหล่อนได้เลือกหรือไม่ หรือว่าหยิบติดมือส่งๆ กลับมาแค่นั้น

“พอแล้วหรือ” ฤทัยรัตน์หลุบตาลงมองเสื้อสองตัวในมือแล้วพยักหน้ายิ้มๆ

“พอแล้วค่ะ นุ่มไม่ค่อยได้ไปไหน สองตัวก็พอ” ชายหนุ่มมองหญิงสาวนิ่งอยู่ครู่ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โดยมีเด็กชายปานชีวากระโดดตามลงมาจากเก้าอี้ ทั้งหมดพากันตรงไปยังเคาน์เตอร์จ่ายเงิน พอหญิงสาวส่งเสื้อให้กับพนักงานขายเขาก็เอ่ยขึ้น

“ขอโทษนะครับ ช่วยหาชุดสวยๆ สักสองสามชุดให้น้องสาวผมด้วยครับ เอาเป็นกระโปรงสักสองแล้วก็เสื้อกับกางเกงสักชุดนะครับ” 

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวยิ้มหวานแล้วรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าชายหนุ่มรูปหล่อตรงหน้าจะเปลี่ยนใจ ส่วน    ฤทัยรัตน์นั้นได้แต่นิ่งงันกับคำสั่งของนายจ้าง ไม่นานพนักงานสาวสวยคนเดิมก็กลับมาพร้อมกับชุดสวยราคาไม่เบาเลยสักนิด แต่สามารถทำให้กระเป๋าเบาโหวงได้สบายๆ ด้วยนัยน์ตาตื่นๆ 

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ว่าแต่คุณน้องไม่ลองสักหน่อยหรือคะ เผื่อมีตรงไหนติดขัดจะได้เปลี่ยนไซซ์ใหม่” คราวนี้หญิงสาวทำหน้าเหลอเมื่อทั้ง     ปานกมลและพนักงานสาวคนเดิมหันมามองหล่อนเป็นตาเดียว

“ไม่ต้องหรอกครับ ดูแล้วก็น่าจะใส่ได้ คิดเงินเลยครับ” 

ฤทัยรัตน์ยืนอึดอัดพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก่อนหันไปยังร่างสูงที่ไม่สนใจจะมองตอบเลยสักนิดแล้วขยับปากเตรียมค้าน

“เอ่อคุณ…”

“เดี๋ยวเสร็จเรื่องเสื้อผ้าเราจะไปดูเครื่องเขียนให้น้องเต้ต่อ ได้ดินสอสีกับกระดาษแล้วก็ค่อยไปซื้อของฝากแล้วกลับไปบ้านเธอก็แล้วกันนะ” ตัดบทด้วยการไล่รายการให้ฟัง แล้วหันไปยังพนักงานสาวรับบัตรเครดิตใส่กระเป๋าสตางค์ “ไปกันเถอะ”

ฤทัยรัตน์รับถุงกระดาษบรรจุเสื้อผ้าทั้งสี่ใบมาถือไว้ได้ครู่เดียวก็ถูกมือเรียวยาวแต่ค่อนข้างหยาบเพราะกรำงานหนักของปานกมลแย่งเอาไปถือเสียสองใบ หญิงสาวสบตาคมวับแล้วหน้าร้อนผ่าว แต่เมื่อหลบตาหันไปอีกทางก็เจอกับรอยยิ้มจากพนักงานสาว ในรอยยิ้มนั้นมีบางอย่างที่แจ่มชัดออกมา พวกหล่อนกำลังคิดอะไรกันอยู่แน่ๆ

“ไปเถอะ…” เสียงทุ้มเตือนอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยืนเซ่อ จนเด็กชายปานชีวาต้องหันมาดึงมือเล็กของฤทัยรัตน์ให้เดินตาม หญิงสาวจึงก้าวออกไปจากตรงนั้นด้วยอาการเหมือนคนตัวเบาไร้น้ำหนัก ไม่เข้าใจกับการกระทำของปานกมลนัก การกระทำของเขารวดเร็วจนตามไม่ทัน หลายครั้งดูเหมือนคนเอาแต่ใจ ไม่สนว่าจะทำให้ใครรู้สึกเช่นไร หรือไม่เขาก็คงทำแบบนี้จนชิน และเห็นเป็นเรื่องปกติ…

…แล้วก็อดไม่ได้ที่จะแอบขว้างค้อนขึ้นไปยังแผ่นหลังกว้างของคนตัวโตข้างหน้าเสียที แต่ภายในใจก็หนีไม่พ้นความรู้สึกที่เป็นสุข ดวงหน้าหวานหลุบลงซ่อนรอยยิ้มเต็มตื้น หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะรู้สึกหรือไม่รู้สึก แต่การกระทำของเขาและสิ่งของเล็กน้อยที่มอบให้ กลับทำให้หล่อนแอบดีใจลึกๆ แม้ความจริงเขาอาจไม่รู้สึกอะไรกับการให้ครั้งนี้เลยก็ตาม…

ซื้อของครบทุกอย่างปานกมลก็พาทั้งสองออกจากห้างสรรพสินค้า ทิ้งให้เปรมปรีดิ์วนหาอยู่นานสองนาน เพียรโทรศัพท์ติดต่อแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับสาย…

“ทำบ้าอะไรอยู่! ทำไมไม่ยอมรับสายนะ” สบถพึมพำอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างหัวเสีย หมุนซ้ายหมุนขวาด้วยอารมณ์อยากกรีดร้องตามความโกรธที่พวยพุ่งเต็มขั้น “เอาสิ! หนีได้ก็หนีไป อย่าคิดว่าใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้แล้วจะหนีพ้น ต่อให้จะเอาแม่นั่นมาคอยกัน ก็อย่าคิดว่าจะกันอยู่นะปาน!…”

ดวงตายาวรีหรี่ลงอย่างหมายมาด พลันประหวัดคิดไปถึงคำพูดของอดีตคนงานเก่าแห่งปานทิพย์ฟาร์ม จะเอาอย่างไรดี หรือจะต้องทำตามที่ฝ่ายนั้นเสนอ เปรมปรีดิ์ขมวดคิ้วมุ่นโดยหารู้ไม่ว่าจากเบื้องหลังมีใครบางคนคอยจับตามองหล่อนอยู่ไม่คลาด… 

“เอ็งคิดจะทำอะไรวะไอ้ชาย…” เอกเอ่ยถามด้วยความกังขา เพราะนับแต่เจอหน้าผู้หญิงสวยคนนั้นนายชายก็แปลกไป คล้ายมีบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายต้องครุ่นคิดและสะสาง…

“กลับไปข้าจะเล่าให้เอ็งฟัง งานนี้ข้าต้องขอให้เอ็งช่วย…” 

นายชายหันมาตอบเพื่อนด้วยแววตากระด้าง หากอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจนัก แต่ก็เงียบเสียงลงไปยอมเก็บความอยากรู้เอาไว้ไปปลดปล่อยที่บ้านตามคำบอกเล่าของเพื่อน

“ก็ได้…” นายชายยิ้มมุมปาก นึกถึงการแก้แค้นปานกมลแล้วให้สะใจพิลึก คราวนี้เขาจะทำให้อดีตนายจ้างเจ็บแสบไปถึงทรวงเลยคอยดูสิ!


ภาพข่าวสังคมจากนิตยสารฉบับล่าสุดที่จิรดาถืออยู่ทำให้หญิงสาวต้องก้มลงมองให้ชัดๆ พร้อมกับไล่อ่านข้อความทั้งหมดของเนื้อข่าวอย่างสนใจระคนตื่นเต้น…

“น่าอิจฉาเจ้าสัวทรงชัย ผู้กุมบังเหียนใหญ่แห่งฤทธิ์อมรกรุ๊ป ที่กุมหัวใจสาวสวยนามว่าเปรมปรีดิ์จนเธอใจอ่อนยอมรับหมั้น และคาดว่าอีกไม่นานคงได้มีข่าวดีในเร็วๆ นี้แน่นอน ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ…”

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ก่อนจะยิ้มหยันกับข่าวที่ได้รับรู้โดยบังเอิญ 

“เจ้าสัวทรงชัยอย่างนั้นรึ น่าสนใจดีนี่ แล้วถ้าเกิดเจ้าสัวทรงชัยรู้ว่าคุณเปรมปรีดิ์สุดสวยหนีมาเกาะแกะเจ๊าะแจ๊ะผู้ชายแถวนี้ท่านจะว่าอย่างไรบ้างนะ…”

เสียงหัวเราะแผ่วที่ดังออกมาจากห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัดทำให้เด็กหญิงมานิดาที่กำลังก้าวเข้าไปต้องชะงัก คิ้วเล็กๆ ของเจ้าหล่อนขมวดด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินตรงไปยังด้านในทันที…

“คุณแม่หัวเราะอะไรคะ เสียงดังจนเมนี่ได้ยิน” เด็กหญิงนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กถัดจากมารดาแล้วกะพริบตามองอย่างรอคอยคำตอบ ผู้เป็นมารดาจึงยิ้มหวานให้บุตรสาวแล้วเฉลย

“ก็หัวเราะคนที่มันกำลังตกกระป๋องนะสิลูก” เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่น

“ใครตกกระป๋องคะ” ดวงตาใสแจ๋วของบุตรสาวตรงหน้ายิ่งทำให้   จิรดายิ้มกว้างขึ้น

“ก็จะมีใคร ก็แม่ผู้หญิงสวยคนนั้นไง ที่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณลุงปานไงลูก…” เด็กหญิงเอียงคออย่างสงสัย 

“แล้วทำไมต้องตกกระป๋องล่ะคะ” จิรดาถอนหายใจเฮือก จากที่อารมณ์ดีๆ ก็เริ่มหงุดหงิด

“คุณยายอยู่ไหน” เปลี่ยนเรื่องเสียจนบุตรสาวตามไม่ทัน

“คุณยายอยู่ในครัวค่ะ แต่เมื่อกี้คุณแม่ยัง…”

ไปอาบน้ำได้แล้วเมนี่ แม่จะไปดูคุณยายสักหน่อย แล้วอย่ามัวแต่เล่นเพลินล่ะ…” 

พูดจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปยังครัว โดยไม่สนใจสายตาละห้อยของบุตรสาวตัวน้อยที่มองตามแม้แต่นิด เด็กหญิงมานิดาคอตกน้ำตาซึม แต่ครู่เดียวก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องนอนของตนเองตามคำสั่งมารดา…







แจ้งความคืบหน้าเรื่องรูปเล่ม ปานฤทัยนะคะ ตอนนี้พิสูจน์อักษร จัดหน้าต้นฉบับเสร็จแล้ว วันจันทร์นิราอรจะส่งพิมพ์ค่ะ ใครจองไว้โอนเงินได้เลยนะคะ ติดต่อที่แฟนเพจค่ะ







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น