[ #MINNO ] | Young Master ¦ True Alpha x Alpha [END]

ตอนที่ 13 : Young Master : Chapter 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,186 ครั้ง
    17 ต.ค. 62










*** Note : เอวาน ซัลลิแวน = เตนล์ ***







สภาพอากาศที่ค่อนข้างขมุกขมัวไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทาเข้ม แสงแดดที่ควรจะสาดส่องก็ไม่สามารถส่องแสงของมันผ่านลงมาได้และนั่นก็ทำให้บรรยากาศในเดอะฮิลล์วันนี้ค่อนข้างที่จะอึมครึมไปเสียหมด ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่จนต้องละสายตาจากภาพตรงหน้า


หากไม่เกินกว่าที่คาด แอชเชอร์ก็คิดว่าอีกไม่นานที่นี่ก็คงจะเต็มไปด้วยหยาดฝนที่ตกลงมาชโลมผืนดินและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้ได้มีชีวิตชีวา


ตั้งแต่ตื่นเช้ามานี้แอชเชอร์รู้สึกกระวนกระวายแปลก ๆ ทั้งที่เมื่อคืนก็หลับสนิทดีไม่ได้มีอะไรมารบกวนหรืออาจจะเป็นเพราะความกังวลลึก ๆ ที่ทำให้เป็นแบบนี้ประกอบกับสภาพอากาศที่ดูจะเป็นใจทำให้อารมณ์ของแอชเชอร์มันดิ่งไปเสียหมด


“เป็นอะไรของนาย เดินไม่หยุดเป็นหนูติดจั่นไปได้” คนที่กำลังเดินไปเดินมาถึงกับหยุดเดินแล้วหันมามองเจ้าของบ้านที่เดินลงมาจากด้านบน


“ฉันไปรับเซเบอร์ได้แล้วใช่ไหม?คร้านจะตอบคำถามที่ไทเลอร์ถามในครั้งแรก แอชเชอร์เลยเลือกที่จะเบี่ยงไปประเด็นอื่น


“เซเบอร์มันไม่หายไปไหนหรอก” หัวหน้าหน่วยว่า ก่อนจะมองคนตัวขาวอย่างจับพิรุจ “ว่าแต่นายเถอะ มีเรื่องอะไร?


“นายนี่ก็แปลก คนไม่มีเรื่องอะไรก็จะถามให้มีให้ได้”


“คิ้วขมวดขนาดนั้น คงไม่ใช่เพราะแค่อยากเจอเซเบอร์แล้วล่ะมั้ง” ไทเลอร์จิ้มนิ้วลงมาที่คิ้วซึ่งขมวดกันจนยุ่งของแอชเชอร์ก่อนจะหัวเราะในลำคอ


“ฉลาดนักก็ลองเดาดูสิ”


พอเห็นแผลที่หน้าของไทเลอร์แล้วก็กลับทำให้แอชเชอร์รู้สึกฉุนขึ้นมานิดหน่อย ขนาดมีแผลขนาดนี้แอชเชอร์ก็ยังไม่เห็นว่าหมอนั่นจะหน้าตาแย่ลงเลยสักนิด มิหนำซ้ำมันยังทำให้ไทเลอร์ดูดีแบบดิบ ๆ เสียอย่างนั้น


“อย่างนายก็น่าจะเป็นมื้อเช้าของวันนี้คืออะไร ฉันว่านี่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของนายเลยล่ะ” ริมฝีปากหยักฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นใบหน้าขาวนั้นเริ่มง้ำงอ


“แล้วใครกันที่ชอบจำกัดอาหารฉัน ไม่ใช่นายหรือ” แม้จะไม่ถูกประเด็น แต่แอชเชอร์ก็อดที่จะโวยวายไม่ได้   ร่างกายที่ต้องใช้แรงแทบจะทั้งวันของเลสลีย์คนเล็กมันไม่แฟร์เลยสักนิดกับอาหารที่ต้องถูกจำกัดตามคำสั่งของหัวหน้าหน่วย


“ก็ถือว่าเป็นการตัดกำลังนายทางอ้อม”


“ไร้สาระ”


คนตัวขาวย่นจมูกใส่ไทเลอร์กับความไร้สาระของอีกฝ่าย แม้กล้ามเนื้อของแอชเชอร์อาจจะน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่สุขภาพของเขาก็ยังแข็งแรงถ้าตัดเรื่องบาดแผลตามร่างกายออกไปล่ะนะ


“ถ้ายังไม่หายดีจริง ๆ นายก็ควรจะพักไปก่อน ไม่ได้ออกกำลังกายกับลูกน้องฉันแค่ไม่กี่วันคงไม่ได้ทำให้นายฝีมือตกหรอกเลสลีย์”


“ใครมันจะมาอุดอู้อยู่แต่ในบ้านกัน”


“แล้วเวลาตอนอยู่แดนเหนือ นายไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในเขตของตระกูลเลสลีย์หรือไงกัน”


“นายเป็นใคร? ทำไมถึงทำตัวเหมือนรู้จักฉันดี” แอชเชอร์เกลียดความรู้สึกที่ถูกไล่ต้อนให้อยากรู้ แล้วปล่อยให้ค้างคาแบบนี้ที่สุด


จะต้องทำยังไงกัน ถึงจะทำให้ไทเลอร์ยอมพูดอะไรออกมาให้เขาได้เข้าใจบ้าง..


“ฉันก็แค่หยอกนายไปเรื่อยก็เท่านั้น”


“ไม่.. นายจงใจ” หัวกลมส่ายไปมาด้วยความไม่เชื่อ “จงใจช่วยฉัน จงใจทุกอย่าง”


“แล้วมันจะไม่จงใจได้ยังไง ในเมื่อพี่ชายนายขอร้องฉันมาเสียขนาดนั้น”


“หลักฐานล่ะ


“นายหมายถึงหลักฐานยังไงล่ะ” เชสยังคงกวนกลับไปเลิก


“สักอย่างที่ทำให้ฉันมั่นใจจริง ๆ ว่าทุกอย่างคือสิ่งที่อาเธอร์วางแผนไว้”


“น่าเสียดาย..”


“....”


“พอดีว่าฉันเผาจดหมายนั่นทิ้งไปแล้วด้วยสิ :)”


ยังไม่ทันที่แอชเชอร์จะได้พูดคุยอะไรกับไทเลอร์ต่อเสียงเรียกจากทางด้านหน้าประตูบ้านก็ทำให้ทั้งคู่หันไปสนใจในทันที เป็นไทเลอร์เองที่เดินออกไปเปิดประตูแทนแอชเชอร์ที่ยังยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่เลิก 


ทันทีที่เปิดประตูบ้านก็ทำให้ไทเลอร์ได้เจอกับอลิเซียที่ยืนฉีกยิ้มหวานให้พร้อมกับตะกร้าเล็ก ๆ ในมือ ซึ่งเดาได้ว่าคงเป็นอาหารที่เธอตั้งใจเตรียมมาให้กับเชส


“ฉันเรียกตั้งนาน นึกว่านายจะออกจากบ้านไปแล้วเสียอีก” สาวเจ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลโดยไม่ลืมโปรยยิ้มน่ารักให้กับอัลฟ่าหนุ่ม


“อันที่จริงไม่ต้องลำบากเธอก็ได้ เดี๋ยวยังไงฉันก็ต้องออกไปกินรวมกับลูกน้องอยู่แล้ว”


“ฉันตั้งใจทำมาให้นายเองไม่ใช่ของจากส่วนกลางหรอก” เจ้าหล่อนรีบให้เหตุผล “อีกอย่างนายจะได้ไม่ต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นให้อึดอัดด้วย”


“ฉันไม่เคยพูดว่าอึดอัด” เชสตอบกลับด้วยความปากไวของตัวเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้คนที่กำลังยิ้มอยู่ถึงกับหน้าเจื่อน “แต่ช่างเถอะ เธอคงไม่รู้”


“งั้น..”


“แต่ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว” หัวหน้าหน่วยคนเก่งว่า ก่อนจะขยับตัวเลี่ยงให้สาวเจ้าเดินเข้ามาในบ้าน ซึ่งแอชเชอร์เองก็ยังยืนอยู่ไม่ไกล


ทันทีที่อลิเซียเห็นอัลฟ่าแดนเหนือ เธอก็กลับเผลอเดินถอยหลังจนทำให้ไทเลอร์ที่เดินตามเข้ามาถึงกับต้องจับตัวเธอไว้


“นี่มัน...”


“อัลฟ่าแดนเหนือที่เธอเคยถามฉันไง” ท่าทีที่ไม่ได้ยินดียินร้ายของไทเลอร์ทำให้อลิเซียรู้สึกหน้าชาไม่น้อย ถึงขนาดให้มาพักอยู่ที่บ้านเดียวกับตัวเอง ก็คงจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เขาว่ากันจริง ๆ สินะ


“มองก็รู้แล้วล่ะ ว่าไม่ใช่คนของฝั่งเรา” สาวเจ้าว่าแต่ในเนื้อประโยคกลับแอบว่ากระทบคนที่ยังยืนมองหน้าเธอนิ่งโดยไม่แม้แต่จะทักทาย


“งั้นก็ขอโทษด้วยแล้วกันที่ฉันมันแกะดำเกินไป” แน่นอนว่าคนอย่าง แอชเชอร์ เลสลีย์ คงไม่ยอมปิดปากเงียบฟังอย่างเดียวแน่นอน


แต่การที่แอชเชอร์บอกว่าตัวเองเป็นแกะดำ ไทเลอร์เองก็อดแย้งในใจไม่ได้  ถ้าแกะดำคือ แอชเชอร์ เลสสีย์ ก็คงเป็นแกะดำที่เตะตาผู้คนยามมองที่สุด....


“นี่ อลิเซีย” เชส ไทเลอร์ ไม่ได้สนใจคำพูดที่กระทบกระเทียบกันของทั้งคู่ ซ้ำยังเลือกมองข้ามผ่านแล้วแนะนำอลิเซียให้กับแอชเชอร์พอรักษามารยาท “ส่วนนั่น แอชเชอร์”


“แอชเชอร์ เลสลีย์”


โอเมก้าสาวเป็นฝ่ายเอ่ยชื่อเต็ม ๆ ของอัลฟ่าแดนเหนือ โดยที่ไทเลอร์ไม่ได้เป็นคนบอก ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าของชื่อถึงกับกระตุกยิ้มน้อย ๆ 


“เธอรู้จักหรือ”


“ใครบ้างที่จะไม่รู้จัก ตระกูลเก่าแก่ของแดนเหนือก็มีแค่ไม่กี่ตระกูล”


“ดี... ถ้าอย่างนั้นเธอก็น่าจะพอรู้จักนิสัยของพวกเราอยู่บ้าง” เจ้าของผิวขาวซีดก้าวเดินเข้ามาใกล้กับโอเมก้าสาวที่พยายามเบียดตัวเข้าหาไทเลอร์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้สาวเจ้าเม้มปากแน่น “อยู่ให้ห่างฉันไว้จะดีกว่า”


“เลสลีย์...” ไทเลอร์เอ่ยเสียงเรียบพลางดึงแขนของคนตัวขาว


“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรนาย..”


“ฉันก็แค่บอกเธอก็เท่านั้น”


นับว่าเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ เชส ไทเลอร์ ได้เห็นท่าทีกวนประสาทที่น่าหมั่นไส้ของเลสลีย์ ปกติก็เป็นคนช่างยอกย้อนอยู่แล้ว พอโดนอลิเซียกระตุ้นนิดหน่อยก็ทำเอาคนโดนโต้กลับหน้าเสียไปเหมือนกัน


“ฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นใคร”


“....”


“เธอเองก็อย่าเอาฉันไปใส่ใจให้มากนัก”


พูดจบแอชเชอร์ก็ดึงแขนตัวเองออกจากมือของไทเลอร์ แล้วเดินออกไปจากบ้านโดยทิ้งระเบิดขนาดย่อมไว้ให้เชส ต้องมานั่งจัดการ


“ดูความจองหองของพวกแดนเหนือซะสิ..”


“เป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ” ไทเลอร์ตอบ “เธอเองก็น่าจะรู้ว่าคนของเลสลีย์เกลียดอะไรมากที่สุด”


เจ้าหล่อนถึงกับหัวเราะออกมาในทันทีเมื่อได้ยินทรูอัลฟ่าหนุ่มพูดอย่างไม่คิดอะไร ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายโดนพูดจากกระแทกกระทั้น


“ฉันก็ลืมไปเหมือนกัน เพราะไม่ว่าจะคนพี่หรือคนน้องก็ยังจองหองเหมือนกันไม่มีผิด”


“ฉันว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะเรื่องนี้” ไทเลอร์ว่า “อีกอย่างสิ่งที่เธอกำลังทำตอนนี้มันก็ไม่ต่างจากการพาลคนอื่นไปทั่ว”


“เชส!”


“จะให้ฉันบอกกี่ครั้งว่าอย่ายุ่งกับอาเธอร์”


“ไม่ให้ฉันยุ่งกับอาเธอร์แต่กลิ่นของนายทำไมถึงติดอยู่เต็มตัวเลสลีย์นั่นขนาดนั้น” อลิเซียจำกลิ่นของเชสได้ เธอจำได้จนแทบขึ้นใจด้วยซ้ำ


“นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เธอจำเป็นต้องรู้” ภาพลักษณ์ที่อ่อนหวานของอลิเซียแม้จะสวยงาม แต่เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างไม่ได้ถูกควบคุม นิสัยที่แท้จริงของเจ้าหล่อนก็จะค่อย ๆ เผยออกมาจนทำให้เชสไม่อยากใส่ใจ “อีกอย่างเธอเองก็ไม่ควรออกมาเดินคนเดียวแบบนี้นะอลิเซีย”


“ไม่มีใครกล้าทำอะไรฉันอยู่แล้ว นายก็รู้”


“เธอเอาอะไรมามั่นใจในตัวอัลฟ่ากัน...  อย่าลืมสิว่าเธอเป็นโอเมก้า”


“ฉันไม่ใช่โอเมก้าพวกนั้น”


“ฉันรู้... เธอเองมีค่ามากแค่ไหนทำไมฉันจะไม่รู้”


“แต่นายก็ไม่เคยเห็นค่าของฉันเสียที แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรจากไร้ค่า”


“ถ้าตั้งใจจะมากินข้าวพร้อมฉันก็อย่าเอาเรื่องอื่นมาคิดมากเลยอลิเซีย” ไทเลอร์คร้านจะต่อบทสนทนาพวกนี้ต่อเต็มทน  “ฉันมีเวลาไม่มากเท่าไหร่”


“นายจะยอมกินข้าวกับฉันจริง ๆ น่ะหรือ”


“ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ เธอก็ควรคว้าโอกาสนี้ไว้”



 

*

 



“นั่นมันเลสลีย์ไม่ใช่หรือ?


เสียงพูดคุยที่ดังกระซิบกระซาบทำนองเดียวกับประโยคด้านบน ยังคงมีให้ได้ยินอยู่เป็นเนือง ๆ ไม่ว่าอาเธอร์จะขยับตัวไปทางไหน แม้มันจะค่อนข้างน่าอึดอัดแต่ อาเธอร์ เลสลีย์ ก็คงยังปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างง่ายดายเหมือนกับสายน้ำที่พร้อมจะไหลไปทุกทางที่มันสามารถไหลไปได้ เช่นนั้นแล้วน้ำสายนี้ก็ยังคงกลายเป็นน้ำแข็งที่เก็บความเยือกเย็นอย่างความรู้สึกไว้จนน่ากลัว..


ร่างสูงโปร่งของอัลฟ่าตระกูลเก่าแก่ดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนด้วยอาภรณ์เนื้อดีที่สวมใส่  ชุดสีเข้มช่วยขับผิวขาวเหมือนกับหิมะที่ปกคลุมต้นไพน์ไปทั่วให้ดูดีขึ้นอีกเท่าตัว ทั้งนัยน์ตาสีอ่อนที่ไร้ประกายของความสดใส พาลทำให้คนที่ได้สบตามองรู้สึกได้ว่าไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปใกล้กับเลสลีย์คนโต แพขนตายาวรับกับจมูกโด่งเป็นสันจรดริมฝีปากบางสีระเรื่อยังคงเป็นภาพของความงดงามที่ใครหลายคนล้วนริษยาในความเข้าข้างของพระเจ้าที่แสนจะลำเอียงมอบใบหน้าและร่างกายที่สง่างามนี้ให้กับคนเพียงคนเดียว


แต่ใครจะรู้ว่าความลำเอียงของพระเจ้าที่ใครว่านั้น แท้จริงแล้วมันคือความทรมานที่แสนสาหัสอย่างยากที่จะเข้าใจ

พระเจ้าสร้างความงดงามของอาเธอร์ขึ้นด้วยลำเอียง  ราวกับรู้อยู่แล้วว่าสิ่งนั้นจะต้องถูกชดใช้ด้วยความผิดบาปของคนที่สร้างขึ้นมากับมือ...

น่าตลกสิ้นดีกับเรื่องงี่เง่าที่ต้องยอมรับพวกนี้


“คุณชายออกมาโดยไม่บอกคุณริโอก่อนแบบนี้ มันจะดีหรือ?เสียงเบต้าสาวที่เดินตามหลังเอ่ยท้วงทันทีเมื่อเห็นผู้เป็นนายยอมหยุดเดิน


“ถ้าฉันไม่ออกมา นั่นไม่เรียกว่าเป็นการเสียมารยาทมากกว่าหรือ”


คำตอบที่ได้กลับมาจากคุณชายเลสลีย์ทำให้เบต้าสาวปิดปากฉับในทันที แม้จะคอยตามดูแล อาเธอร์ เลสลีย์ อยู่พักใหญ่แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้เจ้าหล่อนนั้นเข้ากันได้ดีกับคนที่เป็นนายเสียเมื่อไหร่


หากไม่มีความจำเป็นจริง ๆ เจ้าหล่อนก็แทบไม่ได้ยินเสียงเรียกหรือคำสั่งจากคุณชายเลสลีย์เลยสักครั้ง จนกลายเป็นว่าตอนนี้เจ้าหล่อนแทบจะไม่มีอะไรทำเลยสักอย่าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เหล่าเพื่อนรับใช้ด้วยกันก็ต่างพร้อมใจพูดให้เธอฟังจนใจเสีย


“ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเจ้านายเธอว่าหรอกทาร์เลีย” ถึงจะไม่สนใจความช่วยเหลือของเธอนัก แต่คุณชายเลสลีย์ก็นับว่าเป็นเจ้านายที่เธอเคารพมาก ๆ คนหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้เมื่อมาเจอกับตัวก็คงจะถูก “ฉันคงอยู่แค่ครู่เดียวเท่านั้น”


งานฉลองเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นวันเกิดของ เอวาน ซัลลิแวน ทำให้อาเธอร์ต้องออกมาที่นี่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ของขวัญชิ้นเล็กที่อยู่ในมือของทาร์เลียก็คงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของอาเธอร์ได้เป็นอย่างดี


ใช้เวลาหยุดยืนมองหาไม่นานอาเธอร์ก็สามารถมองเห็นเจ้าของวันเกิดที่กำลังเดินผ่านมาทางตนหลังจากที่พูดคุยกับคนที่เข้ามาร่วมยินดีกับตัวเอง


“ไม่คิดว่านายจะมาเลยเลสลีย์” เจ้าของใบหน้าดูดีไม่แพ้กับอาเธอร์เอ่ย ก่อนจะโบกมือไล่คนที่เดินติดตามตัวเองออก เหมือนกับที่อาเธอร์หันไปกระซิบบอกให้ทาร์เลียแยกตัวออกไปก่อนโดยที่มือขาวนั้นยื่นไปรับกล่องของขวัญมาถือไว้เสียเอง


“ฉันแค่จะเอาของมาให้ก็เท่านั้น” คุณชายเลสลีย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบโดยเลือกที่จะไม่สนใจรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่ฉีกยิ้มให้กับตนเอง


“แต่ฉันเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับนายพอดี” เอวานยังคงไม่ละความพยายามที่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย แม้เจ้าตัวจะแสดงออกชัดเจนมากแค่ไหนก็ตามว่าไม่อยากจะสนทนาด้วย “ออกไปคุยกันข้างนอกคงจะดีกว่า” เจ้าของรอยยิ้มสวยเป็นฝ่ายเอ่ยชวนแต่ก็ต้องถูกปฏิเสธในทันที


“ฉันไม่สะดวกเท่าไหร่ ถ้าจะคุยก็ขอให้เป็นที่นี่คงเหมาะสมกว่า”


แม้จะดูไม่ยินดียินร้ายแต่อาเธอร์ก็ยังคงรักษามารยาทที่ควรจะมีเอาไว้ได้เป็นอย่างดี


“แบบนั้นก็ได้..” เอวานยกยิ้มแกน ๆ ให้กับคนตรงหน้า “ฉันรู้มาว่านายลงไปที่แดนใต้มากับริโอ”


“เป็นตามที่นายรู้” อาเธอร์ตอบรับสั้น ๆ “ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากที่นายได้ยินสักนิด”


“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?น้ำเสียงที่ฟังดูอยากรู้อยากเห็นทำให้อาเธอร์ทำเพียงแค่มองหน้าเอวานเงียบ ๆ อย่างพิจารณา


“หมายถึงฉันหรือหมายถึงใคร?


ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ได้พูดคุยกับคุณชายเลสลีย์ก็มักจะทำให้ เอวาน ซัลลิแวน รู้สึกเกร็งเสียทุกที ทั้งแววตา ทั้งคำพูด ทุกอย่างมันดูน่ายำเกรงไปเสียหมด ทั้งที่มันก็เป็นบุคลิกปกติของคุณชายเลสลีย์


“กะ ก็ต้องหมายถึงนายสิ” เอวานแสร้งหลบตากลบเกลื่อน เมื่อถูกดวงตาสีอ่อนนั้นจ้องมองตัวเองอย่างจับผิด


“นายไม่ได้หมายถึงฉันหรอกเอวาน..”


“....”


“จะถามอะไรก็พูดมาเลยจะดีกว่า อย่าอ้อมค้อมให้ฉันเสียเวลา”


เอวานเงียบไปชั่ววินาทีก่อนจะเอ่ยปากถามในสิ่งที่ต้องการรู้จริง ๆ กับอาเธอร์ ทั้งที่ในใจของเจ้าตัวมันกำลังกู่ร้องว่าการกระทำเช่นนี้มันไม่สมควรแค่ไหนก็ตามแต่


“เขาเป็นยังไงบ้าง..”


น้ำเสียงที่แผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับอาเธอร์เสียเท่าไหร่ อันที่จริงคุณชายเลสลีย์ก็พอจะเดาออกอยู่พอควรว่าคนอย่างเอวานนั้นจะถามตัวเองในเรื่องของอะไร


“ยังทำงานหนักเหมือนเคย” อาเธอร์ตอบด้วยน้ำเสียงโทนเดิม “ไม่สิ.. ต้องเรียกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยมากกว่า แบบนั้นถึงจะถูก”


“งั้นหรือ..” คนที่รอฟังคำตอบเอาแต่วนลูปประโยคที่อาเธอร์ตอบไปมาอย่างไม่รู้จักหยุด


ไม่เปลี่ยนไป... ยังเหมือนเคย...


เท่านี้ก็นับว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้วในวันนี้สำหรับเอวาน


“ของขวัญจากเมอร์เรย์


มือเรียวสวยของคุณชายเลสลีย์หยิบยื่นกล่องของขวัญขนาดกำลังดีให้กับเอวาน ซึ่งเจ้าของวันเกิดเองก็ดูเหมือนจะอึ้งไปไม่น้อยกับสิ่งที่ได้รับ  รอยยิ้มกว้างปรากฎขึ้นบนใบหน้าสวยของอีกคนอย่างปิดไม่มิดเมื่อเจ้าตัวนั้นดูจะมีความสุขไม่น้อยเมื่อรับรู้ว่าตัวเองได้รับของขวัญจากอัลฟ่าแดนใต้อย่างเอริค เมอร์เรย์ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คงต้องเรียกว่าเป็นคนที่ชอบพอกันมาก่อนก็คงจะถูก แต่สถานะในปัจจุบันนั้นกลับไม่มีอะไร


“อาจจะดูไม่สมควรเท่าไหร่ แต่ฉันก็หวังว่ามันคงจะเป็นความสุขของนายในวันนี้ได้”


“ขอบคุณนายมากนะอาเธอร์.. ขอบคุณจริง ๆ ”


มือเล็กของเอวานที่ตั้งใจจับมือของอาเธอร์ต้องชะงักค้างในอากาศทันที เมื่อเจ้าของฝ่ามือเรียวนั้นดึงมือกลับไปอย่างนุ่มนวล ราวกับไม่ต้องการคำขอบคุณหรือการแสดงความขอบใจอะไรทั้งสิ้น


“นายรังเกียจฉันขนาดนั้นเลยหรือ” เอวานอดตัดพ้อไม่ได้กับการกระทำที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนของอาเธอร์


“นายก็รู้ดีว่ามันไม่เหมาะ..” นัยน์ตาสีอ่อนไม่แม้แต่จะแสดงความวูบไหวผ่านออกมาให้ใครได้เห็น “นายกำลังจะขึ้นเป็นคนของสเปนเซอร์แล้วก็ควรจะระวังตัวให้มากกว่านี้เสียหน่อย”


“ฉันขอโทษ..”


ความรู้สึกผิดมากมายนั้นยังคงอัดแน่นอยู่ภายในอกของเอวาน.. ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่พบเจอกับอาเธอร์มันก็ทำให้เอวานรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน

ความขมขื่นของชีวิตที่ไม่สามารถเลือกได้นั้นนับว่าเป็นความอัปยศสิ้นดี..


“มันไม่ใช่ความผิดของนาย..”


“....”


“ถ้ามันจะผิด.. ก็คงจะผิดที่ฉันเองที่โง่”


คนที่โง่ให้กับความรักพวกนั้นจนทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นแบบนี้ มันก็คือเขาเอง.. 


“ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยสักนิด..” ดวงตาของเจ้าของวันเกิดเริ่มคลอหน่วงไปด้วยน้ำตาซึ่งก็ไม่ได้ทำให้อาเธอร์รู้สึกอะไร “ถ้าเลือกได้ล่ะก็ ฉันเองก็อยากจะทำแบบที่ตัวเองต้องการเหมือนกัน”


บางทีฉันเองก็คิดเหมือนกันว่าจริง ๆ แล้วความรักมันอาจจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุดในชีวิต”


“แต่ความรักของนายคือความรักที่บริสุทธิ์”


“ไร้ค่าทั้งนั้น..”


รอยยิ้มของอาเธอร์ที่ถูกส่งมานั้นทำให้คนมองอย่างเอวานรับรู้ได้ถึงความเข้มแข็งที่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ภายในอย่างท่วมล้น


“ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉันก่อนว่าจะออกมาที่นี่”


เสียงที่ดังมาจากด้านหลังซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยทำให้อาเธอร์สลัดความรู้สึกที่จมดิ่งของตัวเองก่อนหน้าออกไปให้หมดแล้วกลับมาเผชิญกับความเป็นจริงอีกครั้ง


“ริโอ..”


ไม่ใช่เสียงของอาเธอร์ที่เอ่ยเรียกผู้มาใหม่ แต่กลับเป็นเอวานนั่นเองที่เป็นฝ่ายเอ่ยเรียกรอยัลอัลฟ่าหนุ่ม


“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัว..” อาเธอร์ว่าก่อนจะก้มหัวเล็กน้อยให้กับเอวานด้วยท่าทีอ่อนน้อม แล้วหมุนตัวเตรียมที่จะหันหลังเดินออกไปจากที่นี่ให้ได้โดยเร็วที่สุด


“นายมีเรื่องต้องคุยกับฉัน”


ทว่ามือใหญ่ที่รั้งช่วงต้นแขนของอาเธอร์เอาไว้ทำให้เจ้าตัวได้แต่หยุดยืนนิ่งตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจมากกว่าตนเอง


“เกรงว่าจะเป็นการทำให้นายต้องเสียเวลา.. อีกอย่างนี่ก็เป็นงานของคู่ชีวิตนาย อย่าลืมสิ” ทันทีที่พูดจบคุณชายเลสลีย์ก็กระชากแขนของตัวเองออกจากฝ่ามือของรอยัลอัลฟ่าในทันที โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทักท้วงอะไร


“อาเธอร์!”


จะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้ตัวเขาหลุดพ้นจากการเป็นตัวของตัวเอง..



*



ตั้งแต่กลับมาถึงที่ห้องของตัวเอง อาเธอร์ก็ยังคงยืนเหม่อมองออกไปทางด้านนอกหน้าต่างอย่างไม่ละสายตา หิมะที่กำลังร่วงโรยยังคงเป็นภาพที่สวยงามเสมอยามที่ได้เห็น แต่ความหนาวเย็นของมันก็กลับทำให้คนที่มองอยู่นั้นด้านชาขึ้นเรื่อย ๆ


น่าตลกดีที่เคยมีคนเปรียบพี่น้องตระกูลเลสลีย์ว่าไม่ต่างจากหิมะของแดนเหนือ ฟังดูดีไม่หยอกแต่ในความจริงหิมะก็เป็นเพียงแค่หิมะ

สวยงามยามกำลังร่วงหล่นแต่ไร้ค่ายามตกถึงพื้น

ความสวยงามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ มิหนำซ้ำยังสามารถฆ่าชีวิตของผู้คนที่ทนต่อความหนาวเหน็บไม่ไหว


“การที่นายออกไปแบบนั้นมันไม่ดีกับตัวนาย ไม่รู้บ้างหรือ” แรงสวมกอดจากทางด้านหลังจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับหน้าอกแน่นตึง ทำให้คนที่กำลังเหม่อมองออกไปด้านนอกนั้นเม้มปากแน่น


“ไม่ดีกับฉันหรือไม่ดีกับนายกันแน่”


“อย่าชวนฉันทะเลาะนักเลยอาร์ธ” คนถูกกล่าวหาว่าพลางกระชับกอดคนในอ้อมกอดมากขึ้น จนคนถูกกอดรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจมหายเข้าไปในอกของอีกคน “นายหายออกไปแบบนี้มันทำให้ฉันตกใจแทบแย่”


“งั้นหรือ?


เจ้าของผิวขาวอมชมพูแค่นหัวเราะในลำคอเมื่อได้ฟัง มือเรียวสวยวางทับที่ฝ่ามือของรอยัลอัลฟ่าด้านหลังก่อนจะบีบแน่นเมื่ออีกฝ่ายนั้นไม่มีท่าทีที่จะยอมปล่อยตนเอง


“เลิกผลักไสฉันเสียที”


ช่างเป็นคำอ้อนวอนที่เห็นแก่ตัวสิ้นดี..


“นายมันเป็นคนเห็นแก่ตัวที่สุดที่ฉันเคยเจอในชีวิตเลยริโอ”


“ฉันยอม..”


แล้วยังไงล่ะ?


“ทุกอย่างมันผิดมามากพอแล้ว.. นายควรจะหยุดเสียที”


“ฉันหยุดไม่ได้” ริโอตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น “ถ้าหยุด นายก็ต้องไปจากฉัน”


“ทำไมฉันถึงรักคนเห็นแก่ตัวแบบนายไปได้กันนะ..” กลีบปากสีระเรื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนที่ไม่แม้แต่จะรักษาสัญญาอย่างนาย ไม่ควรได้รับอะไรจากฉันเลยด้วยซ้ำ”

ฉันไม่ใช่มัน!”


คนตัวขาวในอ้อมกอดถูกพลิกให้กลับมาเผชิญหน้ากับรอยัลอัลฟ่าที่ขึ้นเสียงแข็งกร้าว แววตาคมดุดันขึ้นจนตัวอาเธอร์เองก็รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดกับตัวเองในไม่ช้า


“แน่นอนว่านายไม่ใช่...”


การโต้ตอบของอาเธอร์โดยทันควันของอาเธอร์ด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง นับเป็นจุดแข็งของคุณชายเลสลีย์ที่ริโอเกลียดนักเกลียดหนา


“ทั้งที่ฉันยืนอยู่ตรงหน้าแต่นายกลับ..”


“ฉันอยากจะมองนายเป็นแค่ธาตุอากาศด้วยซ้ำ” อาเธอร์สวนกลับโดยที่ริโอยังไม่ทันได้พูดจบ ดวงตาคู่สวยของเจ้าตัวยังคงสวยงามและน่าดึงดูดทุกครั้งที่ได้สบตา


“นายทำไม่ได้หรอก.. ฉันรู้ว่านายรักฉันมากแค่ไหน”


“อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง”


“มันคือเรื่องจริง” ริโอตอบเสียงมั่นใจ ในขณะที่มือใหญ่ยังคงสัมผัสอยู่ที่หน้าท้องบาง “หรือนายจะตอบว่าไม่” ยิ่งพูดมือนั่นก็ยิ่งลูบวนที่หน้าท้องของอาเธอร์จนอัลฟ่าหนุ่มยืนนิ่ง


“อย่าทำให้ฉันขยะแขยงนายไปมากกว่านี้”


“นายโกหกความรู้สึกตัวเองไม่ได้หรอกอาเธอร์.. ถึงฉันจะคาดเดานายไม่ได้ แต่ร่างกายของนายมันซื่อสัตย์กับฉันเสมอ”


“ฉันไม่ใช่สุนัขที่จะต้องซื่อสัตย์กับนายเสมอไป...”


“....”


“ถึงฉันจะเคยยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อนาย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่กล้าทิ้งความรักพวกนั้น”


“อย่าพูดเหมือนนายจะหนีฉันไปแบบนั้น”


“ถ้าคนอย่างฉันจะไปต่อให้ต้องตายฉันก็ยอม นายก็รู้”


คนที่เคยโง่ไม่ได้จำเป็นต้องโง่ตลอดไป.. ความเจ็บปวดที่กัดกินไปทั่วทั้งอกนั้นมันสร้างกำแพงบางอย่างให้อาเธอร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ต่อให้ไม่ร้องไห้ออกมาก็ใช่ว่าไม่รู้สึกเจ็บปวด


แต่เพราะมันเจ็บจนไม่รู้จะระบายยังไงเสียมากกว่า..


“อยากหนีไปจากฉันขนาดนั้นเลยหรือ”


ทั้งที่ประโยคที่ออกมาจากปากของอาเธอร์นั้นจะแสนเจ็บปวดสักเพียงใด แต่ริโอก็ไม่เคยเห็นหยดน้ำตาจากอัลฟ่าที่ตัวเองรักเลยสักครั้ง รอยยิ้มเย้ยหยันกับแววตาที่ยังคงเฉยชานั้นซ่อนอะไรเอาไว้บ้างรอยัลอัลฟ่าหนุ่มเองก็ไม่เคยรับรู้ เป็นความแข็งแกร่งที่งดงามเสียจนต่อให้ตายริโอก็จะไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหายไปจากตนเอง



*



“ฉันไม่อยู่ไม่เท่าไหร่ นายสนิทกับเซเบอร์แล้วหรือเชอร์ชิล” เจ้าของเกรย์วูล์ฟตัวน้อยเอ่ยทักทันทีเมื่อเห็นเจ้าของร่างสูงของลูอิสหรือลูฟที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดีนั้นนั่งเล่นกับเจ้าขนปุย


“คนเรามันก็ต้องมีการพัฒนาบ้าง” คนถูกทักตอบ ก่อนจะลูบหัวเกรย์วูล์ฟตัวเล็กเป็นครั้งสุดท้าย “จะให้โจชัวเลี้ยงเกรย์วูล์ฟทั้งฝูงคนเดียวก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย”


“ไม่ใช่ว่านายอยากเล่นกับพวกมันหรอกหรือ” แอชเชอร์สังเกตตั้งแต่แรก ๆ แล้วล่ะว่าเชอร์ชิลเป็นพวกชอบเจ้าสัตว์ขนปุยนี่แต่ไม่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสเสียเท่าไหร่


“ฉันว่าฉันก็ไม่ได้แสดงออกชัดขนาดนั้น” เมื่อถูกจับได้แบบนี้ เชอร์ชิลเองก็อดที่จะยกมือขึ้นมาเกาแก้มตัวเองไม่ได้  “แต่นายก็จับได้ซะอย่างงั้น”


“ระวังจะโดนงับเข้าให้อีกล่ะ”


“พูดแบบนี้เป็นลางไม่ได้เท่าไหร่นะเลสลีย์ แผลครั้งที่แล้วฉันก็พึ่งจะหายไป”


“ชีวิตนายคงไม่โชคร้ายอะไรขนาดนั้น”


เจ้าของเกรย์วูล์ฟตัวจริงทรุดตัวลงนั่งใกล้กับเกรย์วูล์ฟตัวเล็กที่ยังเดินเตาะแตะไปมารอบ ๆ ขาของตัวเอง จมูกของมันดมกลิ่นของคนที่มาใหม่ฟุดฟิดก่อนที่จะใช้หัวกลมถูไถกับช่วงขาของแอชเชอร์


“พอเจอเจ้านายตัวเองล่ะอ้อนใหญ่เชียว ไอ้ตัวเล็ก” โจชัวที่ยืนมองอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มครึ้มมากขึ้นเรื่อย ๆ “ท่าทางวันนี้นายจะมาเสียเที่ยวแล้วล่ะแอชเชอร์ ยังไงวันนี้ฝนก็คงตกแน่ ๆ ”


“เลือดร้อนในตัวยังไม่ยอมหมดอีกหรือเลสลีย์ ได้ข่าวว่านายยังไม่หายเจ็บดีไม่ใช่หรือไง” ลูฟเอ่ยก่อนจะมองสภาพร่างกายของเลสลีย์ที่ยังดูไม่เต็มร้อยเสียเท่าไหร่


“ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาใช้กำลังอะไรเสียหน่อย ก็แค่ไม่อยากอยู่ที่บ้านก็เท่านั้น”


แอชเชอร์ตอบกลับด้วยความสัตย์จริง  ยิ่งเมื่อเช้าที่เจอเข้ากับแม่สาวโอเมก้าแดนใต้นั่นก็ยิ่งทำให้แอชเชอร์ฉุนกึกอย่างบอกไม่ถูก เกลียดทั้งสายตาที่เหมือนดูถูกตัวเอง เกลียดทั้งคำพูดที่ตั้งใจเหยียดหยันนั่น


“ตีกับเชสมาอีกหรือเปล่า? ท่าทางนายอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่” โจชัวก็ยังคงเป็นฝ่ายประนีประนอมที่ดีเสมอ


“ไม่มีอะไรทั้งนั้นล่ะ ฉันหงุดหงิดไปเองก็เท่านั้น” ใบหน้ารูปสลักของอัลฟ่าแดนเหนือเริ่มบึ้งขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถูกถามเรื่องของไทเลอร์


“ฉันเดาว่าต้องตีกับเชสมาแน่!” ลูฟว่าอย่างรู้ทันก่อนจะส่งสายตาจับผิดอัลฟ่าแดนเหนือ “แต่จะว่าไป ฉันว่าหมอนั่นก็ไม่น่าจะกวนประสาทอะไรนายเท่าไหร่แล้วนะ”


น้อยไปสิ.. ทั้งกวนประสาท แล้วก็กวนใจของแอชเชอร์ด้วยเหมือนกัน ไอ้ความรู้สึกยุบยิบในใจนี่มันน่ารำคาญชะมัด


“ว่าแต่นายได้เจออลิเซียหรือยัง?จู่ ๆ ลูฟก็ถามขึ้นมาเหมือนพึ่งนึกออก ซึ่งนั่นก็ทำให้คนถูกถามหัวเราะในลำคอ


“ฉันให้นายลองเดา?


ทั้งลูฟและโจชัวต่างหันมามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย เมื่อแอชเชอร์โยนคำถามพวกนั้นมาให้เดา ซึ่งเมื่อมองจากที่เห็นแล้ว ทั้งคู่ก็ต่างลงความเห็นไว้ในใจเลยว่าแอชเชอร์คงเจอฤทธิ์ของอลิเซียไปแล้วเป็นแน่


“ถามกันแบบนี้คงไม่ต้องเดาแล้วล่ะมั้ง” หัวหน้าครูฝึกของเดอะฮิลล์ว่าก่อนจะควงของเล่นที่อยู่ในมือหน้าตาเฉย


“ที่หัวเสียมาแบบนี้ก็เพราะอลิสด้วยหรือเปล่า พึ่งรู้นะว่าคนแบบนายเวลาหงุดหงิดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้นี่จะลงที่ของกิน”


สภาพของชามที่กองรวมกันตรงหน้าเลสลีย์เมื่อช่วงเช้าลูฟยังจำได้ติดตา แม้จะโดนจำกัดอาหารก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะโดนควบคุมขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่ เรียกได้ว่าถ้า เชส ไทเลอร์ เผลอก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งกับอัลฟ่าแดนเหนือแล้วทั้งนั้น


“เพราะฉันหิวต่างหากล่ะ กินอาหารคนป่วยมาหลายวันเสียขนาดนั้น” แอชเชอร์หยิบยกเหตุผลเรื่องที่ตัวเองป่วยมาว่า แต่ดูท่าลูฟเองก็ไม่ค่อยจะเชื่อเสียเท่าไหร่  “ทำหน้าแบบนี้ ไม่เชื่อฉันหรือไงเชอร์ชิล”


“เชื๊อ!”


เสียงสูงขนาดนั้นจริงใจให้กันมากเลยสินะเชอร์ชิล..


“จริงใจจนฉันอยากจะร้องไห้” คนตัวขาวซีดประชดเข้าให้ก่อนจะก้มลงไปอุ้มเจ้าเซเบอร์ที่ออเซาะไม่ยอมเลิก


“แล้วสรุปว่าวันนี้นายก็จะอยู่ที่นี่ทั้งวันเลยว่างั้นสิ” ถึงแม้แอชเชอร์จะชอบมาขลุกตัวอยู่กับโจชัวบ่อย ๆ แต่ก็ใช่ว่าหัวหน้าครูฝึกของหน่วยจะว่างทั้งวันเสียเมื่อไหร่


“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น อย่างน้อยที่นี่ก็น่าจะมีอะไรให้ฉันทำมากกว่าที่บ้าน” ที่แอชเชอร์พูดมันก็ถูก แต่ที่มันไม่ถูกก็คงจะเป็นการที่เจ้าตัวมาอยู่ผิดเวลาที่ทั้งโจชัวและลูฟจะต้องไปทำงานตามที่หัวหน้าหน่วยสั่ง


อุโมงค์นั่นยังคงรอคอยพวกเขาให้เข้าไปสำรวจ ในขณะเดียวกันเรื่องนี้เองก็ต้องปิดเป็นความลับเช่นกัน ไม่ว่าจะจากทั้งคนในเดอะฮิลล์หรือแม้กระทั่งแอชเชอร์เองก็ด้วย


“แต่วันนี้ฉันกับลูฟมีงานที่ต้องออกไปทำ” โจชัวว่าโดยที่พูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนอย่างที่ใช้คุยทั่วไป “เกรงว่านายคงออกไปกับพวกฉันไม่ได้”


“ทำไมล่ะ? พวกนายต้องออกไปข้างนอกหรือ” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันที เมื่อรับรู้แล้วว่าวันนี้ตัวเองคงต้องถูกทิ้งแน่ ๆ “แบบนี้ฉันก็ต้องกลับไปอุดอู้ที่บ้านน่ะสิ


พอทำหน้าหงอยแบบนั้นก็เล่นเอาเชอร์ชิลและคาร์ลินถึงกับมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง ให้ตายเถอะ เลสลีย์นี่ทำให้พวกเขาตกใจหลายเรื่องเสียเหลือเกิน ปกติก็มักจะเห็นแต่หน้านิ่ง ๆ พอมาวันนี้ดูท่าเจ้าตัวคงจะเหงาจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ทำหน้าเศร้าเหมือนกำลังถูกทิ้งแบบนี้หรอก


“เซเบอร์ก็กลับไปกับนายนี่ไง” โจชัวพยายามหาเหตุผลมาชักจูงแอชเชอร์ “ปกติเห็นบ่นเหนื่อยทุกทีเวลาที่ซ้อมเหนื่อยแล้วกลับไปเลี้ยงเจ้านี่ วันนี้มีเรื่องให้ทำแค่อย่างเดียวเหนื่อยก็น้อยลง ไม่ดีหรือ?


“อีกอย่างถ้านายไปด้วยก็เท่ากับว่าพวกเราต้องพาร็อคกี้ไปด้วย อย่าลืมสิ” เกรย์วูล์ฟตัวสีขาวปลอดที่นอนอยู่ไม่ไกลหูกระดิกทันทีที่ถูกเอ่ยชื่อถึง 


“เมื่อไหร่หมอนั่นจะเลิกให้เจ้านี่ตามฉันก็ไม่รู้” แอชเชอร์บ่นอุบอิบพลางเหลือบมองร็อคกี้ที่ลืมตามามองหน้าตัวเอง ตาสีฟ้าใสนั่นน่ะตัวดีเลยด้วยซ้ำ เผลอหน่อยไม่ได้เจ้านี่มันพร้อมจะแกล้งแอชเชอร์อยู่เสมอ อย่างเช่นเมื่อเช้าที่กระโดดใส่แอชเชอร์เมื่อเจอหน้าจนแทบล้มนั่นก็เรื่องหนึ่ง...


“ที่มันแกล้งนายก็เพราะชอบเล่นกับนายหรือเปล่าเลสลีย์”


“ถ้างั้นก็อย่าชอบฉันเลยดีกว่า นายดูตัวมันซะก่อน ถ้าทับฉันจริง ๆ ขึ้นมา เชื่อเถอะว่าฉันจะตายเอา”


คำพูดของแอชเชอร์เรียกเสียงหัวเราะของอัลฟ่าหนุ่ม เพราะตามที่เจ้าตัวพูดมามันก็จริงทั้งนั้น วูล์ฟด็อกที่โตเต็มที่มันตัวเล็กเสียเมื่อไหร่กัน ขนาดลูฟที่เป็นอัลฟ่ารูปร่างสูงใหญ่ยังต้องยอมแพ้กับแรงของเจ้าพวกนี้


“ฝนก็ใกล้จะตกแล้ว ฉันว่านายควรรีบกลับไปที่บ้านได้แล้วนะเลสลีย์” คนที่สังเกตสภาพฝนฟ้าอากาศอยู่เรื่อย ๆ  รีบบอกอัลฟ่าแดนเหนือในทันที ดูท่าแล้ววันนี้ฝนคงจะตกหนักไม่น้อย หากไม่รีบกลับเสียตอนนี้มีหวังว่าแอชเชอร์คงได้ติดฝนเป็นแน่


“ทั้งที่ฝนจะตก พวกนายก็จะออกไปทำงานอย่างนั้นน่ะหรือ”


“หัวแข็งแบบพวกฉัน ฝนแค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอกเลสลีย์”


ถ้าเทียบกับคนแดนเหนือที่ไม่ค่อยเจอฝนแบบนาย...


แม้ในใจของลูฟอยากจะพูดต่อแค่ไหน แต่ก็ต้องเก็บมันไว้ในใจ มีหวังถ้าพูดต่อไปคงได้โดนอัลฟ่าแดนเหนือต่อยเอาเปล่าๆ ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมเลสลีย์ไม่นาน จนในที่สุดอัลฟ่าตัวขาวก็ยอมโบกมือลาทั้งลูฟและโจชัวอย่างจำใจก่อนจะเดินมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านพักของหัวหน้าหน่วย ซึ่งแอชเชอร์ก็เดาได้ว่าในตอนนี้คงไม่มีใครอยู่ทั้งนั้น เจ้าของบ้านเองก็เช่นกัน รายนั้นน่ะโดยปกติแล้วถ้าไม่ถึงช่วงเย็นก็ไม่มีทางกลับมาที่พัก


ระหว่างทางเดินกลับ เจ้าของร่างขาวก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อยอย่างปกติตามนิสัยคนชอบสำรวจ หางตาก็ยังคงเห็นวูล์ฟด็อกตัวขาวที่เดินทอดน่องตามไม่ห่าง ส่วนเจ้าเซเบอร์เองก็ยังคงอยู่คงซุกในอ้อมแขนของแอชเชอร์


เลสลีย์คิดแล้วก็ได้แต่ภาวนาให้เจ้านี่โตเร็ว ๆ เสียที  อย่างน้อยถ้าเซเบอร์รวมกับฝูงได้เร็วขึ้น บางทีมันอาจจะไม่ต้องมาเป็นเกรย์วูล์ฟของแอชเชอร์

เขาไม่อยากสร้างความผูกพันอะไรไว้ที่นี่..  เพราะหากวันหนึ่งถ้าเขาต้องไปจริง ๆ อย่างน้อยเขาเองก็จะไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ต้องทิ้งไป

เจ้าเกรย์วูล์ฟนี่ก็ด้วย.. มันเป็นเกรย์วูล์ฟของแดนใต้ก็สมควรจะอยู่ที่นี่  ไม่ใช่ติดตามเขาไปเสียทุกที่ อยู่ให้ถูกที่และอยู่ในที่ที่ควรอยู่คงจะเป็นเรื่องดีที่สุด


จะว่าไปสภาพอากาศแบบนี้ก็ดูคลับคล้ายคลับคลากับแดนเหนือยามที่จะเกิดพายุหิมะอยู่เหมือนกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่หยาดน้ำฝนในแดนใต้คงไม่หนาวเหน็บเท่ากับหิมะในแดนเหนือ ฝนที่ตกลงมาของที่นี่นั้นมีแต่จะทำให้ชุ่มฉ่ำเสียด้วยซ้ำ นับว่าเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่แอชเชอร์เองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วตัวเขานั้นชอบมันหรือเปล่า


ทันทีที่เดินเข้าในเขตของบ้านพักของหัวหน้าหน่วยเดอะฮิลล์ แอชเชอร์เองก็รู้สึกถึงความแปลก ๆ ของที่นี่อย่างบอกไม่ถูก แปลกที่ว่านั่นไม่ใช่การที่พวกการ์เดียนหายไปเพราะมันก็คือเรื่องปกติที่เจ้าพวกนี้จะต้องออกไปทำงานอย่างเช่นคนในหน่วย


แต่แปลกที่ว่ามันคือกลิ่นบางอย่างที่ทำให้อัลฟ่าแดนเหนือชาไปทั้งร่างกาย ก่อนที่ก้อนเนื้อในอกจะสูบฉีดหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนพาลให้เหงื่อที่ไม่เคยมีก่อนหน้านั้นผุดขึ้น แขนที่เคยโอบอุ้มเจ้าเซเบอร์นั่นก็คลายออกปล่อยเกรย์วูล์ฟตัวน้อยลง


กลิ่นโอเมก้าในช่วงฮีท..


แอชเชอร์ไม่เคยรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ ยามที่ใช้ชีวิตอยู่ในแดนเหนือ นายน้อยของเลสลีย์มักจะได้รับยาที่ป้องกันกลิ่นฮีทของโอเมก้าอยู่ตลอด พออยู่ในสถาการณ์แบบนี้ก็ทำให้เจ้าตัวหัวหมุนไปหมด ระยะห่างจากบ้านพักของหัวหน้าหน่วยกับที่รักษาก็ห่างไกลกันระยะหนึ่ง


แม้จะไม่มีโอเมก้าในหน่วยแต่ก็ใช่ว่าการผ่านอัลฟ่าพวกนั้นจะเป็นเรื่องง่ายเสียเมื่อไหร่ ระบบวรรณะที่จัดนั้นมันไม่ได้ใช้ได้ทุกที่เสมอไป ฝ่ามือเรียวบีบเข้าหากันแน่นก่อนจะกัดฟันก้าวเดินเข้าไปในบ้านแทนที่จะฝืนตัวเองให้เดินไปที่หน่วยรักษา แต่เสียงที่ดังมาจากภายในบ้านก็ทำให้อัลฟ่าแดนเหนือเบิกตากว้างไม่น้อย


“เอาอลิเซียออกไปให้ไกลฉัน!! ออกไปให้หมด!”


เสียงของไทเลอร์ที่ตะโกนลั่นอย่างชัดเจน ก่อนที่ประตูบ้านจะเปิดออกมาพร้อมกับโอเมก้าสาวที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยและเบต้ารับใช้ที่อยู่ในสภาพตกใจไม่แพ้กัน และทันทีที่สาวเจ้าเหลือบมาเห็นแอชเชอร์ก็ทำให้อัลฟ่าแดนเหนือรับรู้ได้ทันทีว่ากลิ่นที่ทำให้ตัวเองปั่นป่วนจนแทบบ้าในตอนนี้ มันก็คือกลิ่นของอลิเซีย


แม้สัญชาตญาณจะสั่งให้แอชเชอร์กระโจนเข้าใส่โอเมก้าสาวมากแค่ไหน แต่เจ้าตัวก็ยังคงพยายามอดทนอย่างถึงที่สุดแล้วกลั้นใจเดินก้าวเร็ว ๆ เข้าไปในบ้านเพื่อออกให้ห่างจากบุคคลที่เป็นอันตรายกับตัวเองในตอนนี้


ถ้าไทเลอร์ยังอยู่ในบ้าน ยังไงเสียเจ้าตัวก็คงต้องมียาระงับอาการของอัลฟ่าไม่มากก็น้อย.. และนั่นก็เป็นทางเลือกสุดท้ายที่แอชเชอร์พอจะเหลืออยู่


ประตูบ้านที่เปิดค้างไว้นั้นทำให้เจ้าของผิวขาวซีดไม่ต้องเสียแรงเปิดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวนั้นแทบหมดแรงที่เหลืออยู่ก็คือกลิ่นหอมของไม้สนซีดาร์นั้นชัดกว่าทุกครั้งที่ได้รับกลิ่น


ภาพของไทเลอร์ที่ยืนหันหลังเปลือยเปล่าเท้าแขนกับผนังไม้ของบ้านจนเส้นเลือดตามแขนแกร่งนั้นปูดนูนอย่างชัดเจน ไล่มาจนถึงช่วงลำคอที่มีเส้นเลือดใหญ่นั่นก็เช่นกัน


“นะ นายมียาระงับหรือเปล่า” แอชเชอร์เค้นเสียงของตัวเองออกมาอย่างยากลำบากด้วยความหวังที่มีอยู่ริบหรี่


“ออกไปให้ห่างจากฉันเลสลีย์!”


น้ำเสียงดุดันไม่แพ้ในวันที่ไทเลอร์โกรธจัดทำให้อัลฟ่าแดนเหนือรับรู้ได้ทันทีว่าความหวังที่ว่านั้นมันไม่มีจริง ๆ


“บ้าเอ้ย!” เสียงทุ้มนุ่มสบถออกมาด้วยความเจ็บใจ นี่พระเจ้ากำลังกลั่นแกล้งอะไรเขาอีก จะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้าแอชเชอร์ยังไม่รู้สึกทรมานเท่ากับอาการรัทที่แก้ไม่ได้ในตอนนี้เลยสักนิด


“ฉันบอกให้ออกไป!”


ดวงตาดุคมตวัดกลับมามองคนตัวขาวที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนด้วยความโมโห เชส ไทเลอร์ รู้ตัวดีว่าสถานการณ์แบบนี้ตัวเองควรจะต้องทำอย่างไร แต่กลับไม่ใช่กับ แอชเชอร์ เลสลีย์ ที่ยังพาตัวเองเข้ามาใกล้กับไทเลอร์


อลิเซียสร้างปัญหาให้กับ เชส ไทเลอร์ ได้อย่างมากที่สุด กลิ่นฮีทของสาวเจ้าคงทำให้อัลฟ่าในหน่วยปั่นป่วนกันไปหมด ไม่ต่างจาก เชส ไทเลอร์ ด้วยเหมือนกันที่กำลังรับมือกับอาการรัทในตอนนี้


ถ้าหากอัลฟ่าด้วยกันเองว่าอันตรายแล้ว เลสลีย์ก็คงต้องตอบเลยว่าอัลฟ่าพวกนั้นไม่อันตรายเท่ากับทรูอัลฟ่าที่กำลังรัทอยู่นี่เลยสักนิดและแอชเชอร์เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายนี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..


“ถ้าฉันทำได้ ฉันไม่มายืนอยู่แบบนี้หรอก!” คนตัวขาวขบกรามแน่นในขณะที่ฝ่ามือขาวนั้นก็กำจิกมือตัวเองจนได้เลือด สมองที่เคยย้ำคิดและคอยควบคุมการสั่งการของร่างกายก็เริ่มจะว่างเปล่าจนเจ้าของร่างกายไม่สามารถควบคุมตัวเองได้


ความต้องการของร่างกายที่เพิ่มขึ้นสูงเรื่อย ๆ ยิ่งสร้างความทรมานจนแอชเชอร์ขยะแขยงร่างกายที่ไม่รักดีของตัวเอง ความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้พวกนี้มันทำให้เขาดูตกต่ำอย่างน่าละอาย  คงเพราะการกลบกลิ่นของไทเลอร์ก่อนหน้านี้ที่ทำให้เลสลีย์ไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่แล้วยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเองมากกว่าเดิม กลิ่นไม้สนซีดาร์นั้นกำลังกดให้อัลฟ่าแดนเหนือที่กำลังรัทอยู่อ่อนกำลังลงอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ตนเองนั้นกลับยิ่งมีแรงมากขึ้นจนน่ากลัว


สักอย่างที่จะช่วยเติมเต็มหรือสักวิธีที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทรมานพวกนี้ นั่นคือสิ่งที่ลอยเข้ามาในหัวของเลสลีย์...


“ออกไปซะ ก่อนที่นายจะได้เป็นตัวแก้อาการรัทของฉัน!!”


ขาเรียวที่สั่นเทาจนแทบจะเดินไม่เป็นของร่างขาวพยายามจะก้าวเดินเลี่ยงขึ้นไปยังด้านบน เพื่อหวังจะขังตัวเองไว้ในห้อง ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคตข้างหน้า สิ่งที่เจ้าตัวรู้อย่างเดียวในตอนนี้ก็คือต้องออกให้ห่างจากไทเลอร์ให้ได้มากที่สุดก่อนที่ทรูอัลฟ่านั่นจะหมดความอดทน


ทว่าคำภาวนาของเลสลีย์ที่วิงวอนต่อพระเจ้าคงส่งไปไม่ถึง...


เพราะแรงกระชากจากทางด้านหลังอย่างแรงจนร่างทั้งร่างลอยหวืดเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของทรูอัลฟ่านั่นก็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดสะบั้นลง ความร้อนของร่างกายที่แนบชิดจนรับรู้ได้ถึงความแข็งแรงนั่นเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าหากไม่มีใครหยุดทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...


“ฉันให้โอกาสนายแล้วเลสลีย์”


“....”


“อย่าหวังว่าฉันจะหยุดจนกว่าจะขย้ำนายให้จมเขี้ยว” 









HASTAG #youngmastermn 









TALK : ตอนนี้แอบยาวกว่าทุกตอนนิดหน่อย(?) แล้วก็ตัดจบมันแบบนี้นี่ล่ะค่ะ แง้ ขย้ำไม่ขย้ำ? แต่มีตัวละครใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งตัวละครนะคะ จริงๆก็มีอีกเรื่อยๆแต่จะค่อยๆโผล่มาเน้อ  อ่านคอมเมนต์ที่เดากันของหลายๆคนแล้วยังไม่บอกนะคะว่ามีใครถูกไหม เอาไว้อ่านในเนื้อเรื่องกันเอาดีกว่าเนอะ เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ :) 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.186K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,774 ความคิดเห็น

  1. #3732 __0997 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 20:26
    โอมายก้อท เนี้ยสงสารทั้งหมดเลย สงสารอลิสด้วยที่ฮีท ต้องอย่าลืมว่าไม่มีใครควบคุมมันได้และแน่นอนมันเป็นความผิดของอลิสอยู่แล้วที่มาในสถานที่ที่มีแต่อัลฟ่าทั้งๆที่ตัวเองเป็นโอเมก้า คือไม่ได้อยากโทษอลิสเพราะอย่างที่บอกพวกอัลฟ่ามันควรระงับความอยากของตัวเองได้เหมือนที่เชสทำ แต่ก็นั้นแหละ สงสารเลสลีย์คนโตด้วย รักเค้าหมดใจเลยแต่เหมือนทำความผิดอยู่ตลอดเวลาฮื่อ โอ้ยเป็นห่วงคนเล็กมาก ยิ่งเชสเป็นทรูอัลฟ่าด้วยโอ้ยๆ
    #3,732
    0
  2. #3695 qqaqe (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 16:29
    สงสารอาเธอร์มากๆ เพราะริโอก็มีคู่ของตัวเองอยู่แล้วยังจะไม่ปล่อยอาร์ธไปอีก ส่วนอลิสก็นะ มาสร้างความวุ่นวายมากๆ
    #3,695
    0
  3. #3622 babemay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 00:48
    แต่เรื่องริโอ โมโหมากถึงจะไม่รู้อะไรแต่ที่อาเธอร์เป็นอยู่ตอนนี้ดูทรมานมากเลย สงสารมากๆ
    #3,622
    0
  4. #3621 babemay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 00:48
    อลิเซียทำไมต้องมาสร้างปัญหาเนี่ย อยากกรี๊ดใส่มาก แง ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ กลัวพี่เชสมากค่ะตอนนี้ฮือ อย่าทำน้อง น้องก็กำลังจะไปแล้วไงคุณพี่!!!!!!
    #3,621
    0
  5. #3593 KimCho (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2563 / 09:47
    แอชก็กำลังจะไปไงโว้ยอัยทรูอัลฟ่า ฮึ่ยอะไรวะ
    #3,593
    0
  6. #3559 doraaung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 12:26
    เราไม่เดาอะไรแล้ว คิดๆแหละ แต่เดาไรไม่เก่งอ่ะ 55555 อ่านเรื่อยๆแล้วมาดูว่าจะเป็นอย่างที่คิดไว้ไหม ฮืออออออ ตอนนี้เชสก็น่ากลัวเด้ออออ ตัดแบบนี้เลยเด้อออ เลสลีย์จะเป็นยังไง

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ไรท์สู้ๆน๊าาาา
    #3,559
    0
  7. #3491 Oywctmw (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 23:35
    ชิบหายละแม่
    #3,491
    0
  8. #3434 lopenav (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 00:20
    น้องหนีแร้วค่ะคุรพรี่ น้องหนีแร้ว คุรพรี่ใจเย็นๆก่อนนนนกรี๊ดดดดดดดดดดสสกสกสปสปสกสกสกสกสปสสปสแสกสกสปสกสแสก / อาเธอร์น่าสงสารมาก เรารส.เจ็บปวดผ่านตัวอักษรได้เลยค่ะ ทรมานมากจริงๆ
    #3,434
    0
  9. #3419 Dotu_127 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 13:03
    โอมาดกสด
    #3,419
    0
  10. #3342 ปงจี้ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 23:01
    สเปนเซอร์คือยังไง จับปลาสองมือหรอ อยากได้อำนาจและอยากมีเทออยู่ด้วยงี้ สงสารเอวานกับอาเธอร์ แงงงงงงง แล้วก็สงสารอลิเซียด้วย ทำไมถึงดูโทษโอเมก้ากันจัง;-; แต่ก็เป็นตัวอลิเซียเองที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วยังอยู่ต่อ แงงงงงงงงง
    #3,342
    0
  11. #3247 ventdaybenolan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 03:35
    น้องหนีแล้วนายเชสนายให้โอกาสตรงไหนน้องกำลังเดินแล้วไงเชส!!!
    #3,247
    0
  12. #3100 machada07 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 21:26
    เตง อย่าทำน้อนนน ฮือออ
    #3,100
    0
  13. #3015 ikkyu nakamoto (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 17:19

    พ่ออย่าทำน้องงงงง

    #3,015
    0
  14. #2950 pplinyeol (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 04:22
    เลาได้เบานะพ่อนะ อย่าทำน้อววงงงงงงงงง
    #2,950
    0
  15. #2798 kiki3k (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:33
    แต่ละคู่ ใจบางไปหมดดด
    #2,798
    0
  16. #2743 LuckyMyFriend (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:27
    อย่าทำน้องงง
    #2,743
    0
  17. #2709 firstchxnx (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:35
    ไม่อาววววว
    #2,709
    0
  18. #2685 เกรดสี่ที่หายไป_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:59
    ตัวปหจริงๆ
    #2,685
    0
  19. #2653 flufffyfluffjj (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:35
    สงสารอาเธอร์​ เนี่ย​ อลิเซีย​ เชสบอกแล้วบอกอีกอย่ามาๆ​ มันสร้างปัญหาไม่เคยจะฟัง​ สมควรเค้าจะหงุดหงิดเธอจริงๆนั่นแหละ
    #2,653
    0
  20. #2624 SUCHA_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:59
    หลายมู้ดมากค่ะ5555555 พาร์ทอาเธอร์ก็คือสงสารจับใจ หน่วง รักอิสระ แต่ก็โดนทั้งริโอแล้วก็ใจตัวเองขังไม่ให้ไปไหน พาร์ทล่างมาก็คือแอสรู้ก! ปิดปากกิ้ด
    #2,624
    0
  21. #2611 08mm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:27

    เอาแหล่ว

    #2,611
    0
  22. #2607 ❥rainywinter (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:23
    เทอไม่ให้โอกาสแอชมากกว่ามั้ยไทเลอร์!!
    #2,607
    0
  23. #2580 happy.n (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 18:56
    อมกๆๆๆๆๆๆๆ
    #2,580
    0
  24. #2550 K_57 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 20:48
    ทำไมถึงน่าสงสารกันขนาดนี้คะ;-;
    #2,550
    0
  25. #2535 milkpan19554 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 23:10
    รุนแรงอยากกรี้ด
    #2,535
    0