ตอนที่ 36 : Pine Range (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    2 มิ.ย. 62

ตอนที่ 36 : Pine Range (1)

 

            เฟี๊ยตและธันเริ่มต้นออกเดินทางในบ่ายวันนั้นเลย

            พวกเขาตั้งใจเดินตัดป่าทิวสนเพื่อมุ่งสู่เมืองกุมภาพันธ์อันเป็นเมืองลำดับถัดไป ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะสามารถใช้บลีกวิเศษบินข้ามป่าไปได้โดยง่าย แต่พวกเขาก็ตัดสินใจเริ่มต้นจากการเดินบุกป่าไปตรงๆ ก่อน สิ่งสำคัญคือป่าทิวสนเป็นป่าสำคัญที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ นั่นหมายความว่า ที่ป่านี้อาจจะมีบลีกสูงสุดที่ให้พวกเขาเก็บซ่อนอยู่

            อีกเบาะแสสำคัญหนึ่งคือวิหารกุมภาพันธ์

            จากการข้อมูลที่เขาได้จากการต่อสู้ที่หน้าร้านขายบลีก เฟี๊ยตได้ข้อมูลมาว่าวิหารกุมภาพันธ์ซ่อนตัวอยู่ในป่าแห่งนี้ นี่เป็นอีกผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกจะเดิน มากกว่าจะบินผ่านป่าไปเสียเฉยๆ เฟี๊ยตตั้งใจว่าคืนนี้หลังหยุดพักจะคิดหาแผนการตามหาวิหารลึกลับแบบจริงจังไปอีกสักที

            ป่าทิวสนเป็นป่าไม้ที่อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมากนัก

            เรียกว่าค่อนไปทางอบอุ่นไปถึงเย็นสบายมากกว่า ทิวทัศน์รอบด้านประกอบไปด้วยต้นสนสูงลิบลิ่ว สลับกับต้นหญ้าที่เรียงปกคลุมไปตามพื้น นานๆ เขาถึงจะเห็นต้นไม้ชนิดอื่นเข้ามาอยู่ในสายตาบ้าง การเดินทางเป็นไปอย่างค่อนข้างสบาย ด้วยอากาศที่ไม่ร้อนอย่างที่คิด ประกอบกับพื้นที่ซึ่งปกคลุมด้วยหญ้าต้นเล็กๆ ไม่มีต้นไม้รกระเกะระกะที่จะมาขัดขวางการเดินทาง การกำหนดทิศทางเป็นไปอย่างง่ายมากสำหรับการเดินทางในระยะนี้ เพราะพวกเขายังไม่เจอสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคใดที่จะทำให้เขาต้องเบี่ยงเบนไปจากเข็มที่ตั้งไว้เลย ธันและเฟี๊ยตเพียงแต่มุ่งหน้าตรงไปทางทิศตะวันตกตามที่วางแผนไว้เท่านั้น หนทางเป็นไปอย่างเรียบง่ายกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก

 

 

 

 

            “เคยมาป่าทิวสนแล้วบ้างเปล่าวะ” เฟี๊ยตถามขึ้นขณะแวะพักระหว่างทาง

            “ไม่เคยเดินแบบเดินอย่างเดียว ครั้งก่อนก็บินข้ามไปเมืองกุมภาพันธ์เลย ถ้านับว่าเดินแบบจริงจัง นี่ก็คือครั้งแรก” ธันตอบก่อนจะยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

            “แล้วนี่อยู่ในเกมนี่มานานยังวะ” เขาถามด้วยความสงสัย

            “ร้อยกว่าวันแล้วมั้ง จำแม่นๆ ก็ไม่ค่อยได้ ถ้านับเวลาโลกภายนอกก็สักสิบกว่าวันได้แล้วมั้ง” ธันตอบพลางยักไหล่

            “นานหวะ” เฟี๊ยตตอบ

            “แล้วนี่เริ่มเล่นเกมมานานยังเนี่ย อย่าบอกนะว่าเพิ่งเข้ามา” ธันหันมาถามด้วยสีหน้าสงสัย

            “วันนี้วันที่ 11” เฟี๊ยตพูดออกไปตามตรง

            “เชี่ย จริงเปล่าเนี่ย 11 วัน รวมจิตได้เก่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ” ธันพูดด้วยสีหน้ากึ่งจะสงสัย กึ่งจะชื่นชม

            “ฟลุ๊คมั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า ไปเถอะ ออกเดินทางต่อกัน”

            เฟี๊ยตพูดพร้อมลุกยืนขึ้น เมื่อเห็นว่าครบเวลาพักตามที่ตกลงกันไว้ตอนแรก มือหนึ่งยื่นส่งไปให้อีกฝ่าย ธันจับมือนั่นเหนี่ยวตัวขึ้นง่ายๆ ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินตามทางด่านในป่าทิวสนนั้นต่อไป

 

 

 

            มือขวาของเฟี๊ยตกำเข็มทิศที่เล็งทิศทางไปทางทิศตะวันตกไว้อย่างดี

            ความตั้งใจของพวกเขาคือจะใช้เวลาประมาณสามถึงห้าวันในการผ่านผืนป่านี้ไปให้ได้ เฟี๊ยตเลือกใช้บลีก Culex Mosquito ในการออกลาดตระเวนไปรอบทิศ เพื่อจับเรดาห์ถึงสิ่งมีชีวิตที่ผ่านไปมา เขาจงใจต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่ค่อนข้างเก่งเท่านั้น ด้วยความคิดที่ว่าการต่อสู้กับสัตว์ไปเรื่อยเปื่อยจะทำให้เปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ ส่วนธันก็ผสานจิตไว้ที่ดวงตาและใบหูอย่างต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างช่วยกันตรวจตราและจับสังเกตสิ่งแปลกปลอมที่น่าจะส่งอันตรายต่อพวกเขา

            Citronella Oil ที่เฟี๊ยตฉีดไว้เพื่อป้องกันสัตว์ป่าออกฤทธิ์ดีเกินคาด

            พวกเขาเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญน้อยมากจนเหมือนว่าเดินอยู่ในเมืองมากกว่าในป่าเสียอีก แต่ก็มีบางครั้งที่พวกเขาบังเอิญพบกับสัตว์ป่าอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากเหตุที่ว่าเขาเดินย้อนไปทางใต้ลม ทำให้สัตว์เหล่านั้นไม่ได้ได้กลิ่นน้ำยาที่เข้าฉีดพรมไว้ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะพวกเขาพบเพียงแต่กระต่ายป่าสองสามตัวกับกวางป่าอีกตัวเท่านั้น ชายหนุ่มได้แต่ปล่อยให้มันเหล่านั้นวิ่งหนีไป ดูจากท่าทางแล้วถ้าเก็บเป็นบลีกก็คงจะไม่ใช่บลีกที่สลักสำคัญอะไรนัก ธันกับเฟี๊ยตจึงตกใจกันที่จะให้มันอยู่ประดับธรรมชาติอย่างนี้ต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงธรรมชาติในเกมก็ตาม

            การเดินทางของวันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            การผสานจิตไว้ที่เท้าทำให้อัตราเร็วในการเดินทางของพวกเขาสูงมาก เพราะพวกเขาเน้นแต่เดิน เดิน เดิน และเดินเพียงอย่างเดียว เขตรอบๆ ชายป่านั้นยังไม่มีสัตว์ใดน่าสนใจโผล่มาให้พวกเขาเห็นนัก อีกทั้งกำลังวังชาของทั้งคู่ที่ค่อนข้างอยู่ตัวจึงทำให้ไม่ต้องหยุดพักบ่อย การเดินทางจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เผลอไม่นานพระอาทิตย์ก็เริ่มอ่อนแรง

 

 

 

            “ตี๋ พักก่อนเหอะ สำหรับวันนี้”

            ธันเอ่ยชวนขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มร่วงโรยเต็มที หากจะฝืนเดินทางกันต่อก็คงต้องใช้ไฟฉายแล้ว บรรยากาศของป่าทิวสินในเวลานี้เต็มไปด้วยความขมุกขมัว

            “เอาดิ ฟ้ามืดเต็มทีแล้ว”

            เฟี๊ยตตอบไปแบบเห็นด้วย พวกเขาชวนกันหาพื้นที่ว่างบริเวณใกล้เคียงสำหรับตั้งแคมป์พักชั่วคราว ธันรับอาสาจัดการเรื่องการเตรียมที่พัก ท่าทางเหมือนธันจะมีบลีกสำหรับเดินป่าอยู่เหมือนกัน ในขณะที่เฟี๊ยตรับอาสาจัดการเรื่องมื้อเย็นคืนนี้

            “The Portable Kitchen of Chef Trainee ...Come Forth!”

            เฟี๊ยตเรียกใช้บลีกห้องครัวสำเร็จรูปออกมา หลังจากมานั่งพักบริเวณโขดหินแห่งหนึ่งที่อยู่ในลานกว้างที่ค่อนข้างเปิดโล่งทิ้งตัวห่างจากต้นสนที่สูงตระหง่านออกไปราว 10 เมตร

            เฟี๊ยตเลือกใช้เนื้อหมูสันคอสดสำหรับเป็นเมนคอร์สสำหรับมื้อนี้

            เขาตัดสินใจเลือกทำอาหารเองในมื้อที่ไม่ได้เร่งรีบอะไร หลังจากที่เขาพบว่าของสำเร็จรูปที่ขายและสามารถเก็บเป็นบลีกมีราคาแพงกว่าเหตุ เขาจึงไปดูราคาของสดที่ขายทั่วไป เฟี๊ยตถึงกับต้องกวาดซื้อมาอย่างมันมือ เพราะราคานั้นถูกกว่ากันมาก ชายหนุ่มที่ต้องอยู่หอคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การทำอาหารเล็กๆน้อยๆกินนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดามาก อีกอย่าง เขาคิดว่าการผัดๆ ทอดๆ หยิบจับอะไรในครัวไปเรื่อยเปื่อยก็ทำให้เขาอารมณ์ผ่อนคลายขึ้น

            เขาหั่นหมูชิ้นหนาให้บางลงพอประมาณ กะน้ำหนักประมาณ 150 กรัม โดยใช้ชุดมีดและเขียงที่มีอยู่ในชุด ก่อนจะใช้ครกเล็กๆ มาตำพริกไทยดำให้แตกละเอียด ผสมกับอีกสองสหายที่เหลือ ได้แก่กระเทียมและรากผักชีที่เตรียมไว้ เฟี๊ยตทำอาหารไปก็ฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี หลังจากคลุกเคล้าเนื้อหมูกับเครื่องหมักพร้อมทั้งโรยซอสปรุงรสแล้ว ชายหนุ่มก็หันมาทำน้ำซอสสำหรับราดสเต็กหมู โดยเลือกทำเป็นซอสพริกไทยดำสูตรเด็ดของเขา น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ผสมกับน้ำสต๊อกหมู ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรส ชิมรสชาติจนพอดี โดยเผื่อให้เข้มกว่าที่ต้องการสักนิด ผสมแป้งข้าวโพดที่กระจายในน้ำเป็นที่เรียบร้อย ตั้งไฟจนแป้งเหลวใส ทำให้ซอสเข้มข้นขึ้น ดูหนืดขึ้นพอน่ากิน เมื่อเตรียมเครื่องทุกอย่างเรียบร้อยก็นำเนื้อหมูลงย่างกับเตาย่างที่มีอยู่ในเครื่องครัวนั้นจนผิวดูกรอบและไหม้นิดหน่อยตามสไตล์ที่เขาชอบ จึงยกขึ้นจากเตา ราดน้ำซอสที่เตรียมไว้ เขาทำไปก็กลืนน้ำลายดังเอื้อกๆ ตามไปด้วย

            “เฮ้ย ทำอะไรกิน กลิ่นหอมจังเลยวะ”

            เสียงของธันตะโกนมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้กลิ่นสเต็กหมูหอมลอยมาจากกระทะ เด็กหนุ่มผู้ร่วมทางตอนนี้จัดการตั้งเต็นท์เสร็จแล้วเป็นที่เรียบร้อย และกำลังทยอยเอากลิ่นตะไคร้หอมปรุงของเขาไปหยดไว้รอบที่พักเพื่อกันสัตว์ป่าที่อาจจะหลงเข้ามา

            “สเต็กสันคอ ทำเองเลยนะเว่ย รีบมาเลยไอ้แขก ฮ่าฮ่า”

            สเต็กสันคอหมูพริกไทยดำง่ายๆ แต่หรูหราในสไตล์ของเฟี๊ยต ถูกจัดขึ้นโต๊ะในภัตตาคารกลางป่า สตาร์ทเตอร์ ซุป สลัด ไม่มีสำหรับมื้อนี้ มีเพียงเมนคอร์สเป็นสเต็กหนึ่งชิ้นที่เสิร์ฟพร้อมข้าวกล้องเหนียวนุ่ม ตบท้ายมื้อด้วยเลมอนญี่ปุ่นเป็นของหวาน

 

 

 

            “เชียร์!

            เสียงของชายหนุ่มสองคนพูดลั่น ในจังหวะที่ยกเครื่องม็อกเทลสีสวยมากระทบแก้วกันอย่างครื้นเครงในความเงียบ โชคดีที่เฟี๊ยตเจอเพื่อนร่วมทางก่อนจะบุกตะลุยในโลกปริศนาแห่งนี้ ชายหนุ่มทั้งสองต่างพูดคุยสัพเพเหระกันไม่หยุด เหมือนต่างฝ่ายต่างก็อยากได้คนให้คุยด้วยมานานแล้ว พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความเห็น ความคิด และทัศนคติต่อเกมนี้กันอย่างมากมาย มิตรภาพของทั้งสองกำลังงอกงามผลิดอก โดยมีฉากหลังแห่งป่าทิวสนที่คอยเฝ้าดูอย่างเงียบเชียบเป็นสักขีพยาน

 

 

 

 

 

            นายพินต้า

            ฝากกดติดตามเฟส ทวีต และในแอปนี้ด้วยนะ

            พยายามจะลงให้ได้ทุกวันนะครับ แต่ช่วงนี้งานเริ่มพอกพูนแล้ว อย่างต่ำคือสัปดาห์ละ 2 ตอนแน่ๆ ถ้าอยากให้ลงบ่อยๆ ต้องช่วยกันเมนต์หน่อยนะครับ จะได้มีแรงใจไปเขียนหน่อย ขอกำลังใจกันหน่อยน้า

            ปล. สำหรับคำติชมเรื่องการไม่แจ้งเตือนของนิยาย คือ ระบบแจ้งว่านิยายเรื่องหนึ่งจะแจ้งเตือนได้เพียง 3 ครั้งต่อเรื่องนะครับ ทำให้เวลาลงอาจจะยังไม่แจ้งเตือน ผมคงต้องรบกวนแวะเข้ามาดูหน่อยนะครับ >///<

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

100 ความคิดเห็น