ปานฤทัย

ตอนที่ 12 : บทที่ ๔ โลกกลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,559
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61









หลังจากนั้นไม่นานร่างสูงจึงพาทุกคนไปยังโต๊ะอาหาร เด็กหญิงที่ทำท่าเย็นชาลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มพร้อมกับสอดมือเล็กๆ ของเจ้าหล่อนลงไปเกาะเกี่ยวกับฝ่ามือหนาหยาบของเขาท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน โดยเฉพาะบุปผาและจิรดา เพราะต่างรู้ดีว่ามานิดาเป็นเด็กที่ค่อนข้างไว้ตัวและไม่ยอมสนิทสนมกับใครง่ายๆ แต่กับปานกมลที่เพียงพบกันเป็นครั้งแรก แม่หนูน้อยกลับยอมญาติดีถึงขนาดเจ้าไปจับจูงมืออีกฝ่ายโดยไม่มีใครคาดคิด 

“เมนี่…” ปานกมลรับรู้ถึงความเกรงใจในน้ำเสียงของบุปผา จึงหันไปบอกให้ฝ่ายนั้นทราบว่าเขาเต็มใจ

“ไม่เป็นไรครับ” ปานกมลก้มลงยิ้มให้แม่หนูแล้วจับจูงให้เดินตามไปเรื่อยๆ มานิดากวาดตามองไปรอบๆ อย่างเด็กที่กำลังให้ความสนใจกับสถานที่อันแปลกตา ส่วนจิรดานั้นมองตามคนทั้งสองด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก… 

“เมนี่อยากทานออมเล็ตค่ะ ใส่มะเขือเทศเยอะๆ” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นขณะเดินคลอไปกับเจ้าของบ้านร่างสูงใหญ่ด้วยน้ำเสียงสดใส

“ได้สิครับ เดี๋ยวคุณลุงจะบอกแม่บ้านให้”

“ขอบคุณค่ะ คุณลุงใจดีจัง” คนตัวเล็กยกมืออีกข้างกอดแขนแข็งแรงที่จับจูงมือเธอไว้ โดยมีคนทั้งสามมองตามไปห่างๆ รุตม์มองเด็กน้อยที่ติดเพื่อนแจด้วยความครุ่นคิด แต่อะไรก็ไม่เท่ากับแววตาของจิรดาที่มองไปยังเพื่อนของเขา ที่ราวกับแววตาแม่เสือรอตะครุบเหยื่อ เพราะดูมุ่งมั่นและตั้งใจแน่วแน่ เพียงแค่รอให้เหยื่ออันโอชะตรงหน้าเผลอเท่านั้น …

ออมเล็ตร้อนๆ ถูกเสิร์ฟลงตรงหน้าแม่หนูน้อยไม่กี่นาทีต่อมา เด็กหญิงจึงมีสีหน้าและแววตาเป็นประกาย

“เอาล่ะ… ลงมือได้” เจ้าของเสียงทุ้มจากเจ้าบ้านเอ่ยอนุญาต เด็กหญิงที่ยึดเก้าอี้ข้างคนพูดจึงตักออมเล็ตที่ร้องขอใส่ปากเคี้ยวตุ้ยด้วยท่าทางอร่อยท่ามกลางสายตาเอ็นดูของผู้ใหญ่ทุกคน

“อร่อยจังคะ เมนี่ชอบ” 

สายใจที่ยืนลุ้นอยู่อีกด้านยิ้มเป็นปลื้ม ปานกมลมองเลยไปยังร่างบางของฤทัยรัตน์แล้วเอ่ยเรียก

“มาสินุ่ม ยืนทำอะไรตรงนั้น” คำสั่งของปานกมลเรียกสายตาของทุกคนให้มองไปยังสาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ สายใจ หญิงสาวอยากปฏิเสธแต่เมื่อสบตาคมดุของนายจ้างก็จำต้องทำตาม โดยนั่งเก้าอี้ถัดจากรุตม์ ชายหนุ่มจึงเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวตามวิสัยสุภาพบุรุษโดยไม่ได้คิดเป็นอื่น ทว่าคนมองอย่างปานกมลกลับขมวดคิ้วมุ่น จิรดาลอบมองเจ้าบ้านหนุ่มและสาวน้อยด้วยสายตาพินิจพิจารณา ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่หลบตาทุกคนเมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว

“ทุกคนครับนี่ฤทัยรัตน์เรียกว่านุ่มก็ได้ครับ เป็นพี่เลี้ยงของน้องเต้ หลานชายของผมเองแต่วันนี้แกไม่อยู่ไปโรงเรียน แล้วก็ช่วยงานด้านบัญชีผมด้วยครับ” ฤทัยรัตน์ยกมือขึ้นไหว้สองป้าหลานผู้มาเยือน ท่ามกลางสายตาชื่นชมของนางบุปผาและสายตาไม่ถูกใจนักของจิรดา รวมถึงสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่จ้องมองมาอย่างเงียบๆ 

ทั้งหมดร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยเป็นระยะ ขาดเพียงน้องเต้ที่ต้องไปโรงเรียน และขณะที่ปานกมลคอยดูแลแม่หนูน้อยอยู่นั้น รุตม์ก็เป็นคนคอยตักอาหารให้ฤทัยรัตน์ จิรดาลอบสังเกตคนทั้งสามด้วยสายตาจ้องจับผิด และก็ไม่คิดว่าสายตาของตนจะมองผิดพลาด ดูเหมือนปานกมลไม่ค่อยพอใจนักเมื่อรุตม์เอาใจพี่เลี้ยงสาวเกินเหตุ…

“แหม… คุณรุตม์นี่เอาใจเก่งจังเลยนะคะ ดูสิคุณนุ่มเขินหน้าแดงแล้วนะนั่น” รุตม์เหลือบตาขึ้นมองคนพูดแวบหนึ่งก่อนจะหันมาสบตาสาวน้อยที่เงยขึ้นมองเขาอย่างงงๆ ชายหนุ่มเลิกคิ้วให้สาวน้อยบอกเป็นนัยว่าอย่าไปสนใจ…

“แน่นอนครับ ผมต้องดูแลสุภาพสตรีที่นั่งข้างๆ ให้ดีที่สุดอยู่แล้ว ดูอย่างนายปานสิครับ ยังดูแลหนูเมนี่อย่างดีที่สุดเลย จริงไหมปาน” เขาแสร้งถามความเห็นเพื่อน แต่อีกฝ่ายเพียงสบตาด้วยแววตาขรึมๆ ก่อนเลยไปยังฤทัยรัตน์แวบหนึ่งแล้วหันไปตอบคำถามแม่หนูราวกับเป็นเรื่องน่าสนใจมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก แต่ใครเลยจะรู้ว่าความรู้สึกของเขาเวลานี้มิได้เย็นชาอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันกำลังหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุ และยิ่งจิรดาพูดขึ้นก็ยิ่งกระตุ้นให้ใจที่เกิดอาการวูบวาบร้อนผ่าวกับภาพการเอาอกเอาใจของเพื่อนรักที่มีต่อพี่เลี้ยงสาวน้อยขึ้นเป็นเท่าตัว…

รุตม์มองเพื่อนแล้วไหวไหล่เบาๆ ก่อนจะหันไปสนใจกับฤทัยรัตน์อีกครั้งอย่างนึกหมั่นไส้ จิรดามองคนทั้งสามแล้วให้หงุดหงิดนัก ไม่มีใครสนใจหล่อนสักคน… 

ดูเถอะ! แทนที่รุตม์จะหันมาสนใจหล่อนเมื่อปานกมลไม่ว่าง เขากลับไปดูแลยัยพี่เลี้ยงนั่นเสียนี่ บ้าจริงเชียว! 

แต่ขณะเดียวกันผู้อาวุโสที่สุดในโต๊ะอาหารกลับไม่ได้มองเรื่องของหนุ่มสาว นางกำลังใคร่ครวญเกี่ยวกับมานิดา นึกแปลกใจว่าเหตุใดเด็กหญิงจึงเกิดถูกชะตากับคนแปลกหน้าที่มีบุคลิกค่อนข้างเย็นชาเมื่อแรกพบได้รวดเร็วเช่นนี้ คิ้วเรียวที่ถูกเขียนทับด้วยสีน้ำตาลอ่อนขมวดสลับคลาย นางไม่อยากคิดเห็นแก่ตัว แต่ก็แอบมีความหวังเสียไม่ได้ที่จะให้ปานกมลสนใจทั้งแม่และลูก และถ้าโชคดีเป็นอย่างที่นางแอบคิดมานิดาก็จะไม่ต้องกำพร้าอีกต่อไป…


เสร็จสิ้นจากรับรับประทานอาหาร ปานกมลก็ทำหน้าที่นำเที่ยว ข้างตัวมีเด็กหญิงมานิดาเกาะติดแจ อีกข้างคือจิรดาและนางบุปผา รุตม์ขอตัวไม่ร่วมด้วยในคราวนี้ เขายืนกอดอกมองคนทั้งสี่ห่างออกไปด้วยสายตาหมกมุ่นและคิดถึงเรื่องที่รู้มา เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผู้ชายที่ชื่อเอริก เพราะมานิดาหน้าตาออกมาทางเอเชียชัดเจน ไม่ใช่สาวน้อยลูกครึ่งผมทองเหมือนพ่ออย่างที่ควรจะเป็น เจ้าหล่อน ตาดำ ผมดำ ผิวเหลือง ที่สำคัญเวลานี้เด็กคนนั้นประกาศตัวชัดเจนว่าตนไม่มีพ่อ และมันก็ทำให้เขาคิดหาสาเหตุของการปรากฏตัวในครั้งนี้ของจิรดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาของหล่อนมีบางอย่างซ่อนเร้น หล่อนต้องมีจุดหมายในการมาที่นี่ในครั้งนี้อย่างแน่นอน… 

ใช่เพียงรุตม์คนเดียวที่คิด ทว่าสาวน้อยในห้องทำงานที่แอบมองคนทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังฟาร์มอยู่ริมหน้าต่างก็อดไม่ได้ที่จะคิด 

“ป้าว่ามันชักยังไงๆ นะนุ่ม” เสียงเปรยจากด้านหลังทำให้ฤทัยรัตน์หันไปมอง อีกฝ่ายวางขนมและน้ำลงบนโต๊ะของหญิงสาวเช่นทุกวันแล้วถอนใจเฮือกราวกับคนกำลังมีเรื่องให้กลัดกลุ้มอย่างไรอย่างนั้น

“อะไรคะ” สายใจสบตาสาวน้อยแล้วถอนใจอีก

“เฮ้อ… ก็จะอะไรเสียอีกเล่า ก็แม่คนสวยกับลูกสาวของเธอนะสิ ป้ารู้สึกยังไงก็ไม่รู้กับสองแม่ลูกนั่น ลำพังเด็กน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่คนแม่ป้าว่าแววตาแกน่ากลัวนะ เหมือนตั้งใจจะมาเขมือบคุณปานของพวกเรายังไงยังงั้นเลย…”

ข้อสันนิษฐานของแม่บ้านทำให้ฤทัยรัตน์อดหวั่นใจเสียมิได้ ทว่าเมื่อคิดอีกทีปานกมลไม่ใช่คนที่จะให้ใครมาจับเขาได้ง่ายๆ แต่หากเขาจะยอมให้จับมันก็เป็นอีกเรื่องที่เขาจะตัดสินใจเอง… 

“คงไม่มีอะไรหรอกมั้งคะป้าใจ” หญิงสาวหมุนกายกลับไปนั่งยังโต๊ะทำงานของตน พยายามเลิกคิดฟุ้งซ่านถึงผู้หญิงสาวสวยสะคราญและลูกน้อยของหล่อน 

“ว่าได้รื้อ… คนสมัยนี้เนี่ยนะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ผู้ชายน่ะ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็พลาดได้ทั้งนั้น ยิ่งคุณปานของเราออกจะเป็นผู้ชายสำเร็จรูปแบบนี้แล้วด้วย ยิ่งน่าเป็นห่วง…”

คิ้วเรียวสวยโดยไม่ต้องอาศัยการกันต์ของฤทัยรัตน์ขมวดมุ่นกับคำว่า ‘ผู้ชายสำเร็จรูป’ ของสายใจ

“อะไรคะ ผู้ชายสำเร็จรูป…” เจ้าของนัยน์ตากลมโตที่มองไปยังคนพูดนั้นเต็มไปด้วยคำถาม ทำให้แม่บ้านมากประสบการณ์ยิ้มขัน

“ผู้ชายสำเร็จรูปมันก็หมายความว่า เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างไงล่ะเจ้านุ่ม หล่อ รวย นิสัยดี มีความรับผิดชอบ ไม่เจ้าชู้ ผู้หญิงที่ไหนก็อยากได้ทั้งนั้นแหละ จริงไหมเล่า” 

ทิ้งท้ายให้หญิงสาวขบคิด ก่อนจะปลีกตัวออกไปทำงานที่คั่งค้างของตนซึ่งรออยู่ด้านนอก หญิงสาวนิ่งอึ้งไปเป็นนาน คิดถึงคำอธิบายของแม่บ้านวัยดึกแล้วให้สะท้อนสะท้านในหัวใจ จะว่าไป หล่อนก็คงไม่พ้น ‘ผู้หญิงที่ไหน’ อย่างที่นางสายใจว่าเหมือนกัน ทว่าความเป็นจริงที่แตกต่างราวฟ้ากับดินของหล่อนและปานกมล ทำให้หญิงสาวต้องเจียมตัวเจียมใจวันแล้ววันเล่า ทำได้เพียงแค่มองเขารักกับคนนั้นเปลี่ยนมาคนนี้ไปเรื่อย หม่นเศร้าเจ็บปวดซ้ำๆ เช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด…


จิรดายกมือขึ้นแตะหมวกทอปีกกว้างสีน้ำตาลเข้มที่ไม่ลืมหยิบมาจากรถเมื่อแดดเริ่มแรง ต่างจากแม่ลูกสาวที่ดูท่าจะสนุกสนานเมื่อยื่นอาหารให้กับวัวตัวโต

“สนุกจังค่ะคุณลุง เมนี่ชอบวัว คุณลุงต้องให้เมนี่ป้อนนมให้ลูกวัวนะคะ” เด็กหญิงเอ่ยเสียงใส คนตัวโตยิ้มอ่อนโยนและยอมรับปาก

“ได้สิครับ” เขารับคำเบาๆ ก่อนหันไปมองสองป้าหลานที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ถ้าเหนื่อยพักก่อนก็ได้นะจีด้า คุณป้าด้วยนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ตอบพลางซับเหงื่อที่ไหลพราว หล่อนไม่ค่อยชอบบรรยากาศร้อนอบอ้าวสักเท่าไร ต่างจากบุปผาที่ดูจะชื่นชอบบรรยากาศโดยรอบมากพอควร 

“ที่นี่เปิดมานานหรือยังคะคุณปาน” นางบุปผาเอ่ยถามเมื่อขยับเข้ามายืนเคียงมานิดา คิ้วหนาของคนถูกถามย่นเข้าหากันนิดเมื่อคิดถึงจุดเริ่มต้นของปานทิพย์ฟาร์มเมื่อหลายสิบปีก่อน…

“ก็ตั้งแต่ผมจำความได้ครับ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าก่อนผมเกิด คุณพ่อกับคุณแม่ท่านมุมานะช่วยกันสร้างที่นี่มากับมือ ความจริงคุณพ่อของผมท่านไม่ใช่คนที่นี่หรอกครับ แต่ท่านเป็นนักธุรกิจ ตระกูลผม หมายถึงคุณปู่คุณย่าครับท่านเป็นนักธุรกิจ ทำทรัสต์ อสังหาริมทรัพย์แล้วก็นำเข้าส่งออกหลายอย่าง แต่คุณพ่อท่านมาพบคุณแม่ที่นี่ คุณแม่ผมท่านเป็นลูกสาวชาวไร่ครับ คุณพ่อเลยตัดสินใจแยกตัวออกมาสร้างครอบครัวกับคุณแม่ จนมีฟาร์มนี้เกิดขึ้นมา ปานทิพย์ฟาร์ม ได้มาจากชื่อของคุณแม่ผมครับ”

ชายหนุ่มเท้าความด้วยสีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความภูมิใจกับสิ่งที่เขาสานต่อ และที่นี่ก็เป็นที่ที่เขารักประดุจชีวิตจิตใจ ชาตินี้คงไม่มีทางไปไหนได้อีกแล้ว…

“ดีจังนะคะ ฉันได้ยินชื่อเสียงของคุณปานแล้วก็ฟาร์มมานาน ไม่คิดเลยว่าที่แท้จะเป็นคนกันเอง…” นางเปรยพลางเหลือบตามองไปยังหลานสาว และฝ่ายนั้นก็กำลังตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ ปานกมลไม่ใช่แค่เจ้าของฟาร์มใหญ่ธรรมดา แต่เขาต้องมีมรดกพกห่อจากคุณปูคุณย่าอีกมากมายแน่นอนหล่อนมั่นใจ

หญิงสาวช้อนตามองร่างสูงข้างๆ ด้วยสายตาหมายมาด รู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งตนเคยใกล้ชิดกับเขามาก่อน และหลังจากนี้หล่อนตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำทุกอย่างให้ชายหนุ่มหันกลับมามองหล่อนอีกครั้ง ถึงแม้อาจจะไม่ง่ายนัก แต่อย่างน้อยหล่อนก็ยังมีผู้ช่วยจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลนัก…

ปานกมลพาทั้งสามเยี่ยมชมไปรอบๆ ฟาร์มซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่โดยนั่งรถกอล์ฟแทนการขี่ม้าเหมือนเช่นทุกวัน ระหว่างทางเขาต้องตอบคำถามมากมายจากมานิดาไปตลอด เด็กหญิงรู้สึกชอบที่นี่มากพอๆ กับชอบปานกมล เขาเป็นผู้ใหญ่ใจดีจนเธออยากยกให้เป็นพ่อ ความโหยหาความรักความอบอุ่นจากบิดา ทำให้แม่หนูรู้สึกเหมือนกำลังได้อยู่กับคุณพ่อในฝันเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะนับแต่จำความได้เธอยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อที่แท้จริงเลยสักครั้ง…

“ดูสิคะ เมนี่ติดปานแจเลย ท่าทางจะชอบ…” จิรดาออกปากเบาๆ กับบุปผาที่นั่งเคียงกันด้านหลัง ดวงตาคู่สวยกวาดมองแผ่นหลังกว้างของปานกมลอย่างพอใจ พลันให้นึกถึงค่ำคืนหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เคยมีกับเขาด้วยความอาวรณ์หวาม… 

บุปผามองไปยังแม่คนทั้งคู่ด้วยสายตาครุ่นคิด เพราะหากทุกอย่างเป็นอย่างที่นางแอบหวังไว้ก็คงจะดีไม่น้อย ปานกมลเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง เป็นสุภาพบุรุษ รูปหล่อ ร่ำรวย เขาตอบคำถามมากมายกับเด็กหญิงตัวโดยไม่เบื่อหน่าย และนางก็รับรู้โดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจหาใช่ตามมารยาทของเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้น  

“คุณปานท่าจะรักเด็กนะคะเนี่ย…” เสียงเอ่ยถามจากด้านหลังทำให้ปานกมลยิ้มเมื่อคิดถึงหลานชายตัวน้อย 

“ครับ… ผมชอบเด็ก เด็กๆ น่ารัก ความคิดของพวกแกบริสุทธิ์ คิดอะไรชั้นเดียว ไม่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ อยู่ด้วยแล้วสบายใจครับ… ไม่ต้องคอยระวัง”

คำตอบของเขาแม้จะฟังธรรมดา ทว่ากลับทำให้คนฟังทั้งสองต้องหันมาสบตากันนิ่ง ต่างคิดในใจว่าอีกฝ่ายต้องการบอกอะไรเป็นนัยหรือไม่ บุปผามองศีรษะได้รูป ลำคอตั้งตรง บ่าไหล่แข็งแรงและลำตัวกำยำแล้วให้หนักใจแทนคนที่นั่งข้างๆ ไม่น้อย ผู้ชายคนนี้ไม่ได้โง่เลยสักนิด นอกจากรูปงาม ร่ำรวย เขายังฉลาดหลักแหลมเพราะดูเหมือนจะรู้ทันความคิดของคนรอบข้างไปเสียทุกเรื่อง 

“แล้วไม่คิดจะมีครอบครัวบ้างหรือไงคะ” ผู้มากวัยแย็บถามไปอีกประโยค ทำให้จิรดาจดจ่อรอฟังอย่างตั้งใจ ทว่าปานกมลกลับยิ้มอย่างขบขัน แต่แม่หนูน้อยหันมามองยายและมารดาด้วยสายตาไม่ชอบใจนัก และนัยน์ตาคู่นั้นก็กำลังแสดงอาการหวงแหนชายหนุ่มที่นั่งข้างจนบุปผาที่ก้มลงสบตาแม่หลานสาวตัวน้อยต้องขมวดคิ้วมุ่น

“ยังหรอกครับ คงอีกนาน ผมยังไม่คิดเรื่องนี้เลยครับ” 

ปานกมลตัดบท เขาไม่ค่อยชอบพูดเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะกับใครก็ไม่ชอบพูด เด็กหญิงหันกลับมาจากแม่และยายแล้วประจบชายหนุ่มทันที

“คุณลุงยังไม่ต้องมีเมียมีลูกหรอกนะคะ ถ้ามีเดี๋ยวก็เป็นแบบเมนี่อีก…” 

“เมนี่!!” บุปผาอุทานด้วยความตกใจ ส่วนจิรดานั้นนั่งหน้าเผือดนิ่ง ไม่ต่างจากปานกมลที่ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบฉายแววกังวลเมื่อก้มลงสบตาดำขลับของแม่หนูที่มองเขาอย่างจริงจังนั้นด้วยความเป็นห่วง แววตาคู่เล็กแข็งกร้าวเกินเด็ก คำพูดคำจาก็เติบโตเกินวัย ใครกันสั่งสอนให้พูดเช่นนี้ หรือทั้งหมดเกิดจากสำนึกลึกๆ ของแม่หนูน้อย…

บุปผาและจิรดาหันมาสบตากันอย่างไม่สบายใจเลยสักนิด ไม่คิดมาก่อนว่าความเงียบขรึมของมานิดาจะสั่งสมและสั่งสอนให้เด็กน้อยมีความคิดเติบโตเกินเด็กในวัยเดียวกัน หรือความจริงอาจจะเกิดขึ้นจากความอ้างว้างในหัวใจดวงน้อย ที่โหยหาความรักความอบอุ่นจากบิดามารดามาเนิ่นนานก็เป็นได้…

ปานกมลเงียบอย่างคนใช้ความคิด เด็กหญิงเองก็เลิกพูดถึงเรื่องนี้และหันไปสนใจอย่างอื่น ไถ่ถามเขาเป็นระยะเมื่อพบเจอสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจ ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองเด็กหญิงด้วยแววตาแห่งความเวทนาสงสาร เขากำลังคิดไปถึงหลานชาย น้องเต้… รายนั้นแม้จะขาดทั้งแม่และพ่อแต่ก็ยังมีเขาที่ให้ความอบอุ่นเสมออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาตอบคำถามตามความจริงทุกอย่างเมื่อเด็กชายถาม ไม่ว่าคำถามนั้นจะถามว่าพ่อกับแม่ไปไหน เขาก็ตอบไปตามความเป็นจริง ถึงจะเสียใจเศร้าหมองในระยะแรก แต่สุดท้ายความอบอุ่นและการเอาใจใส่ที่ได้รับจากเขาซึ่งมอบให้ไม่ต่างไปจากบิดาปฏิบัติต่อบุตรก็ทำให้น้องเต้ลืมความหม่นมัวในช่วงระยะหนึ่งของวัยเยาว์นั่นลงได้ในที่สุด และกลับมาร่าเริงอีกครั้งตามวิสัยของเด็ก ซึ่งต่างจากมานิดาโดยสิ้นเชิง เพราะนัยน์ตาดำขลับคู่นี้เต็มไปด้วยความอ้างว้างเพราะประสบการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็กคนใด ทุกคำพูดและหลายคำถามจึงทำให้เขาต้องนิ่งอึ้งไปหลายอึดใจ กว่าจะตอบออกมาได้ในที่สุด





ซื้ออีบุ๊กช่วงนี้ สามารถนำมาลดภาษีได้ด้วยนะคะ






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น