ปานฤทัย

ตอนที่ 11 : บทที่ ๔ โลกกลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61










โลกกลม



ตั้งแต่เช้าจวบจนสายฤทัยรัตน์ก้มหน้าก้มตาทำบัญชีให้กับปานกมล รุตม์แปลงกายเป็นคาวบอยออกไปควบม้าเล่นรอบๆ ฟาร์ม ส่วนเจ้าของฟาร์มแยกไปอีกทางเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของงาน แต่เสียงรถยนต์ที่แล่นเอื่อยเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านทำให้คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานต้องเงยหน้าขึ้น คิ้วเรียวสวยสีเข้มขมวดพันก่อนจะลุกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังลานหน้าบ้านตามเสียงแว่วๆ เมื่อครู่

หญิงสาวย่นคิ้วเมื่อใต้ร่มไม้สูงใหญ่ปรากฏร่างสูงโปร่งของสาวสวยที่มีกรอบแว่นตาสีดำปิดบังดวงตาของหล่อน ข้างกันคือหญิงวัยกลางคนพร้อมด้วยเด็กหญิงอีกหนึ่งมองตรงมา หญิงสาวจึงสืบเท้าตรงไปยังคนทั้งสามทันที

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาพบใครหรือคะ” ถามออกไปแล้วก็รู้สึกคุ้นหน้าสาวงามคนนี้นัก

“ฉันมาพบคุณปานค่ะ ฉันเป็นเพื่อนของเขา” ฤทัยรัตน์รับคำพร้อมกับความทรงจำเมื่อวานที่สว่างวาบเข้ามาให้นึกขึ้นได้ ที่แท้ก็ผู้หญิงคนเมื่อวานที่เข้ามาทักปานกมลนั่นเอง ดวงตาคู่สวยจึงหลุบตามองเด็กน้อยและหญิงวัยกลางคนด้วยรอยยิ้มกระจ่างใบหน้าเรียวหวาน

“ถ้าอย่างนั้นเชิญข้างในก่อนนะคะ อีกสักพักคุณปานคงกลับมาเพราะใกล้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว” จิรดาสบตานางบุปผาแล้วยิ้มพอใจ จูงบุตรสาวเดินตามฤทัยรัตน์เข้าไปภายในตัวบ้านที่จัดแต่งได้อย่างงดงาม ไม่ผิดหวังสักนิดที่ได้มาเยือน… 

“ที่นี่น่าอยู่นะคะ” เปรยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจขณะที่สายใจเสิร์ฟน้ำและผละออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ก่อนกวาดตาไปรอบๆ แม้จะดูว่าภายนอกแสนจะธรรมดา ทว่าภายในกลับหรูหราผิดกว่าที่คิดไว้มาก ฤทัยรัตน์ยิ้มน้อยๆ โดยไม่กล่าวอะไร แต่สายตามองไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งข้างมารดาด้วยความเอ็นดู คงจะมีอายุอานามไม่ห่างไปจากน้องเต้ของหล่อนสักเท่าไร เช่นเดียวกับนางบุปผาที่มองฤทัยรัตน์ด้วยสายตาเอ็นดูเช่นกัน อาจด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบเด็กเรียบร้อยเช่นฤทัยรัตน์ ทำให้บุปผารู้สึกถูกชะตาหญิงสาว 

“แล้วหนูเป็นใครล่ะจ๊ะ เป็นหลานสาวหรือน้องสาวของคุณปานหรือเปล่า” บุปผาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่จิรดามองสาวน้อยตรงหน้าอย่างต้องการรู้คำตอบเช่นกัน เพราะแม้หล่อนและปานกมลจะเคยคบหากันมาก่อน แต่เขาก็ไม่เคยบอกอะไรมากไปกว่าเขาเป็นคนที่ไหนและประกอบอาชีพอะไร…

“หนูไม่ได้เป็นน้องสาวหรือว่าหลานสาวคุณปานหรอกค่ะ แต่หนูเป็นพี่เลี้ยงของคุณเต้ค่ะ”

“พี่เลี้ยง” จิรดาเอ่ยขึ้นพลางกวาดตามองสาวน้อยตรงหน้า

“ค่ะ แค่พี่เลี้ยง” 

‘ที่แท้ก็แค่พี่เลี้ยงเด็ก’ สาวสวยยิ้มมากขึ้นพลางกวาดตามองสาวน้อยตรงหน้าแล้วขมวดคิ้ว คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเด็กคนนี้ที่ไหน แล้ววินาทีต่อมาคิ้วโก่งงามก็เลิกขึ้นเมื่อนึกได้

“ฉันเคยเห็นเธอที่หน้าธนาคารในตลาดเมื่อวานนี้ ถ้าจำไม่ผิด” ฤทัยรัตน์สบตาอีกฝ่ายแล้วจำต้องยอมรับ

“ค่ะ เมื่อวานก่อนนุ่มไปซื้อของที่ตลาด ส่วนคุณปานทำธุระที่ธนาคารค่ะ” 

“อืม…” พึมพำในลำคอก่อนจะเหลือบตามองแม่สาวน้อยที่ทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วอีกครั้ง

“แล้ว… น้องเต้นี่เป็นลูกเต้าใครหรือจ๊ะ” ภาวนาขออย่าให้เป็นลูกของปานกมล

“คุณเต้เป็นหลานชายของคุณปานค่ะ” ฝ่ายนั้นดูจะโล่งอกและพอใจเป็นอย่างมากเมื่อได้รับคำตอบ และมันก็ทำให้หญิงสาวค่อนข้างจะแปลกใจสักเล็กน้อยในปฏิกิริยาของผู้มาเยือน…

“เชิญคุณตามสบายนะคะ หนูต้องขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ” 

คนตัวเล็กบางกล่าวขอตัวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม 

“จ้ะ ขอบใจนะจ๊ะ” ฤทัยรัตน์ยิ้มหวานให้สาวใหญ่ท่าทางใจดี ก่อนจะค้อมตัวเดินผ่านไปด้วยกิริยาชวนประทับใจ บุปผามองตามสาวน้อยก่อนจะหันมามองหลานสาวของตนแล้วต้องคลายยิ้ม เมื่ออีกฝ่ายกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยทีท่าพออกพอใจอย่างชัดเจน แม่หลานสาวตัวดีของนางกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน… 

ฤทัยรัตน์ขอตัวกลับมาทำงานก็จริง แต่เสียงรถยนต์คุ้นหูที่แล่นเข้ามาทำให้หญิงสาวต้องเปลี่ยนเส้นทาง หญิงสาวจึงหยุดรอเมื่อร่างสูงของเพื่อนรักหนุ่มหล่อทั้งสองคนค่อยๆ ชัดเจนในสายตา จนกระทั่งทั้งคู่มาหยุดอยู่ตรงหน้าและเป็นปานกมลที่เอ่ยถาม

“ใครมา” สายตาคมมองปราดไปยังรถยนต์ที่จอดนิ่งอยู่หน้าบ้านแล้วหันมาสบตากลมโตคู่สวยด้วยแววตาอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว รุตม์ขยับห่างไปนิดเพื่อลอบสังเกตปฏิกิริยาระหว่างปานกมลและฤทัยรัตน์เงียบๆ แต่สาวน้อยกลับมีสีหน้าเจื่อนลงไปนิดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมถามชื่อเสียงเรียงนามของแขกผู้มาเยือนเสียสนิท

“ขอโทษค่ะ นุ่มลืมถามไปว่าชื่ออะไร แต่นุ่มจำได้ว่าคุณปานเคยเจอเธอที่หน้าธนาคารเมื่อวานไง”

“เมื่อวาน…” คิ้วสีเข้มที่พาดเหนือลูกตาคมกว้างได้รูปสวยเลิกขึ้น สาวน้อยจึงพยักหน้าและรับคำเบาๆ 

“ค่ะ เธอบอกว่าเป็นเพื่อนคุณปาน มากับคุณป้าคนหนึ่งแล้วก็เด็กอีกคนหนึ่งค่ะ” คำรายงานของฤทัยรัตน์เกือบทำให้ปานกมลแน่ใจว่าเป็นใคร ทว่าคุณป้าและเด็กอีกคนเขาเดาไม่ออกจริงๆ

“เอาล่ะ ขอบใจมากนะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 

“ค่ะ…” เมื่อหญิงสาวหันหลังให้ สายตาของผู้ชายสองคนก็มองตามจนหายลับไปอีกมุมหนึ่งของบ้าน 

“ใครวะ” รุตม์หันมาถามเพื่อนอย่างไม่ยอมพลาดเรื่องที่ต้องการรู้…

“อยากรู้ก็ตามมา…” แล้วร่างสูงของนายแห่งปานทิพย์ฟาร์มก็เดินนำเข้าไปหาแขกไม่ได้รับเชิญที่รออยู่ด้านใน ทำเอาคนถามต้องถอนหายใจเฮือกแล้วเดินตามไปติดๆ ด้วยความอยากรู้เช่นเคย…

จังหวะการเดินที่ดังเข้าไปใกล้ทำให้คนที่นั่งรอหันมองตามสัญชาตญาณ รุตม์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อร่างบางของแขกผู้มาเยือนลุกขึ้นยิ้มหวานให้เจ้าบ้านหนุ่ม

“ปาน…” เรียกเสียงหวานก่อนจะปรี่เข้าไปให้คนที่ก้าวเนิบๆ ด้วยความดีใจพร้อมกับเกาะแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย ทำให้รุตม์ต้องมองตามพลางเลิกคิ้วนิดๆ “อุ๊ย! คุณรุตม์ ดีใจจังที่พบคุณที่นี่”

รุตม์ยิ้มให้กับสาวสวยที่เขาและเพื่อนรู้จักดีเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

“เช่นกันครับ” ดวงตาคู่สวยวาววามขึ้น เมื่อพบชายหนุ่มรูปหล่อที่เคยรู้จักในคราวเดียวกันถึงสองคน

“ไม่คิดเลยนะคะว่าจะได้มาพบพวกคุณที่นี่พร้อมกัน โชคดีจริงๆ” จิรดาส่งตาหวานให้เพื่อนหนุ่มหล่อของปานกมล รุตม์ยิ้มมุมปากก่อนจะเสมองไปอีกทางพร้อมกับบางอย่างที่เก็บไว้ในใจ 

“คุณมาถึงนานแล้วหรือ” ปานกมลเป็นเจ้าบ้านจึงต้องเอ่ยถามตามมารยาท

“ค่ะ สักพักหนึ่งแล้วละค่ะ เอ้อ! จีด้าพาคุณป้ากับเมนี่มาด้วยค่ะ” ชายหนุ่มเหลือบตามองไปยังหญิงวัยกลางคนที่มีบุคลิกน่าเคารพ เขาสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล คนรับไหวนึกชื่นชมชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมคายสองคน คาดไม่ถึงว่าบุคลิกแข็งๆ ของปานกมลจะนอบน้อมกับนางได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“สวัสดีครับ” เอ่ยพลางเหลือบตามองเด็กหญิงที่จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ พิศดูเครื่องหน้าของแม่หนูน้อยแล้วก็เดาได้ว่าคงจะเป็นบุตรสาวของจิรดาแน่นอน…

“สวัสดีจ้ะ ได้ยินชื่อมานาน วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที ไม่ผิดจากที่ได้ยินมาเลยจริงๆ” บุปผากล่าวอย่างชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้า อย่างที่นางได้ยินมาว่าเจ้าของปานทิพย์ฟาร์มทั้งหล่อและรวยสมคำร่ำลือ “ป้าพักอยู่ไปไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรหรอกค่ะ เพิ่งมาปลูกบ้านทิ้งไว้ได้สักแปดเก้าปี ไปๆ มาๆ แต่ตอนนี้คิดว่าจะย้ายมาอยู่เสียที่นี่เลย ชอบบรรยากาศเงียบสงบ อีกอย่าง ได้ยินมานานว่าที่นี่เป็นฟาร์มวัวนมที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ถ้าไม่รบกวน ป้าขอชมได้ไหมคะ” 

“ยินดีครับ แต่ว่าตอนนี้เที่ยงแล้ว เชิญคุณป้ากับคุณจีด้ารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันก่อนนะครับ” เขาเอ่ยอย่างเจ้าบ้านที่ดี เด็กหญิงที่นั่งฟังอยู่เอียงคอนิดหนึ่งแล้วเอ่ยแทรกขึ้นท่ามกลางการพูดคุยของผู้ใหญ่

“แล้วเมนี่ล่ะคะ ไม่ชวนเมนี่ด้วยเหรอ” เสียงเล็กๆ แปร่งๆ อย่างคนพูดไม่ชัดของเด็กหญิงทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหมดต้องหันไปมอง ปานกมลยิ้มให้กับสาวน้อยที่จ้องเขาตาไม่กะพริบด้วยความเอ็นดู

“ต้องด้วยสิครับ ลืมได้ไง”

“แต่คุณลุงไม่พูดชื่อเมนี่” เด็กหญิงกล่าวอย่างไม่ยอมลงให้ง่ายๆ ทำให้จิรดาต้องปรามบุตรสาว

“เมนี่อย่าเถียง… แล้วก็ไหว้คุณลุงปานกับคุณลุงรุตม์เสียสิ” 

เด็กหญิงนิ่งเฉยเมื่อถูกมารดาบังคับ ทำให้จิรดาและบุปผาต้องมองเจ้าบ้านอย่างขอลุแก่โทษ “เมนี่…”

เด็กหญิงเหลือบตาขึ้นสบตาดุๆ ของมารดาแล้วยื่นมือออกไปแทนที่จะไหว้ชายหนุ่มทั้งสอง ทำให้จิรดาและบุปผาหน้าเจื่อนลง

“เอ่อ ขอโทษนะคะ เมนี่แกไม่ค่อยรู้วัฒนธรรมเมืองไทยเท่าไรน่ะค่ะ” นางบุปผาแก้ต่าง ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองหันมองหน้ากันแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงสบตาอันอ้างว้างของเด็กน้อยแล้วให้ใจหาย… 

“ไม่เป็นไรครับ”

“เป็นสิคะ เมนี่ แม่บอกให้หนูไหว้คุณลุงไงล่ะ” จิรดาไม่ยอมให้บุตรสาวทำปั้นปึ่งต่อบุคคลที่หล่อนหมายปอง ทว่าเด็กหญิงไม่สน

“เมนี่อยากจับมือมากกว่า ได้ไหมคะ” เจ้าตัวไม่สนใจฟังคำแม่ แต่เสนอความต้องการกับเจ้าของบ้านหนุ่มแทน อีกฝ่ายก็ดีใจหายเขายิ้มอ่อนโยนให้เด็กหญิง

“ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้” ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไปจับมือเล็กๆ เขย่าเบาๆ สองสามครั้ง เรียกรอยยิ้มน้อยๆ ของคนตัวเล็กได้อย่างง่ายดาย ทำให้นางบุปผาที่นั่งลุ้นกลัวว่าหลานตัวน้อยจะออกฤทธิ์ต้องผ่อนลมหายใจลง ส่วนจิรดาได้แต่ขุ่นเคืองบุตรสาวของตนนักที่ขัดคำสั่งของหล่อนต่อหน้าปานกมล “ว่าแต่หนูเป็นลูกสาวของคุณแม่จีด้าหรือคะ”

น้ำเสียงอ่อนโยนของปานกมลที่มีต่อเด็กหญิงเรียกสายตาของทุกให้มองเขาอย่างทึ่งๆ เช่นเดียวกับคนที่ขาดความอบอุ่นมานานเมื่อพบเจอกับผู้ใหญ่ใจดีและใกล้เคียงกับคนที่ฝันหาจึงยิ้มให้อย่างพอใจ

“ค่ะ เมนี่เป็นลูกสาวของแม่จีด้า แต่เมนี่ไม่มีพ่อ”

“เมนี่!!” ทั้งบุปผาและจิรดาต่างอุทานด้วยความตกใจใบหน้าเผือดซีด ปานกมลเหลือบมองหญิงสาวอย่างเห็นใจ เช่นเดียวกับที่รู้สึกสงสารแม่หนูจับใจเช่นกัน เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยกับเด็กหญิง…

“ว่าแต่เมนี่ไม่ไปโรงเรียนหรือครับ” เด็กหญิงสบตาของผู้ใหญ่ตรงหน้าแล้วสั่นหัว

“ไม่ค่ะ เมนี่ไม่ชอบไปโรงเรียน” เสียงเล็กๆ ที่ตอบออกมาทำให้ชายหนุ่มต้องเหลือบตาขึ้นมองจิรดาและนางบุปผาเป็นเชิงถาม เพราะเกิดความแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

“เอ่อ พอดีเมนี่ไม่ค่อยคุ้นกับการเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้นค่ะ” จิรดาตอบยิ้มๆ ราวกับไม่มีอะไรผิดแปลก

“ที่อเมริกาเมนี่เรียนกับคุณครูที่บ้านค่ะ” คราวนี้มานิดาเป็นฝ่ายตอบเอง จิรดาถลึงตาใส่บุตรสาวทันทีที่เจ้าหล่อนตอบออกมา ทำให้ปานกมลต้องมองสองป้าหลานอีกครั้งด้วยสายตาที่แปลกใจมากยิ่งขึ้น 

“เอ่อ ก็แหม… อยู่ที่โน่นจีด้ามีงานต้องทำนี่คะ แล้วอีกอย่างเมนี่ก็เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ จีด้าเลยต้องจ้างคุณครูให้มาสอนแกที่บ้านแทนค่ะ แต่ว่าตอนนี้ก็ดูๆ โรงเรียนไว้เหมือนกันนะคะ”

“เมนี่ไม่ไปหรอก แม่นี่ไม่ชอบโรงเรียน” เด็กน้อยตอบกลับทันควัน ดวงหน้าเล็ก ๆ แสดงอาการดื้อดึงชัดเจนจนผู้ใหญ่ต่างฉงนไปกับปฏิกิริยานั้นเป็นทิวแถว ยกเว้นจิรดาและบุปผาที่ทราบดีว่าเป็นเพราะเหตุใด

“เมนี่…” จิรดาปรามบุตรสาวเบาๆ ทำให้เด็กหญิงก้มหน้าลง “เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ… แกแค่ชินกับการเรียนที่บ้านก็แค่นั้นเอง อีกอย่างช่วงนี้อยากให้แกปรับตัวได้กับเมืองไทยแล้วก็ภาษาก่อนค่ะ” 

จิรดารีบบอกเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดคิดว่าหล่อนไม่ยอมให้บุตรสาวได้เรียนอย่างเด็กปกติ ทั้งที่ความจริงเป็นเพราะมานิดานั้นมีปัญหาเรื่องการเข้ากับเพื่อนในวัยเดียวกันไม่ได้ ซึ่งปัญหานั้นเกิดจากการถูกเพื่อนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อหลังจากที่ออกไปเล่าเรื่องครอบครัวที่ห้อ หลังจากนั้นมานิดาก็ฝังใจจนไม่ยอมไปโรงเรียน หล่อนจึงต้องจ้างคุณครูมาสอนบุตรสาวที่บ้านตามที่บอกชายหนุ่ม แต่หากจะให้อธิบายถึงเหตุผลในตอนนี้เห็นทีจะไม่เหมาะนัก เพราะคงไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่หล่อนและบุตรสาวต้องเผชิญมากเท่าตัวหล่อนอีกแล้ว 

ปานกมลมองเห็นความอึดอัดในแววตาของทั้งคู่และคงไม่เหมาะสมหากเขาจะสัมภาษณ์แม่สาวน้อยในยามนี้ ชายหนุ่มจึงเสพูดกับเด็กหญิงเป็นการตัดบทเสีย… 

“เอาล่ะจ้ะ ไว้เราค่อยคุยกันเรื่องนี้ทีหลัง แต่ตอนนี้พวกเราไปทานข้าวกันดีกว่านะ” เขาบอกและมานิดาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ส่วนรุตม์ลอบสังเกตจิรดาอย่างเงียบๆ และครุ่นคิดถึงสิ่งที่พอจะรู้มาบ้างเกี่ยวกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยความกังวล…






ซื้ออีบุ๊กช่วงนี้ สามารถนำมาลดภาษีได้ด้วยนะคะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น