ปานฤทัย

ตอนที่ 21 : บทที่ ๗ ความรู้สึกเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    21 ม.ค. 62










ดูแลปานชีวาเรียบร้อยฤทัยรัตน์จึงมุ่งหน้ากลับห้อง ทว่าหญิงสาวต้องชะงักลงที่เชิงบันไดเมื่อนึกถึงเปรมปรีดิ์เพราะยังไม่อยากเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายจึงตัดสินใจเดินลงไปด้านล่าง ผ่านห้องรับแขกตรงไปยังห้องหนังสือ นิ้วเรียวไล่ไปตามสันปก เลือกมาได้หนึ่งเล่มก็หาที่นั่งเหมาะๆ และขังตัวเองอยู่ในนั้นโดยไม่ทราบว่ามีใครอีกคนหนึ่งเข้ามาขังตัวเองอยู่ในนี้นานแล้ว…

“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” ร่างบางสะดุ้งตัวโยนกับเสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน 

“เอ่อ คุณปาน…” ลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่ออีกฝ่ายสาวเท้ามาหยุดตรงหน้า หัวใจดวงน้อยที่ระทึกเพราะความตกใจค่อยๆ เต้นช้าลง

“เมื่อตอนกินข้าว ฉันสังเกตว่าเธอดูไม่ค่อยสบายใจ” 

ดวงตากลมโตหลุบซ่อนประกายตาบางอย่างจากอีกฝ่าย 

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ นุ่มเอ่อ แค่กำลังคิดถึงพ่อแม่ แล้วก็น้องๆ ค่ะ” คำถามของเขาทำให้การตัดสินใจของหล่อนง่ายขึ้น กับสิ่งที่ครุ่นคิดมาตลอดเย็นที่ผ่านมา “เอ่อ คุณปานคะ คือ… พรุ่งนี้ นุ่มขออนุญาตไม่ไปกับคุณปานได้ไหมคะ คือนุ่มอยากจะขออนุญาตคุณปานกลับบ้านสักวันค่ะ ไม่ได้ไปนานแล้ว…”

เสียงหวานแผ่วเบาคล้ายไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ตนร้องขอ ทำให้ปานกมลนึกแปลกใจ

“มีอะไรไม่สบายใจ บอกฉันได้นะ” ร่างบางขยับห่างเมื่อเขาขยับเข้าใกล้ ทำให้ชายหนุ่มหรี่ตามองท่าทางระวังตัวของหญิงสาว… 

“ไม่มีจริงๆ ค่ะ” ก้มหน้าไม่ยอมสบตาคนตัวโตขณะปฏิเสธ

“ฉันไม่เชื่อ…” ชายหนุ่มหันหลังให้คนตัวเล็กที่เงยหน้าขึ้นทันทีที่เอ่ย ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งและคาดคั้นหาคำตอบด้วยดวงตาคมวับ “บอกมาสิ เป็นอะไร เพราะถ้าเธอไม่ตอบตามความจริง ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับบ้านพรุ่งนี้”

หญิงสาวสบตาเขาอย่างอึดอัด

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ นุ่มแค่คิดถึงพ่อกับแม่เท่านั้นจริงๆ” 

เมื่อหญิงสาวยืนกราน

“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านก่อน แล้วค่อยพาน้องเต้ไปซื้อของ” 

“ไม่ต้องค่ะ” เผลอปฏิเสธออกไปแล้วก็ต้องหลบตาวูบเมื่อดวงตาคมกริบหรี่มองอย่างจับผิด และยกมือขึ้นกอดอก มองคนตรงหน้าด้วยสายตาเพ่งพินิจ

“ต้องสิ…” ฤทัยรัตน์สบตาเขาอย่างไม่ใคร่สบายใจ ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพรุ่งนี้หล่อนออกไปกับเขา

“นุ่มกลับเองก็ได้ค่ะ อีกอย่างคุณปานจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมาไงคะ”

“งั้นไปซื้อของด้วยกันก่อน แล้วขากลับก็แวะไปหาแม่กับพ่อของเธอ เยี่ยมเสร็จก็กลับบ้านพร้อมกัน ตกลงตามนี้นะ อ้อ! แล้วก็เข้านอนได้แล้ว นอนดึกไม่ดีต่อสุขภาพ…” พูดจบก็หมุนตัวหันหลังให้คนที่เผยอปากค้างก่อนจะหุบฉับเมื่อประตูห้องสมุดกระทบกันดังกึก 

“ให้มันได้ยังงี้สิ! ทำไมไม่ยืนยันไปนะว่าจะกลับเอง เดี๋ยวก็ถูกหาเรื่องอีกหรอก…” ถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับนั่งแปะลงบนเก้าอี้ตัวเดิม หันมองนาฬิกาบอกเวลายี่สิบสองนาฬิกาสามสิบนาทีก็เริ่มจะง่วงนิดหน่อย ทว่าเมื่อคิดถึงคนที่ยึดเตียงของหล่อนก็ต้องชะงัก แต่ฤทัยรัตน์เข้าใจผิดเพราะเวลานี้คนที่ทำให้กังวลกลับไม่ได้อยู่ในห้องอย่างที่คิด…

ปานกมลปิดประตูห้อง เขาโคลงศีรษะเบาๆ กับคนตัวบางด้านล่าง ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหล่อน แต่ที่รู้คือสมองน้อยๆ กำลังมีบางอย่างให้คิดหนัก จากที่เรียนรู้นิสัยมาตลอดระยะเวลาที่รับหล่อนเข้ามาทำงานที่ปานทิพย์ฟาร์ม สิ่งแรกที่เขารู้สึกก็คือฤทัยรัตน์เป็นเด็กสาวที่ ‘คิด’ มากกว่า ‘พูด’ หล่อนมักจะสงบปากสงบคำ จนบางครั้งดูเหมือนคนเก็บกด… 

“คิดอะไรของเธออยู่…” ชายหนุ่มพึมพำในลำคอเบาๆ ก่อนชะงักนิ่ง เมื่อหันไปพบว่าบัดนี้ห้องส่วนตัวของเขาไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป เมื่อบนเตียงกว้างปรากฏร่างบางของเปรมปรีดิ์นอนรอเขาอยู่ 

“เปรม!” เปรมปรีดิ์ยิ้มหวานให้กับคนที่ยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ จะดูสิ หล่อนทำขนาดนี้แล้วเขายังจะปฏิเสธได้ลงหรือไม่

“ปาน…” ร่างงดงามในชุดนอนบางเบาจนเห็นเป็นรูปเป็นร่างก้าวลงจากเตียง ยิ่งลงมายืนอยู่อย่างนี้ก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นเพราะกระทบกับแสงไฟสีนวล

“คุณเข้ามาในห้องผมได้ยังไง” เสียงที่ถามขรึมจัด ทว่าคนถูกถามกลับไม่ยี่หระ

“คุณเข้ามาแบบไหน เปรมก็เข้ามาแบบนั้นแหละค่ะ ปานขาเปรมคิดถึงคุณ…” ไม่ทันที่เปรมปรีดิ์ถึงตัวชายหนุ่ม ร่างสูงก็หันไปเปิดประตูแล้วออกจากห้องของตนอย่างรวดเร็ว ทั้งนึกขุ่นเคืองไปถึงคนทำความสะอาดบ้าน ที่เผลอเรอให้เปรมปรีดิ์เข้าไปในห้องของเขาได้ ชายหนุ่มไม่สนใจเสียงเรียกและเสียงซอยเท้าตามมาจากด้านหลัง เขาเดินลิ่วๆ ลงไปยังด้านล่าง และหายเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งหล่อนเคยรู้มาว่าเป็นห้องหนังสือ

“ปาน! เปิดประตูให้เปรมเดี๋ยวนี้นะ ปาน!”

ปัง! ปัง!

เสียง ‘ทุบ’ ประตูดังสนั่นอยู่ด้านนอก ทำให้คนที่เพิ่งเข้ามา ‘อีกครั้ง’ และคนที่ยังไม่ออกไปต้องสบตากัน คนหนึ่งตื่นตกใจขณะที่อีกคนกลับยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะเปรยออกมาเบาๆ ว่า…

“โทษทีนะ ฉันขออยู่ด้วยสักพักหนึ่งก็แล้วกัน”

ฤทัยรัตน์เบนสายตาไปยังประตูที่สะเทือนด้วยแรงทุบด้านนอก ก่อนจะลอบถอนหายใจเฮือก เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายหนีอะไรเข้ามา และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้หล่อนแปลกใจ เปรมปรีดิ์กลับมาคราวนี้ปานกมลไม่พะเน้าพะนอเหมือนเคย หนำซ้ำยัง ‘หนี’ เอาเสียดื้อๆ เหมือนกับตอนนี้

“ปานคะ! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ออกมาเดี๋ยวนี้ !...” เสียงของเปรมปรีดิ์แทรกผ่านประตูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง “อย่าคิดนะคะ ว่าคุณทำแบบนี้แล้วจะเอาชนะเปรมได้ เปรมไม่มีทางยอมแพ้คุณเด็ดขาด ไม่ยอม ได้ยินไหมปานว่าเปรมไม่ยอม!” 

ทั้งปานกมลและฤทัยรัตน์ต่างนั่งเงียบ หญิงสาวเหลือบตามองเขาและก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจคนข้างนอกสักนิด เขาหยิบหนังสือภาพออกมาเปิดดูหน้าตาเฉย จนกระทั่งคนด้านนอกเงียบเสียงลงพร้อมกับเสียงกระทืบเท้าตึงๆ ที่ดังขึ้นแทนที่และห่างออกไปเรื่อยๆ จนเงียบสนิท 

เปรมปรีดิ์คงเจ็บใจไม่น้อยที่ปานกมลไม่ยอมเปิดประตูให้ หญิงสาวลอบมองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องหนี ทั้งคู่เคยรักกันมากแค่ไหนใครก็รู้ แต่ทำไมระยะหลังจึงห่างกันไป อาจเป็นไปได้ว่าทั้งคู่มีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ ต้องใช่แน่ๆ เขาต้องมีปัญหากับเปรมปรีดิ์ เขาอาจกำลังโกรธอีกฝ่ายอยู่ ตามประสาคนรักกันที่มีเรื่องระหองระแหงกันเป็นธรรมดา… ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ เขาจึงไม่ยอมเข้าใกล้เปรมปรีดิ์ เพราะกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน…

คิดแล้วก็เกิดความหดหู่ประหลาด เมื่อตระหนักถึงความใกล้ชิดที่มีจุดมุ่งหมายของปานกมล เขาใกล้ชิดด้วยก็เพียงเพื่อต้องการใช้หล่อนเป็นตัวกันชนนี่เอง กันไม่ให้เปรมปรีดิ์เข้าใกล้ตลอดระยะเวลาที่ยังคงผิดใจกัน แล้วหลังจากนั้นก็คงจะดีดหล่อนกระเด็นออกห่างเมื่อกลับไปเข้าใจกันเหมือนเดิม…

หญิงสาวเผลอถอนหายใจยาวจนคนที่ลอบมองอยู่ก่อนแล้วต้องขมวดคิ้วมุ่น เขาเชื่อความรู้สึกของตนเองว่าคนที่นั่งถัดไปบนเก้าอี้อีกตัวกำลังมีเรื่องให้ต้องคิดหนัก หล่อนช่างขยันคิดเสียจริงเชียว

“มีอะไรก็บอกก็เล่าให้ฟังบ้างได้นะ เก็บเอาไว้คนเดียวระวังจะเครียด ฉันเห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอออกจะพูดจาเก่งกันทั้งนั้น… ไม่เห็นมีใครเขามานั่งคิดมากอย่างเธอ” หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองเขาแล้วรู้สึกไม่เห็นด้วยนัก

“ไม่ทุกคนหรอกค่ะ”

“อย่างน้อยก็เธอคนหนึ่ง…” เขาต่อให้อย่างรู้ทัน แล้วมันก็ทำให้หญิงสาวต้องเมินไปอีกทางอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านั้น

“เธอนี่… เหมือนเด็กมีปัญหานะ” เขาว่าเอาตรงๆ จนคนที่เมินหน้าหนีถึงกับเม้มปาก ก่อนจะหันกลับมาจ้องตาเขาอย่างเอาเรื่อง ซึ่งมันก็ทำให้ชายหนุ่มต้องเลิกคิ้วขึ้น และเขม้นมองหญิงสาวให้มั่นใจว่าตาเขาไม่ได้ฝาดไปที่เห็นฤทัยรัตน์กำลังค้อนเขาอยู่เมื่อครู่นี้ “อื้ม… มีอาการตอบสนองบ้างแล้วนี่”

“คุณปาน…” ตัดพ้อด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ หากอีกฝ่ายกลับหัวเราะเบาๆ 

“บางครั้งเธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่กับตุ๊กตานะ” หญิงสาวสบตาเขาอย่างไม่เข้าใจนัก เวลาต่อมาจึงได้ฟังคำเฉลย “ดูสดใส แต่บางครั้งก็ไร้ชีวิตชีวา จิ้มลิ้มน่ารัก แต่ก็พูดไม่ได้… อยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม ฉันจะพาไป…”

ฤทัยรัตน์หน้าแดงอยู่หยกๆ ก็ตามไม่ทันอีกตามเคย เขาทำเหมือนตบหัวแล้วลูบหลังหล่อนเลย ต่อว่าแล้วก็ค่อยหลอกล่อด้วยคำชม ด้วยการพาเที่ยว ไม่ล่ะ… หล่อนไม่หลงกลเขาหรอก พวกผู้ใหญ่มักชอบหลอกคนที่เด็กกว่าเสมอ























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น