หนามรักสนิมใจ

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,836
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    7 พ.ย. 62








บทนำ



แลนด์โรเวอร์สีดำคันหรูแล่นเลียบไปตามถนนลาดยาง นัยน์ตาคมกริบภายใต้เรย์แบนกรอบทองมองไปเบื้องหน้าโดยไม่วอกแวก อีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงบ้านคุณมาลัย หญิงวัยหกสิบห้าปี ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ และเป็นคนเดียวที่ทำให้เขาต้องดั้นด้นเดินทางมาถึงจังหวัดราชบุรี...

มนรัตน์ เกียรติไกรศร ถอนใจยาวเหยียด เขาไม่เคยคิดจะกลับมาที่นี่อีก กระทั่งได้รับคำสั่งสายฟ้าแลบชนิดตัดขาด ผีไม่ต้องเผาหากเขาไม่กลับมา...

รถยนต์เลี้ยวลดไปตามทางที่แยกตัวมาจากถนนสายหลัก สองข้างทางคือทุ่งกว้างที่เว้นว่างจากการเก็บเกี่ยวและสุดปลายทางคือเรือนไทยหลังโต สภาพยังคงดูดีเสมอเพราะเพิ่งปลูกสร้างไม่เกินสิบปีตั้งเด่นเป็นสง่า ล้อมรอบด้วยเรือกสวนไร่นาและพันธุ์ไม้นานาชนิด บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์...

เสียงรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณลานกว้างทำให้เด็กผมจุกอายุอานามคงไม่เกินห้าขวบที่กำลังนั่นเล่นกันกับเด็กผู้หญิงอีกคนบนเสื่อทอมือใต้ร่มมะม่วงหันมอง และเมื่อร่างสูงใหญ่เจ้าของรถสวยเปิดประตูออกมา เจ้าหนูหัวจุกก็ผุดลุก ก่อนจะชะเง้อเมียงมองสลับกับหันไปด้านหลังแล้วหันมาจ้องมองชายหนุ่มอีกครั้ง

“คุณป้ามาลัยอยู่หรือเปล่า” 

เจ้าหนูมองคนที่มาหยุดมองตัวเองก่อนจะพยักหน้า

“อยู่ครับ อยู่บนเรือน” 

มนรัตน์ยิ้มให้เด็กน้อยยกมือขึ้นเขย่าศีรษะเด็กชายเบาๆ และหันมองเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเป็นครู่ 

“ขอบใจ ชื่ออะไรเรา?”

“ชื่อพลับ คนนี้ชื่อมะเหมี่ยว” หันไปยังเพื่อนเล่นตัวน้อยที่ลุกยืนด้านหลัง ชายหนุ่มมองตามแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู

“พลับลูกแม่พรรณใช่ไหม”

“ใช่ฮะ” เด็กหัวจุกยิ้มกว้าง ทำให้มนรัตน์ต้องยิ้มตาม เขาจำได้แล้ว...

“ยินดีที่ได้รู้จักนะพลับ มะเหมี่ยว ฉันเป็นหลานคุณป้า ขอขึ้นไปหาสักหน่อยได้ไหม”

เจ้าหัวจุกพยักหน้า ยิ้มจนเห็นฟันหลอ

“เดี๋ยวหนูพาไป” พลับหันไปจูงมือมะเหมี่ยวแล้วเดินนำ มนรัตน์ตรงไปยังบันได ชายหนุ่มถอดรองเท้าก้าวขึ้นข้างบน เขาหยุดกลางชานบ้าน กวาดตามองไปรอบๆ แล้วผ่อนลมหายใจยาว นานเหลือเกินที่ไม่ได้เหยียบมาที่นี่ ห้าปีแล้วกระมัง...

เสียงกระดานลั่นออดแอดทำให้คนที่นอนบนเตียงกว้าง ในมือมีผ้าเนื้อดี ขึงตึงด้วยกระดึงทองเหลือง ปักด้วยด้ายสีสดงดงามโดยเจ้าของห้องที่หันไปยังประตู ข้างเตียงมีแพรวพรรณหลานสาวอีกคนที่มีหน้าที่ดูแลท่าน คุณมาลัยมองรอดแว่นแล้วเปรย

“เสียงใครเดิน...” 

แพรวพรรณเงยหน้าขึ้นจากผ้าที่กำลังปัก ซึ่งไม่ทันได้อ้าปากพูดเสียงเรียกและเคาะประตูจากด้านนอกก็ดังเข้ามา

“แม่จ๋า ยายจ๋า มีคนมาหา...” 

คุณมาลัยขมวดคิ้วมุ่น เช่นเดียวกับแพรวพรรณที่สบตาท่านก่อนจะลุกตรงไปยังประตูบานสูง

แอ๊ด...

เมื่อประตูเปิดกว้าง แพรวพรรณก็ถึงกับเบิกตา ริมฝีปากอิ่มขยับยิ้มอย่างยินดี

“พี่มน... คุณป้าขา พี่มนค่ะ พี่มนมาแล้ว” แพรวพรรณหันไปบอกกับคุณมาลัยด้วยสีหน้ายินดี ฝ่ายนั้นชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังประตูพร้อมๆ กับที่ร่างสูงสง่ากว่าแต่ก่อนของหลานชายคนโปรดกำลังก้าวเข้ามา...

“สวัสดีครับคุณป้า...” มนรัตน์ยกมือไหว้ผู้เป็นป้า ใบหน้าคมคายงดงามระบายยิ้มบางๆ คุณมาลัยขยับตัวนั่งตรง ริมฝีปากสีซีดอย่างคนอายุมากสั่นระริก 

“มน... มานี่ มาหาป้า” ท่านกวักมือเรียกหลานชาย ฝ่ายนั้นจึงสืบเท้าเข้าไปนั่งข้าง “หลานป้ากลับมาแล้ว”

คุณมาลัยโอบกอดหลานรักด้วยความรักและคิดถึงสุดหัวใจ แพรวพรรณที่ยืนห่างออกไปมองสองป้าหลานด้วยรอยยิ้มยินดี น้ำตาซึม สองมือโอบไหล่ลูกชายและเด็กหญิง...

“ป้าคิดว่าหลานจะไม่มาหาป้าอีกแล้ว” คุณมาลัยบอกพลางใช้ฝ่ามือลูบไปตามใบหน้าคมคายและเนื้อตัวของหลานรัก สายตายังดีกวาดมองเขาด้วยความรักและชื่นชมสุดหัวใจ มนรัตน์เห็นแววตาของท่านแล้วหลุบลง รู้สึกเสียใจที่ทิ้งท่านไปเสียนาน

“ผมกลับมาแล้วครับ คุณป้ายังแข็งแรงดีอยู่เลยนะครับ” เขาเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์อาวรณ์ เลยถูกผู้เป็นป้าค้อนขวับ

“เชอะ... ใจคอหลานจะรอให้ป้าใกล้ตายหรือไงถึงค่อยมา นี่ถ้าป้าไม่ยื่นคำขาดมนก็คงไม่มาหาป้าสินะ” คุณมาลัยเปรยด้วยความน้อยใจแล้วเบื้อนหน้าไปอีกทาง ทำให้หลานรักอย่างมนรัตน์ต้องผ่อนลมหายใจยาว เขาหันไปมองน้องสาวต่างบิดามารดาแวบหนึ่ง ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มให้เขา

“โธ่... คุณป้าครับ”

“ใช่ไหมเล่า จะมาตอนป้าตายไปแล้วใช่ไหม ทำไมนะมน ทำไมถึงยังไม่ลืมแม่คน...” คุณมาลัยนิ่งเงียบขณะที่  มนรัตน์มีสีหน้าเข้มขึ้น แพรวพรรณที่ยืนอยู่ก็เกร็งตามไป พลางหลุบตามองเด็กหญิงตัวน้อยอายุสี่ขวบที่เงยหน้าขึ้นมองหล่อนอย่างไม่เข้าใจอะไรนักเช่นกัน

“แม่พรรณ!” แพรวพรรณเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นป้า “พาเด็กๆ ออกไปข้างนอก ป้ามีเรื่องอยากจะคุยกับตามนตามลำพัง”

“ค่ะคุณป้า”

ทั้งมนรัตน์และคุณมาลัยมองตามจนแพรวพรรณพาเด็กๆ ออกไปจนหมด จึงหันกลับมาสบตากัน

“ป้าอยากให้มนลืมเรื่องเก่าๆ ไปเสีย” 

คำพูดของคุณมาลัยทำให้ชายหนุ่มขยับตัวลงมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง เขาถอนใจแผ่วเบา ดวงตาเหม่อมองอออกไปยังหน้าต่างบานสูง ทำให้ผู้เป็นป้าต้องถอนใจตาม ท่านรู้ดีว่าเหตุใดหลานรักคนนี้จึงทำตัวเหมือนล้มหายตายจาก ไม่อยากกลับมาเหยียบที่แห่งนี้อีก...

“ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก ถ้าคุณป้าจะเห็นแก่ผม อย่าพูดถึงอีก” บอกพลางสบตาด้วยแววตาจริงจังและนิ่งขรึม ทำให้ผู้เป็นป้าถึงถอนใจเฮือก ก่อนพยักหน้ายอมรับ

“ตกลง ป้าจะไม่พูดถึงอีก ว่าแต่มนจะมาค้างกี่คืนจ๊ะ” 

เอ่ยถามยิ้มๆ เปลี่ยนเรื่องได้ทันทีเช่นกัน ทำให้อีกฝ่ายผ่อนลมหายใจแล้วตอบท่านด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนลง

“ก็คงค้างได้แค่สามคืนครับ เพราะวันจันทร์ผมต้องกลับไปทำงาน มีซ้อมแข่งรถด้วย”

“อ้าว ไม่ลาสักอาทิตย์หรอกหรือ” คุณมาลัยทำสุ้มเสียงเสียดาย  มนรัตน์จึงขยับเข้าใกล้ แล้วกุมมือที่เริ่มเหี่ยวย่นของอีกฝ่ายไว้อย่างปลอบใจ

“เอาไว้คราวหน้าผมจะลางานให้นานแล้วมาอยู่กับคุณป้าสักอาทิตย์ก็แล้วกันนะครับ”

“จริงนะลูก” คุณมาลัยถามย้ำ ดวงตาเป็นประกายยินดี  

“มนต้องสัญญากับป้านะ” 

ขอคำสัญญาเพราะกลัวหลานชายจะพูดให้ดีใจ แต่เมื่อถึงเวลากลับเบี้ยว ไม่ยอมมาเหมือนครั้งก่อน...

“จริงสิครับ คราวนี้ผมสัญญา...” 

คุณมาลัยสบตาหลานชายอย่างค้นคว้า แต่เมื่อเห็นความหนักแน่นและจริงใจจากมนรัตน์จึงยิ้มออกมาได้ ชายหนุ่มค่อยโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่คาดคั้น คุยกันได้อีกพักใหญ่คุณมาลัยก็ร้องเรียกคนในบ้านให้มาจัดห้องให้เขา ไม่นานนักนางแย้มคนสนิทของท่านก็เข้ามาและจัดการเรื่องห้องพักซึ่งก็คือห้องเดิมที่เขาเคยใช้เมื่อสมัยยังเยาว์ 

มนรัตน์รอจนคุณมาลัยหลับ จึงออกจากห้องของท่าน แล้วลงไปหาน้องสาวกับหลานชาย

“อ้าวพี่มน” แพรวพรรณหันไปทักพี่ชายที่เดินยิ้มเข้ามา ชายหนุ่มนั่งลงข้างหลานชายก่อนจะมองมายังเด็กหญิงตัวน้อย

“นั่นลูกสาวใคร ลูกพรรณหรือเปล่า” เขาถาม ตาจ้องมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกเอ็นดูประหลาด แพรวพรรณมองตาม พลางยิ้มและส่ายหน้า

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ลูกสาวเพื่อนรุ่นน้องน่ะ พรรณไปรับมาค้าง แม่ของแกขายของวุ่นๆ ที่ตลาดน้ำ เปิดร้านขายของฝากน่ะค่ะ”

“อ้อ...” เขามองเด็กหญิงที่ก้มหน้าก้มตากินขนมตาลด้วยสายตาเอ็นดู แพรวพรรณมองพี่ชายแล้วลอบผ่อนลมหายใจ ก่อนจะหันไปยังลูกชายของตน

“เอ๊ะ น้องพลับ สวัสดีคุณลุงหรือยังจ๊ะ”

คนถูกทักเงยหน้าจากขนมแล้วยิ้มเห็นฟันหลอ ก่อนส่ายหน้าพร้อมยกมือเล็กๆ ของแกขึ้นกระพุ่มไหว้ 

“หวัดดีฮะ”

แพรวพรรณค้อนลูกชายพร้อมกับส่ายหน้ายิ้มๆ ขณะที่ มนรัตน์หัวเราะเบาๆ เอื้อมมือลูบศีรษะน้อย

“จำได้ เห็นเค้าหน้าก็ว่าคุ้นอยู่ เหมือนแม่ซะขนาดนี้” 

“ห้าขวบแล้วละ ดีที่ไม่ดื้อ ไม่ซน ดูแลน้องได้ ส่วนคนนี้สี่ขวบ” แพรวพรรณลูบศีรษะของมะเหมี่ยว สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความรักใคร่ระคนสงสาร ชายหนุ่มมองน้องสาวด้วยความแปลกใจ ก่อนเอ่ยถามถึงสามีของหล่อน 

“พี่เชิดล่ะ”

“ไปโรงเรียนค่ะ” แพรวพรรณกล่าวถึงสามีที่เป็นครูอยู่โรงเรียนประถมในเมือง มนรัตน์หันมองเด็กหญิงที่เงยมองหน้าเขาแล้วก้มลงพลางถามยิ้มๆ

“หนูชื่อมะเหมี่ยวใช่ไหมคะ” ถามพลางจ้องมองอย่างไม่คลาด ทำให้แพรวพรรณใจเต้นแรง เด็กน้อยเงยหน้ามองแล้วหันไปสบตาคุณป้าเพื่อนคุณแม่

“ตอบสิจ๊ะ คุณลุงถามแน่ะ แล้วก็ไหว้คุณลุงสวยๆ เสียด้วยสิจ๊ะมะเหมี่ยว”

เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตและดำขลับราวเม็ดลำใยจ้องมองมนรัตน์ ก่อนบอกเสียงเล็กว่า

“หนูชื่อม่าเหมี่ยวค่ะ ลูกแม่...”

แพรวพรรณตระครุบหลานเข้าไปกอด พร้อมบอกด้วยน้ำเสียงรัวเร็วว่า

“เอ่อ พรรณว่าพี่มนน่าจะไปดูหลังบ้านนะคะ อากาศดีมากเลย มะม่วงที่พี่มนปลูกเอาไว้ต้นโต๊โตค่ะ ให้ลูกดกทุกปีเลย”

มนรัตน์ขมวดคิ้ว เมื่อน้องสาวทะลุกลางป้อง มิหนำซ้ำยังทำท่าแปลกๆ ลุกลี้ลุกลนชอบกล แต่ก็พยักหน้าไม่ขัดแย้งใดๆ ทำให้แพรวพรรณลอบถอนใจโล่งอก

“เอาสิ ไปดูสักหน่อยก็ดี ป่านนี้คงต้นใหญ่เหมือนเธอว่า” เขาพูดพลางยืนเต็มความสูง ซึ่งก็ทำให้แพรวพรรณมองตามด้วยสายตาชื่นชม ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าเติบโตขึ้นมนรัตน์จะต้องรูปงาม แล้วก็จริงเขารูปงาม และสง่าทุกส่วนทุกท่วงท่าทั้งบุคลิกและรูปร่างหน้าตา

ชายหนุ่มมองเด็กน้อยที่เขาถูกชะตาก่อนจะยอบตัวลงนั่งบนส้น แล้วเอ่ยถามคนตัวน้อยที่นั่งห้อยขาบนแคร่เตี้ยๆ ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอ่อนโยนนัก

“ไปด้วยกันไหมคะ เดี๋ยวคุณลุงจะพาไปดูมะม่วงหลังบ้าน”

แม่หนูมะเหมี่ยวเงยหน้ามองคุณป้าก่อนมองชายหนุ่มแปลกหน้าแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ

“หนูไม่รู้ ต้องถามแม่ก่อน” 

คำตอบจากเสียงเล็กๆ ทำให้มนรัตน์ถึงกับเงยหน้าขึ้นไปหัวเราะกับน้องสาวที่ยิ้มอย่างเอ็นดูทันที

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ไปได้ คุณแม่อนุญาตอยู่แล้ว คุณป้าก็อนุญาตนะจ๊ะ” 

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เมื่อแม่หนูน้อยมองเขานิ่งๆ ก่อนจะรวบอุ้มร่างเล็กขึ้นแนบอกแล้วหันไปจูงมือน้อยของพลับ พากันเดินไปยังท้ายบ้าน

ต้นมะม่วงยืนต้นโต ใบเขียวเป็นพุ่มตามกิ่งก้าน ให้ร่มเงากว้างขวางพอจะนำแคร่มาวางเอาไว้นอนเล่น...

“ต้นใหญ่จริงด้วย มีลูกเต็มต้น อยากได้ไหมมะเหมี่ยว เอาไปฝากคุณแม่ไง เอาไหม” เขาก้มลงถามเด็กหญิงในอ้อมแขน แม่หนูน้อยมองคนถามที่ยิ้มให้แล้วส่ายหน้า

“แม่ไม่ให้รับของคนแปลกหน้า” 

มนรัตน์หันมองน้องสาวอย่างนึกทึ่ง นึกอยู่ในใจว่าแม่คงสอนมาดี เขาคิดยิ้มๆ แพรวพรรณจึงต้องบอกออกมาว่า

“ไม่ใช่คนแปลกหน้าหรอกจ้ะ คุณลุงรู้จักกับป้าดี”

“ใช่ เรารู้จักกันดี เป็นอันว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้ว ตกลงนะ เดี๋ยวลุงจะเก็บให้ แล้วมะเหมี่ยวเอาไปฝากคุณแม่”

“ก็ได้ค่ะ” เด็กหญิงถูกปล่อยลงบนพื้น ขณะที่ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินจางพับแขนสอดชายเสื้อเอาไว้ในกางเกงยีนสีเข้มก้าวไปใต้ต้น ความดกเป็นพุ่มพวงและห้อยต่ำของมะม่วงทำให้มนรัตน์ไม่ต้องเปลืองแรงแค่เอื้อมมือก็ปลิดออกมาเป็นพวง ก่อนจะเดินกลับไปหาแม่หนูน้อยแล้วใช้อีกมือช้อนอุ้มเด็กหญิง 

“เอาไปให้คุณแม่นะ” แม่หนูพยักหน้า มนรัตน์เลยยิ้ม รู้สึกสบายใจก่อนจะก้าวออกไปเบื้องหน้า สิ้นสุดอาณาเขตของคุณมาลัยเป็นท้องทุ่งนาที่พักการทำเอาไว้ 

เขาสูดลมหายใจยาวเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ความจริงคุณมาลัยและเขาไม่ใช่คนในพื้นที่ ทว่าบิดาของเขาและคุณมาลัยที่มาทำธุระแถวนี้ได้พบกับที่นาผืนงามและเจ้าของกำลังร้อนเงินจึงซื้อไว้ ไม่นานหลังจากนั้น คุณมาลัยจึงตัดสินใจย้ายตัวออกจากความวุ่นวายในเมืองหลวง มาตั้งรกรากบนที่แห่งนี้แทน ส่วนตัวเขานั้น เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุ จึงตามท่านมาอยู่ที่นี่ เงินทองที่บิดาและมารดาเก็บไว้ให้ไม่ทำให้เขาลำบากเลยสักนิด เพราะรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนจากหลายบริษัททำให้มีเงินปันผลและเก็บมากมาย ลูกชายคนเดียวเช่นมนรัตน์จึงสบายไปสิบอย่าง 

ชายหนุ่มศึกษาจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก จึงเข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร เรียนจบจึงเข้าทำงานกับบริษัทชื่อดังซึ่งเกี่ยวกับเครื่องยนต์ต่างๆ เพราะจบด้านนี้โดยตรง มีบริษัทหลายแห่งต้องการตัวเขาเพราะรางวัลมากมายที่ได้รับและการันตีความสามารถ ก่อนย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศชายหนุ่มทำอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ลาออกกลับมาเมืองไทย และตั้งบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของตนเองรวมกับเพื่อนสนิทอีกสองคน นอกจากจะเป็นนักธุรกิจจำหน่ายรถยนต์นำเข้า อีกภาคหนึ่งเขาคือนักซิ่งสุดหล่อคนดัง ไม่ว่าจะลงแข่งรายการไหนต้องมีรางวัลติดมือกลับมาทุกครั้ง และปัจจุบันเขาคือนักแข่งรถยนต์ทางเรียบที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักแข่งรถยนต์ของเมืองไทยและกำลังไปไกลถึงระดับโลก

ชายหนุ่มถอนใจเฮือก เมื่อคิดถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และคงไม่กลับมาเยือนอีกเหมือนที่คุณมาลัยว่าหากท่านไม่ยื่นคำขาด เพราะใครคนหนึ่งที่ทำเขาเจ็บช้ำใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน จนไม่คิดพบหน้าอีกในชีวิตนี้...   





หนามรักสนิมใจโหลดอีบุ๊กได้แล้วนะคะ 



หากสนใจอ่านฉบับเต็ม สามารถโลหดอีบุ๊กได้ที่ เมพและไฮเทคส์นะคะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น