ปานฤทัย

ตอนที่ 13 : บทที่ ๔ โลกกลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,488
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    2 ม.ค. 62










อากาศช่วงเย็นออกจะครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทำให้ปานกมลตัดสินใจขับรถพาสามยายหลานกลับเข้าบ้าน แม้มานิดาทำท่ายังไม่อยากกลับ แต่ด้วยอากาศไม่สู้ดีนักทำให้ปานกมลจำต้องขัดใจ ทั้งสี่มาถึงเพียงแค่หน้าบ้านฝนก็เริ่มโปรยลงมาให้ชุ่มไปตามๆ กัน 

“บ้าจริง! จะตกอะไรกันตอนนี้” จิรดาบ่นพึมพำขณะที่สายใจและฤทัยรัตน์ต่างวิ่งเข้าไปหาผ้าขนหนูมาให้ทั้งสี่ซับน้ำฝน ทั้งหมดรับเอาไปเช็ดเนื้อตัว จิรดาเริ่มมองฤทัยรัตน์ด้วยสายตาแปลกๆ และจับจ้องชายหนุ่มขณะรับผ้ามาจากสาวน้อยเมื่ออีกฝ่ายสบตาคู่สวยของพี่เลี้ยงสาวแล้วพึมพำขอบใจ… 

“เอ… คุณนุ่มไม่ได้กลับบ้านหรอกหรือคะ” ชายหนุ่มมองตามร่างบางที่ถอยห่างไปยืนใกล้กับแม่บ้าน

“ครับ นุ่มอยู่ที่นี่ด้วย…” เขาตอบเพียงแค่นั้นเสียงวิ่งตุบตับก็ดังใกล้เข้ามาจากด้านใน

“คุณลุงคับ! เต้มีอะไรให้ดู…” ปานชีวากลับมาจากโรงเรียนได้สักพักใหญ่วิ่งจู๊ดออกมาจากด้านในต้องชะงักกึก เบรกตัวโก่งจนแทบหัวทิ่มหัวตำเมื่อพบว่าคุณลุงไม่ได้อยู่ตามลำพังกับคนที่เขารู้จักดี แต่กลับมีคนแปลกหน้าถึงสามคนยืนอยู่ด้วย คิ้วหนาเลิกขึ้นพลางยิ้มขันเมื่อหลานชายตัวน้อยทำหน้าตาตื่น ไล่เลี่ยกันร่างสูงของรุตม์ก็เดินออกมาจากด้านใน

“ว่าไงน้องเต้ มีอะไรจะคุณลุงดู” เขาถามขณะเช็ดศีรษะไปพลาง 

“ซูเปอร์แมนน่ะ น้องเต้วาดเองกับมือ เสร็จแล้วเลยอยากให้นายดู” รุตม์เป็นคนตอบ ปานกมลยิ้มมุมปากก่อนจะพยักหน้าเรียกหลานชายให้เข้าไปใกล้ตน

“มานี่มาน้องเต้ มาไหว้คุณยายกับคุณป้าจีด้า” เด็กชายที่ในมือถือกระดาษวาดภาพก้าวสั้นๆ เดินเข้ามาหาคุณลุงด้วยความไม่มั่นใจนักขณะมองคนแปลกหน้าทั้งสาม ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้บุปผาและจิรดาตามคำกระซิบบอก

“นี่หรือคะหลานชายที่ว่า…” จิรดาเอ่ยถาม พลางกวาดตามองเด็กน้อยอย่างพินิจ และเห็นเค้าความเหมือนจากปานกมลได้อย่างชัดเจน 

“ครับ น้องเต้ที่ผมเล่าให้ฟัง น้องเต้ นี่พี่เมนี่ครับ” ชายหนุ่มแนะนำเด็กหญิงมานิดาให้กับหลานชาย แม่หนูเมนี่มองเด็กชายแปลกหน้าด้วยแววตานิ่งๆ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นนิดๆ อย่างไว้ตัว ทำให้ปานชีวายิ้มเก้อก่อนจะถอยหลังจนตัวติดกับคุณลุง ชายหนุ่มมองเด็กทั้งสองแล้วให้นึกขบขัน ก่อนจะเชื้อเชิญคนทั้งสามเข้าไปนั่งด้านใน

“เข้าไปนั่งข้างในดีกว่าครับ คงอีกนานกว่าจะหยุดตก ยังไงวันนี้ทานข้าวเย็นด้วยกันอีกสักมื้อก็แล้วกันนะครับ” ปานกมลเอ่ยเชิญอย่างเจ้าบ้านที่ดี จิรดาจึงขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มแล้วหยอดคำหวานอย่างไม่เกรงใจใคร

“จีด้าคิดอยู่แล้วเชียว ว่าปานต้องไม่ใจร้ายกับพวกเรา…” 

ปานกมลยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะกวาดสายตาไปยังสาวน้อยซึ่งยืนมองมายังเขาด้วยแววตาโศกที่ทำให้เขาใจหายประหลาด แต่เจ้าหล่อนก็ก้มหน้าหลบตาเสียทันที ไม่เหมือนกับสายตาอีกคู่ที่จ้องมองเขาจนแทบจะกลืนกิน ทำให้ชายหนุ่มลอบถอนหายใจกับความต่างที่พบเจอ…

“พวกคุณเป็นแขกของผม ต้องดูแลอย่างดีอยู่แล้ว” 

รุตม์แอบส่ายหน้าอย่างรู้เท่าทันความคิดของจิรดา ผู้หญิงที่ผ่านใครต่อใครมากมายและกำลังอยู่ในสภาพดั่งว่าวที่ลอยละล่องไร้เชือกยึดเหนี่ยว เมื่อเจอหลักมั่นคงจึงคิดจะคว้าไว้ทันที…

ระหว่างนั้นปานชีวาก็ลอบมองสาวน้อยคนสวยเป็นระยะ ซึ่งไม่ต่างจากแม่หนูเมนี่ที่แม้จะไว้ตัวเชิดหน้าทำหยิ่งแต่ก็ไม่วายที่จะชำเลืองหางตามองหลานชายตัวน้อยของคุณลุงปานอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเมินหน้าหนีเมื่อเด็กชายยิ้มให้อย่างผูกมิตร…

เมื่อฝนหยุดตกบรรยากาศภายนอกก็มืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ผู้มาเยือนทั้งสามจึงต้องขอตัวกลับหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้น ปานกมลจึงตามออกไปส่ง ส่วนรุตม์ยืนมองอยู่ที่เฉลียง ข้างกันคือเด็กชายปานชีวาซึ่งกำลังมองตามเด็กหญิงที่เขารู้สึกถูกชะตาด้วยเงียบๆ

“วันนี้ต้องขอบคุณปานมากนะคะที่สละเวลาพาพวกเราชมฟาร์ม” เด็กหญิงมานิดาที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วเอ่ยขึ้นบ้าง

“เมนี่มาอีกได้ไหมคะคุณลุง” นัยน์ตาคู่สวยของเด็กหญิงมองเขาอย่างมีความหวังแต่ขณะเดียวกันก็เหลือบมองไปยังคนตัวเล็กหลานของคุณลุงแวบหนึ่ง 

“ได้สิครับ เมนี่จะมาที่นี่เมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น” คำตอบรับอย่างเต็มใจของปานกมลเรียกรอยยิ้มสดใสจากเด็กหญิงได้อย่างง่ายดาย

“ขอบคุณค่ะ คุณลุงใจดี เมนี่รักคุณลุงที่สุด คุณลุงก้มลงมาหน่อยสิคะ” ปานกมลก้มลงไปหาเด็กหญิงอย่างว่าง่าย และเมื่อเขาก้มลงมานิดาก็เขย่งปลายเท้าขึ้นแล้วยื่นหน้าหอมแก้มสากฟอดใหญ่ท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสามสี่คนและเด็กอีกหนึ่ง คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดๆ แล้วก็ยิ้มให้เด็กน้อย ขณะที่ป้าหลานต่างสบตากันอย่างพอใจ

“เอาล่ะจ้ะเมนี่ ลาคุณลุงกลับก่อนดีกว่า แล้ววันหลังแม่จะพามาใหม่นะจ๊ะ” จิรดากล่าวกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติ เด็กหญิงจึงถอยออกมาจากชายหนุ่มแล้วยกมือขึ้นโบกลาให้เขาขณะเข้าไปนั่งในรถยนต์ บุปผาหันมามองร่างสูงแล้วกล่าวอำลาอีกครั้ง

“ขอบคุณที่พาคนแก่เปิดหูเปิดตานะคะ วันนี้คงต้องกลับก่อน”

“ยินดีครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ” จิรดาหันมายิ้มหวานให้ชายหนุ่มอีกครั้งก่อนจะเคลื่อนรถยนต์ออกไปจากบริเวณนั้นอย่างช้าๆ ร่างสูงยืนมองท้ายรถยนต์ของอีกฝ่ายอยู่ครู่แล้วจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้าน 

“เนื้อหอมจริงเลยนะหนุ่มใหญ่บ้านนี่เนี่ย ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ติดแจเชียว” เสียงทุ้มออกแนวประชดประชันของรุตม์ทำให้คนที่กำลังสาวเท้าเข้าบ้านต้องชะงัก ใบหน้าคมคายหันมองเพื่อนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยแววตาหมั่นไส้ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างหลานชายที่กำลังมองเขาตาแป๋ว

“เพื่อนคุณลุงเหรอคับ” ปานชีวาเอ่ยถามด้วยความสงสัย ชายหนุ่มก้มหน้าสบตาหลานแล้วยิ้มน้อยๆ ยังจำได้ว่าก่อนจิรดาจะพาทุกคนกลับ เขาแอบเห็นเจ้าตัวดีส่งยิ้มให้มานิดา และเด็กหญิงก็ทำเมินหน้าหนีไปอีกทางด้วยอาการหยิ่งๆ

“ครับ เพื่อนคุณลุงเอง” คิ้วสีดำเล็กๆ ของเด็กชายขมวดมุ่น ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“คุณป้ากับคุณยายชวนเต้คุย แต่เมนี่ไม่คุยกับเต้เลย เขาไม่ชอบเต้เหรอคับ” ถามด้วยความข้องใจ รุตม์เหลือบตามองลุงหลานแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

“แล้วน้องเต้ล่ะครับ ชอบพี่เมนี่หรือเปล่า” เมื่อถูกคุณลุงรุตม์เอ่ยถามตรงๆ เด็กชายที่ฉายแววว่าโตขึ้นจะรูปหล่อตามรอยคุณลุงต้องหน้าแดงเรื่อ ก่อนจะทำคอเอียงแล้วก้มหน้ามองกระดาษในมือกลบเกลื่อนความเขิน เรียกเสียงหัวเราะจากคุณลุงทั้งสองคนให้ดังขึ้นท่ามกลางความอายของหลานชายตัวน้อย

“ทำท่าแบบนี้สงสัยจะหลงรักพี่เมนี่ซะแล้วมั้ง” รุตม์แกล้งกระเซ้าเข้าอีกที ทำให้เด็กชายเต้ต้องเงยหน้าขึ้นมองคนพูดพลางขมวดคิ้วมุ่น

“เปล่าน่ะคับ เต้ไม่ได้หลงรักเมนี่สักหน่อย” ปานกมลมองเพื่อนแล้วส่ายหน้า เมื่ออีกฝ่ายทำตัวเป็นเด็ก แต่รุตม์นึกสนุกเลยถามกลับไปอีก

“งั้น ถ้าไม่หลงรักแล้วทำไมต้องแอบมองบ่อยๆ แถมยิ้มให้ด้วยลุงเห็นนา…” คราวนี้เด็กชายเลยหน้าแดงเถือก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองปานกมลอย่างขอความช่วยเหลือ

“ลุงปานบอกลุงรุตม์ทีสิคับว่าเต้ไม่ได้หลงรักเมนี่” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะทำตามที่หลานชายร้องขอมาอย่างรวดเร็ว

“หลานฉันไม่ได้หลงรักเมนี่… เข้าใจไหม” เขาเลิกคิ้วใส่เพื่อนราวสั่ง ทว่านัยน์ตาคมกลับมีแววขบขัน กระทั่งเด็กชายลุกขึ้นแล้วบอกลุง

“เต้ไปดีกว่า พี่นุ่มบอกว่าจะอ่านการ์ตูนให้ฟัง” ว่าแล้วเด็กน้อยก็วิ่งตึงๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้หนุ่มโสดสองคนมองตามแล้วหัวเราะเบาๆ

“หลานนายท่าจะเจ้าชู้ไม่เบา เล่นส่งสายตาหาสาวเป็นระยะๆ นี่ขนาดสาวเจ้าไม่เล่นด้วย เจ้าเต้ยังขยันส่งยิ้มไปบ่อยๆ เลย” รุตม์เปรยกลัวหัวเราะ ครู่ต่อมาปานกมลก็ต้องมองเพื่อนอย่างแปลกใจ เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็เงียบลง

“เป็นอะไร” รุตม์มองเพื่อนแล้วถอนใจยาว 

“ฉันว่านายระวังจีด้าไว้มั่งก็ดีนะ ไม่รู้จะมาไม้ไหน” เขาเอ่ยออกมาในที่สุดหลังจากนั่งคิดนอนคิดมาทั้งวัน 

“คิดมากหรือเปล่า” ปานกมลเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง อีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ มั่นใจว่าตนไม่ได้คิดมาก

“เปล่าเลย ฉันไม่ได้คิดมาก ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูเอาเองก็แล้วกัน” รุตม์ตอบพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดซ้ายขวาไล่ความเมื่อยขบ “อีกอย่างฉันรู้สึกว่าเด็กเมนี่จะติดนายผิดปกติทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก ระวังไว้หน่อย ระวังจะแกะไม่ออก… ทั้งลูกแล้วก็แม่นั่นแหละ”

ว่าแล้วก็เดินหายไปอีกคน ทิ้งให้เพื่อนรักนั่งนิ่วหน้าครุ่นคิดตามอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจเฮือก เขาไม่เคยคิดกลับไปสานสัมพันธ์กับจิรดาอีก กับแม่หนูนั่นเขาก็แค่เอ็นดูและสงสารในความอาภัพของเจ้าหล่อนก็เท่านั้น…

หลังจากปัดเรื่องของจิรดาและลูกสาวของหล่อนออกไปจากความคิดชายหนุ่มก็กลับขึ้นห้อง อาบน้ำผลัดผ้าเรียบร้อยก็ออกมาดูปานชีวาเหมือนทุกวัน มือหนาดันประตูให้เปิดกว้างแล้วต้องชะงัก ภายในห้องเด็กไม่ได้มีเพียงแค่หลานชายเพียงคนเดียวเหมือนเคย ทว่าข้างเตียงเล็กมีร่างบางของฤทัยรัตน์ในเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงอยู่บ้านขาสั้นนั่งหลับซบหน้ากับเตียงของ     ปานชีวา ส่วนเจ้าหลานชายตัวดีหลับดิ้นไปอยู่ปลายเตียง ชายหนุ่มปิดประตูลงอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้คนทั้งคู่อย่างเงียบเชียบ เขามองหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กในมือของหญิงสาวแล้วยิ้มมุมปาก สงสัยนิทานสนุกเลยหลับไปทั้งคู่ ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ดึงหนังสือออกจากมือของสาวน้อย ก่อนจะขยับลุกขึ้นไปยังเตียงจับร่างเล็กของหลานชายให้เข้าที่เข้าทาง ห่มผ้าให้ ลูบศีรษะเบาๆ สองสามครั้งเช่นทุกวัน ก่อนจะหันมายังคนตัวบางที่เผลอหลับข้างเตียงด้วยสายตาเอ็นดู ไม่รู้ไปอดหลับอดนอนที่ไหนมา…







ซื้ออีบุ๊กช่วงนี้ สามารถนำมาลดภาษีได้ด้วยนะคะ









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น