ฟิค Stucky งาน #SSparty2017

ตอนที่ 2 : ตัวอย่างฟิค Stucky - All of me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    8 ก.ค. 60


You're my downfall, you're my muse

My worst distraction, my rhythm and blues

คุณคือความพังพินาศย่อยยับของผม เป็นเทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ

เป็นความคลุ้มคลั่งอันเหลือร้ายและทำนองเพลง R&B ของผม…

 

               ลอนดอน ธันวาคม 2015

               สภาพอากาศย่ำแย่ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้พื้นถนนทั่วกรุงลอนดอนปกคลุมไปด้วยหิมะ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนประสบช่วงเวลายากลำบาก หากก็เลวร้ายได้ไม่เท่าครึ่งหนึ่งของผู้คนซึ่งอาศัยข้างถนนทั่วมหานครเป็น บ้าน

               นาฬิกาในร้านค้าข้างทางบอกว่านี่เข้าช่วงสายของวันแล้ว ทว่าพระอาทิตย์ขี้อายก็ยังหลบซ่อนตัวเองอยู่เบื้องหลังก้อนเมฆทะมึน พาบรรยากาศทั่วกรุงลอนดอนอึมครึม ชายหนุ่มท่าทางมอมแมมสะพายกีต้าร์เครื่องเก่า เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มพ่นลมหายใจที่ระเหยเป็นไอเย็นในชั่วพริบตา ดวงตาสีฟ้าหรี่ลง ถุงมือมีรอยขาดตรงช่วงนิ้วโป้งสีซีดช่วยมอบความอบอุ่นให้มือกร้านหยาบได้ไม่มากนัก เขากระชับเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อนตัวเดียวที่มีหวังให้มันช่วยกันลมหนาว รองเท้าบู๊ทสีดำสภาพยับเยินย่ำลงบนพื้นหิมะหนาอย่างระมัดระวัง หัวรองเท้าที่เปิดออกจนต้องพันมันด้วยเศษผ้าทำให้ชายหนุ่มต้องระวังแต่ละก้าวเป็นเท่าตัว พาระยะทางไปจุดเล่นดนตรีประจำยิ่งไกลขึ้นไปอีก

               ริมฝีปากแห้งอ้าปากโกยอากาศเข้าปอด หอบเบา ๆ แต่ละย่างก้าวหนักอึ้ง กระเพาะที่ไม่ได้ย่อยอะไรนอกจากน้ำเปล่ามาสองสามวันแล้วเริ่มออกอาการประท้วง ชายหนุ่มกัดฟันล้วงเข้ากระเป๋ากางเกง เหรียญสีเงินกับธนบัตรมูลค่าต่ำสุดยับยู่ในกำมือ หากเพียงเท่านั้นมันก็ทำให้เขาอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

               ร้านอาหารตรงหัวมุมถนนอันเป็นร้านของชายใจดีคนหนึ่งผู้มักจะเมตตาคนไร้บ้านอย่างเขาอยู่เสมอคือจุดหมาย ถึงเงินติดตัวจะพอให้เขาซื้อชุดอาหารราคาถูก ๆ ได้บ้าง แต่มันคงดีกว่านักถ้าเขาสามารถแบ่งมันเก็บไว้ใช้ในอนาคต

               “แม่ขา หนูอยากได้ผ้าพันคอผืนใหม่” เด็กผู้หญิงวัยห้าขวบเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว ชายหนุ่มเผลอเหลือบมองคุณแม่ยังสาวกับเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์และรูปหน้าถอดกันมาราวกับพิมพ์เดียว

               “ไว้เราเลือกผ้าพันคอให้คุณย่าเสร็จแล้ว เราค่อยเลือกของหนูดีมั้ยคะ” แม้แต่โทนเสียงก็ยังใกล้เคียงกัน เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับหงึกหงัก ส่งเสียงเจื้อยชวนมารดาคุยจนลับเข้าร้านขายผ้าพันคอไป

ครอบครัวงั้นเหรอ...

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะสองสามที เรียวปากแตกแห้งเหยียดยิ้มหยัน ถ้าหากของแบบนั้นมันมีอยู่จริง เขาก็คงไม่ต้องใช้ชีวิตข้างถนนอยู่แบบนี้

               เขากระชับสายสะพายกีต้าร์

               ทั้งครอบครัว ทั้งความรัก ทุกสิ่งเป็นเพียงเรื่องลวงหลอก เบื้องหลังภาพน่ารัก ๆ ของพ่อแม่ลูกที่มองดูแล้วช่างสมบูรณ์แบบและน่าอิจฉาคือความเน่าเละ ฟ้อนเฟะกันทั้งสิ้น

               ความรักจะเอาชนะทุกความชิงชังงั้นหรือ

               เรื่องแบบนั้นมันมีแต่ในนิยายน้ำเน่าเท่านั้นแหละ

 

               “ขอบคุณมากครับ ถ้าหากมีเรื่องไหนให้ผมช่วยบอกได้เลยนะครับ ผมยินดี” ชายหนุ่มค้อมศีรษะลงน้อย ๆ เบื้องหน้าคือชามกระเบื้องกับช้อนคน ร่องรอยคราบของซุปครีมข้นบอกว่าเจ้าตัวอิ่มเอมกับอาหารมื้อนี้มากแค่ไหน มือกร้านภายใต้ถุงมือเก่าวางเศษเหรียญลงกับโต๊ะ

               “ไม่เป็นไร อันที่จริง...นายไม่คิดจะกลับบ้านจริง ๆ เหรอสตีฟ” ชายวัยกลางคน เจ้าของสีผิวเข้มแดด เก็บเงินค่าอาหารที่คิดถูกกว่าในเมนูครึ่งหนึ่งเข้ากระเป๋าหน้าของผ้ากันเปื้อนสกรีนลายสัญลักษณ์ของร้าน

               “ผมออกจากที่นั่นมาห้าปีแล้วนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มขื่น “กลับไปก็คงเป็นแค่คนแปลกหน้า”

               เจ้าของร้านถอนหายใจ

               “เขาก็พยายามส่งเงินมาให้อยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ เนี่ย...” ว่าพลางเอื้อมมือไปหลังเคาท์เตอร์ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา

               “โธ่นิค ผมบอกให้คุณคืนเขาไปให้หมดไง” สตีฟหุบยิ้ม “หรือที่ผ่านมาคุณหักค่าอาหารจาก...”

               “เปล่า ฉันไม่ได้แตะมันสักปอนด์เดียว” นิคส่ายหน้า ยอมเก็บซองเอกสารไว้ที่เดิม “มันก็ห้าปีแล้วนะ เลิกดื้อด้านแล้วกลับบ้านเถอะ”

               “ให้กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้น...เหอะ ผมยอมตายอยู่ข้างถนนดีกว่า”

               คนฟังถอนหายใจ

               “ครอบครัวทะเลาะกันมันก็เป็นเรื่องธรรมดา นายจะผูกใจเจ็บให้ลำบากตัวเองไปทำไมกัน”

               “ก็ถ้าการทะเลาะกันทุกวันจนทำให้ผมประสาทหลอน ตื่นมาก็ผวากลัวได้ยินเสียงคนตะโกน ขนาดใส่หูฟังยังต้องดึงออกมาเป็นระยะเพราะหลอนได้ยินเสียงตวาดมันเป็นเรื่องปกติ”

               สตีฟแค่นหัวเราะ

               “ผมเลือกตายอยู่ข้างถนนดีกว่า”

 

               ...

               สตีฟออกจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ขุ่นมัว สองเท้าจ้ำเร็วขึ้นกว่าเก่าด้วยมีเรี่ยวแรง หรือไม่ก็เพราะอยากหลีกหนีคำว่าครอบครัวที่ดังก้องอยู่ในร้านของนิค

               แค่นึกถึงว่าตัวเองจะกลับไปอาศัยชายคาร่วมกับผู้ชายผู้หญิงคู่นั้น มือเท้าก็เย็นวาบ กระเพาะปั่นป่วนจนอยากอาเจียน

               สตีฟเบ้ปาก ถ้อยคำวันนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในสมองราวกับคำสาป

 

               ฉันไม่นับแกเป็นลูก!!’

 

            “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกมีแค่นี้ ส่งเงินมา! เร็ว!

               สตีฟชะงักฝีเท้า เขาถอยหลังกลับไปยังตรอกตันซึ่งตัวเองเดินผ่านมาเมื่อครู่ กลิ่นแอลกอฮอลล์ฉุนทำให้จมูกรั้นย่นลง แล้วก็เป็นดังคาด คนไร้บ้านท่าทางมอมแมมกว่าเขา มือข้างหนึ่งถือขวดเหล้า อีกข้างขยำคอเสื้อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างมาดร้าย ที่พื้นปกคลุมด้วยหิมะระเกะระกะไปด้วยขนมปังและกองนิตยสาร

               “คิดดีแล้วเหรอไปขู่เขาแบบนั้นน่ะ” ชายหนุ่มกระแอมไอ เหลือบมองนิตยสารบนพื้นอย่างจงใจ “ถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องจนตกงานนี่มันคุ้มค่ากันเหรอ กลับไปยืนขายนิตยสารจะดีกว่ามั้ง”

               “ยุ่งอะไรด้วยวะ!” อีกฝ่ายผละออกจากเด็กหนุ่ม ดวงตาสีสวยดั่งอัญมณีฉายแววหวาดกลัว

               “ก็แค่ผ่านมาเตือนเฉย ๆ เอ้า รีบเก็บของเร็วเข้า จะขายไม่ทันรถไฟเที่ยวนี้นะ”

               แม้จะไม่พอใจ แต่คนไร้บ้านแปลกหน้าก็ยอมกอบบรรดานิตยสารบนพื้นออกไปแต่โดยดี หากก็ไม่วายหันมาชี้หน้าสตีฟอย่างคาดโทษ

               นักดนตรีเร่ร่อนยักไหล่

               “ขอบคุณครับ...” เด็กหนุ่มดูเด็กกว่าเขาราวห้าหกปีเอ่ยอ้อมแอ้ม เหงื่อผุดซึมไหลหยดตามโครงหน้า หัวใจยังคงเต้นโครมครามจากเหตุการณ์เมื่อครู่ มือสั่นเทาค่อย ๆ เอื้อมเก็บขนมปังที่เอาไปขายไม่ได้แล้วลงถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้มสกรีนสัญลักษณ์ของร้านเช่นเดียวกับที่นิคทำ

               “ฉันซื้อขนมปังพวกนั้นต่อแล้วกัน” อาจจะด้วยความสงสารหรือปากทำงานก่อนสมอง เขาถึงหลุดพูดออกไปอย่างนั้น อีกฝ่ายส่ายศีรษะไม่คิดชีวิต

               “ไม่ได้ครับ ช่วยผมแล้วยังซื้อขนมปังกินไม่ได้พวกนี้อีก”

               “กินได้สิ” สตีฟหยิบธนบัตรใบสุดท้ายในกระเป๋ายื่นให้ “ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันก็มีอยู่เท่านี้แหละ”

               “อ้าวคุณก็เป็น...” เด็กหนุ่มปิดปากฉับ เกือบหลุดวาจาเสียมารยาทออกไป คนฟังกระตุกยิ้ม

               “อือ ฉันเป็นคนไร้บ้านเหมือนกัน แต่เป็นนักดนตรีเปิดหมวกน่ะ ไม่ได้ขาย big issue แบบหมอนั่น” สตีฟพยักเพยิดไปทางกีต้าร์ด้านหลัง อีกฝ่ายร้องอ๋อเบา ๆ

               “ยังไงผมก็ขายไม่ได้หรอกครับ ขายของไม่ดีนี่มันดูถูกลูกค้าชัด ๆ เลย”

               “งั้นฉันเก็บแล้วนะ” สตีฟหัวเราะเอ็นดู “เดี๋ยวไปจองที่ช้าแล้วลูกค้ามองไม่เห็นกันพอดี”

               “ค- ครับ”

               ชายหนุ่มหันหลัง สาวเท้าออกจากตรอกซอยนั้น

               “เอ่อ ผมบัคกี้นะ คุณชื่ออะไรเหรอครับ”

               สตีฟตะโกนตอบทั้งยังไม่หยุดเดิน

               “สตีฟ...ไม่มีนามสกุล”


 ------------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น