ปานฤทัย

ตอนที่ 19 : บทที่ ๖ หวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    18 ม.ค. 62












ณ ริมบึงขนาดใหญ่ มีต้นไม้ยืนต้นสูงตลอดแนว แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทั่วพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ภายใต้ร่มเงามีเด็กชายปานชีวาและพี่เลี้ยงสาวนั่งอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เด็กชายตัวน้อยนอนเหยียดยาวหันหน้าเข้าหาบึงกว้าง ก้มๆ เงยๆ ขณะจรดดินสอสีลงบนกระดาษแล้วลากเส้นตามใจปรารถนา… 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาและศาสนานามอุโฆษเคยกล่าวไว้ว่า “Imagination is more important than knowledge” จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้ ซึ่งประโยคนี้ฤทัยรัตน์เคยนึกโต้เถียงในใจ ว่าจินตนาการจะสำคัญกว่าความรู้ได้เช่นไรในเมื่อทุกวันนี้ต้องอาศัยความรู้มากกว่าจินตนาการเพื่อใช้ในการสอบเข้าทำงานที่สังคมให้การยกย่อง แต่สำหรับหล่อน หากจะให้ถูกต้อง จินตนาการและความรู้ควรควบคู่กันไป ผลลัพธ์จึงจะออกมาอย่างน่าชื่นชมสมใจเพราะมีทั้งจินตนาการและความรู้ควบคู่อยู่ในงาน…

แต่วันนี้เห็นทีคงต้องยกเว้น เพราะบนกระดาษแผ่นใหญ่ของปานชีวาหาได้มีเพียงผืนน้ำ ทิวไม้ หรือท้องฟ้าไม่ ทว่าตรงกลางเขาเว้นระยะไว้เพื่อวาดบ้านหลังน้อยสอดแทรก โดยบริเวณหน้าบ้านนั้นมีชายร่างสูงยืนยิ้มอยู่ ตรงกลางเป็นตัวของเขา ถัดมาคือหล่อนแน่นอน และถัดไปอีกคือแม่บ้านสายใจเพราะมักจะใส่ผ้าซิ่น และยิ่งไปกว่านั้น บนท้องฟ้า ยังมีหญิงชายอีกคู่หนึ่งมองลงมายังเบื้องล่าง…

ฤทัยรัตน์หลุบตามองเด็กน้อยวาดรูปในฝันแล้วน้ำตาซึม เขาคงกำลังคิดถึงบิดามารดาไม่น้อย ภาพในจินตนาการจึงมีแต่คนที่เขารักล้อมรอบกาย…

จวนเที่ยง ขณะที่น้องเต้กำลังเติมแต้มจินตนาการของเขาลงบนแผ่นกระดาษด้วยความเพลิดเพลิน ฤทัยรัตน์ก็นั่งอ่านหนังสือไปพลางๆ เช่นกัน จึงไม่ทันทราบว่าเวลานี้ห่างออกไปไม่เกินสามเมตรมีใครบางคนยืนมองด้วยสายตาแห่งความพึงพอใจอยู่เงียบๆ ปานกมลกอดอกมองหลานชายและพี่เลี้ยงสาวน้อยคุยกันกะหนุงกะหนิงแล้วยิ้มกว้าง 

“เที่ยงแล้วค่ะน้องเต้ ทานข้าวก่อนนะคะแล้วค่อยวาดต่อ” 

เสียงหวานๆ ของสาวน้อยเปรยขึ้น ทว่าคนตัวเล็กยังคงก้มหน้าก้มตาคล้ายยังติดพันในงานที่เขากำลังรังสรรค์ขึ้นสุดฝีมือ

“เต้ขออีกสองนาที จะเสร็จแล้วอีกนิดเดียวเอง…” น้องเต้พูดจบ เสียงหัวเราะหึหึก็ดังขึ้นจากด้านหลังของคนทั้งคู่

“ลุงปาน!” เด็กชายตัวน้อยทำตาโต วางมือจากทุกสิ่งทุกอย่าง ลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปหาคุณลุงด้วยความดีใจไม่น้อย ปานกมลรับร่างของหลานชายไว้แล้วยกคนตัวเล็กลอยขึ้นแนบอกกว้างของเขาอย่างง่ายดายท่ามกลางสายตายินดีของสาวน้อยอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่บนเสื่อผืนเดิม

“เป็นไงบ้าง วาดได้กี่รูปแล้ว” เขาเอ่ยถามขณะพาปานชีวาเข้าไปนั่งบนผืนเสื่อ ฤทัยรัตน์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อแบ่งปันพื้นที่ให้คนตัวโตได้นั่งถนัดขึ้น โดยที่บนตักของเขามีหลานชายอารมณ์ศิลป์นั่งคุยจ้อไม่ขาดปาก…

หญิงสาวมองลุงหลานคุยกันก็แอบยิ้ม นานครั้งปานกมลจะมีเวลามานั่งคุยกระจุ๋งกระจิ๋งกับหลานชาย ด้วยภาระมากมายที่เขาต้องรับผิดชอบขโมยเวลาที่ควรจะเป็นของปานชีวาไปจนหมด จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่น้องเต้จะดีใจที่เห็นคุณลุงตามมาทีหลังแบบนี้

หญิงสาวจัดเรียงอาหารกล่องที่เตรียมไว้วางบนเสื่อ กล่องเล็กสุดคือของจิตรกรตัวน้อย ในนั้นมีสีสันสวยงามน่ารับประทานสำหรับเด็ก กล่องที่สองใหญ่เท่ากล่องที่สามทว่าปริมาณน้อยกว่าเป็นครึ่ง ส่วนอีกกล่องจุอาหารไว้เต็มสำหรับคนที่ต้องใช้แรงงานเช่นปานกมล ชายหนุ่มหันมามองคนตัวบางที่เรียงอาหารออกมาวางเงียบๆ พรุ่งนี้วันอาทิตย์ เขากำลังคิดจะพาปานชีวาไปเปิดหูเปิดตานอกฟาร์ม จะพาไปหาซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง แล้วเขาก็อยากให้ฤทัยรัตน์ไปด้วย…

“พรุ่งนี้ทำอะไรหรือเปล่า” คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วสั่นหน้าเบาๆ

“ไม่มีค่ะ…” ดวงตากลมโตที่มองเขาอย่างสงสัยทำให้ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ ก่อนก้มลงมองหลานชายขณะเปรยเบาๆ

“งั้นพรุ่งนี้ไปห้างกัน พาน้องเต้ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ สักสองสามชุด” คนรู้ตัวว่าจะได้เที่ยวตะโกนลั่น

“เย่! จริงๆ นะคับ ลุงปานจะพาเต้ไปเที่ยวห้างจริงๆ นะคับ” 

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาคุณลุงด้วยแววตาเปล่งประกายดีใจ 

“อือฮึ…” ปานกมลพยักหน้ายิ้มๆ ปานชีวาจึงส่งเสียงดีใจออกมาอีกครั้ง ฤทัยรัตน์ก้มลงมองตัวเองโดยอัตโนมัติ พรุ่งนี้จะเข้าเมือง เขาจะพาขึ้นห้าง แต่เสื้อผ้าดีๆ ไม่มีสักชุด มีชุดเก่งอยู่กับเขาชุดหนึ่ง ก็ใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสีซีด ชายหนุ่มลอบสังเกตอยู่แล้วถอนหายใจก่อนเปรยอย่างรู้ทันความคิด “ของเธอด้วย เห็นใส่ซ้ำๆ กันมานานแล้ว”

คราวนี้หญิงสาวต้องก้มหน้าซ่อนแววตาหม่นมัว ทำงานด้วยกันมานานแต่วันนี้เพิ่งรู้สึกอับอายในความมอซอของตนเองเป็นครั้งแรก ก็จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อหล่อนไม่มีเงินจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เงินเดือนที่ได้มา ก็ต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดีเพื่ออนาคตของน้องๆ ทั้งสอง

“เอาล่ะ กินข้าวกันดีกว่า” ปานกมลตัดบท แล้วยกตัวหลานชายลงนั่งบนเสื่อข้างๆ ดึงเอากล่องข้าวน้อยมาว่างตรงหน้าคนตัวเล็ก ก่อนจะจัดการกับอาหารของตน แต่ระหว่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตพี่เลี้ยงสาวน้อยไปพลาง…

ถัดไปไม่ไกล มีร่างสูงโปร่งของเปรมปรีดิ์แอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่อีกต้น ดวงตาคู่สวยวาววาบด้วยเปลวเพลิงแห่งความริษยา มือเรียวกำแน่นจนรู้สึกเจ็บเมื่อถูกเล็บจิกลงบนเนื้อนุ่ม เจ็บใจเพราะถูกทิ้งถูกไล่ก็เกินพอ ยังต้องมาเจ็บใจเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมีแก่ใจชวนพี่เลี้ยงเด็กเนื้อตัวซอมซ่อออกไปเลือกซื้อของด้วยกันวันพรุ่งนี้ แค้นเคืองอยู่ได้ไม่นานโทรศัพท์ที่ปิดเสียงไว้ก็สั่นรัว หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหยิบออกมาดูแล้วต้องถอนหายใจเฮือก 

“ว่าไงคะแม่” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างห้วน ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากทางฟากโน้นเลยสักนิด

“แกอยู่ที่ไหน กลับบ้านเดี๋ยวนี้! แกกำลังทำให้ฉันปวดหัวนะ เมื่อครู่เจ้าสัวก็โทรมาที่บ้าน บอกเย็นนี้จะให้คนมารับแกไปออกงานด้วยกัน” คนฟังถอนฉุนอย่างรำคาญใจ

“คุณแม่คะ! บอกเจ้าสัวไปนะคะ ว่าเปรมยังติดธุระอยู่ ไว้มะรืนจะกลับ แล้วถ้าเขาจะหาใครแทนเปรมไม่ได้ คุณแม่ก็ไปแทนก็แล้วกัน แค่นี้นะคะ มะรืนเจอกันค่ะ” 

“เปรม!! หยุดนะยัย…” ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด… เปรมปรีดิ์ตัดสายทิ้งด้วยอาการหัวเสีย มารดาจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเจ้าสัวทรงชัยไม่เว้นแต่ละวัน แรกๆ พอรับได้ ทว่านานไปชักเริ่มเหลือจะทน โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง! 

เปรมปรีดิ์คิดแล้วก็ให้รู้สึกเสียดายเนื้อตัวที่ยอมให้เจ้าสัวตักตวงความสาว หล่อนไม่เคยได้รับความสุขในเรื่องนี้จากเจ้าสัวเลยแม้เพียงครั้งเดียว เขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดนับแต่หล่อนรู้จักเซ็กซ์!

แล้วยิ่งเวลานี้ เปรมปรีดิ์ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายปานกมลจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไรดี เขาสมบูรณ์แบบทุกอย่างยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือยังไม่รวยสะใจหล่อนเท่านั้นเอง! และนั่นเป็นสิ่งที่คิดในเวลานั้น ทว่าเวลานี้กลับไม่มั่นใจในความคิดเดิมเสียแล้ว ครุ่นคิดด้วยความเสียดายก่อนจะถอยหลังกลับออกไปอย่างเงียบๆ และวางแผนทวงของรักคืนด้วยความมุ่งมั่น…

“พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันสักสิบโมงก็แล้วกัน…” 

ปานกมลเอ่ยขึ้นหลังจากรับประทานอาหารอิ่ม ชายหนุ่มช่วยหญิงสาวเก็บกล่องลงตะกร้า ขณะที่ปานชีวาทานขนมต่ออีกอย่าง

“เต้ง่วงแล้ว…” เด็กน้อยทำตาปรือ ผู้เป็นลุงจึงหัวเราะ

“ขนมยังคาปากมาบอกง่วง” มือหนายกขึ้นยีผมเมื่อคนตัวเล็กยกมือขึ้นขยี้ตา เขาส่งขนมคืนพี่เลี้ยงแล้วล้มตัวลงนอนเค้งลงไปบนเสื่อทันที ฤทัยรัตน์เห็นแล้วก็อดจะยิ้มไม่ได้ แต่เมื่อเหลือบตาขึ้นก็รีบหันไปเก็บนั่นเก็บนี่เข้าที่ เพราะไม่กล้าสบตาคมๆ ที่พักหลังขยันมองหล่อนด้วยสายตาแปลกๆ บ่อยขึ้น

“ชักง่วงเหมือนกันนะนี่…” คนตัวโตเปรยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน ยังไม่ทันที่ฤทัยรัตน์จะหันมาชายหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนอนราบไปข้างๆ หลานชาย ขยับแขนวาดกอดคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ แล้วยกมือขึ้นดูนาฬิกา

“บ่ายโมงครึ่งปลุกฉันด้วยนะนุ่ม ของีบนิดหนึ่ง ไม่ไหว… ง่วงชะมัด” เสียงทุ้มค่อยๆ เงียบลงไป แล้วก็เงียบสนิทหญิงสาวหันกลับมามอง ดวงตากลมโตทอประกายอ่อนโยน เมื่อสองลุงหลานกอดกันกลม คนหนึ่งยกขาสั้นๆ ขึ้นก่ายเอวสอบๆ ของคนตัวโตไว้แทนหมอนข้าง ส่วนคนตัวโตก็อุทิศแขนข้างหนึ่งให้กับหลานชายตัวน้อยหนุนต่างหมอน ฤทัยรัตน์ไม่รู้ตัวว่านั่งมองสองนายจ้างต่างไซซ์นานเท่าไร มารู้ตัวอีกทีก็เกือบจะเลยเวลาที่เขาบอกให้ปลุก…

“อุ๊ย! เกือบลืมแน่ะ…” วางหนังสือลงบนเสื่อข้างตัวแล้วคุกเข่าชะโงกมองคนหลับลึกด้วยท่าทางกึ่งกล้ากึ่งกลัว ใบหน้าคมคายยามหลับดูอ่อนโยนเหมือนเด็กหนุ่ม คิ้วหนาพาดยาวเหนือเปลือกตาปิดสนิทขับให้ใบหน้าดูเข้มขึ้น จมูกโด่งเป็นสันรับริมฝีปากได้รูปเผยอนิดๆ สันคางออกจะครึ้มกับไรหนวดที่เริ่มยาวออกมาหน่อยๆ ทุกอย่างที่รวมเป็นเขาดูสมบูรณ์แบบในความคิดของหล่อน ใช่ว่าไม่เคยพบเจอผู้ชายที่ไหน แต่สำหรับหล่อน ใครก็สู้คุณปานไม่ได้สักคน…

มือเล็กเอื้อมลงแตะท่อนแขนที่พาดรอบตัวน้องเต้เบาๆ พร้อมกับส่งเสียงปลุก

“คุณปานคะ…” ยกนิ้วที่จิ้มลงไปบนท่อนแขนออกแล้วรอปฏิกิริยาตอบโต้ “คุณปานคะ บ่ายโมงครึ่งแล้วค่ะ…”

ถอนหายใจเฮือกเมื่อชายหนุ่มยังไม่รู้สึก ก่อนจะกวาดตามองคนนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นนิ่งอยู่ครู่ แล้วค่อยๆ ก้มหน้าลงไปใกล้ ทีละนิด ทีละนิด…

ดวงตากลมโตจับนิ่งอยู่ที่โหนกแก้มด้านขวา มีแมลงสีดำตัวเล็กๆ ไต่อยู่ มันกำลังเดินตรงไปยังหางคิ้ว หญิงสาวขยับมืออย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือลงไปหวังเขี่ยเพียงเบาๆ แล้วจะถอยห่าง ทว่าเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเปลือกตาที่ปิดสนิทจู่ๆ ก็เปิดขึ้นเมื่อปลายนิ้วแตะเข้าที่หางคิ้วด้านขวารวดเร็วราวกับคอยระวังอยู่ก่อนแล้ว…

“อุ๊ย!” มือเล็กชักหนีไม่ทัน เพราะถูกมือใหญ่เกาะกุมเอาไว้แน่นหนาพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างราวตกใจในคราแรก ก่อนจะนิ่งอึ้งไปเมื่อพบว่าใบหน้าของหญิงสาวอยู่เกือบชิดใบหน้าของเขาอย่างที่ไม่เคยใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน

“เอ่อ คือ…” คนตัวบางหน้าซีดสลับแดง รีบดึงตัวเองออกห่างนายจ้างอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มปล่อยมือเล็กที่ดึงออกเป็นกระชากของหญิงสาวโดยดีแล้วผุดนั่งตัวตรง เขาเห็นพี่เลี้ยงสาวน้อยขยับห่างอย่างรีบร้อนจนเกือบจะหงายหลัง แต่เจ้าหล่อนก็พยุงตัวเอาไว้ได้ทันก่อนจะล้มเค้งลงไปอย่างท่วงที

“เป็นอะไรหรือเปล่า แล้ว… เมื่อกี้เธอ”

“เอ่อ นุ่มเห็นมดมันไต่คุณปานค่ะ นุ่มเลยจะหยิบออก” รีบบอกจนลิ้นแทบพัน ทำให้คนฟังต้องย่นหัวคิ้วเขาหากัน เขาไม่ประหลาดใจกับท่าทางของหล่อนนัก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำท่ากลัวเขาขนาดนี้

“ขอบใจ แต่เธอไม่ต้องทำท่าเหมือนฉันจะกระโดดกัดเธอทุกครั้งที่เข้าใกล้ก็ได้ ฉันไม่ได้จะว่าอะไรเธอเลยสักนิด” เขาบอกพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู หญิงสาวมองตามแล้วก็รีบบอกอีก

“นุ่มปลุกคุณแล้ว…” ชายหนุ่มพยักหน้า

“ฉันก็ว่าได้ยินแว่วๆ เหมือนกัน โทษที เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน…” เขาบอกทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิดขณะยกมือขึ้นตบต้นคอของตนเบาๆ พลางขยับเอียงซ้ายขวาสองสามทีไล่ความเมื่อยขบจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังตามมา

หญิงสาวขยับห่างชายหนุ่มเมื่อเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถูกหลานชายสุดที่รักล็อกเอาไว้ด้วยขาเล็กๆ นั่น 

“เจ้าเต้นี่ร้ายจริงๆ…” เขาเอ่ยเบาๆ ขณะดึงขาป้อมสั้นออก แล้วจัดคนตัวเล็กให้นอนสบายขึ้น ก่อนหันมาสบตาคนที่มองเขาตาไม่กะพริบ “ขอบใจนะ ที่เตรียมข้าวกล่องมาเผื่อ ฉันไปทำงานล่ะ ฝากน้องเต้ด้วย แล้วก็อย่ากลับให้เย็นนัก”

เขากำชับขณะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางเหลือบตามองนวลแก้มสีเรื่อด้วยอารมณ์สุนทรีย์มากกว่าเก่าเมื่อคิดถึงตอนที่ตื่นขึ้นมาพบว่าใบหน้าหวานๆ อยู่ชิดกับใบหน้าของเขา ชายหนุ่มสวมหมวกปีกกว้างเมื่อหันไปมองคนด้านหลังอีกครั้งแล้วยิ้มบางๆ ที่มุมปากก่อนเมินกลับไปยังเบื้องหน้า ซึ่งมันก็ทำให้คนตัวบางที่มองตามอีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไม่มั่นใจว่าที่เห็นเมื่อครู่นี้ตาฝาดหรือว่าเขายิ้มให้หล่อนจริงๆ 

ปานกมลยิ้มกว้างกว่าเดิมขณะโคลงศีรษะเบาๆ เมื่อคิดถึงหน้าตาเด๋อด๋าของฤทัยรัตน์ เขาก็ตอบตนเองไม่ได้ว่าเหตุใดจึงต้องรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจนักเมื่ออยู่ใกล้หล่อน เขาชอบมองเวลาหล่อนเผลอ ความไม่มั่นใจ อาการทำตัวไม่ถูก มือไม้เกะกะของหญิงสาวทำให้เขาผ่อนคลายและรู้สึกดีกว่าเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าผู้หญิงจัดจ้านที่เคยพบเจอมานักต่อนัก

ไม่ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ ที่แน่ๆ อย่างแรกนั้นเกิดจากความเอ็นดูแน่นอน เขาเชื่ออย่างนั้น…

เช่นเดียวกับฤทัยรัตน์ เมื่อลับร่างสูงใหญ่ของนายจ้างหนุ่ม หญิงสาวก็หันมายังคนตัวเล็กที่หลับสนิทด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามทีก่อนหน้านี้ แต่ที่แน่ๆ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับหัวใจดวงน้อยของหล่อนก็คือความรู้สึกหวั่นไหว ซึ่งไม่ต่างไปจากทุกครั้งที่เขามักทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้แม้อยู่ห่างไกลกันเป็นโยชน์ ทว่าวันนี้ เขาและหล่อนใกล้กันเพียงลมหายใจปะทะ… 

ระยะความใกล้ชิดที่แสนจะชิดนั้น ก่อความอุ่นซ่านขึ้นในดวงใจอย่างมหาศาล เกิดความหวามไหวในห้วงคะนึง และผะผ่าวจนร้อนฉ่าทั่วดวงหน้าทุกวินาทีที่คิดถึง ก็ยอมรับว่าหล่อนอาจจะเพ้อฝันไปสักนิด ทว่ากับคนที่แอบรักและอยู่ในฐานะลูกจ้าง ได้แค่นี้ก็ถือว่าดีถมไป ขอเพียงแค่เก็บความหอมหวานและชื่นใจไว้ในซอกลึกของความรักในชีวิตสาว ที่ครั้งหนึ่งเคยแอบรักใครคนหนึ่ง ซึ่งห่างไกลเกินไขว่คว้า ทว่าไม่ไกลเกินจินตนาการ…









สนใจรูปเล่มเข้าไปกดสั่งซื้อได้ที่ร้านบุ๊กฟอร์ฟันนะคะ 













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น