ปานฤทัย

ตอนที่ 10 : บทที่ ๓ เพื่อนเก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,523
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    19 ธ.ค. 61












ฤทัยรัตน์นั่งมองไปรอบห้องด้วยความรู้สึกไม่สบายใจนัก บนห้องนอนถูกตกแต่งงดงาม ที่สำคัญมันอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ปานกมลพักแทนที่จะเป็นชั้นล่างติดกับห้องของนางสายใจตามที่เขาเคยอ้างไว้เมื่อวานนี้ และถึงแม้จะเป็นคนละปีกกับห้องของชายหนุ่ม แต่หญิงสาวกลับมองเห็นความไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ ประการแรก หล่อนเป็นเพียงแค่คนงานธรรมดาคนหนึ่งของเขา ซึ่งเขาไม่จำเป็นสักนิดที่จะต้องต้อนรับและให้เกียรติหล่อนขนาดนี้ ประการที่สอง หล่อนกลัวคนอื่นมองชายหนุ่มในทางที่ผิด เพราะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทำเรื่องเสียหายกับหล่อนแน่นอน…

“เป็นยังไงบ้างนุ่ม ชอบไหม” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบห้องแล้วพยักหน้าตามความรู้สึก สายใจยิ้มอย่างพอใจแล้วเอ่ยขึ้น

“ห้องนี้น่ะ เมื่อก่อนเคยเปิดให้กับญาติๆ ของคุณปานมาพัก แต่หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณปานสิ้นบุญก็ถูกปิดไปเลย เพราะคุณปานตัดญาติขาดอีโต้กับญาติๆ ไปเกือบหมดแล้ว เลยไม่เคยมีใครมาพักที่นี่อีกเหมือนตอนที่คุณพ่อคุณแม่ยังอยู่…” คำบอกเล่าของสายใจทำให้หญิงสาวเกิดคำถามขึ้น

“ทำไมล่ะคะ ทำไมต้องตัดญาติ” ดวงตากลมโตที่จ้องมองนางสายใจนั้นทำให้อีกฝ่ายยิ้มมุมปาก ไม่เห็นว่าเสียหายอะไรหากจะพูดกับสาวน้อยที่มักเก็บปากเก็บคำได้รับรู้ไว้บ้าง…

“ก็ตอนที่คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณปานเธอเสียชีวิตน่ะ โอ๊ย… บรรดาญาติๆ นี่นะ หน้าสลอน เจ้ากี้เจ้าการที่หนึ่ง หนำซ้ำพอจัดงานเสร็จก็มาพูดนั่นพูดนี่ อยากจะขอส่วนแบ่ง บ้างก็อ้างว่าลำบาก บ้างก็มาขอเงินคุณปานหน้าด้านๆ คุณปานตัดความรำคาญด้วยการช่วยบ้างไม่ช่วยบ้างนะตามเห็นสมควร แต่พอมากเข้า คุณปานทนไม่ไหวก็เลยไล่ตะเพิดไปหมดเลย”

สายใจเท้าความด้วยน้ำเสียงหัวเราะกึ่งสะใจในอารมณ์ลึกๆ และฤทัยรัตน์ก็เชื่อว่าปานกมลทำเช่นนั้นได้จริงๆ เพราะจากที่ทำงานร่วมกับเขามาได้สักระยะหนึ่ง ทำให้รู้ว่าถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบยุ่งเกี่ยวหรือมีปัญหากับใคร แต่หากถูกเซ้าซี้กวนใจหรือระรานมากๆ ชายหนุ่มก็จะตัดฉับทันทีโดยไม่ปรานีเสียด้วย ไม่ว่าจะการช่วยเหลือหรือความสัมพันธ์…

“นี่ล่ะ ที่มาที่ไป ว่าทำไมที่บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง เพราะว่าเมื่อก่อนญาติๆ คุณปานเยอะมาก มาแต่ละทีนี่ยกโขยงกันมา แล้วพอกลับก็ยกโขยงกลับ เท่านั้นไม่พอ ท่านเล่น ‘ขน’ อะไรก็ตามที่พอใจกลับไปด้วย”

“ขนเลยหรือคะ” สาวน้อยทำตาโต ไม่คิดว่าจะมีคนประเภทนั้นอยู่ด้วย คนเล่าพยักหน้ายิ้มๆ เพราะรู้เห็นมาตลอด และไม่เคยพอใจเลยสักครั้ง

“ใช่ ‘ขน’ คุณปานเธอก็รู้เห็นนะ แต่พูดอะไรไม่ได้ เพราะตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ยังอยู่ คุณปานเธอรักคุณพ่อกับคุณแม่มาก เลยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่”

“พอคุณท่านทั้งสองสิ้น คุณปานก็เลยออกฤทธิ์ใช่ไหมคะ” 

สายใจสบตาสาวน้อยยิ้มๆ ขบขันกับคำว่า ‘ออกฤทธิ์’ ที่อีกฝ่ายเอ่ย

“ก็… ประมาณนั้นล่ะนะ แต่ป้าเข้าใจคุณปานนะ เพราะอยู่กันมานาน และก็เห็นใจมากด้วย ทำงานเหนื่อยอยู่คนเดียว แต่พอถึงคราวได้ก็มาแบมือขอกันให้สลอน แบบนี้ก็ไม่ไหว จริงไหมล่ะ”  

ทิ้งท้ายให้คิด ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักรับรองที่เปิดให้สาวน้อยได้พักอาศัยชั่วคราว เป็นครู่หญิงสาวจึงถอนหายใจแล้วไปหยุดริมหน้าต่างที่มองทะลุไปจนถึงฟาร์ม นึกเห็นใจชายหนุ่มไม่น้อยเช่นกัน หล่อนเองก็รู้เห็นมาโดยตลอด เขาทำงานหนัก จริงจังกับงาน ไม่วอกแวก และเด็ดขาด เขาคงทนไม่ได้แน่หากมีใครพยายามมาชุบมือเปิบในสิ่งที่เขามุมานะอย่างยากลำบาก โดยที่ไม่ได้มีส่วนช่วยหรือแม้แต่มาดูดำดูดีเลยแม้แต่น้อย…

 ด้านคนที่ถูกกล่าวถึงพาเพื่อนไปดูการทำงานของคนงาน ฝ่ายนั้นดูท่าจะพอใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นการทำงานของ     ปานกมลจนต้องออกปาก

“อิจฉานายชะมัด อยู่กับท้องทุ่ง อยู่กับธรรมชาติ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน เป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของสังคมเมืองโดยสิ้นเชิง…” คนถูกอิจฉาเหลือบตามองคนกล่าวยิ้มๆ ขณะยืนเกาะคอกวัวซึ่งมีคนงานกำลังดูแลให้อาหาร 

“มันก็ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะถึงแม้ฉันจะเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของคนเมือง แต่ฉันก็ยังต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อยู่ในกฎเกณฑ์ของการค้า กฎหมาย และยังต้องตั้งกฎให้ตัวเองและลูกน้องปฏิบัติตามเหมือนกัน เพราะถ้าคนเราไม่มีกฎเป็นไกด์นำทางเอาซะเลย ชีวิตก็คงสะเปะสะปะพอดู เรียกว่า ไม่เป็นไปตามทางที่คิดไว้ ถ้าไม่รู้จักการวางแผนที่ดี” 

คนเป็นนักธุรกิจหันมามองคนพูดด้วยสายตาทึ่งจัด ยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดไม่ผิดนักแต่ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นชาในน้ำเสียงของคนพูด ก่อนจะเมินไปยังคอกวัวด้านหน้าแล้วถอนใจ 

“ถูกของนาย แต่นายรู้ตัวหรือเปล่า… ว่านับวันยิ่งเย็นชา” 

เขาเอ่ยขึ้นคล้ายปรารภ แต่คนข้างๆ กลับเลิกคิ้วนิดๆ

“ตรงไหน ฉันก็เป็นฉันแบบนี้มานานแล้ว”

“ก็เพราะเป็นแบบนี้ไง ถึงได้ไม่มีเมียสักที ถามจริงเถอะ นอกจากคุณเปรมแล้วนายคิดมองใครเผื่อไว้บ้างหรือเปล่าวะ” คนถูกถามถอนหายใจพรืด พลางสั่นหน้าราวกับระอา

“ทีนายยังเลิกกับคุณชุเลยนี่นา แล้วมาคาดคั้นเอาอะไรกับฉัน” คนถูกตอกกลับถึงกลับสะอึก ก่อนจะเมินหน้ากลับไปที่เดิม

“ที่เลิก… เพราะมันไม่รู้จะไปต่อยังไง ไม่ได้เลิกเพราะเบื่อหน่ายชีวิตคู่ แต่บางทีชีวิตคู่ก็ทำให้เราเหนื่อยหน่ายกับชีวิต แต่ที่บอกเนี่ย ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่มีเมียอีกนะ” เขาพูดติดตลก ทว่ากลับถูกเพื่อนปรายตามองอย่างรู้ทัน

“ก่อนเลิกกับคุณชุ นายน่าจะพาเธอมาปรับความเข้าใจกันที่นี่นะ อากาศดีๆ บางทีจะทำให้นายกับเธอเข้าใจกันได้อีกครั้ง” 

เขาแนะนำขณะมองลูกวัวดูดนมจากขวดที่คนงานกำลังป้อน รุตม์หันมามองเพื่อนแวบหนึ่งแล้วสั่นหน้า 

“ฉันพยายามแล้ว แต่เราพูดกันไม่รู้เรื่องเลย อีกอย่างชุเป็นคนตัดสินใจขอเลิกกับฉันเอง” เขาเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายทำใจ “แล้วฉัน… ก็เคยบอกเธอว่าหากวันไหนเธออยากไปจากฉันเมื่อไร ฉันจะหย่าให้”

“หึหึ…” ปานกมลหัวเราะในลำคอ เขาไม่ได้ขำ แต่กำลังสมน้ำหน้าเพื่อนต่างหาก ไอ้คนไม่รู้ใจตัวเอง! “ฉันว่าที่เธอขอเลิกกับนายเป็นเพราะเหตุผลอื่นมากกว่า ไม่ใช่เพราะเธออยากไปจากนายหรอก”

“หมายความว่าไง” ปานกมลสบตาอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะหันหน้าหนีแล้วโคลงศีรษะ

“ก็นายบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าแต่งกับเธอเพราะแค่รับผิดชอบ และจะไม่ยุ่งกับเธออีกถึงจะแต่งงานกันแล้วก็เถอะ”

“ก็แล้วไง”

“ฉันเห็นคุณชุเธอพยายามเอาใจนายอยู่นะ แล้วนายก็ทำเล่นตัว ไม่พอใจที่เธอยุ่งวุ่นวาย ฉันว่าเพราะแบบนี้นั่นแหละที่เขาคงเหนื่อยจะเอาใจนาย คงทนไม่ไหวเพราะนายไม่ไยดี ก็เลยขอเลิกซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ที่สำคัญนายเองก็มีกิ๊กเยอะแยะจะตายไป” 

เขาว่าเข้านั่น ทำให้คนฟังอึ้งไปนาน พลางคิดทบทวนหลายอย่างที่เพื่อนพูด มันก็จริง เขาไม่เคยดูแลชุลีเหมือนที่สามีคนหนึ่งพึงดูแลภรรยา มีแต่หล่อนเท่านั้นที่คอยเอาใจใส่เขา แล้วมันก็ทำให้เขาค่อนข้างจะรำคาญเสียเป็นส่วนใหญ่ จนมาระยะหลังนี่เองที่ชุลีเริ่มห่างจากเขา และจนในที่สุดวันหนึ่งก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เมื่อชุลีเข้ามาขอหย่ากับเขาจนถึงห้องทำงาน…

รุตม์ถอนหายใจเฮือก ไม่อยากคิดให้ปวดหัว และไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมต้องมานั่งคิดถึงเรื่องเก่าๆ คนเก่าๆ ทั้งที่เขาเองไม่ใช่หรือที่โหยหาอิสรภาพมาโดยตลอด…

“ช่างมันเถอะ อย่างที่นายเคยว่า มันจบแล้ว…” เสียงนั้นแผ่วเบา ไร้ความหนักแน่นอย่างที่ควรจะเป็น และปานกมลก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายเพิ่งรู้ใจตัวเองไม่นานมานี้ หรืออาจจะเพิ่งรู้ก็เมื่อครู่นี้ แต่เมื่อรู้ สิ่งมีค่าที่ควรรักษาก็ได้หลุดลอยออกจากมือไปแล้ว…


อาหารเย็นถูกตั้งโต๊ะเรียบร้อยเมื่อร่างสูงของบุรุษวัยเดียวกันสองคนเดินเข้ามาพร้อมเสียงพูดคุยเป็นระยะ 

“เย็นนี้ฉันบอกให้ป้าใจทำกับข้าวที่นายชอบ แต่ไม่รู้จะถูกปากหรือเปล่านะ” ปานกมลเปรย แขกผู้มาเยือนยิ้มอย่างถูกใจ

“ต้องถูกปากสิวะ ป้าใจทำอะไรก็อร่อยไปหมดนั่นแหละ” 

เขาเอ่ยตามความจริง ขณะที่สายใจหันมาเห็นพอดี

“มากันแล้ว เชิญค่ะคุณปานคุณรุตม์ ไปเที่ยวมาสนุกไหมคะ” สายใจซึ่งกำลังดูแลความเรียบร้อยเป็นอย่างสุดท้ายเอ่ยทักเมื่อเจ้านายหนุ่มและเพื่อนของเขาเดินเข้ามาพร้อมกัน 

“สนุกครับป้าใจ บรรยากาศสดชื่น” รุตม์กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ถูกใจคนแก่อย่างสายใจไม่น้อย พลางนึกชื่นชมชายหนุ่มทั้งสองที่มีบุคลิกโดดเด่นกินกันไม่ลง แต่ปานกมลที่ไม่ได้สนใจคำสนทนาของทั้งสองเพราะมัวกวาดตามองหาใครอีกคน

“ป้าใจ นุ่มไปไหน ทำไมไม่ลงมากินข้าวพร้อมกัน” สายใจนิ่งอึ้งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะอนุญาตให้ฤทัยรัตน์ร่วมโต๊ะอาหารด้วยจึงก่อนอ้อมแอ้มตอบออกไป

“ตายจริง ป้าไม่รู้ว่าคุณปานอนุญาตให้เจ้านุ่มร่วมโต๊ะด้วย” 

คิ้วหนาขมวดมุ่น มองคนตอบเหมือนไม่เคยเห็น

“แล้วทำไมป้าใจถึงต้องคิดแบบนั้นด้วยล่ะครับ นุ่มมาอยู่บ้านเรา ก็เหมือนกับเป็นคนในบ้าน มีสิทธิ์ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันอยู่แล้ว” สายใจเลยได้แต่ทำหน้าเจื่อน

“ป้าขอโทษนะคะ แต่วันนี้เจ้านุ่มทานแล้วค่ะ ทานในครัวเมื่อเย็นนี้พร้อมกับน้องเต้ ตอนนี้ก็คงอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยกันนั่นแหละค่ะ” ตอบอย่างรู้สึกผิด ปานกมลจึงถอนหายใจเบาๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้เจอนุ่มผมจะบอกเรื่องนี้กับเธอเอง” รุตม์หันมามองเพื่อนแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปถามแม่บ้าน 

“ปกติน้องเต้ทานข้าวแต่เย็นเลยหรือครับ” สายใจตักข้าวใส่จานคนถามแล้วเหลือบตามองนายจ้างแวบหนึ่งก่อนตอบ

“บางครั้งค่ะ วันนี้น้องเต้หิวเร็วกว่าปกติ ก็เลยชวนพี่นุ่มทานพร้อมกันเลย” รุตม์ปรายตามองเพื่อนที่นั่งหน้าขรึมขณะที่สายใจเลี่ยงไปตักข้าวให้อีกฝ่ายยิ้มๆ

“น่าเสียดายนะครับ วันนี้เลยไม่ได้ทานข้าวด้วยกันเลย แต่ไม่เป็นไร ผมยังอยู่อีกสองวัน พรุ่งนี้เช้าค่อยทานพร้อมกันก็ได้…” 

เอ่ยพลางตักกับข้าวใส่จาน ปานกมลถอนหายใจยาว จะว่าไปเขายังไม่ได้คุยกับหล่อนเป็นกิจจะลักษณะเลยนี่นะ จะโกรธใครก็คงไม่ถูก อีกอย่างฤทัยรัตน์เป็นเด็กสาวเจียมเนื้อเจียมตัว การที่จะให้หล่อนมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อในโต๊ะอาหารพร้อมเจ้านายตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่คงไม่ใช่วิสัยของหล่อน…

รุตม์มองแม่บ้านที่เดินหายไปอย่างรู้หน้าที่ก็หันมาหัวเราะเบาๆ กับเพื่อน และไม่วายกระเซ้าทีเล่นทีจริง

“ไม่เห็นต้องอารมณ์เสียเลย หรือเข้าตำราไม่เห็นหน้าเจ้ากินข้าวไม่ลงวะ” ปานกมลทำหน้าขรึม แต่รุตม์กลับยิ้มขัน “แต่อย่างว่า ผู้ชายเราทำงานมาเหนื่อยๆ ถ้าไม่เห็นหน้าหวานๆ จิ้มลิ้มๆ นั่งอยู่ด้วยนี่ อาหารกร่อยลงไปเยอะเนอะ” 

เขามองเพื่อนตักข้าวใส่ปากอย่างเสียไม่ได้ด้วยความรู้สึกขบขัน คนถูกแซวเหลือบตาขุ่นมองเพื่อนอย่างคาดโทษ

“นุ่มเป็นลูกจ้างฉันก็จริง แต่เธอก็ควรถูกให้เกียรติด้วยในฐานะพี่เลี้ยงของน้องเต้ อีกอย่างฉันไม่ต้องการให้นุ่มคิดมาก แกไม่รู้จักเด็กคนนี้ เธอเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว บางทีก็มากเกินไปจนดูขลาดกลัวไปซะทุกเรื่อง ฉันต้องการฝึกนุ่มให้รู้จักการวางตัวบนโต๊ะอาหาร โตขึ้นจะได้ไม่ขายหน้าหากต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก”

“วางตัวแบบไหนวะ อืมหรือว่า…” คนทะลึ่งทำท่าครุ่นคิด พลางหลับตาพริ้มนึกถึงการวางตัวแบบที่เขาเคยจับสาวๆ วางมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งบนเตียง บนโต๊ะ บนเก้าอี้…

“ไอ้ทะลึ่ง! อย่าเชียว อย่าคิดแบบนั้นกับเด็กของฉันเด็ดขาด!” คนกำลังเคลิ้มฝันลืมตาโพลง เมื่อคนตรงข้ามเอ่ยเสียงเข้ม ทั้งยังทำหน้าขรึมเสียจนงอเง้าไปหมด ที่สำคัญ คำว่า ‘เด็กของฉัน’ ฟังแล้วรู้สึกแปร่งหูชอบพิกล…

เด็กของฉันเชียวเรอะ แหม… รีบประกาศสิทธิ์เลยนะ” 

คนถูกแหย่จ้องตาคนขยันกวนประสาทอย่างจริงจัง

“ฉันจะบอกนายว่า คนอยู่บ้านเดียวกันแล้ว ก็ควรร่วมโต๊ะกินข้าวพร้อมกัน คนทำงานอย่างฉันพอมีเวลาจะพูดคุยได้มากสักหน่อยก็บนโต๊ะอาหารนี่แหละ อย่าคิดทะลึ่งเชียว” เขาปรามเพื่อนเสียงเข้ม หากอีกฝ่ายส่ายหน้าหวือ กับความอืดอื้อของเพื่อน ที่เข็นเท่าไรก็เข็นไม่ขึ้น เขาแค่อยากให้อีกฝ่ายคลายเครียดแต่เหมือนกลับยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีกเท่าตัว

“เฮ้อ นายนี่มันไร้อารมณ์ขันสิ้นดี ฉันก็แค่พูดเล่น ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังสักหน่อย เอาเป็นว่าไม่เคยได้ยินที่ฉันพูดก็แล้วกัน กินข้าวเหอะ อิ่มแล้วจะได้แยกย้าย” รุตม์ตัดบทเสีย เพราะขี้เกียจนั่งร่วมโต๊ะอาหารพร้อมกับหน้างอๆ ของปานกมล อีกฝ่ายมองเพื่อนแล้วถอนหายใจยาว เขาไม่อยากให้รุตม์คิดแบบนั้น ไม่ว่าจะล้อเล่นหรือจริงจัง เพราะไม่มีทางเป็นไปได้เลยไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม…









ซื้ออีบุ๊กช่วงนี้ สามารถนำมาลดภาษีได้ด้วยนะคะ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น