ตอนที่ 35 : Hoax (5)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    31 พ.ค. 62

ตอนที่ 35 : Hoax (5)

 

            “เออสิ”

            เฟี๊ยตพูดพร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก สุดท้ายไอ้คนตรงหน้าก็เข้าใจเสียที โชคดีว่ามันทำท่าจะเปลี่ยนมาสืบสวนเขาเสียก่อน เขาเลยยังพอมีเวลาวางยาพิษหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายให้หยุดฟังเขาได้ ถ้าเด็กหนุ่มหมายแต่จะฆ่าเอาชีวิตเขาอย่างเดียว คงจะไม่เปิดโอกาสให้คุยกันได้รู้เรื่องแบบนี้

            “เชี่ย” อีกฝ่ายได้แต่พึมพำ

            “รู้แล้วก็เลิกพยายามฆ่ากูได้แล้ว กูมาดี” เฟี๊ยตตอบ

            “เออน่า ฝีมือใช้ได้เหมือนกันนี่”

            อีกฝ่ายพูดมาเหมือนกึ่งจะชม แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ยาของเขายังออกฤทธิ์ เด็กหนุ่มได้แต่นอนตัวแข็งแบบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้

            “นึกว่าจะตายซะแล้ว ยังเล่นเกมไม่คุ้มเลย” เฟี๊ยตบ่นกับตัวเองขณะที่นอนมองท้องฟ้ากว้าง

            “แค่กูถอดจิตเอาบลีกนักสร้างเมืองออกก็ตายแล้ว ลองดูไหมหละ หือ” เด็กหนุ่มเย้า

            “แล้วมึงอยากลองยาพิษอีกสักหลอดไหมหละ ตายเหมือนกัน นี่อุตส่าห์กะให้ไม่ให้ตายนะ” เฟี๊ยตสู้กลับด้วยคำพูด

            “เออๆ ถือว่าเสมอกันแล้วกัน” อีกฝ่ายพูดง่ายๆ

            “กูไม่ได้ตั้งใจสู้สักหน่อย กูพยายามจะหาจังหวะหยุดการเคลื่อนที่มึงต่างหาก กะว่าจะใช้บลีกคืนความทรงจำให้มึงไง” เฟี๊ยตรีบเกทับ

            “กูก็ไม่ได้ตั้งใจฆ่ามึงมั้ง ดาบกูฟันคอมึงได้ตั้งหลายที กูก็ไม่ทำ กูแค่อยากสืบสวนว่ามึงจับกูมาทำไม” อีกฝ่ายเถียงกลับ ท่าทางคนคู่นี้จะมีฝีปากที่สมน้ำสมเนื้อกันทีเดียว

            “เออ สรุปว่าเสมอกันแล้วกัน ตามนี้” เภสัชกรหนุ่มสรุปให้แบบไม่ต่อล้อต่อเถียง

            “ดี”

            “แล้วนี่จะลงได้ยัง”

            เฟี๊ยตถามแบบกลบเกลื่อนอาการหวาดเสียวไว้จนมิด ถึงแม้ว่าทุกอย่างดูจะคลี่คลายลงด้วยดี แต่เขาก็ยังคงอยู่บนตึกขนาดแคบๆ สูงร่วมร้อยเมตร ยิ่งผสานบลีกเรียกโกเลมขึ้นมาไม่ได้ เขาก็ไม่ได้มีกระจิตกระใจจะอยู่แบบนี้ไปนานเท่าไหร่นัก

            “อยู่ดูวิวก่อนสักพักหนึ่งน่า มึงไม่ตกลงไปตายหรอก กูมีบลีกกำแพงอากาศ ท้องฟ้าตอนนี้ก็สวยดี”

            เด็กหนุ่มพูดอย่างไม่ยี่หระอะไร เขาก็ได้แต่ปิดปากเงียบอย่างไว้ฟอร์ม ยิ่งเร่งรัดให้อีกฝ่ายถอนบลีกออกยิ่งเป็นการยอมรับว่าตนเองหวาดกลัวมากเท่านั้น เขาไม่อยากรู้สึกเป็นลูกไล่ของไอ้เด็กนี่

 

 

 

            “ชื่ออะไร”

            เฟี๊ยตเอ่ยถามขึ้น พลางเปลี่ยนอิริยาบถเอามือทั้งสองมาหนุนรองศีรษะต่างหมอน ไม่ลงก็ไม่ลง นอนดูท้องฟ้าระยะประชิดแบบนี้ก็วิวดีไปอีกแบบ

            “ธัน”

            “ลงทัณฑ์?”

            “ธันเดอร์โว้ย”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า”

            เขาหัวเราะลั่นออกมาอย่างสะใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเถียงออกมาอย่างหงุดหงิดน้อยๆ ถ้าเดาไม่ผิดเด็กนี่น่าจะอายุน้อยกว่าเขา

            “แล้วชื่ออะไร”

            “เฟี๊ยต”

            “เฟี้ยส?”

            “เฟี๊ยตโว้ย ต.เต่า ต.เต่า ยูโน้”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า”

            ไอ้เด็กสายฟ้าก็หัวเราะสวนกลับมาบ้างเหมือนรอคอยจังหวะอยู่ก่อนแล้ว เขาหันไปมองเล็กน้อยก็ต้องเผลอหัวเราะตาม ฤทธิ์ยาทำตัวมันแข็งเกร็งแต่ธันก็ยังฝืนหัวเราะไม่หยุด สภาพตอนนี้ก็คงเหมือนกับท่อนไม้ดิ้นได้

            “อายุเท่าไหร่” เขาซัก

            “22 มึงหละ”

            “31” เฟี๊ยตตอบ

            “เหยด กูไม่เรียกว่าพี่นะ คันปาก” อีกฝ่ายพูดพร้อมกลั้วหัวเราะ

            “เรื่องของมึงเหอะ อยากเรียกอะไรก็เรียก”

            เขาตอบไปแบบไม่ใส่ใจ นี่ก็ขึ้นกูขึ้นมึงกันมาตั้งนานแล้ว ให้มาเรียกพี่เรียกน้องคงจั๊กจี้พิลึก นี่ก็เป็นแค่โลกในเกมด้วย จะเอาอะไรมากมาย

            “ได้เลย ไอ้ตี๋”

            “ตี๋บ้านมึงสิ ไอ้แขก”

            “กวนตีนกูเหรอ”

            “ไม่กวนตีนมึงแล้วกวนตีนใครหละ คิดสิคิด” เขาเถียงกลับอย่างรวดเร็ว

            “ก็มึงตาตี่อะ มึงจะให้กูเรียกอะไร ถ้าไม่ใช่ตี๋” ธันสู้

            “กูก็ไม่ได้ห้ามนี่ อยากเรียกก็เรียกไปสิ ไอ้แขก”

            “เชี่ย”

            “หน้ายังกะเด็กจูงอูฐแถวอาหรับ ไม่ให้เรียกแขกจะให้เรียกว่าไร ถูกไหม” เขาหันไปยักคิ้วอย่างกวนตีน

            “สัด”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า”

            “เรียกชื่อก็ได้วะ”

            “กูมึงก็ได้ ตามใจมึงเหอะ กูสบายๆ”

            รัฐกิจพูด กล้ามเนื้อของอีกฝ่ายเริ่มแข็งเกร็งน้อยลงเรื่อยๆ อีกไม่นานยาพิษก็คงหมดฤทธิ์ ความจริงให้ยาแก้พิษอีกฝ่ายก็คงจะดี แต่ดูอาการทุเลาไปเองแบบนี้ก็ดีอีกแบบ เขาจะได้ข้อมูลด้วยว่ายาขนาดนี้มันออกฤทธิ์ได้นานเท่าไหร่กัน แต่อีกเรื่องที่เขารู้แน่คือผงจักระของอาจารย์เขาศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือ เขาปล่อยยาพิษฟุ้งกระจายรอบตัว แต่เขากลับไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียวเลย

 

 

 

            “กูมีข้อเสนอ”

            เขากลั้นใจพูดออกไป ขณะที่อีกฝ่ายกำลังทดลองขยับแขนขาไปมาเมื่ออาการค่อยๆ ดีขึ้น ธันหันมามองหน้าเขาเล็กน้อยแบบสนใจ

            “อะไรวะ” เด็กหนุ่มถาม

            “กูต้องการความสามารถในการต่อสู้ของมึง” เขาพูดเรียบ

            “ห๊ะ” เครื่องหมายปรัศนีแสดงผ่านสีหน้าของอีกฝ่าย

            “กูไม่เก่งการต่อสู้ กูต้องการเพื่อนร่วมทีมที่มีความสามารถในการต่อสู้ได้ในระดับดี และกูก็คิดว่ากูกับมึงก็พูดจากันรู้เรื่อง น่าจะเดินทางไปด้วยกันได้”

            “หมายถึงมึงจะชวนกูไปเข้ากลุ่มมึงอะนะ” อีกฝ่ายตั้งคำถาม

            “เออ พูดแบบนั้นก็ได้” เขาตอบง่ายๆ

            “แล้วกลุ่มมึงมีใครบ้าง มีกี่คน แล้วแต่ละคนมีนิสัยใจคอยังไง” ธันซัก

            “กลุ่มกูประกอบด้วยกูคนเดียว ถ้ามึงตอบตกลง กลุ่มกูก็จะเพิ่มเป็นสองคน” เภสัชกรหนุ่มตอบพลางยักไหล่

            “คูลเชี่ยๆ” ธันหัวเราะร่วน

            “แล้วมึงหละ มีเพื่อนร่วมเดินทางบ้างไหม” เขาถามบ้าง

            “มี”

            “กี่คน”

            “คนเดียว”

            “ใครวะ”

            “กูนี่ไง กูเป็นเพื่อนกับตัวกูเอง”

            “มุกเชี่ยไรของมึงเนี่ย ปัญญาอ่อนฉิบหาย”

            เฟี๊ยตด่าแบบไม่ใส่ใจอะไรมาก เขาก็ปากหมา มันก็ปากหมา ท่าทางจะไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันเท่าไหร่นัก

            “ทีมึงยังเล่นมุกมึงได้เลย ห่า ตลกตรงไหนวะ ไอ้ตี๋”

            ธันตอบพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอย่างอาการดีขึ้นมาก มันบิดขี้เกียจไปมาราวกับจะเช็คสมรรถภาพร่างกายอีกครั้ง เฟี๊ยตเห็นสภาพแล้วก็เปลี่ยนใจ มือสะอาดล้วงไปยังถุงสมุนไพร 4 มิติ คว้าขวดยาสีม่วงมาขวดหนึ่ง ยื่นตรงให้กับคนตรงหน้า

            “ยาแก้พิษ” เขาพูดสั้นๆ

            “หลอกฆ่ากูเปล่าเนี่ย คนแบบนี้มึงน้า ไว้ใจไม่ได้”

            ธันรับเอาของจากมือเขาไป แต่มือก็ทำท่าชี้หน้าเขาแบบจับผิด ดวงตาหรี่มองเขามาแบบแกล้งๆ มืออีกฝั่งก็เคาะขวดยาในมือไปมา

            “ไม่เชื่อก็เรื่องของมึง เอาคืนมา”

            “เรื่อง”

            ธันยกยาหลอดสีม่วงขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เด็กหนุ่มบีบนวดไปตามตัวอย่างกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพียงไม่กี่อึดใจ คนที่เคยนอนซมเพราะยาพิษก็ลุกขึ้นยืนอย่างกระปรี้กระเปร่า อาการอัมพฤกษ์อัมพาตเมื่อสักครู่หายปลิดไปแทบจะสมบูรณ์

            “แล้วกูจะได้อะไร”

            ธันถาม พร้อมกับยื่นมาจับพร้อมดึงตัวให้เขาลุกยืนขึ้น เฟี๊ยตฝืนใจให้นิ่งสนิท พลางทรงตัวลุกยืนขึ้นบนสิ่งก่อสร้างสูง ตามแรงดึงมือของอีกฝ่าย

            “เพื่อน”

            “กูไม่อยากวิ่งไปตายแทนเพื่อนนี่”

            “กูเป็นนักปรุงยา ปรุงยาพิษได้ก็ปรุงยาแก้พิษได้ ยารักษากูก็ปรุงได้ เดินทางไกลต้องมีหมอ กูรับหน้าที่เป็นหมอประจำทีม คอยรักษามึง มึงไม่ทันได้ตายแทนกูหรอก เพราะกูจะรักษามึงขึ้นมาสู้ใหม่”

            “สัด”

            “ทีมที่ไม่มีหมอตายเร็วนะเว่ย อย่างน้อย กูก็รู้วิธีรักษาชีวิตมึงมากกว่าที่มึงจะรู้วิธีรักษาตัวเอง”

            เฟี๊ยตพูดพร้อมยิ้ม ถึงแม้ว่าท่าทีการพูดคุยระหว่างพวกเขาจะดูหยาบคายไปเสียบ้าง แต่เขาก็อ่านคนตรงหน้าออก ธันไม่ได้มีทีท่าต่อต้านอะไร ท่าทางการเจรจาระหว่างพวกเขาจะผ่านไปได้ด้วยดี

 

 

 

            “ตกลง!

            เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มพร้อมกับยื่นมาขวาออกมาตรงหน้า เฟี๊ยตเองเห็นท่าทางก็ยื่นมือขวาออกไปด้วยความรู้สึกอารมณ์ดีปนตลกเช่นกัน ชายทั้งสองจับมือกันราวกับจะเป็นตัวแทนของสนธิสัญญาพันธมิตรกันที่บริเวณสูงกว่า 100 เมตรเหนือพื้นดิน เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นมาจากพวกเขาทั้งสอง ดูเหมือนเฟี๊ยตจะได้เพื่อนร่วมเดินทางในเกมของโลกความฝันแสนประหลาดแล้ว เภสัชกรหนุ่มยิ้มออกมาอย่างสบายใจ ตอนนี้เขาพร้อมทุกอย่าง ถึงเวลาที่เขากับไอ้เพื่อนใหม่จะได้ออกตะลุยในโลกอีธอร่าอย่างจริงจังแล้ว

 

 

 

            ชัยชนะต้องเป็นของมึงแน่ ไอ้เฟี๊ยต!’

 

 

 

 

 

            นายพินต้า

            ฝากกดติดตามเฟส ทวีต และในแอปนี้ด้วยนะ

            นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องช้าหน่อยนะ เพราะพล็อตนั้นยาว ผมจึงต้องค่อยๆ พาทุกคนไปเที่ยวในความฝันแบบค่อยเป็นค่อยไป อยู่กันไปนานๆ นะ แต่ตอนนี้ ห้ามลืมเมนต์ 555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

100 ความคิดเห็น

  1. #76 popleaw (@popleaw) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 16:05
    ดีงามมัก
    #76
    0
  2. #65 XaRinXin (@XaRinXin) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 01:36

    ได้รวมทีมกันแล้ว เย้ 5555

    #65
    0